ภีมก้มลงมองสร้อยคอเพชรของแม่ในมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านกระจกบานใหญ่

PART 2 : ทายาทสายเลือดมังกร และการพิพากษาในคืนเดือนดับ
“นายน้อยภีม… ในที่สุดกระผมก็พบท่านแล้ว!”
ถ้อยคำนั้นดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถงกว้างใหญ่ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจเด็กชายวัยสิบขวบ
ภีมยืนเบิกตากว้าง ร่างกายที่หนาวสั่นจนชาด้านแข็งทื่อไปในทันที
ชายสูงวัยตรงหน้า ผู้มีเรือนผมสีดอกเลาและสวมชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบราวมหาเศรษฐีชั้นสูง ไม่ได้เพียงแค่เอ่ยทักทายธรรมดา
แต่เขากลับยอมคุกเข่าลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ สองมือที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายทศวรรษประคองมือน้อยๆ ที่เปรอะเปื้อนคราบโคลนของภีมไว้ด้วยความสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม
หยาดน้ำตาเม็ดโป้งเอ่อล้นเบ้าตาของชายชรา ก่อนจะหยดแหมะลงบนหลังมือของเด็กชาย
“คุณตา… รู้จักพ่อของผมด้วยเหรอครับ?” ภีมถามด้วยเสียงแหบแห้งที่สั่นเครือ ลำคอของเขาแห้งผากจนแทบจะเปล่งคำพูดไม่ออก
เกริกเกียรติเงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตากลมโตที่บวมช้ำของเด็กน้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดร้าวอย่างแสนสาหัส
“รู้จักสิครับ… ท่านไม่ใช่แค่คนที่กระผมรู้จัก แต่ท่านประธานธนภัทร คือผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตของกระผม และคือเจ้าชีวิตของทุกคนในตระกูลอัครเดชานันท์!”
เกริกเกียรติลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนจะหันไปสั่งการแม่บ้านและบอดี้การ์ดร่างยักษ์นับสิบนายที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบห้องโถงด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดทรงอำนาจ
“ป้าสมร! พานายน้อยไปที่ห้องนอนใหญ่ชั้นสอง เตรียมน้ำอุ่น ผสมเกลือสมุนไพร และนำชุดที่ดีที่สุดมาเปลี่ยนให้นายน้อยเดี๋ยวนี้!”
“ตามทีมแพทย์ประจำตระกูลมาตรวจร่างกายอย่างละเอียด อย่าให้มีแม้แต่รอยขีดข่วนเดียวที่ถูกมองข้าม!”
“และพวกแกทุกคน…”
เกริกเกียรติตวัดสายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีไปยังหัวหน้าบอดี้การ์ด
“สั่งการปิดทางเข้าออกคฤหาสน์ทุกจุด ส่งหน่วยลาดตระเวนติดอาวุธคุ้มกันพื้นที่รัศมีห้ากิโลเมตร… หากมีหนอนตัวไหนกล้าเข้ามารบกวนนายน้อย ให้เด็ดหัวมันทิ้งได้ทันที!”
“ครับท่านเกริกเกียรติ!”
เสียงขานรับหนักแน่นดังก้องไปทั่วคฤหาสน์
ภีมถูกประคองเข้าไปในห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ที่โอ่อ่าดั่งพระราชวัง น้ำอุ่นช่วยชำระล้างคราบโคลน กลิ่นเขม่าควันไฟจากเมรุเผาศพ และความหนาวเหน็บที่เกาะกุมหัวใจออกไปทีละน้อย
บาดแผลฟกช้ำตามแขนและแผ่นหลังที่เกิดจากการถูกแม่เลี้ยงผลักตกบันได ถูกทีมแพทย์ทายาและดูแลอย่างอ่อนโยนที่สุด
เด็กน้อยถูกจับแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำสั่งตัดพิเศษและกางเกงสแล็กพอดีตัว ผิวพรรณที่สะอาดสะอ้านเผยให้เห็นเค้าโครงใบหน้าคมคาย ผิวขาวผ่อง และแววตาเด็ดเดี่ยวที่ถอดแบบมาจากพ่อของเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน
เมื่อภีมก้าวลงมาจากบันไดวน เกริกเกียรติกำลังยืนรออยู่หน้าเตาผิงไฟขนาดใหญ่ ในมือของชายชราถือแก้วช็อกโกแลตร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่น
“ดื่มอะไรร้อนๆ ก่อนนะลูก แล้วนั่งลงคุยกับตา” เกริกเกียรติเปลี่ยนสรรพนามด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
ภีมรับแก้วมาจิบเบาๆ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วช่องท้อง แต่ในสมองของเขายังคงเต็มไปด้วยคำถามนับหมื่นนับพัน
“คุณตาครับ… ตกลงแล้วพ่อของผมเป็นใครกันแน่ครับ?”
เด็กชายวางแก้วลง สบตาชายชราอย่างตรงไปตรงมา
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อบอกผมเสมอว่าพ่อเป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดาๆ บ้านของเราเป็นแค่ทาวน์เฮาส์หลังเล็กๆ พ่อต้องทำงานดึกทุกคืนเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอมให้ผม… แล้วทำไมคนอย่างคุณตา ถึงเรียกพ่อว่า ‘ท่านประธาน’ แล้วเรียกผมว่า ‘นายน้อย’ ล่ะครับ?”
เกริกเกียรติถอนหายใจยาว แววตาของเขาฉายความเจ็บปวดและชื่นชมระคนกัน
เขายื่นมือไปหยิบเศษกระดาษยับย่นที่ภีมนำติดตัวมา วางลงบนโต๊ะกระจก
บนกระดาษแผ่นนั้น นอกจากชื่อของเกริกเกียรติและเบอร์โทรศัพท์แล้ว ยังมีรอยนิ้วมือสีแดงคล้ำประทับอยู่ตรงมุมล่าง
เกริกเกียรติหยิบเครื่องสแกนแสงอินฟราเรดขนาดพกพาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วฉายแสงลงไปบนรอยเลือดนั้น
ทันใดนั้น แสงเลเซอร์ก็สะท้อนให้เห็นรหัสลับและลวดลายไมโครชิปขนาดจิ๋วที่ฝังตัวอยู่ใต้เยื่อกระดาษอย่างน่าอัศจรรย์!
“นี่คือ ‘ตราประทับโลหิต’ ของราชันภัทรกรุ๊ป” เกริกเกียรติเอ่ยขึ้นช้าๆ
“เครือบรรษัทข้ามชาติที่กุมสัมปทานพลังงาน ท่าเรือขนส่ง และอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก มูลค่าทรัพย์สินรวมกันไม่ต่ำกว่า ‘ห้าแสนล้านบาท’!”
ภีมแทบหยุดหายใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน
“ห้า… ห้าแสนล้านเหรอครับ?!”
“ใช่แล้วลูก… พ่อของเจ้า ชายที่เจ้าเรียกว่าพนักงานธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือ ‘คุณธนภัทร ราชันภัทร’ มหาเศรษฐีลึกลับผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!”
“แต่ถ้าพ่อรวยขนาดนั้น… ทำไมพ่อต้องพาผมไปอยู่บ้านหลังเล็กๆ ทำไมพ่อถึงต้องยอมให้ผู้หญิงคนนั้นโขกสับ ทำไมพ่อไม่รักษาตัวในโรงพยาบาลดีๆ ล่ะครับ?!”
น้ำตาของภีมรื้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงภาพพ่อนอนพะงาบๆ อยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลรัฐที่แออัดยัดเยียด
เกริกเกียรติกุมมือเด็กชายแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบจนน่าสะพรึงกลัว
“เพราะพ่อของเจ้า… กำลังเล่นหมากกระดานที่อันตรายที่สุดในชีวิต เพื่อปกป้องเจ้ายังไงล่ะ ภีม!”
“ปกป้องผม?”
“เมื่อหกปีก่อน หลังจากที่แม่แท้ๆ ของเจ้าเสียชีวิต ตระกูลอัครเดชานันท์ถูกแทรกซึมโดยกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ พวกมันต้องการฮุบสัมปทานพลังงาน และส่งคนแฝงตัวเข้ามาในทุกมิติของบริษัท”
เกริกเกียรติหยิบรีโมตขึ้นมากดเปิดหน้าจอขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดสีน้ำมัน
ภาพใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นบนจออย่างชัดเจน…
‘พิมพ์พิศา’ แม่เลี้ยงผู้เหี้ยมโหด!
แต่ข้างๆ รูปของเธอ กลับมีภาพเอกสารประวัติอาชญากรรม บัญชีธนาคารในต่างประเทศ และภาพถ่ายลับที่เธอแอบพบปะกับชายวัยกลางคนในเงามืด
“พิมพ์พิศา… ไม่ใช่แค่ผู้หญิงธรรมดาที่บังเอิญมาแต่งงานกับพ่อของเจ้า”
เกริกเกียรติกัดฟันกรอด เสียงของเขาสั่นด้วยความแค้น
“แต่นางคือนักต้มตุ๋นระดับสากล และเป็นสายลับที่กลุ่มอิทธิพลมืดส่งเข้ามาเพื่อลอบสังหารพ่อของเจ้าและขโมยรหัสผ่านคลังสมบัติของตระกูล!”
“แล้วพ่อรู้ไหมครับ?!” ภีมถามเสียงสั่น
“คุณธนภัทรรู้มาตั้งแต่แรก!”
คำตอบของเกริกเกียรติทำให้ภีมช็อกจนตัวชา
“พ่อของเจ้ารู้ว่าพิมพ์พิศาแอบใส่ ‘สารหนูอินทรีย์และทัลเลียม’ เจือปนในอาหารและซุปที่นางต้มให้กินทุกวันทีละน้อยมาตลอดสามปี!”
“อะไรนะครับ?!”
ภีมผุดลุกขึ้นยืน ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาราวกับภาพหลอน
เขายังจำได้ดี… ทุกครั้งที่พิมพ์พิศาต้มซุปกระดูกหมูอันโอชะมาให้พ่อ เธอจะห้ามไม่ให้ภีมกินเด็ดขาด โดยอ้างว่าเด็กกินแล้วจะปวดท้อง และมักจะแอบยิ้มหวานเยิ้มส่งให้พ่อยามที่พ่อตักซุปเข้าปาก
“พ่อรู้ว่ามีพิษ… แล้วทำไมพ่อถึงยังกินล่ะครับคุณตา?! ทำไมพ่อถึงไม่จับนางส่งตำรวจตั้งแต่แรก!” ภีมกรีดร้องทั้งน้ำตา ความเจ็บปวดบีบคั้นหัวใจดั่งถูกบดขยี้
“เพราะถ้าพ่อของเจ้าเปิดโปงนางตั้งแต่ตอนนั้น… กลุ่มอำนาจมืดที่อยู่เบื้องหลังพิมพ์พิศา จะส่งมือสังหารมาฆ่าเจ้าทันที!”
เกริกเกียรติหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาย
“พ่อของเจ้ารู้ดีว่า ตัวเองถูกล้อมไว้ทุกด้าน ศัตรูมีทั้งนักการเมืองระดับสูง ผู้บัญชาการตำรวจทุจริต และกองกำลังติดอาวุธเถื่อน… ทางเดียวที่จะทำให้เจ้าปลอดภัย คือการแกล้งทำเป็น ‘แพ้พ่าย’ แกล้งทำเป็นคนโง่ที่หลงกลนาง ปล่อยให้นางคิดว่านางกำลังควบคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ!”
“คุณธนภัทรยอมกลืนกินยาพิษลงคอทุกวัน… ยอมทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดที่อวัยวะภายในถูกทำลาย เพื่อถ่วงเวลาให้กระผมโอนย้ายทรัพย์สินหลักทั้งหมดกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ไปผูกไว้กับ ‘ระบบสัญญาเลือด’ ในชื่อของเจ้าเพียงผู้เดียว!”
ภาพของพ่อยามที่นั่งไอเป็นเลือดในห้องน้ำยามดึก…
ภาพของพ่อที่แอบกอดภีมไว้แน่นแล้วกระซิบขอโทษซ้ำๆ ในคืนที่ฝนตกหนัก…
บัดนี้ ทุกอย่างกระจ่างชัดในหัวใจของเด็กชาย
พ่อไม่ได้อ่อนแอ…
พ่อไม่ได้โง่เขลา…
แต่พ่อกำลังใช้ชีวิตและลมหายใจของตัวเอง เป็นโล่กำบังอันแข็งแกร่งที่สุด เพื่อปกป้องลูกชายเพียงคนเดียวให้รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกา!
“แล้ว… ร่างของพ่อที่ถูกเผาไปเมื่อเย็นนี้ล่ะครับ?” ภีมถามทั้งน้ำตาที่ไหลพราก
เกริกเกียรติยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและความเหี้ยมเกรียม
“นั่นคือ ‘ไพ่ตายใบแรก’ ที่คุณธนภัทรเตรียมไว้… ร่างที่อยู่ในเตาเผานั้น คือร่างไร้วิญญาณของผู้บริจาคทางการแพทย์ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งมีสรีระและกลุ่มเลือดตรงกับพ่อของเจ้าทุกประการ โดยมีแพทย์นิติเวชระดับสูงของเราเป็นผู้สับเปลี่ยนและออกใบมรณบัตรปลอม!”
ภีมเบิกตากว้างจนแทบจะถลน หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“หมายความว่า… พ่อ… พ่อยังไม่ตายเหรอครับ?!”
เกริกเกียรติสบตาภีมอย่างจริงจัง ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ด้วยความสะเทือนใจ
“พ่อของเจ้าไม่ได้อยู่ในโลงศพนั้นจริง… แต่ร่างกายของท่านถูกสารพิษทำลายไปมากจนเกินเยียวยา เวลานี้… ท่านกำลังนอนรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อใต้ดินของคฤหาสน์หลังนี้ ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ระดับโลกด้วยเครื่องพยุงชีพขั้นสูงสุด!”
“พ่อยังอยู่! พ่อของผมยังไม่ตาย!”
ภีมปล่อยโฮออกมาด้วยความดีใจอย่างที่สุด เขาทรุดตัวลงกอดขาเกริกเกียรติไว้แน่น
“พาผมไปหาพ่อได้ไหมครับคุณตา… ผมอยากเจอพ่อ!”
“เจ้าจะได้เจอท่านแน่นอน ภีม…”
เกริกเกียรติลูบศีรษะเด็กชายอย่างอ่อนโยน
“แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น… ยังมีภารกิจอีกอย่างหนึ่งที่พ่อของเจ้าสั่งเสียไว้ และมันจะต้องเกิดขึ้นในคืนนี้!”
แววตาของเกริกเกียรติเปลี่ยนเป็นดุดันดั่งเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง
“พิมพ์พิศา… นางคิดว่าแผนการของนางสำเร็จอย่างงดงาม นางคิดว่าพ่อของเจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว และนางเพิ่งจะขับไล่เจ้าไปตายในป่าลึก”
“ในเวลานี้… นางกำลังจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่เพนต์เฮาส์หรูใจกลางสุขุมวิท กับ ‘ชู้รัก’ ของนาง ซึ่งเป็นทนายความทรยศที่ร่วมมือกันปลอมแปลงพินัยกรรม!”
“พวกมันกำลังจะเปิดขวดแชมเปญ เพื่อฉลองให้กับการได้ครอบครองมรดกเลือดของตระกูลเจ้า…”
เกริกเกียรติก้มลงมองภีม แววตาเต็มไปด้วยการทดสอบและความคาดหวังอันยิ่งใหญ่
“ภีม… เจ้าอายุเพียงสิบขวบ แต่ในสายเลือดของเจ้า คือสายเลือดของพญาราชัน เจ้าพร้อมที่จะเดินเคียงข้างตา ไปทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเจ้า และบดขยี้ผู้หญิงสารเลวคนนั้นให้จมลงสู่นรกหรือยัง?!”
เด็กชายวัยสิบขวบปาดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าช้าๆ
แววตาอันไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่เคยหวาดกลัว มลายหายไปจนหมดสิ้น
สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือแววตาสีดำสนิทที่นิ่งสงบ เยือกเย็น และลึกซึ้งดั่งมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง… แววตาของ ‘พญาราชัน’ ที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหล!
“ผมพร้อมครับคุณตา…”
น้ำเสียงของภีมราบเรียบ ทว่าหนักแน่นจนทำให้บอดี้การ์ดรอบข้างต้องขนลุกซู่
“ผมจะไปทวงคืนศักดิ์ศรีของพ่อ… และทำให้ผู้หญิงคนนั้น ได้ลิ้มรสความตายทั้งเป็น!”
ณ เพนต์เฮาส์ดูเพล็กซ์สุดหรู ชั้น 45 ของคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรีใจกลางสุขุมวิท
เสียงดนตรีคลาสสิกเปิดคลอเบาๆ เคล้าไปกับเสียงหัวเราะอย่างรื่นเริงและเสียงแก้วคริสตัลกระทบกันดังกริ๊ง
บนโต๊ะอาหารหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส คาเวียร์เบลูกา และไวน์แดงขวดละหลายแสนบาท
พิมพ์พิศาในชุดราตรีสั้นสีแดงเพลิงรัดรูป เผยให้เห็นทรวดทรงเย้ายวน บนลำคอระหงของเธอสวมสร้อยคอเพชรประกายระยิบระยับ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดชิ้นสุดท้ายของแม่แท้ๆ ของภีม
ใบหน้าที่เคยแสร้งทำเป็นโศกเศร้าในงานศพ บัดนี้กลับฉาบไปด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมล้นไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องและราคะ
ข้างกายของเธอ คือ ‘ทนายชัยวัฒน์’ ชายวัยสี่สิบต้นๆ ในชุดสูทหรูหรา ผู้ซึ่งเป็นทั้งที่ปรึกษากฎหมายประจำตัวของธนภัทร และเป็นชู้รักลับๆ ของพิมพ์พิศามานานหลายปี
“แด่ความสำเร็จของเราครับ… คุณนายพิมพ์พิศา มหาเศรษฐินีคนใหม่ของเมืองไทย”
ชัยวัฒน์ยกแก้วแชมเปญขึ้นชนกับเธอ แววตาฉายแววโลภโมโทสันอย่างปิดไม่มิด
“ฮิๆ ขอบคุณค่ะทนายชัยวัฒน์ ถ้าไม่ได้แผนการอันแยบยลของคุณ ฉันคงไม่มีวันกำจัดไอ้แก่หน้าโง่นั่นได้เร็วขนาดนี้หรอกค่ะ”
พิมพ์พิศาหัวเราะคิกคัก ยกแชมเปญขึ้นจิบอย่างมีความสุข
“แล้วไอ้เด็กเวรนั่นล่ะครับ? เรียบร้อยดีไหม?” ชัยวัฒน์ถามพลางเลิกคิ้ว
พิมพ์พิศาแสยะยิ้มอย่างสะใจ สายตาเต็มไปด้วยความอำมหิต
“ฉันถีบหัวส่งมันลงกลางป่ายางแถวสระแก้วไปแล้วค่ะ! ถนนลูกรังเปลี่ยวขนาดนั้น ไม่มีบ้านคน ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ แถมอากาศหนาวติดลบ ป่านนี้ถ้าไม่หนาวตาย ก็คงโดนหมาป่าหรือสัตว์มีพิษคาบไปกินแล้วล่ะค่ะ สะใจจริงๆ!”
“ฮ่าๆๆๆ! ยอดเยี่ยมมากครับ!” ชัยวัฒน์หัวเราะร่วน “เด็กอายุแค่สิบขวบ ไม่มีทางรอดชีวิตออกมาจากป่านั้นได้แน่นอน คดีคนหายในป่าลึก ตำรวจไม่มีวันสืบสาวมาถึงเราได้หรอก”
ชัยวัฒน์หยิบเอกสารสัญญาหนาเตอะออกมาจากกระเป๋าเอกสารหนังแท้ แล้ววางลงตรงหน้าเธอ
“นี่คือเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์หุ้นทั้งหมดในเครือบริษัท อสังหาริมทรัพย์ห้าสิบแห่ง และเงินในบัญชีธนาคารในประเทศรวมกว่าสามพันล้านบาท ตามพินัยกรรมฉบับใหม่ที่เราทำขึ้นมา ขอแค่คุณพิมพ์พิศาเซ็นชื่อตรงนี้ ทุกอย่างก็จะกลายเป็นของคุณโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว!”
พิมพ์พิศาตามองเอกสารเหล่านั้นด้วยความโลภจนเนื้อตัวสั่นระริก
เธอหยิบปากกาขนนกทองคำขึ้นมา จรดปลายปากกาลงบนกระดาษอย่างไม่ลังเลใจ
“ในที่สุด… สวรรค์ก็เข้าข้างฉัน! ลาก่อนนะไอ้ผัวโง่ ลาก่อนไอ้เด็กเปรต ทรัพย์สินทั้งหมดนี้ มันต้องเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น!”
ทว่า… ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ปลายปากกาจะตวัดหมึกตัวสุดท้ายลงไป
พรึ่บ!!
จู่ๆ แสงไฟระยิบระยับทั่วทั้งเพนต์เฮาส์ก็ดับวูบลงในพริบตา!
เสียงดนตรีคลาสสิกหยุดชะงัก เครื่องปรับอากาศดับสนิท ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิดอันน่าขนลุก มีเพียงแสงจันทร์สีเงินยวบยาบที่สาดส่องผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามา
“ว้าย! อะไรกันเนี่ย?!” พิมพ์พิศากรีดร้องด้วยความตกใจ “คอนโดหรูระดับนี้ ไฟดับได้ยังไงกัน? นิติบุคคลทำงานกันยังไง!”
“ใจเย็นๆ ครับพิมพ์ สงสัยหม้อแปลงข้างล่างคงระเบิด เดี๋ยวไฟสำรองก็คงทำงาน…” ชัยวัฒน์เอ่ยปลอบพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดไฟฉาย
แต่ทว่า… ผ่านไปหลายนาที ระบบไฟสำรองกลับไม่มีวี่แววว่าจะทำงาน
สิ่งที่ตามมา กลับเป็นเสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากที่กำลังก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียงอยู่ภายนอกประตูห้อง
ตึก… ตึก… ตึก…
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากรองเท้าคู่เดียว แต่มันดังกระหึ่มราวกับกองทัพทหารที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาปิดล้อม!
“ชัยวัฒน์คะ… เสียงอะไรน่ะ?” พิมพ์พิศาเริ่มตัวสั่นด้วยความระแวง สัญชาตญาณเตือนภัยในตัวเริ่มร้องเตือน
ยังไม่ทันที่ชัยวัฒน์จะได้เอ่ยปากตอบ
โครมมมมมมมม!!
บานประตูไม้สักทองหนาพิเศษของเพนต์เฮาส์ ถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรงด้วยเครื่องทำลายประตูของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ!
เศษไม้และกลอนเหล็กแตกกระจายปลิวว่อนไปทั่วห้อง
“กรี๊ดดดดดด!” พิมพ์พิศากรีดร้องสุดเสียง วิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของชัยวัฒน์
ชายฉกรรจ์ในชุดคอมแบทสีดำสนิท สวมหน้ากากกันกระสุน และถือปืนไรเฟิลจู่โจมติดลำแสงเลเซอร์สีแดงนับยี่สอนาย พรวดพราดเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ
จุดเลเซอร์สีแดงเข้มนับสิบจุด พุ่งตรงเข้าล็อกเป้าที่หน้าผากและแผงอกของพิมพ์พิศาและชัยวัฒน์ในทันที!
“อยู่นิ่งๆ! วางมือไว้บนหัว ไม่อย่างนั้นเราจะยิง!” เสียงคำรามผ่านหน้ากากดังก้องกังวานจนทั้งสองแทบฉี่ราด
“พะ… พวกแกเป็นใคร?! ปล้นเหรอ?! ฉันมีเงินนะ อยากได้เท่าไหร่เอาไปเลย แต่อย่าทำอะไรฉัน!” ชัยวัฒน์ยกมือขึ้นกุมหัว ขาสั่นพั่บๆ จนแทบยืนไม่อยู่
ท่ามกลางความมืดมิดและความหวาดกลัวอันขีดสุด
เสียงรองเท้าหนังชั้นดี กระทบลงบนพื้นหินอ่อนดังก้องเข้ามาอย่างช้าๆ… หนักแน่น และเยือกเย็น
ไฟฉายสปอตไลต์แรงสูงสี่ดวงที่ติดตั้งอยู่หน้าประตู ถูกเปิดสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน สาดแสงสีขาวเจิดจ้าตรงมายังกลางห้องโถง
ร่างของชายสูงวัยผู้ทรงอำนาจ… เกริกเกียรติ ก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างาม
และที่ยืนอยู่เคียงข้างเขา…
คือเด็กชายวัยสิบขวบในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งความหวาดกลัว แววตาสีดำลึกล้ำดั่งพญาราชันที่จ้องตรงมายังหญิงสาวตรงหน้า
“ภะ… ภีม?!”
พิมพ์พิศาอุทานออกมาเสียงหลง ดวงตาของเธอเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ใบหน้าที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทา
“เป็นไปไม่ได้! แก… แกตายไปแล้วนี่! แกควรจะตายอยู่ในป่านั่นแล้วสิ!”
“ผิดหวังเหรอครับ… น้าพิมพ์?”
น้ำเสียงของภีมราบเรียบ ทว่ากลับเย็นยะเยือกจนทำให้บรรยากาศในห้องลดฮวบลงจนเหมือนจุดเยือกแข็ง
เด็กชายก้าวเดินตรงเข้ามาทีละก้าว แต่ละย่างก้าวเปี่ยมล้นไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่เด็กวัยสิบขวบไม่ควรจะมี
“เสียใจด้วยนะครับ… ที่ป่ายางแถวสระแก้ว มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่น้าคิด และพระเจ้า… ก็ไม่ได้เข้าข้างคนชั่วช้าอย่างพวกคุณ!”
“แก… ไอ้เด็กเปรต!” ชัยวัฒน์ที่เริ่มตั้งสติได้ แผดเสียงลั่นด้วยความโกรธ “แกพาใครบุกรุกเข้ามาในห้องนี้ห้ะ?! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร! ฉันเป็นทนายความระดับประเทศนะเว้ย! พวกแกกำลังบุกรุกเคหสถานในยามวิกาล มีอาวุธสงคราม ฉันจะฟ้องให้พวกแกติดคุกหัวโต!”
“จะฟ้องใครเหรอครับ… ทนายชัยวัฒน์?”
เกริกเกียรติเอ่ยปากขึ้นด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม
ชายสูงวัยดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
ชายในชุดสูทสากลอีกกลุ่มหนึ่งก็เดินก้าวเข้ามาในห้อง นำโดยชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและติดเข็มกลัดสัญลักษณ์พิเศษที่ปกเสื้อ
เมื่อชัยวัฒน์เห็นใบหน้าของชายผู้นั้น เข่าของเขาก็ทรุดฮวบลงกับพื้นทันที!
“ทะ… ท่านอัยการสูงสุด! ผ… ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง?!”
“สวัสดีครับ คุณชัยวัฒน์ และคุณพิมพ์พิศา”
อัยการสูงสุดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมกับชูเอกสารแผ่นใหญ่ที่มีตราครุฑสีแดงสดประทับอยู่
“เรามีหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันวางยาพิษเพื่อหวังผลในทรัพย์สิน, ปลอมแปลงเอกสารสิทธิและพินัยกรรม, ฟอกเงินข้ามชาติ และกบฏต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ!”
“หมายจับพยายามฆ่าอะไรกัน?! ไร้สาระ!” พิมพ์พิศากรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ปฏิเสธเสียงหลง “ฉันไม่ได้ฆ่าใคร! ธนภัทรมันป่วยตายเองตามธรรมชาติ ผลชันสูตรจากโรงพยาบาลก็ระบุชัดเจนว่าหัวใจวายเฉียบพลัน! พวกแกมีหลักฐานอะไรมาปรักปรำฉัน!”
“หลักฐานเหรอครับ?”
ภีมก้าวขึ้นมาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะอาหาร ชายตามองขวดแชมเปญและจานคาเวียร์ด้วยสายตารังเกียจ
“น้าพิมพ์คิดว่า ตลอดสามปีที่น้าแอบใส่สารหนูลงในซุปของพ่อ… พ่อไม่รู้จริงๆ เหรอครับ?”
คำพูดของภีม ดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางกบาลของพิมพ์พิศาจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง!
“แก… แกพูดเรื่องบ้าอะไร!”
“ทุกถ้วยซุปที่น้าต้ม ทุกช้อนที่น้าป้อนพ่อ… กล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในตาของรูปปั้นพระพิฆเนศในห้องครัว บันทึกภาพไว้ได้ทุกวินาที!”
ภีมหยิบแฟ้มเอกสารหนาเตอะจากมือของเกริกเกียรติ โยนลงบนโต๊ะอาหารอย่างแรงจนแก้วไวน์กระเด็นล้มคว่ำ น้ำไวน์สีแดงสดไหลนองเปรอะเปื้อนเอกสารพินัยกรรมปลอมของพวกมัน ดั่งธารเลือดที่ไหลริน
“ผลตรวจเลือดของคุณพ่อที่เก็บรักษาไว้ในห้องแล็บลับสากล… ตรวจพบสารทัลเลียมและสารหนูเข้มข้นตรงกับสารเคมีที่ตำรวจเพิ่งตรวจยึดได้จากตู้เซฟใต้เตียงในห้องนอนของน้าเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว!”
“และที่สำคัญที่สุด…”
เกริกเกียรติหัวเราะในลำคอด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม
“เอกสารที่สู้อุตส่าห์ให้ทนายทรยศร่างขึ้นมา แล้วหลอกให้คุณธนภัทรเซ็นก่อนตายน่ะ… รู้ไหมว่ามันคืออะไร?”
ชัยวัฒน์หน้าซีดเผือด รีบก้มลงมองเอกสารสัญญาที่เปื้อนคราบไวน์แดงทันที
“มันไม่ใช่การโอนทรัพย์สิน…” เกริกเกียรติเฉลยอย่างเลือดเย็น
“แต่มันคือ ‘หนังสือยอมรับสภาพหนี้เสีย’ ของบริษัทในเครือที่ล้มละลายในต่างประเทศ มูลค่าหนี้รวม ‘หนึ่งหมื่นแปดพันล้านบาท’ ที่คุณธนภัทรเตรียมไว้ฝังศพพวกแกโดยเฉพาะ!”
“ทันทีที่พิมพ์พิศาจรดปากกาลงไปเมื่อสักครู่… ทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของนาง รถ บ้าน คอนโด บัญชีธนาคารเดิม และที่ดินทุกแปลง จะถูกธนาคารระหว่างประเทศยึดทรัพย์เพื่อชำระหนี้ทันทีในวันพรุ่งนี้เช้า!”
“กรี๊ดดดดดดดดด!!”
พิมพ์พิศากรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนราวกับสัตว์ป่าที่ถูกเชือด
เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น สองมือกุมขมับอย่างคนเสียสติ มองดูเอกสารที่กลายเป็นคำสั่งประหารชีวิตทางการเงินของเธอ
“ไม่จริง! ไม่จริง! มึงหลอกกู! ไอ้ธนภัทรมึงหลอกกู!”
“ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกนะ พิมพ์พิศา…”
ภีมก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอ ก้มลงมองหญิงสารเลวที่เคยผลักเขาตกรถด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเมตตาแม้เพียงเศษเสี้ยว
“สร้อยคอเพชรเส้นนั้น… ที่อยู่บนคอน้า…”
เด็กชายเอื้อมมือไปกระชากสร้อยคอเพชรออกจากลำคอของเธออย่างแรง จนสายสร้อยขาดสะบั้น บาดผิวเนื้อของพิมพ์พิศาจนเลือดซิบ!
“โอ๊ย!” พิมพ์พิศาร้องลั่น
ภีมประคองสร้อยคอเพชรของแม่แท้ๆ ไว้ในอุ้งมืออย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันมามองหน้าเธออีกครั้ง
“สิ่งของของแม่ผม… เสนียดจัญไรอย่างน้า ไม่มีค่าพอที่จะแตะต้องมันแม้แต่ปลายเล็บ!”
“ชัยวัฒน์! ช่วยฉันด้วย! แกเป็นผัวฉันนะ แกเป็นทนาย แกช่วยฉันสิ!” พิมพ์พิศาหันไปเกาะขาชู้รักอย่างสิ้นหวัง
แต่ทว่า… ชัยวัฒน์กลับถีบเธอออกไปอย่างไม่ไยดี!
“ไสหัวไปอีสารเลว!” ชัยวัฒน์คลานเข่าเข้ามากราบแทบเท้าของเกริกเกียรติและภีมอย่างน่าสมเพช
“ท่านเกริกเกียรติครับ! นายน้อยภีมครับ! ผมยอมแล้วครับ! ผมถูกนังผู้หญิงคนนี้หลอกใช้! มันเป็นคนสั่งให้ผมทำพินัยกรรมปลอม มันเป็นคนวางแผนฆ่าคุณธนภัทรทั้งหมด ผมมีคลิปเสียง มีแชตหลักฐานที่มันสั่งให้ผมไปซื้อยาพิษ! ผมจะมอบให้ตำรวจทั้งหมด ขอแค่กันผมไว้เป็นพยานเถอะนะครับ!”
“ไอ้ชัยวัฒน์! ไอ้ชาติหมา! มึงกล้าหักหลังกูเหรอ?!” พิมพ์พิศาพุ่งเข้าไปตบตีและกระชากผมของชัยวัฒน์อย่างบ้าคลั่ง
ภาพของหญิงไฮโซจอมปลอมและทนายความผู้ทรยศ ที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงและตบตีกันบนพื้นห้องที่เปรอะเปื้อนคราบไวน์ ช่างน่าเวทนาและน่าขยะแขยงจนเกินบรรยาย
“ควบคุมตัวพวกมันทั้งสองคนไปที่กองปราบปรามพิเศษ!”
ผู้บัญชาการสอบสวนกลางสั่งการเสียงเฉียบขาด
เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายก้าวเข้ามาแยกตัวพวกมันออกจากกัน แล้วสวมกุญแจมือเหล็กหนาแน่นทันที
พิมพ์พิศาที่ถูกล็อกแขนไพล่หลัง พยายามดิ้นรนสุดชีวิต เธอเงยหน้าขึ้นมองภีมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพยาบาทและหวาดกลัว
“ไอ้ภีม! มึงคิดว่ามึงชนะแล้วเหรอ?! พ่อมึงก็ตายไปแล้ว มึงมันก็แค่เด็กกำพร้าไร้พ่อขาดแม่! กูขอแช่งให้มึง…”
เพียะ!!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าของพิมพ์พิศาดังก้องสะท้อนไปทั่วห้อง!
ไม่ใช่ฝีมือของเกริกเกียรติ… และไม่ใช่ฝีมือของตำรวจ…
แต่เป็นฝ่ามือเล็กๆ ของภีม ที่ฟาดลงไปอย่างเต็มแรงและเด็ดขาด!
พิมพ์พิศาหน้าหันไปตามแรงตบ ริมฝีปากแตก เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา เธอหันกลับมามองเด็กชายด้วยความช็อกสุดขีด
“ตบนี้… สำหรับการที่น้าบังอาจดูถูกความรักของพ่อผม”
ภีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจสังหารที่ทำให้ทุกคนในห้องต้องกลั้นหายใจ
“และจำใส่กะโหลกของน้าไว้ด้วยนะ พิมพ์พิศา…”
เด็กชายโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของเธอช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“พ่อของผม… ยังไม่ตาย และพ่อกำลังรอฟังข่าวการถูกตัดสินประหารชีวิตของน้า อยู่ในห้องปลอดเชื้อที่คฤหาสน์!”
“อะ… อะไรนะ?!”
ดวงตาของพิมพ์พิศาเบิกกว้างด้วยความสยดสยองอย่างถึงที่สุด
ความหวาดกลัวที่แท้จริงแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูเซลล์ในร่างกาย เมื่อรู้ว่าชายที่เธอคิดว่าฆ่าตายไปแล้ว… แท้จริงแล้วยังคงมีลมหายใจ และเฝ้ามองดูความพินาศของเธออยู่จากบนบัลลังก์!
“พาตัวพวกมันออกไป!” ภีมสะบัดมือสั่งการ
“ม่ายยยยยยยยย! ธนภัทร! ภีม! ปล่อยกู! กูไม่ยอมมมมมม!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างคนบ้าคลั่งของพิมพ์พิศา ค่อยๆ ถูกลากห่างออกไปตามทางเดิน พร้อมกับร่างของชัยวัฒน์ที่ถูกคุมตัวออกไปดั่งซากสุนัขจนตรอก
ความเงียบสงบกลับคืนสู่เพนต์เฮาส์หรูอีกครั้ง
เกริกเกียรติก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างหลังเด็กชาย วางมืออันอบอุ่นลงบนบ่าเล็กๆ นั้นด้วยความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้
“นายน้อยทำได้ยอดเยี่ยมมากครับ… ท่านประธานต้องภูมิใจในตัวท่านมากอย่างแน่นอน”
ภีมก้มลงมองสร้อยคอเพชรของแม่ในมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านกระจกบานใหญ่
เมฆหมอกสีดำที่เคยบดบังแสงจันทร์ ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยผ่านไป
เผยให้เห็นดวงจันทร์วันเพ็ญที่ทอแสงสีเงินสุกสว่างเจิดจ้าไปทั่วผืนฟ้าเมืองหลวง
“ไปกันเถอะครับคุณตา…”
ภีมระบายยิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งแรก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความรักอันบริสุทธิ์
“เราไปรับพ่อกลับบ้านกันครับ”
ขบวนรถลีมูซีนกันกระสุนสีดำสนิท เคลื่อนตัวออกจากคอนโดมิเนียมหรู มุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์โบราณบนเนินเขา
คืนนี้… พายุร้ายได้พัดผ่านพ้นไปแล้ว
และนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป…
เด็กน้อยผู้เคยถูกทิ้งให้เผชิญความตายกลางป่าลึก ได้ก้าวข้ามผ่านขุมนรก และพร้อมที่จะยืนหยัดอย่างสง่างาม ในฐานะ ‘ทายาทผู้ครองบัลลังก์ราชันภัทร’ ที่ไม่มีผู้ใดกล้ามาสั่นคลอนได้อีกต่อไป!
PART 3 : ตราบาปที่ถูกชำระ และการหวนคืนของพญาราชัน (บทอวสาน)
ขบวนรถลีมูซีนกันกระสุนสีดำสนิทแล่นฝ่าสายหมอกหนาทึบยามดึกสงัด มุ่งหน้าลึกเข้าไปในหุบเขาอันเงียบสงบของเขตกักกันพิเศษ
ภายนอกหน้าต่างกระจกกรองแสง ความมืดมิดของผืนป่าที่เคยดูน่าสะพรึงกลัวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับดูสงบนิ่งและปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
ภีมนั่งอยู่บนเบาะหนังแท้ ปลายนิ้วเล็กๆ ลูบไล้ไปตามแนวเหลี่ยมมุมของสร้อยคอเพชรระยิบระยับในฝ่ามืออย่างทะนุถนอม
ความเย็นเยียบของอัญมณีล้ำค่า ไม่อาจเทียบได้กับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของเด็กน้อย
พ่อยังไม่ตาย…
คำคำนี้ก้องกังวานอยู่ในหัวใจของเขา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับบทสวดศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปัดเป่าความเจ็บปวดและความหวาดกลัวทั้งหมดที่เขาต้องแบกรับมาตลอดหลายปี
“นายน้อยครับ…”
เสียงทุ้มต่ำของเกริกเกียรติดังขึ้นข้างกาย ชายชราส่งผ้าขนหนูอุ่นชุบน้ำหอมระเหยกลิ่นยูคาลิปตัสให้แก่เด็กชาย
“เช็ดมือสักหน่อยเถอะครับ คราบเลือดของหญิงสารเลวคนนั้น ไม่คู่ควรที่จะเปรอะเปื้อนอยู่บนผิวพรรณอันบริสุทธิ์ของท่าน”
ภีมรับผ้ามาเช็ดฝ่ามือช้าๆ รอยแผลแตกที่ริมฝีปากของพิมพ์พิศาจากฝ่ามือของเขา ยังคงติดตาอยู่ไม่จางหาย
“คุณตาครับ…” ภีมเอ่ยถามขึ้น สายตาจับจ้องไปที่แสงไฟหน้ารถที่ตัดผ่านความมืด “ตอนที่พิมพ์พิศาผลักผมลงจากรถกลางป่า… พ่อรู้เรื่องนี้ไหมครับ?”
เกริกเกียรติชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มอ่อนโยนที่แฝงไว้ด้วยความสะเทือนใจ
“ท่านประธานรู้ทุกย่างก้าวของนายน้อยครับ”
เกริกเกียรติแตะหน้าจอแท็บเล็ตในมือ เผยให้เห็นพิกัดสัญญาณดาวเทียมสีเขียวที่กะพริบอยู่บนแผนที่สามมิติ
“ในกระเป๋าเป้เก่าๆ ที่พ่อของท่านมอบให้… มีไมโครชิประบุตำแหน่งจีพีเอสและสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินฝังอยู่ใต้ตะเข็บผ้า”
“และตลอดระยะเวลาสองชั่วโมงที่นายน้อยเดินเท้าอยู่กลางป่าลึก…”
เกริกเกียรติหันมาสบตาเด็กชายด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเคารพ
“มีหน่วยรบพิเศษสไนเปอร์ของตระกูลเราจำนวนสี่นาย คอยซุ่มคุ้มกันอยู่ในเงามืดบนยอดไม้ทุกๆ ห้าร้อยเมตร พร้อมจะปลิดชีพสัตว์ป่าหรือคนแปลกหน้าทุกคนที่กล้าเข้าใกล้ท่านเกินสิบก้าว”
ภีมเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงด้วยความตื้นตัน
“พ่อ… ไม่ได้ทิ้งผมให้เผชิญอันตรายคนเดียวจริงๆ สินะครับ”
“ไม่มีวันที่ท่านจะทอดทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของท่านครับ” เกริกเกียรติตอบอย่างหนักแน่น
“แต่ที่ท่านต้องยอมให้นายน้อยเผชิญกับบททดสอบอันโหดร้ายนั้น… ก็เพื่อให้ภาพจากกล้องดาวเทียมและพยานหลักฐานทั้งหมด ถูกบันทึกเข้าสู่สำนวนคดีของศาลอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ว่าพิมพ์พิศามีเจตนา ‘พยายามฆ่าโดยการทอดทิ้งผู้เยาว์ในถิ่นทุรกันดาร’ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทงความผิดอุกฉกรรจ์ที่ไม่สามารถขอยื่นประกันตัวได้ในทุกกรณี!”
รถลีมูซีนชะลอความเร็วลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ประตูกลไกเหล็กกล้าใต้ดินที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกจำลองขนาดมหึมาของคฤหาสน์
ลิฟต์ไฮดรอลิกขนาดใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนขบวนรถลงสู่ชั้นใต้ดินระดับความลึกกว่าสามสิบเมตร
ประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็น ‘ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง’ ที่สร้างขึ้นอย่างทันสมัยและโอ่อ่าดุจห้องทดลองวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์
ผนังทุกด้านเป็นกระจกนิรภัยป้องกันรังสีและแรงระเบิด อุปกรณ์ทางการแพทย์นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ส่งเสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
แพทย์และพยาบาลเฉพาะทางในชุดปลอดเชื้อกว่าสิบคน ยืนเรียงแถวทำความเคารพเมื่อเกริกเกียรติและภีมก้าวเท้าลงมาจากรถ
“นายน้อยภีม… ทางนี้ครับ”
นายแพทย์วัยกลางคนสวมแว่นตากรอบเงิน หัวหน้าทีมแพทย์ก้าวออกมารับรอง
ภีมก้าวตามฝีเท้าของผู้ใหญ่เข้าไปยังห้องกระจกปลอดเชื้อบานใหญ่ตรงกลางโถง
หัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กชายเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของชายคนหนึ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงพยาบาลปรับระดับพิเศษ
สายน้ำเกลือ สายฟอกไต และท่อลำเลียงออกซิเจนระโยงระยางเชื่อมต่อเข้ากับร่างกายของเขา
ใบหน้าของชายผู้นั้น แม้จะซูบตอบและซีดเซียวจากพิษร้ายที่สะสมมานานหลายปี แต่โครงหน้าคมสัน คิ้วเข้มดกดำ และสันจมูกโด่งเป็นสันนั้น…
คือใบหน้าของ ‘พ่อ’ ที่ภีมจดจำได้ทุกลมหายใจ!
“พ่อครับ…”
ภีมโผเข้าไปเกาะขอบเตียงพยาบาล น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้พังทลายลงมาเป็นสาย
เด็กชายกุมมือข้างขวาของพ่อที่เต็มไปด้วยรอยเข็มฉีดยาไว้แนบแก้มของตัวเอง สัมผัสถึงไออุ่นจางๆ ที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในฝ่ามือนั้น
“ภีมกลับมาแล้วครับพ่อ… ภีมทำสำเร็จแล้ว ภีมเอาสร้อยคอของแม่คืนมาได้แล้วครับ…”
เด็กชายสะอื้นไห้ วางสร้อยคอเพชรประกายลงบนฝ่ามือของพ่อ
ทันใดนั้นเอง…
นิ้วมือของชายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก็ขยับไหวเบาๆ!
เครื่องตรวจคลื่นหัวใจเริ่มส่งเสียงบี๊บถี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กราฟคลื่นสมองบนจอมอนิเตอร์พุ่งทะยานสูงขึ้น
เปลือกตาที่ปิดสนิทมานาน ค่อยๆ ขยับเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า…
นัยน์ตาสีดำสนิทดั่งห้วงอวกาศอันล้ำลึก ส่องประกายความเฉียบคมและทรงพลังออกมาอีกครั้ง แม้ในยามที่ร่างกายยังอ่อนแรง
“ภ… ภีม…”
เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก
“พ่อครับ! พ่อตื่นแล้ว!” ภีมร้องลั่นด้วยความดีใจสุดขีด โผเข้ากอดร่างของพ่อไว้อย่างทะนุถนอม ระวังไม่ให้กระทบกระเทือนสายน้ำเกลือ
ธนภัทรยกมือที่หนักอึ้งขึ้นอย่างช้าๆ ลูบลงบนกลุ่มผมของลูกชายอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มอันอบอุ่นที่ภีมไม่ได้เห็นมานานหลายปีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมหาเศรษฐีผู้กุมชะตาชีวิตของคนนับหมื่น
“ลูกพ่อ… เจ้าสิงโตน้อยของพ่อ…” ธนภัทรกระซิบเสียงสั่น น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มหลั่งริน “ลูกทำได้ดีมาก… ดีกว่าที่พ่อคาดไว้เสียอีก”
เกริกเกียรติและทีมแพทย์ที่ยืนมองดูภาพนั้น ต่างพากันก้มหน้าปาดน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ
พญาราชันแห่งอัครเดชานันท์… ได้ตื่นขึ้นจากการจำศีลแล้ว!
ทว่า… ในช่วงเวลาแห่งความปีตินั้นเอง
สายตาของภีมที่เหลือบมองไปยังถาดใส่กระบอกฉีดยาของนายแพทย์หัวหน้าทีม ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
บนหลอดแก้วบรรจุยาหลอดหนึ่ง มีสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีดำพร้อมอักษรย่อ ‘K-90’ ติดอยู่
ภีมจำสัญลักษณ์นั้นได้แม่นยำ!
มันคือสัญลักษณ์เดียวกับที่เขาเคยแอบเห็นในสมุดบันทึกส่วนตัวของพิมพ์พิศา ในคืนที่เธอแอบโทรศัพท์คุยกับใครบางคนในห้องทำงาน!
เด็กชายตัวแข็งทื่อ สัญชาตญาณความระแวงระวังที่พ่อเคยพร่ำสอนผุดขึ้นมาในสมองทันที
‘ถ้าวันไหนพ่อไม่อยู่แล้ว… อย่าไว้ใจใครเด็ดขาด…’
ภีมหันขวับไปมองนายแพทย์หัวหน้าทีม ผู้ซึ่งกำลังค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบกระบอกฉีดยานั้นขึ้นมา สวมปลอกเข็มอย่างเงียบเชียบ
เหงื่อกาฬเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผมของหมอคนนั้น มือของเขาสั่นระริกอย่างผิดสังเกต
“คุณหมอครับ…” ภีมเอ่ยปากขึ้นเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม “ยานั่น… คือยาอะไรเหรอครับ?”
นายแพทย์ชะงักมือไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติและส่งยิ้มสุภาพให้เด็กชาย
“อ๋อ… ยาบำรุงหัวใจและขยายหลอดเลือดครับนายน้อย ท่านประธานเพิ่งฟื้น จำเป็นต้องได้รับยานี้เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจทันทีครับ”
นายแพทย์ก้าวเข้ามาประชิดเตียง เตรียมจะเสียบปลายเข็มเข้าสู่สายน้ำเกลือที่ต่อตรงเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่ของธนภัทร
“เดี๋ยวก่อน!”
ภีมแผดเสียงลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปปัดแขนของนายแพทย์อย่างแรง!
เพล้ง!!
กระบอกฉีดยาหลุดกระเด็นตกกระแทกพื้นหินอ่อน แตกกระจาย น้ำยาสีใสไหลนองลงบนพื้น
วินาทีที่น้ำยานั้นสัมผัสกับพื้นหินอ่อน ควันสีขาวจางๆ พร้อมกับฟองแก๊สขนาดเล็กก็เดือดปุดๆ ขึ้นมา กัดกร่อนยาแนวหินอ่อนจนเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำในพริบตา!
“นี่มันอะไรกัน?!” เกริกเกียรติตวาดลั่น ใบหน้าของชายชราเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นสุดขีด
บอดี้การ์ดสองนายพุ่งเข้าล็อกตัวนายแพทย์คนนั้นกดลงกับพื้นทันที ปืนพกสั้นนับสิบกระบอกถูกชักขึ้นมาจ่อที่กะโหลกศีรษะของเขาในเสี้ยววินาที!
“สารโพแทสเซียมคลอไรด์เข้มข้นผสมไซยาไนด์สังเคราะห์…”
เสียงของธนภัทรดังขึ้นจากบนเตียง
มหาเศรษฐีผู้เพิ่งฟื้นจากความตาย ค่อยๆ ดึงหน้ากากออกซิเจนออกด้วยมือของตัวเอง สายตาที่เขามองไปยังแพทย์ประจำตัว ช่างเย็นเยียบจนห้องทั้งห้องแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
“คิดไม่ถึงเลยนะ… ‘หมอประวิทย์’ เพื่อนรักที่ร่วมโต๊ะอาหารกับฉันมาสิบปี จะถูกซื้อตัวไปด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยล้าน”
หมอประวิทย์ที่ถูกกดหน้าแนบกับพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
“ท่านประธาน… ผ… ผมขอโทษ! ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ!” หมอประวิทย์ร้องไห้คร่ำครวญ
“ครอบครัวของผม… ลูกสาวของผมถูกพวกมันจับตัวไปที่สิงคโปร์! ถ้าผมไม่ลงมือฉีดยานี้ให้ท่านภายในคืนนี้ พวกมันจะตัดนิ้วลูกสาวผมส่งมาทีละนิ้ว!”
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวถูกเปิดเผยออกมาอีกระลอก
พิมพ์พิศาและทนายชัยวัฒน์… เป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ บนกระดานหมากรุกเท่านั้น!
ยังมี ‘พญามัจจุราช’ ตัวจริงที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ ขบวนการที่มีเครือข่ายอิทธิพลมืดครอบคลุมไปถึงต่างแดน!
“พวกมัน… คือใคร?” ธนภัทรเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนทำให้คนฟังแทบหยุดหายใจ
“คุณ… ‘เจ้าสัวดนัย’ ครับ!”
หมอประวิทย์สารภาพออกมาจนหมดเปลือก
“เจ้าสัวดนัย แห่งกลุ่มทุนบูรพาพัฒนา… เขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังพิมพ์พิศามาตั้งแต่แรก! เขาต้องการสัมปทานโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติมูลค่าสองแสนล้านของอัครเดชานันท์ และเขาคือคนที่ออกคำสั่งให้ส่งพิมพ์พิศาเข้ามาแทรกซึมในบ้านของท่านเมื่อสี่ปีก่อน!”
ชื่อของ ‘เจ้าสัวดนัย’ ทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าขนลุก
ดนัย… มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ อดีตรองนายกรัฐมนตรีผู้กุมอำนาจทางการเมืองและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกองทัพ ชายผู้มีฉากหน้าเป็นนักบุญใจบุญสุนทาน แต่ฉากหลังกลับเป็นราชาแห่งเครือข่ายธุรกิจสีเทาและการค้ามนุษย์
และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น…
“คุณพ่อครับ…” ภีมกำหมัดแน่น น้ำตาคลอเบ้า “คุณแม่ของผม… เมื่อหกปีก่อน…”
ธนภัทรหลับตาลงช้าๆ สูบหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่ถูกฝังไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ
“ใช่แล้ว ภีม…” ธนภัทรลืมตาขึ้น แววตาสีดำสนิทลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความแค้นที่ไม่อาจดับมอด
“อุบัติเหตุเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ตกของคุณแม่เมื่อหกปีก่อน… ไม่ใช่สภาพอากาศแปรปรวน แต่เป็นฝีมือของดนัยที่ติดสินบนช่างซ่อมบำรุงเพื่อลอบสังหารแม่ของลูก หวังจะตัดกำลังตระกูลเรา!”
“สิบปีที่ผ่านมา… ฉันต้องแสร้งทำเป็นคนโง่ แสร้งทำเป็นป่วยไข้ ยอมกลืนกินยาพิษของนังพิมพ์พิศาลงคอทุกวัน…”
ธนภัทรค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง
แม้ร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่รัศมีแห่งอำนาจและบารมีของพญาราชันที่แผ่ออกมา กลับทำให้ทุกคนในห้องต้องคุกเข่าลงโดยสัญชาตญาณ
“ก็เพื่อรอวันที่ตาข่ายแห่งกฎหมายและหลักฐานทางการเงินทั้งหมด จะถูกถักทอจนแน่นหนาพอที่จะลากคอไอ้ดนัยและพวกพ้องทั้งขบวนการ… ลงสู่ลานประหารพร้อมกัน!”
ธนภัทรหันไปมองเกริกเกียรติ
“เกริกเกียรติ… ปฏิบัติการ ‘กวาดล้างพญาอินทรี’ พร้อมหรือยัง?”
เกริกเกียรติก้มศีรษะลงคำนับอย่างนอบน้อมที่สุด
“พร้อมแล้วครับท่านประธาน! กองกำลังผสมระหว่างตำรวจสากล (Interpol), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยข่าวกรองทางการเงินระหว่างประเทศ ได้รับหลักฐานบัญชีม้าและการฟอกเงินของดนัยที่ท่านประธานแอบส่งมอบให้ครบถ้วนแล้ว”
“และในเวลานี้…”
เกริกเกียรติยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู
“เหลือเวลาอีกเพียงสามสิบนาที ก่อนที่การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของผู้ถือหุ้นสัมปทานพลังงานแห่งชาติ จะเริ่มต้นขึ้นที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอทใจกลางกรุงเทพฯ ครับ!”
“ดีมาก…”
ธนภัทรดึงสายน้ำเกลือและเซนเซอร์ตรวจวัดออกจากแขนของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่สนใจหยดเลือดที่ซึมออกมา
“เตรียมชุดสูทที่ดีที่สุดมาให้ฉัน…”
ธนภัทรหันมาสบตากับลูกชายคนเดียว ยื่นมืออันอบอุ่นไปสัมผัสใบหน้าของภีม
“และเตรียมชุดสูทสั่งตัดพิเศษสำหรับ ‘รองประธานกรรมการบริหารคนใหม่’ ของราชันภัทรกรุ๊ปด้วย!”
ภีมเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่อ แววตาของเด็กชายไม่มีความลังเลใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“ไปกันเถอะครับพ่อ… ไปทวงคืนความยุติธรรมให้คุณแม่ และปิดฉากปีศาจพวกนี้ด้วยกัน!”
ณ ห้องบอลรูมใหญ่ โรงแรมหรูระดับเจ็ดดาวใจกลางกรุงเทพฯ
แสงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพของกองทัพนักข่าวนับร้อยสำนักสว่างวาบไม่ขาดสาย
บรรดานักธุรกิจชั้นนำ รัฐมนตรี และแขกระดับวีไอพีในแวดวงสังคมชั้นสูงหลายร้อยคน กำลังนั่งประจำที่เพื่อร่วมการประชุมครั้งประวัติศาสตร์
บนเวทีขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยดอกไม้สดและป้ายขนาดยักษ์:
‘พิธีลงนามโอนถ่ายสัมปทานพลังงานร่วม และแต่งตั้งประธานกรรมการบริหารคนใหม่ เครือบูรพา-ราชันภัทร’
‘เจ้าสัวดนัย’ ชายวัยหกสิบห้าปี ใบหน้าอิ่มเอิบ ผมสีขาวจัดทรงอย่างประณีต สวมชุดสูทสากลราคานับล้าน นั่งเด่นตระหง่านอยู่กลางเวที
ใบหน้าของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ ราวกับว่าเวลานี้ โลกทั้งใบกำลังหมุนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา
“ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่านครับ…”
พิธีกรบนเวทีประกาศก้องผ่านไมโครโฟน
“เนื่องจากการจากไปอย่างกะทันหันของท่านประธานธนภัทร ราชันภัทร และการสละสิทธิ์ในการบริหารของทายาท วันนี้ กลุ่มบูรพาพัฒนา ภายใต้การนำของท่านเจ้าสัวดนัย พร้อมแล้วที่จะเข้ามาแบกรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศสืบไป!”
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วห้องบอลรูม
เจ้าสัวดนัยลุกขึ้นยืน โค้งคำนับอย่างสง่างาม ก่อนจะเดินไปยังโพเดียมทองคำเพื่อจรดปากกาลงบนสัญญาโอนกรรมสิทธิ์สัมปทาน
“ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในตัวผม…” ดนัยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทรงเสน่ห์ “ผมขอสัญญาว่า จะนำพาความมั่งคั่งนี้…”
ปังงงงงงงงงงงงง!!
เสียงกระแทกประตูห้องบอลรูมขนาดมหึมาดังกึกก้องราวกับเสียงระเบิด!
บานประตูคู่ไม้สักทองฝังมุก ถูกผลักเปิดออกอย่างรุนแรงด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดในชุดเกราะเต็มยศนับสิบนาย
เสียงดนตรีบรรเลงหยุดชะงักลงทันที แขกเหรื่อและนักข่าวในห้องต่างพากันแตกตื่น หันขวับไปมองที่ทางเข้าเป็นตาเดียว
“อะไรกันเนี่ย?! รปภ. ปล่อยให้ใครเข้ามา!” ดนัยตวาดใส่ไมโครโฟนด้วยความไม่พอใจ
ทว่า… รปภ. ของโรงแรมไม่ได้เข้ามาขัดขวาง
แต่พวกเขากลับยืนเข้าแถวตรง ทำความเคารพผู้ที่กำลังก้าวเดินเข้ามาในห้องอย่างพร้อมเพรียง!
ท่ามกลางหมอกควันสีขาวจางๆ จากเครื่องปรับอากาศ
ร่างสูงสง่า ผึ่งผาย ในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิท คัตติ้งระดับมาสเตอร์พีซ ก้าวเดินเข้ามาด้วยจังหวะที่มั่นคง หนักแน่น และแผ่รังสีแห่งอำนาจอันไร้เทียมทานออกมาจนทุกคนในห้องต้องกลั้นหายใจ
ใบหน้าคมสันดั่งรูปสลัก ดวงตาสีดำสนิทดุจพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อ…
“ธ… ธนภัทร?!”
ดนัยอุทานออกมาเสียงหลง ไมโครโฟนในมือสั่นสะท้านจนส่งเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหู
แก้วไวน์ในมือของเหล่านักธุรกิจชั้นนำหลุดร่วงแตกกระจายลงบนพื้นพรม
“ผ… ผีหลอก! เป็นไปไม่ได้! แกถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้วนี่!” ดนัยเซถอยหลังไปชนกับโต๊ะพิธีการ หน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีขี้เถ้า
และที่เดินเคียงข้างธนภัทรมาอย่างองอาจ…
คือเด็กชายวัยสิบขวบ ‘ภีม’ ในชุดสูททักซิโด้สีดำสั่งตัดแบบเดียวกัน
บนหน้าอกเสื้อของเด็กน้อย ประดับด้วยเข็มกลัดตราสัญลักษณ์พญามังกรทองคำฝังเพชร ซึ่งเป็นเครื่องหมายสูงสุดของผู้ถือหุ้นใหญ่แห่งราชันภัทรกรุ๊ป!
สองพ่อลูกก้าวเดินไปตามพรมแดงผืนยาวตรงกลางห้องโถง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนนับร้อย
“ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ… ท่านเจ้าสัวดนัย?”
เสียงทุ้มต่ำ กังวาน และทรงอำนาจของธนภัทรดังผ่านระบบขยายเสียงของห้องประชุม
“ผิดหวังใช่ไหม… ที่สารหนูของพิมพ์พิศา และยาพิษเข็มสุดท้ายของหมอประวิทย์… ไม่อาจส่งฉันลงนรกตามแผนการชั่วช้าของแกได้!”
“แก… แกพูดเรื่องบ้าอะไร!” ดนัยพยายามเค้นเสียงข่มความกลัว “แกแกล้งตายเพื่อสร้างสถานการณ์ปั่นหุ้นใช่ไหม! เจ้าหน้าที่! จับตัวคนบ้าพวกนี้ออกไปเดี๋ยวนี้!”
“คนที่ต้องถูกจับ… คือแกต่างหาก ดนัย!”
เสียงประกาศก้องดังก้องมาจากด้านหลังเวที
พลตำรวจเอก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ก้าวขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับหมายจับสีแดงสด
หน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์บนเวทีที่เคยแสดงภาพโครงการสัมปทาน จู่ๆ ก็ดับวูบลง
ก่อนจะสว่างวาบขึ้นมาใหม่ด้วยภาพหลักฐานที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งประเทศและทั่วโลก!
ภาพเอกสารเส้นทางการเงินลับจากบัญชีสวิสของดนัย ที่โอนเงินสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและการค้าอาวุธเถื่อน…
คลิปเสียงการสั่งการสังหารภรรยาของธนภัทรเมื่อหกปีก่อน…
คลิปวิดีโอการส่งมอบสารหนูให้แก่พิมพ์พิศา…
และคำให้การสารภาพทั้งน้ำตาของพิมพ์พิศา ทนายชัยวัฒน์ และหมอประวิทย์ ที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบวิดีโอความคมชัดสูง!
“กรอดดด!” แขกเหรื่อในห้องส่งเสียงฮือฮาดังกึกก้อง นักข่าวต่างพากันรัวชัตเตอร์และถ่ายทอดสดภาพหลักฐานเหล่านั้นออกอากาศไปทั่วประเทศในทันที!
“ไม่จริง! ข้อมูลเท็จ! พวกแกตัดต่อ!” ดนัยกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง สลัดคราบเจ้าสัวผู้สูงส่งทิ้งจนหมดสิ้น “ฉันเป็นอดีตรองนายกฯ นะเว้ย! ใครกล้าแตะต้องฉัน!”
“ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีใครอยู่เหนือกรรมที่ตัวเองก่อไว้หรอกครับ… คุณดนัย”
ภีมก้าวขึ้นมาบนเวที เผชิญหน้ากับฆาตกรที่พรากชีวิตแม่ของเขาไป
เด็กชายจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของชายชราตรงหน้า ด้วยแววตาที่เยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวเกินวัย
“แม่ของผมต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน… พ่อของผมต้องทนกลืนกินยาพิษมานานสามปี… และผมต้องถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเหมือนหมาข้างถนน…”
ภีมชูสร้อยคอเพชรของแม่ขึ้นตรงหน้าดนัย
“เพชรเม็ดนี้… คุณแม่เคยบอกผมว่า มันคือสัญลักษณ์ของความจริงและความบริสุทธิ์ ที่ไม่มีวันถูกเปลวไฟใดๆ เผาผลาญได้”
“แต่วันนี้… เปลวไฟแห่งความจริง จะเผาผลาญแกและตระกูลของแก ให้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านยิ่งกว่าความตาย!”
“เจ้าหน้าที่ เข้าควบคุมตัวนายดนัย อัครมหาศาล ตามหมายจับคดีฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีก่อการร้ายสากล และคดีกบฏต่อความมั่นคงแห่งรัฐ!”
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการเสียงเฉียบขาด
กริ๊ก!
กุญแจมือเหล็กหนาหนัก ถูกสวมเข้าที่ข้อมือของเจ้าสัวดนัยทันที
“ปล่อยกู! กูไม่ยอม! ธนภัทร! ไอ้เด็กนรก! กูจะฆ่าพวกมึงงงงง!”
ดนัยกรีดร้องโหยหวน ดิ้นรนดั่งสัตว์ป่าที่ติดกับดักมรณะ แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงของเจ้าหน้าที่คอมมานโดได้ ร่างของเขาถูกลากลงจากเวที ผ่านสายตาเหยียดหยามและเสียงสาปแช่งของคนทั้งห้องประชุม
อาณาจักรพันล้านของตระกูลอัครมหาศาล พังทลายลงในชั่วพริบตาเดียว!
ธนภัทรก้าวขึ้นมายืนที่โพเดียมทองคำ สายตาของเขากวาดมองไปยังผู้คนเบื้องล่าง ก่อนจะก้มลงมองลูกชายที่ยืนอยู่เคียงข้าง
เขาวางมืออันอบอุ่นและมั่นคงลงบนบ่าของภีม แล้วเอ่ยผ่านไมโครโฟนด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวานไปถึงหัวใจของคนทั้งประเทศ
“นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… ทรัพย์สินทั้งหมดของราชันภัทรกรุ๊ป และสัมปทานพลังงานแห่งชาตินี้ จะถูกโอนย้ายเข้าสู่กองทุนเพื่อการศึกษาและการพัฒนาสังคม ภายใต้การดูแลร่วมกันของผม…”
ธนภัทรผายมือไปยังลูกชาย
“และ ‘เด็กชายภีม ราชันภัทร’ ประธานกรรมการบริหารรุ่นต่อไป ผู้ซึ่งพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า… สายเลือดแห่งความยุติธรรมและความเข้มแข็งที่แท้จริง ไม่เคยยอมจำนนต่อความมืดมน!”
เสียงปรบมือดังกึกก้องยาวนานราวกับฟ้าร้อง แสงแฟลชสาดส่องเข้ามาดั่งดวงดาวระยิบระยับ
ภีมเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่อ รอยยิ้มอันบริสุทธิ์ผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กชาย
ในที่สุด… ท้องฟ้าที่เคยมืดมิด ก็สว่างไสวอย่างแท้จริง
หนึ่งปีต่อมา…
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยเอื่อยๆ มาตามแนวหน้าผาริมทะเลอันเงียบสงบ
อนุสาวรีย์หินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่มองเห็นวิวเส้นขอบฟ้าจรดผืนน้ำสีครามอย่างงดงาม
บนแผ่นป้ายทองเหลือง สลักชื่อของ ‘คุณหญิงนลินี ราชันภัทร’ มารดาผู้ล่วงลับ
ดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ ถูกวางลงอย่างนุ่มนวลหน้าป้ายหลุมศพด้วยมือของเด็กชายวัยสิบเอ็ดขวบ
ภีมในชุดเสื้อเชิ้ตลำลองสีขาวสะอาดตา ร่างกายเติบโตขึ้น ใบหน้าคมคาย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และมีรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข
ข้างกายของเขา คือธนภัทร ผู้ซึ่งฟื้นฟูร่างกายจนกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์และสง่างามดั่งเดิม
และเกริกเกียรติ ที่ยืนคอยดูแลอยู่ห่างๆ ด้วยรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้ม
ข่าวคราวในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้บันทึกบทลงโทษอันสาสมของเหล่าคนบาปไว้จนหมดสิ้น
‘ศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิต นายดนัย อัครมหาศาล ในคดีจ้างวานฆาตกรรมต่อเนื่องและก่อการร้ายสากล โดยไม่มีการลดหย่อนโทษ’
‘นางพิมพ์พิศา ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ในทัณฑสถานหญิงกลาง ต้องใช้ชีวิตในคุกมืด ชดใช้หนี้สินมูลค่าหมื่นล้านด้วยการทำงานหนัก และเกิดอาการเสียสติจนต้องถูกส่งตัวเข้าแผนกจิตเวช’
‘นายชัยวัฒน์ อดีตทนายความ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ และรับโทษจำคุก 35 ปี ในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและพยายามฆ่า’
ทุกคนที่เคยก่อกรรมทำเข็ญ… ได้รับผลกรรมที่พวกมันก่อไว้อย่างสาสมจนหยดสุดท้าย
ไม่มีความอยุติธรรมใดที่หลุดรอดสายตาของกฎหมายและสัจธรรมไปได้
“แม่ครับ…” ภีมกระซิบเบาๆ กับสายลม “ภีมกับพ่อ สบายดีแล้วนะครับ… พวกเราปกป้องสิ่งที่แม่รักไว้ได้ทั้งหมดแล้ว”
ธนภัทรก้าวเข้ามายืนเคียงข้างลูกชาย โอบไหล่เล็กๆ นั้นไว้ด้วยความอบอุ่น
“แม่ของลูก… กำลังยิ้มให้เราอยู่บนฟากฟ้าแน่นอน ภีม”
สองพ่อลูกยืนเคียงข้างกัน ทอดสายตามองออกไปสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล แสงอาทิตย์อัสดงทอประกายสีทองอร่ามเคลือบผืนน้ำระยิบระยับ
จากเด็กน้อยที่เคยยืนหนาวสั่นอยู่หน้าเตาเผาศพ…
จากเด็กน้อยที่เคยถูกถีบหัวส่งให้ไปตายกลางป่าลูกรังอันมืดมิด…
บัดนี้ เขาได้ก้าวผ่านขุมนรก ผ่านการทดสอบแห่งโชคชะตา และเติบโตขึ้นเป็นบุรุษผู้สง่างาม
เคียงข้างบิดาผู้เป็นดั่งเสาหลักอันมั่นคง…
พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งเกียรติยศ ความจริง และความรักอันเป็นนิรันดร์ ตราบชั่วกาลนาน.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *