End: สามทายα… กับเงินค่าหย่า 60 ล้านบาท

ตอนที่จบ: บทสรุปของสามก้อนทองคำกับคุณหมอฟูลไทม์ แปดเดือนต่อมา… ห้องพักผู้ป่วยพิเศษวีไอพีของโรงพยาบาลลิเวลล์ เมดิคอล กรุ๊ป อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และเสียงร้องอ้อแอ้ของเจ้าตัวน้อยสามคนที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน บนเตียงผู้ป่วย… เอ่อ ไม่สิ เตียงคิงไซส์พิเศษที่ถูกดัดแปลงให้เหมือนห้องพักโรงแรมหรู มาราในชุดคลุมสีชมพูอ่อนกำลังนั่งพิงหมอนใบโต ใบหน้าแม้จะยังมีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการผ่าคลอดครรภ์แฝดสามเมื่อสามวันก่อน แต่ก็เปล่งประกายความสุขอย่างปิดไม่มิด ส่วนบริเวณโซฟาและพื้นที่กลางห้อง… ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเอาคุณยาย (ที่เพิ่งบินด่วนมาจากต่างจังหวัด) ถึงกับส่ายหัวด้วยความเอ็นดูปนขบขัน นพ.อดิเทพ ลิมปิยากร ประธานกรรมการบริหารเครือโรงพยาบาลมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ผู้ชายที่เคยเย็นชา ดุ ขรึม และใส่สูทผูกไทเนี๊ยบกริบตลอดเวลา—ในตอนนี้เขากำลังสวมเสื้อยืดสีขาวธรรมดา กางเกงวอร์มสบายๆ และมีผ้าอ้อมพาดอยู่บนบ่าข้างหนึ่ง ในอ้อมแขนข้างซ้ายอุ้มทารกน้อยเพศชายตัวจ้ำม่ำ ส่วนมือขวาก็ใช้ขวดนมป้อนเจ้าตัวเล็กคนที่สองที่นอนส่งเสียงร้องจ๊าบๆ อยู่ในเบาะโยก แถมยังมีเจ้าตัวเล็กคนที่สามนอนหลับปุ๋ยอยู่ในเปลอัตโนมัติข้างๆ อีกต่างหาก “หมอติณห์ ลูกแหวะนมหรือเปล่า ทำไมอุ้มท่าทางเกร็งแบบนั้นล่ะนั่น” แม่ของฉันเอ่ยแซวขึ้นพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะเบาๆ คุณหมอหนุ่มหน้าตาตื่นเล็กน้อย รีบปรับท่าอุ้มลูกชายในอ้อมแขนทันทีอย่างคล่องแคล่ว “ไม่ครับคุณแม่ ผมเช็กแล้วเรียบร้อยดี น้องแค่สะหงิดนิดหน่อยครับ… ว่าแต่ เจ้าแฝดสามคนนี้กินเก่งเป็นบ้าเลย ดูสิครับ น้ำหนักขึ้นเอาๆ จนพุงกางกันหมดแล้ว” ฉันมองภาพสามี (ที่ตอนนี้เลื่อนขั้นมาเป็นคุณพ่อลูกสามแบบเต็มตัว) พลางหลุดยิ้มออกมา ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดเดือนก่อน ตอนที่เขาประกาศกร้าวว่าจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่บ้านรังสิตด้วยกัน ฉันคิดว่าเขาแค่พูดเล่นแก้เก้อ แต่ปรากฏว่า… เขาทำจริง! … Read more

สามทายα… กับเงินค่าหย่า 60 ล้านบาท

สามทายα… กับเงินค่าหย่า 60 ล้านบาท

ตอนที่หมอบอกว่าในท้องของฉันมีลูก สามคน สิ่งแรกที่ฉันทำคือการคำนวณราคาค่านม ค่าผ้าอ้อม และค่าคลอดในหัวอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่สติจะหลุดกระเจิง อีเมลฉบับหนึ่งก็เด้งขึ้นมาจากผู้ชายที่เป็นสามีตามสัญญาทางกฎหมายมาครบหนึ่งปีเต็ม เขาต้องการจบการแต่งงานนี้และยินดีจ่ายเงินชดเชยให้ 60 ล้านบาท—ดังนั้น ในวันถัดมา ฉันจึงจรดปากกาเซ็นชื่อ รับเงินก้อนโตมา แล้วหนีหายไปก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่าฉันกำลังอุ้มท้องลูกของเขาถึงสามคน

ตอนที่ 1

ฉันชื่อ มารา ศันสนีย์ อายุ 29 ปี

เป็นภรรยาในนามของ นพ. อดิเทพ ลิมปิยากร หรือ หมอติณห์ อายุ 31 ปี อดีตศัลยแพทย์ฝีมือดีผู้ผันตัวมาบริหารเครือโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำอย่าง ลิมเวลล์ เมดิคอล กรุ๊ป

จุดเริ่มต้นของเราไม่ได้โรแมนติกเลยแม้แต่น้อย

หมอติณห์ต้องการภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อจัดการเรื่องทรัพย์สินและโครงสร้างผู้ถือหุ้นของครอบครัว ส่วนฉัน… ฉันกำลังต้องการเงินก้อนโตไปใช้หนี้สินก้อนใหญ่ที่พ่อทิ้งไว้หลังจากล้มป่วยลง

หนึ่งปี

นั่นคือสัญญาที่เราตกลงกันไว้
อยู่บ้านเดียวกัน แต่คนละห้อง
ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน
และเมื่อครบกำหนดสัญญา ฉันจะได้เงินก้อนตามตกลง แยกย้ายกันไป ต่างคนต่างเป็นอิสระ

ทุกอย่างควรจะง่ายดายแบบนั้น…

จนกระทั่งคืนหนึ่งหลังจากงานเลี้ยงฉลองครบรอบบริษัท เราสองคนดื่มกันไปค่อนข้างมาก
ความผิดพลาดครั้งเดียว
ค่ำคืนที่ไม่มีใครเอ่ยถึงมันอีกเลย
และอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา แถบสีแดงสองขีดก็ปรากฏขึ้นบนชุดตรวจครรภ์

ฉันไม่ได้บอกหมอติณห์ทันที
ฉันอยากมั่นใจเสียก่อน วันนั้นฉันจึงตัดสินใจไปพบสูตินรีแพทย์ด้วยตัวเอง

แพทย์หญิงผู้ตรวจใช้เครื่องอัลตราซาวนด์วนบนหน้าท้องอยู่นาน สลับกับขมวดคิ้ว
“ตั้งครรภ์ธรรมชาติเหรอคะคุณมารา?”
“ค่ะ”
เธอเลื่อนหัวตรวจไปอีกนิด จ้องมองหน้าจออยู่นานสองนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มกว้างให้
“คุณมาราคะ… ในนี้มีสามคนค่ะ”

ฉันกะพริบตาปริบๆ
“สามอะไรนะคะ?”
“ทารกสามคนค่ะ”

ฉันเด้งตัวขึ้นจากเตียงตรวจเล็กน้อย
“คะ?!”
เธอยื่นหน้าจอให้ดู “ครรภ์แฝดสามค่ะ ถุงตั้งครรภ์สามถุงและตัวอ่อนกำลังพัฒนาเติบโตตามปกติเลยค่ะ”

ฉันยกมือขึ้นกุมท้องแบนราบของตัวเองทันที
แค่คนเดียวก็น่ากลัวจะแย่แล้ว
แต่นี่… สามคน?!

พอลืมตาตื่นจากอาการช็อกแล้วเดินออกมาจากคลินิก ฉันก็นั่งลงที่ม้านั่งตรงโถงทางเดิน หยิบโทรศัพท์มือถือเปิดเครื่องคิดเลขขึ้นมาทันที

ค่านม
ค่าผ้าอ้อม
ค่าฝากครรภ์และทำคลอด
ค่าวัคซีน
ค่าพี่เลี้ยงเด็ก
ค่าเล่าเรียนอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย
ค่าใช้จ่ายจิปาถะ…

พอมองตัวเลขยอดรวมที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ฉันก็เกือบจะเป็นลม
เงินเดือน 72,000 บาทของฉันในฐานะหัวหน้าห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ จะไปพออะไร?
ฉันอาจจะพอเลี้ยงลูกคนเดียวได้ถ้าประหยัดสุดๆ
แต่ถ้าสามคนล่ะ?!

ฉันเงยหน้ามองเพดาน แล้วพึมพำเบาๆ
“ลูกจ๋า… ขอทยอยมาทีละคนไม่ได้เหรอคะ?”

จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้น
มีอีเมลเข้ามา
ผู้ส่งคือ… หมอติณห์

ฉันขมวดคิ้วมุ่น ปกติเขาแทบไม่เคยส่งอีเมลหาฉันโดยตรง เรื่องเอกสารหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ผู้ช่วยของเขาจะเป็นคนจัดการทั้งหมด

ฉันกดเปิดอ่าน

“มารา
ผมตัดสินใจที่จะยุติสัญญาการแต่งงานของเราตามเงื่อนไขในข้อตกลง เอกสารการหย่าและเงินชดเชยถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว คุณจะได้รับเงินจำนวน 60,000,000 บาท เป็นค่าชดเชยและค่าตั้งตัว
คุณสามารถย้ายออกจากบ้านได้ภายในสิ้นเดือนนี้
กรุณาประสานงานกับทนายความเพื่อเซ็นเอกสาร
อดิเทพ”

ฉันจ้องมองตัวเลข 60,000,000 บาท
นับเลขศูนย์…
อีกรอบ…
ถูกต้องครบถ้วน

ฉันเหลือบมองซองผลอัลตราซาวนด์ในมือ
แล้วมองหน้าจออีเมลอีกครั้ง
ลูกสามคน
เงินหาสิบล้าน

“คนละยี่สิบล้าน… ก็ไม่เลวนะ”
ฉันหลุดยิ้มออกมา
“เด็กๆ ลูกมีเงินซื้อนมแล้วล่ะ”

ฉันพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
“ตกลงค่ะ พรุ่งนี้เช้าเราไปจัดการให้เรียบร้อยเลยก็ได้ ฉันว่างทั้งวัน”

วันรุ่งขึ้น ฉันไปถึงสำนักงานทนายความก่อนเวลาเสียด้วยซ้ำ
หมอติณห์ไม่ได้มา
คนที่มาคือทนายความส่วนตัวของเขา พร้อมแฟ้มเอกสาร
“คุณมารา เชิญอ่านรายละเอียดก่อนได้ครับ”
“เงินหาสิบล้านถ้วนใช่ไหมคะ?”
“ถูกต้องครับ”
“ไม่มีหักภาษีหรือค่าธรรมเนียมอะไรนะ?”
“ไม่มีครับ โอนเข้าบัญชีทันทีหลังเซ็นเอกสาร”

ฉันหยิบปากกาขึ้นมา
“คุณมาราครับ ไม่รอคุณหมอติณห์หน่อยเหรอเผื่อมี—”
จรดปลายปากกาลงไป
แคว่ก— (เสียงเซ็นชื่อ)

ทนายความชะงัก
“คุณไม่อยากพูดอะไรกับเขาหน่อยเหรอครับ?”
ฉันชะงักมือที่กำลังเก็บกระเป๋า นึกถึงซองอัลตราซาวนด์ในนั้น
มีสิ
ลูกตั้งสามคน
แต่ในเมื่อเขาอยากจบความสัมพันธ์นี้โดยเร็ว ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาเด็กมาผูกมัดหรือรั้งเขาไว้
“ไม่ล่ะค่ะ”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ยอดเงิน 60 ล้านบาทก็โอนเข้าบัญชีของฉันเรียบร้อย

ฉันกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลลิมเพื่อเก็บของ
ใช้เวลาไม่นาน กระเป๋าเป้ใบเดียวก็จุของใช้ส่วนตัวของฉันจนหมด เพราะอันที่จริงแล้ว ฉันไม่เคยมีตัวตนในบ้านหลังนี้อย่างแท้จริงอยู่แล้ว

ก่อนจะก้าวออกจากห้อง ฉันเหลือบไปเห็นโต๊ะข้างเตียงของหมอติณห์
กระปุกยาโรคกระเพาะของเขาวางอยู่ตรงนั้น
ยาใกล้หมดแล้ว
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ฉันเป็นคนคอยแอบซื้อและจัดหายานี้ให้เขาเงียบๆ โดยที่เขาไม่เคยรู้
คิดว่าแม่บ้านคงเป็นคนจัดการเสียอีก

ฉันเกือบจะหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อสั่งยาให้เขาเพิ่ม
แต่แล้วก็ชะงักมือ
ฉันไม่ใช่ภรรยาของหมอติณห์อีกต่อไปแล้ว ตามข้อตกลงของเรา
และฉันก็ไม่มีหน้าที่ต้องมาใส่ใจผู้ชายที่แม้แต่วันเซ็นใบหย่ายังไม่ยอมโผล่หน้ามาเจอหน้ากันด้วยซ้ำ

ฉันวางกระปุกยาไว้ที่เดิม
“ดูแลตัวเองก็แล้วกันนะหมอ”
จากนั้น ฉันก็หันหลังเดินออกจากบ้านหลังนั้นทันที

ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฉันซื้อบ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นในย่านรังสิตที่มีพื้นที่สนามหญ้ากว้างขวาง ราคา 28 ล้านบาท
บ้านหลังนี้มีสี่ห้องนอน
สามห้องนอนถูกจัดเตรียมไว้สำหรับลูกๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้า

ฉันหยิบมือถือโทรหาแม่
“แม่คะ หนูซื้อบ้านใหม่แล้วนะ”
“ลูกเอาเงินจากไหนมาซื้อบ้านแพงขนาดนั้น?”
“เงินค่าหย่าค่ะแม่”
“เท่าไหร่?”
“หกสิบ…”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่แม่จะอุทานเสียงดัง
“หา?! หกสิบล้าน?!”
“เรื่องมันยาวค่ะแม่”
“แล้วหมอติณห์ล่ะ?”
“ช่างเขาเถอะค่ะ”

ฉันก้มมองหน้าท้องที่ยังแบนราบอยู่ แต่หัวใจกลับพองโต
“แม่คะ…”
“อะไรอีก อย่าบอกนะว่ามีเรื่องให้อกขวัญหนีฝ่ออีก”
“หนูมีเรื่องจะบอกเพิ่มค่ะ”
“ว่ามา!”
“หนูท้องค่ะแม่”
ความเงียบโรยตัวลงอีกครั้ง นานกว่าเดิม
“ท้อง… เหรอ?”
“ค่ะ”
“กี่เดือนแล้ว?”
“สามคนค่ะแม่”

คราวนี้ปลายสายเงียบสนิทไปเลย
“สามคน?!”

ฉันหัวเราะคิกคัก “ใช่ค่ะ สามคนเลย”

ตอนนั้นฉันยังไม่รู้เลยว่า… ระหว่างที่ฉันกำลังมีความสุขกับการวางแผนตกแต่งห้องนอนเด็กอยู่ที่บ้านใหม่ ฝันร้ายกำลังเกิดขึ้นที่คฤหาสน์หลังที่ฉันเพิ่งเดินจากมา

หมอติณห์กลับมาจากดูงานที่ต่างประเทศเร็กว่ากำหนดสองวัน
ทันทีที่ก้าวเข้าห้องนอน สิ่งแรกที่เขาเห็นคือตู้เสื้อผ้าฝั่งที่เคยมีเสื้อผ้าของฉัน… ว่างเปล่าสนิท
จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นกระปุกยาบนโต๊ะข้างเตียง
ยาหมดเกลี้ยง
เขาขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด จึงกดเรียกแม่บ้านขึ้นมาสอบถาม
“ทำไมยังไม่ซื้อยามาเติม?”
แม่บ้านทำหน้าตกใจ “คุณหนู… เอ้ย คุณหมอหมายถึงยาอะไรคะ?”
“ยากระเพาะของฉัน”
“อ๋อ… ปกติคุณมาราเป็นคนจัดการซื้อหามาให้ตลอดนี่คะ ดิฉันไม่ได้เป็นคนซื้อค่ะ”

ร่างสูงของหมอติณห์ชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบ
“ใครนะ?”
“คุณมาราค่ะ”

ความตระหนกวาบขึ้นในอกเป็นครั้งแรก
แต่เรื่องนั้นยังไม่น่าตกใจเท่ากับตอนที่เขาเดินไปหยิบเอกสารเก่าที่เครื่องพิมพ์ตั้งโต๊ะ แล้วบังเอิญเหลือบไปเห็นเศษกระดาษใบเล็กๆ ที่ร่วงอยู่ใต้ถาดรองกระดาษ

มันคือใบเสร็จและใบผลตรวจจากคลินิกสูตินรีแพทย์
ชื่อผู้ป่วย:
นางสาวมารา ศันสนีย์
วันที่ตรวจ:
หนึ่งวันก่อนหน้าที่เธอจะเซ็นสัญญาหย่า

และข้อความบรรทัดล่างสุดที่ทำให้โลกรอบตัวของนายแพทย์หนุ่มผู้เย่อหยิ่งพังทลายลงในพริบตา:
MULTIPLE PREGNANCY — TRIPLETS (ครรภ์แฝดสาม)

รปภ. หน้าหมู่บ้านของคฤหาสน์ตระกูลลิมให้การภายหลังว่า นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาเห็นคุณหมอผู้สุขุมและเยือกเย็น วิ่งหน้าตาตื่นออกจากบ้านโดยไม่แม้แต่จะหยิบเสื้อสูทหรือกุญแจรถสำรอง

และในวันถัดมา ทีมงานและคนสนิททุกคนที่หมอติณห์สามารถสั่งการได้ ต่างก็ได้รับคำสั่งเดียวกันอย่างเร่งด่วนที่สุด

ตามหาตัวเธอให้พบ
ผู้หญิงที่เขาเพิ่งจ่ายเงิน 60 ล้านบาทไล่ให้ไปไกลๆ—
พร้อมกับลูกอีกสามคนที่เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นพ่อคน

Read more

End: แม่แกล้งตายแล้วให้ฉันนอนข้าง ๆ—พอสามีกับพี่สาวมาถึง ฉันก็ได้ยินแผนการฮุบสมบัติบ้านเรา

บทที่ 3: กับดักที่ย้อนกลับมากลืนกิน เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้สีขาวเข้ามาในห้องรับแขกของบ้านไม้สักทองโบราณ บรรยากาศเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พิมพ์ชนกลืมตาขึ้นช้า ๆ เธอนอนทอดร่างอยู่บนเสื่อผืนเดิม ใกล้ ๆ กันนั้น คุณยายรัตนาก็ลุกขึ้นนั่งพับเพียบเรียบร้อย ใบหน้ามีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นเล็กน้อย —ตื่นกันได้แล้วสองตัวการใหญ่… —ยายรัตนาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงบิดขี้เกียจดังมาจากห้องนอนชั้นบน ไม่นานนัก กรณ์ในชุดเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่และปานระพีที่แต่งหน้าแต่งตาด้วยความมั่นใจก็เดินลงมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ทั้งสองคนดูตื่นเต้นและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ มือถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่บังคับให้พิมพ์ชนกและยายปั๊มลายมือเมื่อคืนไว้แน่น ราวกับว่าข้างในนั้นคือสมบัติล้ำค่าที่จะพลิกชีวิตพวกมันให้กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน —อรุณสวัสดิ์ครับคุณยาย… อรุณสวัสดิ์จ้าพิมพ์ —กรณ์ทักทายด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอแบบที่พิมพ์ชนกไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนในรอบสิบปีที่ผ่านมา —เมื่อคืนหลับสบายดีไหมล่ะ? วันนี้ผมกับพี่ปานมีธุระสำคัญต้องรีบไปจัดการที่กรมที่ดินซะหน่อยนะ เดี๋ยวทุกอย่างเรียบร้อย เราค่อยมาฉลองใหญ่อีกรอบ ปานระพีเสริมขึ้นทันทีด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง —ใช่แล้วล่ะยาย เอกสารทุกอย่างเซ็นและประทับตราครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ทั้งโฉนด ทั้งหนังสือมอบอำนาจพิเศษ… บอกลาบ้านเก่าคร่ำครึหลังนี้ได้เลย เตรียมตัวไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสบาย ๆ ดีกว่านะยาย ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องดูแลบ้านหลังใหญ่โตนี้อีกต่อไปแล้ว! พิมพ์ชนกค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวหรืออ่อนแอหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความเย็นชาและประกายแห่งความสะใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย —มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอคะ ว่าเอกสารในมือพี่จะพาพี่ไปถึงกรมที่ดินได้จริง ๆ? —พิมพ์ชนกเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ปานระพีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมาเสียงดัง —ฮ่า ๆ … Read more

แม่แกล้งตายแล้วให้ฉันนอนข้าง ๆ—พอสามีกับพี่สาวมาถึง ฉันก็ได้ยินแผนการฮุบสมบัติบ้านเรา

แม่แกล้งตายแล้วให้ฉันนอนข้าง ๆ—พอสามีกับพี่สาวมาถึง ฉันก็ได้ยินแผนการฮุบสมบัติบ้านเรา

—นอนลงข้าง ๆ ฉันแล้วอย่าหายใจแรง พอผัวแกมา แกจะรู้เองว่าทำไมฉันถึงต้องแกล้งตาย

มือทั้งสองข้างของพิมพ์ชนกเย็นเฉียบ

—ยาย… ยายพูดอะไรเนี่ย?

—พวกมันกำลังจะมา เร็วเข้า

พิมพ์ชนกกลับมาถึงบ้านเก่าของครอบครัวในย่านประชาชื่น กรุงเทพฯ เร็วish กว่ากำหนดสองชั่วโมง เธอเป็นดีไซเนอร์ชุดไทยและชุดแต่งงาน พอดีคิวลองชุดสุดท้ายของลูกค้าถูกยกเลิก เธอเลยคิดว่าจะแวะเข้ามาดูบ้านก่อนไปรับลูกสาววัยแปดขวบชื่อน้องไพลินที่โรงเรียน

ทันทีที่ไขประตูเปิดเข้าไป เธอก็แทบทำกระเป๋าหลุดมือ

ร่างของคุณยายรัตนา วัย 74 ปี นอนแน่นิ่งอยู่กลางห้องรับแขก

ตาปิดสนิท

ไม่ไหวติง

พิมพ์ชนกกำลังจะหยิบมือถือโทรหาหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669 แต่จู่ ๆ หญิงชราก็ลืมตาขึ้นแล้วคว้าข้อมือเธอไว้แน่น

—ยาย!

—เงียบไว้

พิมพ์ชนกไม่มีเวลาแม้แต่จะถามอะไรต่อ

เธอทิ้งตัวลงนอนบนเสื่อข้าง ๆ ยายแล้วหลับตาลง

อันที่จริง หลายสัปดาห์มานี้เธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

เธอแต่งงานกับกรณ์ สามีหนุ่ม มาสิบปีแล้ว

มีลูกสาวด้วยกันคือกือน้องไพลิน และตลอดหลายปีที่ผ่านมา พิมพ์ชนกคิดว่าเธอรู้จักผู้ชายที่นอนร่วมเตียงด้วยทุกคืนเป็นอย่างดี

แต่ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กรณ์เปลี่ยนไป

มือถือคว่ำหน้าตลอดเวลา

ดึก ๆ ดื่น ๆ มักตื่นขึ้นมาเช็กแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือ

พอพิมพ์ชนกถามเรื่องเงิน ทอง หรือค่าใช้จ่ายในบ้าน กรณ์ก็จะหงุดหงิดโมโหใส่ทันที

แถมช่วงนี้ พี่สาวของเธออย่างปานระพีก็แวะมาหาบ่อยผิดปกติ

ปานระพีเคยทำอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ พูดเก่ง แต่งตัวดี และดูเหมือนคนคุมเกมชีวิตได้ตลอดเวลา

แต่คนในบ้านรู้ดีว่าปีที่ผ่านมา ปานระพีลงทุนพลาดจนหนี้สินท่วมตัว

แต่ก่อน ปีใหม่หรือวันเกิดถึงจะโผล่มาสักที

ตอนนี้โผล่มาสัปดาห์ละสี่ห้าวัน

เดินเปิดตู้เย็นเหมือนบ้านตัวเอง

ยืนมองบันไดไม้สักทองโบราณ

กวาดสายตาสำรวจบริเวณรอบบ้านที่กว้างขวาง

และคอยพูดกรอกหูซ้ำ ๆ ว่า:

—รู้ไหมว่าที่ดินตรงนี้ราคานะทะลุหลายสิบ milyon ไปแล้วนะ เอามาทำบ้านอยู่เฉย ๆ เสียดายแย่

บ้านหลังนี้เดิมเป็นของตาที่ล่วงลับไปแล้ว

พอตากเสียชีวิต กรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินก็ตกเป็นของคุณยายรัตนาและพิมพ์ชนก

ปานระพีไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในโฉนดนี้

กรณ์ก็เช่นกัน

แต่จู่ ๆ ปานระพีก็ทำดีกับยายเหลือเกิน

—คุณยายขา หนูต้มน้ำสมุนไพรมาให้ค่ะ ช่วยให้นอนหลับสบาย พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ

ช่วงแรก ๆ ยายรัตนาก็ดื่ม

แต่พักหลัง พิมพ์ชนกสังเกตว่ายายหลับลึกผิดปกติ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ยายตื่นมากลางดึกในห้องนอนตัวเองแล้วจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเดินมานอนตรงนั้นได้ยังไง

สองวันหลังจากนั้น พิมพ์ชนกบังเอิญเห็นลิ้นชักเก็บเอกสารสำคัญ เช่น สำเนาโฉนดที่ดินและเอกสารอื่น ๆ ถูกรื้อจนยุ่งเหยิง

คืนนั้นเอง เธอเลยคาดคั้นกรณ์

—คุณหากล่องเอกสารของยายเหรอ?

กรณ์กระแทកแก้วน้ำลงบนโต๊ะเสียงดัง

—อะไรนักหนาเนี่ย พิมพ์! เราแต่งงานกันมาสิบปีแล้วนะ ทำไมยังทำตัวเหมือนมองฉันเป็นโจรอยู่อีก!

—ฉันไม่ได้ถามแบบนั้น

—ฉันก็อยู่ในบ้านหลังนี้เหมือนกันนะ!

พิมพ์ชนกไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

วันรุ่งขึ้น เธอจึงเงียบ ๆ แล้วหยิบเอกสารตัวจริงทั้งหมดไปฝากไว้ในตู้นิรภัยที่ธนาคาร ซึ่งเธอเช่าไว้เก็บเอกสารสำคัญของร้านชุดแต่งงาน

ตอนนี้ ขณะนอนราบอยู่บนพื้นข้าง ๆ ยายรัตนา ความทรงจำทั้งหมดไหลย้อนกลับมา

ทันใดนั้น—

เสียงไขกุญแจประตูหน้าก็ดังขึ้น

มีคนเปิดเข้ามา

เสียงรองเท้าผู้ชาย

ตามด้วยเสียงส้นสูงกระทบพื้น

พิมพ์ชนกจำฝีเท้าของคนทั้งคู่ได้แม่นยำ

กรณ์

และปานระพี

—หลับกันสนิทดีใช่ไหม? —เสียงปานระพีกระซิบ

—นอนกองอยู่บนพื้นทั้งคู่แล้ว —กรณ์ตอบ

ท้องของพิมพ์ชนกปั่นป่วนด้วยความกลัว

—นายไม่ได้ใสยาเกินขนาดใช่ไหม?

ปานระพีหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

—อย่าปอดแหแหงน่า อีกหลายชั่วโมงกว่าจะฟื้น

เหมือนมีเชือกมารัดแน่นที่หน้าอกของพิมพ์ชนก

มีคนเดินเข้ามาใกล้

กรณ์ทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ ข้างเธอ

เธอได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยจากตัวเขา

เสี้ยววินาทีนั้น เธอยังแอบหวังลึก ๆ ว่าเขาจะเอื้อมมือมาจับข้อมือเธอ

เผื่อว่าเขาจะห่วงใย

เผื่อว่าเขาจะพูดให้หยุดแผนการบ้า ๆ นี้

แต่เปล่าเลย กรณ์กลับจับมือเธอขึ้นมา

—ขอโทษนะพิมพ์ —เขากระسิบแผ่วเบา

แล้วปล่อยมือเธอลง

เสียงเปิดแฟ้มเอกสารดังขึ้น

—นี่ไง สามใบที่เราต้องใช้ —ปานระพีพูดขึ้น

มีวัตถุกระดาษเย็นเฉียบถูกกดลงบนนิ้วหัวแม่มือของพิมพ์ชนก

หมึกตั๊งตรา

เธออยากจะลุกขึ้นมา

อยากจะตบหน้าพี่สาวแท้ ๆ ของตัวเองสักฉาด

แต่ยายรัตนากลับบีบแขนเธอเบา ๆ เป็นสัญญาณเตือน

อย่าขยับ

ปานระพีจัดการกดนิ้วหัวแม่มือของพิมพ์ชนกลงบนเอกสารแผ่นแรก

ต่อด้วยแผ่นที่สอง

และแผ่นที่สาม

เสร็จแล้วก็ทำแบบเดียวกันกับนิ้วของคุณยายรัตนา

—เรียบร้อย ครบถ้วน —ปานระพีพึมพำด้วยความพึงพอใจ —ทั้งลายนิ้วมือ ทั้งสำเนาลายเซ็น และหนังสือมอบอำนาจพิเศษที่ทนายของเราจัดเตรียมไว้เรียบร้อย พอเอาไปยื่นกรมที่ดิน เราก็จะคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ

กรณ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก

—แล้วถ้าพิมพ์โวยวายทีหลังล่ะ?

—โวยด้วยเงินอะไรล่ะ?

ปานระพีหัวเราะเยาะ

—ก็นายเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนบล็อกการเข้าถึงบัญชีธนาคารอื่น ๆ ของเขาก่อนหน้านี้?

โลกทั้งใบของพิมพ์ชนกราวกับพังทลายลงตรงหน้า

ไม่ใช่แค่บ้าน

แต่เงินเก็บทุกบาททุกสตางค์ของเธอก็ถูกวางแผนเอาไว้หมดแล้ว

—แล้วยายล่ะ? —กรณ์ถามต่อ

—ง่ายมาก ก็บอกว่าแกเริ่มหลง ๆ ลืม ๆ สติไม่ค่อยสมประกอบตามวัย ส่งไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุราคาถูก ๆ สักแห่ง พอขายบ้านได้ นายเอาเงินไปใช้หนี้สินของนาย ส่วนที่เหลือเราก็แบ่งกันคนละครึ่ง

พิมพ์ชนกรอคอย

ขอแค่คำพูดเดียวจากปากสามี

คำว่า “ไม่”

“อย่าทำกับยายแบบนี้เลย”

“เราเลิกแผนนี้เถอะ”

แต่กรณ์กลับเงียบกริบ

และความเงียบนั้นเอง ได้ฆ่าความรักครั้งสุดท้ายที่พิมพ์ชนกเคยมีให้เขาจนหมดสิ้น

ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอได้ยินเสียงทั้งคู่เดินเลี่ยงไปทางห้องครัว

เสียงเปิดตู้เย็นและเสียงเปิดขวดเครื่องดื่ม

พวกมันกำลังเฉลิมฉลองความสำเร็จ

พิมพ์ชนกลืมตาขึ้นช้า ๆ

ยายรัตนาก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน

หญิงชราลุงขึ้นนั่งแล้วก้มมองคราบหมึกสีดำที่ติดอยู่บนนิ้วหัวแม่มือของหลานสาว

—ตอนนี้แกเข้าใจหรือยัง ว่าทำไมยายถึงอยากให้แกมานอนฟังด้วยหูของตัวเอง

พิมพ์ชนกตัวสั่นด้วยความโกรธแค้น

—ยาย… หนูจะฟ้องพวกมันให้ติดคุกหัวโตเลย!

แต่ยายรัตนาไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวเลยสักนิด

กลับกัน ท่านคว้ามือของพิมพ์ชนกขึ้นมาพินิจดูรอยหมึกบนนิ้วโป้งที่ปานระพีเพิ่งใช้ประทับตราอย่างละเอียด

ตรงปลายนิ้วนั้นมีรอยแผลบางเฉียบสด ๆ—รอยแผลที่พิมพ์ชนกเพิ่งโดนใบมีดกลมในห้องตัดเย็บเสื้อผ้าบาดมาเมื่อวานนี้เอง

หญิงชราแย้มยิ้มเย็นเยียบออกมา

—ไม่ต้องล้างหมึกออกนะ

—ทำไมล่ะคะยาย?

ยายรัตนากวาดสายตาไปทางห้องครัว แล้วกระซิบเบา ๆ

—ก็เพราะรอยนิ้วมือที่พวกมันบังคับให้แกปั๊มลงไปเมื่อกี้แหละ… จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะทำลายแผนการชั่ว ๆ ของพวกมันจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี

Read more

End: หasv (ส่วนที่ 1): การกลับมาของเศรษฐินีและความจริงที่ถูกซ่อน

บทสรุป: แสงสว่างปลายอุโมงค์และการเริ่มต้นใหม่ สองเดือนผ่านไป นับตั้งแต่วันที่ความจริงอันโหดร้ายถูกเปิดเผยและทลายลงพร้อมกับซากปรักหักพังแห่งความโลภของสองแม่ลูกเลือดเย็น บ้านหลังใหญ่สีขาวสลับทองในอำเภอชนบทจังหวัดสุรินทร์ บัดนี้ได้รับการปรับโฉมใหม่จนแทบจำไม่ได้ บรรยากาศภายในบ้านถูกเปลี่ยนให้โปร่งโล่ง สะอาดตา และเต็มไปด้วยแสงแดดอบอุ่นที่สาดส่องเข้ามาทุกมุมห้อง ไม่มีคราบไคลของความอับทึบหรือเงาแห่งความโหดร้ายหลงเหลืออยู่อีกต่อไป สวนหย่อมรอบบ้านได้รับการจัดแต่งใหม่ด้วยดอกไม้นานาพรรณที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลมธรรมชาติพัดผ่านระเบียงกว้างที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้รถเข็นวีลแชร์เคลื่อน ตัวได้อย่างสะดวก บนระเบียงนั้น กรณ์ ในชุดเสื้อผ้าเนื้อนุ่มสะอาดตา กำลังนั่งรับลมยามเช้าอย่างสบายอารมณ์ สุขภาพร่างกายของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาลวิชาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือความรักความใส่ใจจากผู้เป็นน้องสาว ดวงตาที่เคยฝ้าฟางและมองไม่เห็น บัดนี้ได้รับการผ่าตัดรักษาจนกลับมามองเห็นโลกกว้างได้อีกครั้ง แม้จะยังต้องสวมแว่นตากรองแสงและระมัดระวังตัวอยู่บ้าง แต่รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขก็กลับมาประดับบนใบหน้าซูบตอบนั้นอย่างถาวร น้ำหนักตัวที่เคยเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ ใบหน้ามีเลือดฝาด และที่สำคัญคือแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “พี่กรณ์ครับ ทานผลไม้สักหน่อยไหมคะ? วันนี้มะละกอสุกหวานกำลังดีเลย” แพรวเดินถือจานผลไม้สดเดินออกมาจากห้องครัว รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเธอสะท้อนถึงความโล่งอกและความสุขที่ได้ทำหน้าที่น้องสาวอย่างเต็มภาคภูมิ กรณ์หันมามองน้องสาวด้วยสายตารักใคร่ เอื้อมมืออันอบอุ่นไปรับจานผลไม้ “ขอบใจนะแพรว ตั้งแต่ลูกกลับมาบ้านหลังนี้ก็มีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลย… พี่เกรงใจจังที่ลูกต้องทิ้งธุรกิจใหญ่โตที่อเมริกามาอยู่ดูแลพี่นานขนาดนี้” แพรวส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวข้างๆ แล้วกุมมือพี่ชายไว้แน่น “ธุรกิจที่นู่นลงตัวและมีทีมงานมืออาชีพคอยดูแลอยู่แล้วค่ะพี่กรณ์ แต่สำหรับแพรว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าพี่ชายคนนี้อีกแล้ว พี่คือครอบครัวคนเดียวที่แพรวเหลืออยู่ และคือคนที่ยอมลำบากเพื่อให้แพรวได้ดิบได้ดี ถ้าไม่มีพี่กรณ์ในวันนั้น ก็ไม่มีแพรวในวันนี้เหมือนกันค่ะ” คำพูดจากใจจริงทำให้กรณ์รู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก เขาบีบมือตอบน้องสาวเบาๆ ความทรงจำอันเจ็บปวดในช่วงเวลาที่ถูกขังลืมในห้องมืดค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นในปัจจุบันที่เยียวยาทุกแผลใจให้สมานสนิท ในขณะเดียวกัน … Read more

หasv (ส่วนที่ 1): การกลับมาของเศรษฐินีและความจริงที่ถูกซ่อน

หasv (ส่วนที่ 1): การกลับมาของเศรษฐินีและความจริงที่ถูกซ่อน

แสงแดดจ้าส่องกระทบตัวรถหรูที่กำลังแล่นไปตามถนนลูกรังของอำเภอชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ ภายในรถหรูแอร์เย็นฉ่ำ มี แพรว หญิงสาววัยสามสิบห้าปี นั่งอยู่ด้วยท่าทางสง่างาม ประดับด้วยเครื่องเพชรแวววาว และแผ่รังสีแห่งความสำเร็จ เธอเป็นเจ้าของบริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา หลังจากผ่านไปหนึ่งทศวรรษ ในที่สุดเธอก็ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย หัวใจของเธอพองโตด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เป้าหมายหลักของเธอคือการมาเซอร์ไพรส์ พี่กรณ์ พี่ชายแท้ๆ ผู้เป็นเสมือนฮีโร่ในชีวิตของเธอ

พ่อแม่ของพวกเขาเสียชีวิตไปหมดแล้ว พี่กรณ์ซึ่งอายุมากกว่าเธอสิบปี ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน พี่กรณ์ไม่ยอมแต่งงานใหม่ อุทิศวัยหนุ่มทั้งหมดให้กับการทำนา รับจ้างแบกหาม และทำงานสารพัดเพื่อส่งเสียให้แพรวได้เรียนหนังสือและไปตั้งรกรากที่อเมริกา เมื่อแพรวประสบความสำเร็จ เธอจึงสัญญาว่าจะตอบแทนบุญคุณ ทุกๆ เดือนเธอจะส่งเงินเกือบสองแสนบาทให้ ป้าแจ่ม กับลูกพี่ลูกน้องชื่อ โบว์ สองแม่ลูกที่เธอไว้ใจให้ทำหน้าที่ดูแลพี่กรณ์ หลังจากที่เขาป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และการมองเห็นเริ่มพร่ามัวไปเมื่อห้าปีที่แล้ว

ตามคำบอกเล่าของป้าแจ่ม พวกเขาได้สร้างบ้านในฝันให้พี่กรณ์แล้ว “คุณแพรวคะ ห้องนอนพี่กรณ์สวยมากค่ะ! มีแอร์ มีเตียงนุ่มๆ และมีพยาบาลส่วนตัวด้วยนะ ไม่ต้องห่วงเลย ชีวิตเขาเหมือนเจ้าชายอยู่ที่นี่แหละ” นั่นคือสิ่งที่ป้าแจ่มมักจะพูดผ่านวิดีโอคอลเสมอ และทุกครั้งที่แพรวอยากคุยกับพี่กรณ์ โบว์ก็จะอ้างเสมอว่า “พี่กรณ์หลับอยู่ค่ะ” หรือ “ไปทำกายภาพบำบัด” ทำให้หลังๆ มานี้พวกเขาคุยกันผ่านแชทข้อความในมือถือที่แพรวซื้อให้เสียเป็นส่วนใหญ่ แพรวรู้สึกวางใจเพราะคิดว่าเป็นญาติสนิทมหาร

รถหรูจอดสนิทที่หน้าบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า มีรั้วสูงตระหง่าน ตัวบ้านทาสีขาวสลับทอง ประดับด้วยรูปปั้นสิงโตที่หน้าทางเข้า เห็นได้ชัดว่าใช้เงินสร้างมหาศาล “ถึงแล้วสิน้า” แพรวพึมพำกับตัวเอง “นี่คือผลลัพธ์จากหยาดเหงื่อแรงงานที่เราช่วยกันสร้างมา” เธอลงจากรถ จัดแว่นกันแดดดีไซเนอร์ แล้วกดกริ่งที่ประตู

แม่บ้านคนหนึ่งเดินออกมาเปิดประตู “มาหาใครคะ?” เธอถาม “ฉันแพรว หลานป้าแจ่มค่ะ พวกเขาอยู่กันไหมคะ?” เธอตอบแล้วเดินเข้าไป เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องรับแขก แพรวก็ต้องประหลาดใจกับความหรูหราราคาแพง เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นล้วนเป็นของที่เธอส่งเงินมาให้ซื้อทั้งสิ้น ไม่นานนัก ป้าแจ่มกับโบว์ก็เดินลงมาจากบันไดวน ทั้งคู่สวมชุดอยู่บ้านราคาแพงและประดับด้วยเครื่องประดับทองคำเต็มตัว

“แพรว?!” ป้าแจ่มอุทานเสียงหลง หน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี “ท-ทำไมถึงกลับมาล่ะลูก นึกว่าจะกลับเดือนหน้าไม่ใช่เหรอ?!” โบว์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน รีบซ่อนโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุดที่ถืออยู่ไว้ข้างหลัง “เซอร์ไพรส์ค่ะป้า!” แพรวส่งยิ้มหวานแล้วเข้าไปสวมกอด “แพรวแค่คิดถึงพี่กรณ์ค่ะ อยากเจอตัวจริงแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ไหนคะ? อยู่บนห้องนอนใช่ไหม?”

สองแม่ลูกมองหน้ากันเลิกลั่ก ความหวาดกลัวปรากฏชัดบนใบหน้า “อ๋อ… คือว่านะแพรว” โบว์พูดเสียงสั่น “พี่กรณ์ไม่ได้อยู่ที่นี่หว่า… เขาไป… ไปศูนย์กายภาพบำบัดที่ต่างอำเภอน่ะ! ใช่ ไปพักฟื้นอยู่ที่นั่นเพื่อให้หมอดูแลอย่างใกล้ชิด” ป้าแจ่มรีบเสริมขึ้นมาทันที “ใช่ๆ! อีกสัปดาห์โน่นแหละถึงจะกลับ เพราะฉะนั้นลูกพักผ่อนก่อนเถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ”

แพรวเริ่มรู้สึกผิดสังเกต “ศูนย์กายภาพบำบัดเหรอคะ? ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เห็นบอกแพรวเลย แล้วทำไมพวกป้าต้องทำหน้าตาเลิกลั่กด้วย?” ความระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ สัญชาตญาณญาติพี่น้องร้องเตือนว่ามีบางอย่างไม่ชอบ마พา แพรวไม่เชื่อคำพูดนั้น “แพรวจะไปเยี่ยมพี่กรณ์ค่ะ ศูนย์นั้นอยู่ที่ไหนคะ?” เธอถามเสียงเข้ม “ไม่ได้ๆ ที่นั่นห้ามเยี่ยม! กฎระเบียบเข้มงวดมาก!” ป้าแจ่มรีบปฏิเสธเสียงหลง

ด้วยความสงสัยขั้นสุด แพรวแสร้งขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่แทนที่จะเดินไปทางห้องน้ำในบ้าน เธอกลับแอบเดินเลาะออกทางประตูดังหลังบ้านไปยังครัวไทยและลานซักล้าง เธอต้องการสำรวจดูรอบๆ บริเวณบ้านหลังนี้ให้แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ส่วนที่ 2: ความลับหลังบ้านหรู

ลมร้อนยามบ่ายพัดผ่านแปลงผักสวนครัวด้านหลังบ้าน แพรวเดินลัดเลาะผ่านสวนดอกไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยงามจนมาถึงโซนด้านหลังสุด ซึ่งถูกกั้นด้วยลูกกรงเหล็กดัดและตาข่ายบังตาอย่างมิดชิด บรรยากาศบริเวณนี้ช่างแตกต่างจากความหรูหราโอ่อ่าในตัวบ้านโดยสิ้นเชิง มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นยาฆ่าเชื้อโชยออกมาจางๆ

หัวใจของแพรวเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ห้องเก็บของเก่าใต้ถุนเรือนไทยประยุกต์หลังเล็กๆ ที่ถูกต่อเติมขึ้นมาอย่างลวกๆ หน้าต่างบานเล็กถูกปิดทึบด้วยแผ่นไม้เก่าๆ มีแม่กุญแจดอกโตคล้องไว้อย่างแน่นหนา แต่มีเสียงครางเบาๆ และเสียงไอแหบแห้งเล็ดลอดออกมาจากด้านใน

“ใคร… ใครนั่น…” เสียงแหบพร่าและสั่นเครือเอ่ยถามขึ้นจากในความมืด

แพรวชะงักงัน ร่างกายชาวาบไปทั้งตัว น้ำเสียงนั้น… ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเธอก็ไม่มีวันลืม “พี่กรณ์?!” แพรวตะโกนเรียกชื่อพี่ชายสุดเสียง น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาทันทีโดยไม่ต้องกลั้น

ป้าแจ่มและโบว์ที่วิ่งตามมาทันเห็นภาพนั้นพอดี ทั้งคู่หน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด โบว์พยายามเข้ามาดึงแขนแพรวออกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงลิ่วลั่น “แพรว! อย่าไปฟังนะ แกสติไม่ค่อยดี ชอบเพ้อเจ้อ กลับเข้าบ้านกันเถอะ!”

“หยุดนะโบว์!” แพรวสะบัดแขนออกอย่างแรง ดวงตาฉายแววโกรธเกรี้ยวจนน่ากลัว เธอน้ำตาคลอเบ้าแต่เต็มไปด้วยความเดือดดาล เธอกระชากแม่กุญแจที่คล้องไว้ออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี ก่อนจะผลักประตูไม้เก่าๆ ให้เปิดกว้างออก

ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้แพรวเข่าทรุดลงกับพื้น ร่างกายของพี่กรณ์ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดวงตาฝ้าฟางแทบมองไม่เห็น นั่งอยู่บนเสื่อเก่าๆ ในห้องที่มืดทึบและอบอ้าว รอบตัวมีแต่เศษอาหารบูดและกลิ่นเหม็นอับ เสื้อผ้าที่สวมใส่เก่าขาด วิลล่าหรูหรา เครื่องเพชรราคาแพง และรถยุโรปที่เธอส่งเงินมาให้ซื้อ ทั้งหมดแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานของพี่ชายผู้เสียสละชีวิตให้เธอได้ดีในต่างแดน

“นี่เหรอ… เจ้าชายที่ป้าบอกแพรว…” แพรวหันกลับมามองสองแม่ลูกด้วยสายตาดั่งใบมีด โบว์และป้าแจ่มยืนตัวสั่นงันงก พูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าหลบตา

แพรวรีบวิ่งเข้าไปโอบกอดร่างที่ผอมแห้งของพี่ชาย น้ำตารินไหลอาบแก้ม “พี่กรณ์ค่ะ… แพรวกลับมาแล้ว แพรวมาช่วยพี่แล้วนะ ต่อไปนี้จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่อีกเด็ดขาด!”

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เสียงไซเรนรถตำรวจและรถพยาบาลก็ดังสนั่นหน้าบ้านหรูหลังนั้น ตำรวจเข้ามาจับกุมป้าแจ่มและโบว์ในข้อหาทารุณกรรมคนชราและยักยอกทรัพย์สิน ส่วนแพรวรีบนำตัวพี่กรณ์ส่งโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในจังหวัดทันที เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายและรักษาอาการป่วยอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งประกาศกร้าวว่าจะเอาเรื่องคนทั้งสองให้ถึงที่สุด ไม่ให้เหลือแม้แต่บาทเดียว

คำถามเพื่อติดตามต่อ

คุณต้องการให้เรื่องราวนี้เน้นไปที่การดำเนินคดีทางกฎหมายและการทวงคืนทรัพย์สิน หรืออยากให้เน้นไปที่ช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของพี่กรณ์และแพรวหลังจากเหตุการณ์นี้ครับ?

Read more

End: นี่คือการเรียบเรียงและดัดแปลงเรื่องราวใหม่เป็นภาษาไทย โดยเปลี่ยนชื่อตัวละคร สถานที่ และบริบทให้เข้ากับสังคมไทยครับ

บทสรุป: แสงสว่างหลังพายุฝนและการเยียวยาหัวใจดวงน้อย คฤหาสน์หลังใหญ่ย่านสุขุมวิทในค่ำคืนนั้น กลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศภายในบ้านไม่ได้อ้างว้างหรือเย็นชาเหมือนเก่า แรงกระแทกจากเหตุการณ์อันเลวร้ายเมื่อครู่ได้ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น แน่นแฟ้น และความจริงใจที่ถูกรื้อฟื้นกลับคืนมา หลังพิมลดาถูกเนรเทศออกไปพร้อมกับคดีความที่กำลังรอเธออยู่เบื้องหน้า ปรเมศร์ก็ทิ้งงานทางธุรกิจมูลค่าร้อยล้านทั้งหมดลงชั่วคราว สิ่งเดียวที่มีค่ามากที่สุดและต้องการความใส่ใจเร่งด่วนในวินาทีนี้ ไม่ใช่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือกำไรจากตลาดหุ้น—แต่มันคือดวงใจทั้งสองดวงของเขา คืนนั้น ปรเมศร์อุ้มลูกสาวฝาแฝด น้องดาและน้องมีน เข้ามาในห้องนอนใหญ่ของเขา บนเตียงนอนนุ่มฟูเต็มไปด้วยหมอนและตุ๊กตากระต่ายตัวโปรดของน้องมีนที่เพิ่งถูกเก็บกู้ขึ้นมาจากโซฟา ป้าสำเนียงจัดเตรียมนมอุ่นๆ กลิ่นวานิลลาหอมกรุ่นมาให้เด็กๆ พร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด “ดื่มนมอุ่นๆ นะคะคนเก่ง คืนนี้ป้าสำเนียงนอนเป็นเพื่อนด้วย ไม่ต้องกลัวอะไรแล้วนะ” ป้าสำเนียงลูบศีรษะเด็กทั้งสองอย่างทะนุถนอม น้องมีนซบหน้าลงกับอกอุ่นของคุณพ่อ มือเล็กๆ ยังคงกำชายเสื้อของปรเมศร์ไว้แน่นราวกับกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงความฝัน ปรเมศร์โอบกอดลูกน้อยทั้งสองไว้แนบอก แนบแก้มของเขากับเส้นผมนุ่มของลูก พร้อมกับกระซิบซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความสำนึกผิด “พ่อขอโทษนะลูก… ต่อไปนี้ พ่อจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายรอยยิ้มของลูกอีกแล้ว บ้านหลังนี้จะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกหนู พ่อสัญญา” คำสัญญาจากปากของผู้เป็นพ่อ ทำให้ความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในจิตใจของเด็กๆ ค่อยๆ 
มลายหายไป รอยยิ้มบางๆ เริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของน้องดาและน้องมีนเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แผนการเยียวยาหัวใจและการเริ่มต้นใหม่ ในฐานะคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่เพิ่งตาสว่าง ปรเมศร์รู้ดีว่าการไล่คนผิดออกไปและการกล่าวคำขอโทษยังไม่เพียงพอที่จะลบแผลเป็นในจิตใจของเด็กวัยกำลังโต เขาจึงวางแผนการเยียวยาอย่างเป็นระบบเพื่อคืนความสุขและรอยยิ้มที่สดใสให้กับลูกสาวฝาแฝด: ทุ่มเทเวลาคุณภาพ (Quality Time): ปรเมศร์ประกาศเลื่อนการประชุมสำคัญและปฏิเสธการเดินทางไปต่างจังหวัดทั้งหมดในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ เพื่อใช้เวลาช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่กับลูกสาวอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านนิทานก่อนนอน การวาดรูป … Read more

นี่คือการเรียบเรียงและดัดแปลงเรื่องราวใหม่เป็นภาษาไทย โดยเปลี่ยนชื่อตัวละคร สถานที่ และบริบทให้เข้ากับสังคมไทยครับ

นี่คือการเรียบเรียงและดัดแปลงเรื่องราวใหม่เป็นภาษาไทย โดยเปลี่ยนชื่อตัวละคร สถานที่ และบริบทให้เข้ากับสังคมไทยครับ

เมื่อมหาเศรษฐีแกล้งทำเป็นบินไปดูงานต่างประเทศเพื่อแอบจับตาดูแม่บ้านที่คู่หมั้นของเขากล่าวหา แต่สิ่งที่ปรากฏบนกล้องวงจรปิดกลับไม่ใช่ความผิดของแม่บ้าน—แต่เป็นธาตุแท้ของผู้หญิงที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย และสิ่งที่เธอทำกับลูกน้อยทั้งสองคนทำให้หัวใจของเขาชาไปทั้งตัว

“พ่อขอไปเคลียร์งานที่เชียงรายสักสองสามวันนะลูก เป็นเด็กดีกันด้วยล่ะ”

นักธุรกิจหนุ่มร้อยล้านอย่าง ปรเมศร์ ก้มลงจูบหน้าผากของลูกสาวฝาแฝด น้องดา และ น้องมีน

เด็กน้อยทั้งสองโอบกอดเอวพ่อไว้แน่นด้วยความอาลัย

“คุณพ่อจะรีบกลับใช่ไหมคะ?” น้องมีน ลูกสาวคนเล็กเงยหน้าขึ้นถามเสียงใส

“แน่นอนครับ คนเก่งของพ่อ สัญญาเลย”

แต่มีบางสิ่งที่เด็กๆ ไม่รู้…

ไม่มีทริปไปเชียงราย ไม่มีตั๋วเครื่องบินใดๆ ทั้งสิ้น

เพียงสามสิบนาทีหลังจากรถหรูเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ย่านสุขุมวิท ปรเมศร์ก็แอบนั่งรถกลับเข้ามาทางประตูหลังโดยมีหัวหน้าทีมบอดี้การ์ดส่วนตัวติดตามมาด้วย

พวกเขาก้าวตรงดิ่งไปยังห้องควบคุมความปลอดภัยชั้นใต้ดิน

เบื้องหน้าของปรเมศร์คือจอภาพขนาดใหญ่ที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดทุกซอกทุกมุมของบ้าน ทั้งห้องครัว ห้องรับแขก โถงทางเดิน สวนหย่อม และห้องนั่งเล่นของเด็กๆ

“ระบบกล้องทุกตัวออนไลน์และบันทึกภาพตลอดเวลาครับคุณพี” หัวหน้าบอดี้การ์ดรายงาน

ปรเมศร์นั่งลงบนเก้าอี้ ดวงตาคมกริบจดจ้องไปที่จอภาพ

“ฉันอยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น… เวลาที่พวกเขากลคิดว่าฉันไม่อยู่บ้าน”

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจาก พิมlดา คู่หมั้นสาวสวยที่คบหาดูใจกันมานาน
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พิมลดาคอยเป่าหูและใส่ร้ายป้ายสี ป้าสำเนียง แม่บ้านวัยกลางคนผู้ซื่อสัตย์อยู่เสมอ

“คุณพีคะ, ผู้หญิงคนนี้ไว้ใจไม่ได้หรอกค่ะ เธอกำลังแอบขโมยของในบ้านเรา!”
“เครื่องประดับเพชรของฉันหายไปหลายชิ้นแล้วนะ!”
“และที่แย่กว่านั้น… ยัยนี่กำลังเสี้ยมสอนให้ลูกของคุณเกลียดฉัน!”

ป้าสำเนียงทำงานรับใช้ในบ้านหลังนี้มานานหลายปี
เงียบขรึม ขยันขันแข็ง และรักเด็กๆ เหมือนลูกหลานในไส้
ป้าสำเนียงคือคนที่คอยทำกับข้าวโปรดให้เด็กๆ และเป็นคนแรกที่น้องดาและน้องมีนวิ่งเข้าไปหาเวลาที่พวกเธอรู้สึกเศร้าหรือหวกล้ม

แต่ด้วยคำฟ้องร้องและน้ำตาจอมปลอมของพิมลดา ทำให้ปรเมศร์เริ่มเกิดความระแวงในใจ
เขาจึงต้องวางแผนนี้ขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ความจริงด้วยตาตัวเอง

ในช่วงแรก ทุกอย่างดูปกติธรรมดา
ป้าสำเนียงกำลังง่วนอยู่กับการล้างจานในครัว
เด็กๆ นั่งดื่มนมอุ่นๆ อย่างมีความสุข
คนสวนและคนอื่นๆ ในบ้านก็ทำงานตามหน้าที่

ปรเมศร์เกือบจะคิดว่าเขาคงระแวงไปเองและเข้าใจพิมลดาผิดไป
แต่แล้ว… เมื่อพนักงานคนอื่นออกไปทำงานนอกบ้านจนหมด

พิมลดาเดินนองหน้าเข้ามาในห้องรับแขก
รอยยิ้มแสนหวานและท่าทีอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ใบหน้าของเธอแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดัน

น้องดานั่งอยู่บนพรมกำลังตั้งใจเปิดอ่านนิตยสารเด็ก ส่วนน้องมีนกอดตุ๊กตากระต่ายเน่าคู่ใจไว้แนบอก

“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าเอาหนังสือพวกนี้มาเกะกะตรงนี้!” พิมลดาตวัดเสียงแหลมจนเด็กๆ สะดุ้ง

น้องดารีบปิดหนังสือทันที ส่วนน้องมีนหดหัวลงด้วยความกลัว

พิมลดาเดินเข้าไปกระชากตุ๊กตากระต่ายออกจากมือเด็กหญิงตัวเล็กแล้วโยนทิ้งไปที่โซฟาอย่างไร้เยื่อใย

“จำไว้! ถ้าพ่อของพวกแกไม่อยู่ ฉันคือนายหญิงของบ้านหลังนี้! ใครกล้าขัดคำสั่งฉัน… โดนดีแน่!”

ริมฝีปากของน้องมีนสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว น้ำตาคลอเบ้า
“หนู… หนูขอโทษค่ะคุณอาพิม…”
“หุบปากไปเลยนะเด็กโง่!”

ภายในห้องควบคุมความปลอดภัย ปรเมศร์กำมือแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปーン ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่ระอุขึ้นในอก
แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด… คือภาพที่สะท้อนบนจอ

ลูกสาวทั้งสองคนไม่มีทีท่าว่าตกใจเกินเหตุเลยแม้แต่น้อย พวกเธอดูเหมือน… คุ้นชินกับการถูกข่มขู่แบบนี้มานานแล้ว

น้องดารีบดึงน้องสาวเข้ามาหลบหลังตัวเธอเองทันที ราวกับต้องการปกป้องน้องจากสิ่งที่เธอรู้ว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออก ป้าสำเนียงรีบสาวเท้าเข้ามาด้วยความเป็นห่วง

“คุณพิมคะ! เด็กๆ ไม่ได้ทำอะไรผิดนะคะ ทำไมต้องไปขึ้นเสียงใส่พวกเขาด้วยล่ะคะ!”

พิมลดาหันขวับมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เสือกอะไรด้วยวะอีแก่! นี่มันเรื่องในครอบครัวฉัน!”
“ถึงไม่ใช่เรื่องของฉัน แต่เด็กๆ กลัวจนตัวสั่นหมดแล้วนะคะ!”
“แกเป็นแค่คนรับใช้ในบ้านหลังนี้ อย่ามาอาจหาญสอนฉันเรื่องการอบรมเด็กนะ!”

ป้าสำเนียงรีบเดินเข้าไปสวมกอดและลูบศีรษะของเด็กแฝดเพื่อปลอบประโลม
ในมอนิเตอร์ ปรเมศร์เห็นน้องมีนซุกหน้าลงกับไหล่ของป้าสำเนียงแน่น ราวกับว่านั่นคือสถานที่เดียวในบ้านหลังนี้ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอ

ภาพเหล่านั้นทำให้ความทรงจำสายหนึ่งพรั่งพรูเข้ามาในหัวของปรเมศร์
ทั้งความเงียบขรึมผิดปกติของน้องดา
เสียงสะำอื้นยามดึกของน้องมีน
และอ้อมกอดอันแน่นแฟ้นที่พวกเธอโอบกอดเขาไว้ทุกครั้งที่เขากลับถึงบ้าน

เขาเคยคิดมาตลอดว่าลูกๆ แค่เหงาเพราะเขาทำงานหนักเกินไป
โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า… ลูกน้อยของเขากำลังหวาดกลัวอะไรในบ้านของตัวเอง

“คุณพีครับ…” เสียงหัวหน้าบอดี้การ์ดเอ่ยเบาๆ อย่างระมัดระวัง “จะให้พวกเราเข้าไปเลยไหมครับ?”

ปรเมศร์ยังไม่ตอบทันที สายตาของเขายังคงจ้องมองหน้าจอ
เพราะในขณะนั้น พิมลดาเดินเข้าไปหาเด็กๆ อีกครั้ง พร้อมกับโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่แม้แต่ผ่านไมโครโฟน ก็ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้าน

“ถ้าพวกแกกล้าคาบข่าวเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อของพวกแกอีก… แกก็รู้ใช่ไหม ว่าตุ๊กตาตัวโปรดหรือแม้แต่ยายแก่คนนี้จะเจออะไรบ้าง…”

เด็กน้อยทั้งสองก้มหน้าหดตัวลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
แต่ครั้งนี้… ป้าสำเนียงไม่ถอยหนีอีกต่อไป เธอยืนบังหน้าเด็กๆ เอาไว้

ปรเมศร์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ จากเก้าอี้ แววตาเต็มไปด้วยความเดือดดาลขั้นสุด

“คุณพีครับ?” บอดี้การ์ดถามย้ำ

ปรเมศร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบจนน่ากลัว
“เซฟไฟล์วิดีโอนี้ทั้งหมดเก็บไว้ ห้ามพลาดแม้แต่วินาทีเดียว”

จากนั้น เขาก็ก้าวเดินออกจากห้องควบคุม มุ่งตรงไปยังตัวบ้านหลักทันที…

ก่อนที่เขาจะผลักประตูเข้าไป ประโยคสุดท้ายที่พิมลดากล่าวกับเด็กๆ ก็ดังลอดออกมาจากลำโพงอีกครั้ง — ประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของมหาเศรษฐีหนุ่มพังทลายลงในพริบตา และทำให้เขารู้ซึ้งว่า ผู้หญิงที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย ไม่ได้มีแค่ความโหดร้ายซ่อนอยู่… แต่เธอยังเก็บงำความลับอันโสมمอะไรไว้บ้าง

ถ้าคุณคือปรเมศร์ คุณจะทำสิ่งแรกอย่างไรเมื่อเห็นลูกในไส้ต้องหวาดกลัวคนใกล้ตัวที่คุณไว้ใจที่สุด?

Read more

End: ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท

แคว่ก! เสียงผ้าฉีกขาดดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องที่เงียบงัน เป็นเสียงปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดในชีวิตฉันให้จบลงตรงนี้ คมกรรไกรกรีดลึกลงบนผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสั่งตัดพิเศษอย่างไม่ปรานี ฉันออกแรงดึงจนชายกระโปรงพองฟูหลุดรุ่ยแยกออกจากโครงคอร์เซต เศษผ้าลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงบนพื้นไม้โอ๊กสีเข้มเหมือนกลีบดอกไม้เหี่ยวเฉาที่ไร้ค่า ฉันตัด ฉีก และเหวี่ยงมันทิ้งไปทีละชิ้น กระทั่งชุดเจ้าสาวแสนอลังการเหลือเพียงเศษซากกองพะเนินอยู่แทบเท้า ฉันหายใจหอบเบา ๆ แต่มันกลับเป็นลมหายใจที่โล่งและเป็นอิสระที่สุดในรอบสิบสองปี ฉันเดินไปหมุนเปิดน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำหินอ่อน ชำระล้างเมคอัพเจ้าสาวที่บรรจงแต่งมาหลายชั่วโมง ลิปสติกสีหวานถูกเช็ดออกจนเหลือเพียงริมฝีปากธรรมชาติ ละอองน้ำชะล้างกลิ่นน้ำหอมหรูหราที่ภวินท์เคยชอบให้หลุดลอยไปกับสายน้ำ เมื่อก้าวออกมา ฉันสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำตัวหลวมและกางเกงขายาวเรียบง่าย ผมที่ถูกเกล้าไว้อย่างประณีตถูกปล่อยสยายทิ้งตัวลงเคลียไหล่ ในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านระเบียงสูงเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ฉันเดินไปเปิดไวน์แดง เทใส่แก้วทรงสูง แล้วหยิบไอแพดเครื่องใหม่ขึ้นมาต่ออินเทอร์เน็ต หน้าจอไอแพดกะพริบแจ้งเตือนฟีดโซเชียลมีเดียทันที และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพายุที่ฉันรู้ดีว่าจะต้องเกิดขึ้น เวลา 10:45 น. ณ โรงแรมหรูระดับเวิลด์คลาสใจกลางกรุง บรรยากาศในห้องแกรนด์บอลรูมที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสุขและความยินดี บัดนี้กลับคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักธุรกิจชั้นนำ และนักข่าวสายสังคมนับร้อยชีวิตเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างออกรส พิธีการตามกำหนดการควรจะเริ่มตั้งแต่สิบโมงเช้า แต่บนเวทีที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ราคาเหยียบล้านกลับว่างเปล่า ในห้องพักรับรองด้านหลัง ภวินท์กำลังเดินพล่านไปมาเหมือนหนูติดจั่น เหงื่อกาฬซึมตามไรผมจนใบหน้าที่แต่งไว้อย่างดีเริ่มมันเยิ้ม สูทสั่งตัดราคาแพงยับย่นจากการที่เขายกมือขยำศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ริน! รับสายสิริน! โธ่เว้ย!” เขาแผดเสียงลั่นพร้อมกับขว้างโทรศัพท์ลงบนโซฟาหนังอย่างหัวเสีย “ภวินท์คะ… ดื่มน้ำก่อนนะ ใจเย็น ๆ สิคะ” เชอริลเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ เธอถือแก้วน้ำส่งให้เขาด้วยท่าทางอ่อนหวาน … Read more

ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท

ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท — ฉันก้าวขึ้นรถแล้วบอกคนขับเรียบ ๆ: “ลุงคะ… ไม่ต้องไปที่โรงแรม”

“ริน ยกรถเจ้าสาวให้เชอริลนั่งไปก่อนนะ เธอไปนั่งแท็กซี่คันหลังสุดแทนแล้วกัน…”

ขบวนรถหรูสีดำขลับสิบสองคันจอดเรียงรายอยู่ใต้คอนโดหรูใจกลางสุขุมวิท คันหน้าสุดคือ Rolls-Royce Phantom ป้ายแดงคันงาม รถเจ้าสาวที่ฉันเป็นคนเลือกและจัดแจงด้วยตัวเอง ถูกประดับประดาด้วยกุหลาบสีแดงสดและดอกเบบี้บรีธนับพันดอก

วันนี้คือวันแต่งงานของฉัน ฉันยืนมองตัวเองในกระจก สวมชุดเจ้าสาวลูกไม้ฝรั่งเศสสั่งตัดพิเศษจากดีไซเนอร์ระดับแนวหน้า ช่างแต่งหน้าแต้มลิปสติกสีหวานลงบนริมฝีปากเป็นขั้นตอนสุดท้ายพลางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “คุณรินคะ ตั้งแต่แต่งหน้าเจ้าสาวมา คุณรินสวยและสง่าที่สุดเลยค่ะ”

ฉันยิ้มรับบางเบา คว้าชายกระโปรง สวมรองเท้าส้นสูงคู่หรู Jimmy Choo แล้วก้าวเท้าเตรียมมุ่งหน้าไปยังโรงแรมเพื่อเริ่มพิธี

แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าลิฟต์ ภวินท์ ว่าที่เจ้าบ่าวของฉันก็รีบร้อนปรี่เข้ามา เขาดูหล่อเหลาไร้ที่ติในชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบ แต่แววตาคู่นั้นกลับไม่มีร่องรอยของความสุขเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความกังวลและกระสับกระส่าย เขากระชากข้อมือฉันอย่างแรงจนผิวขาวเริ่มขึ้นรอยแดง

“ริน คุยกันก่อน ขอร้องล่ะ… ช่วยฉันสักครั้งเถอะ” เขาพูดรัวเร็ว โดยไม่ได้มองความสวยของฉันในชุดเจ้าสาวเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ฉันจ้องหน้าเขา “มีอะไรคะภวินท์ เกิดอะไรขึ้น?”

“โรคหัวใจของเชอริลกำเริบอีกแล้ว”

เชอริล… อีกแล้วสินะ ตั้งแต่วันแรกที่ฉันได้รู้จักกับผู้หญิงคนนี้—คนที่เขาเรียกว่า ‘เพื่อนสนิทวัยเด็กและผู้ช่วยคนสำคัญ’ ดูเหมือนโรคหัวใจของเธอจะไม่เคยปกติเลย ทุกครั้งที่มีวันสำคัญหรือช่วงเวลาพิเศษระหว่างฉันกับภวินท์ เธอจะต้องมีอาการกำเริบขึ้นมาเสมอ

“หมอบอกว่าห้ามเธอโดนลมหรือเจออากาศร้อนเด็ดขาด” ภวินท์อธิบายหน้าตาตื่น “เธอให้เชอริลนั่ง Rolls-Royce ไปก่อนได้ไหม ข้างในมันกว้าง แอร์เย็นกว่า แล้วก็สบายกว่ามาก”

ฉันขมวดคิ้ว “ว่าไงนะ? รถ Rolls-Royce เนี่ยนะภวินท์? นั่นมันรถเจ้าสาว วันนี้ฉันเป็นเจ้าสาวนะ”

“ฉันรู้! แต่เธอหัดมีน้ำใจหน่อยสิริน!” เขาตวาดเสียงแข็ง แม้จะพยายามกดเสียงให้เบาเพราะคนรอบข้างเริ่มหันมามอง “เธอจะไปนั่งคันไหนก็ได้ ไปนั่งคันหลังสุดกับพวกเพื่อนเจ้าสาวสิ ที่ว่างเยอะแยะ!”

ฉันมองตามปลายนิ้วที่เขาชี้ไป ท้ายขบวนรถหรูสิบสองคัน มีรถแท็กซี่อัลติสสีเขียวเหลืองสภาพเก่าทรุดโทรมจอดอยู่คันหนึ่ง กระจกหลังมีสติกเกอร์ยับ ๆ แปะว่า “JUST MARRIED” ตัวถังมีรอยขูดขีดรอบคัน เหมือนพร้อมจะดับได้ทุกเมื่อบนถนนกรุงเทพฯ มันเป็นแค่รถสำรองฉุกเฉินที่ทีมงานเช่ามาเผื่อไว้

และข้างรถ Rolls-Royce Phantom คันนั้น เชอริลกำลังยืนอยู่ เธอไม่ได้ใส่ชุดเพื่อนเจ้าสาว แต่กลับสวมเดรสยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่มองเผิน ๆ แทบไม่ต่างจากชุดแต่งงาน หน้าผมจัดเต็มประณีต เมื่อสายตาเราสบกัน เธอก็ค่อย ๆ ยกมือทาบอกแล้วแสร้งไอเบา ๆ ทว่าแววตากลับฉายประกายเย้ยหยัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะ

รอยยิ้มที่กำลังบอกฉันว่า: ภวินท์เป็นของฉัน ต่อให้เป็นวันแต่งงานของเธอ เขาก็เลือกฉันก่อนอยู่ดี

ภวินท์บีบมือฉันแน่นขึ้น สายตาของเขาเว้าวอนปนกดดัน “ริน แค่ครั้งเดียวเอง อย่ามาทำตัวมีปัญหาตอนนี้ได้ไหม คนเขากำลังป่วย อย่าเห็นแก่ตัวนักเลย วันนี้เป็นวันของเรา ฉันไม่อยากให้มันพังเพราะความขี้หึงไร้สาระของเธอ”

ขี้หึงงั้นเหรอ?

ฉันจ้องมองชายที่ฉันทุ่มเทรักมาตลอดสิบสองปี ญาติผู้ใหญ่ ช่างภาพ ทีมงาน และกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวต่างเงียบกริบ ทุกคนยืนนิ่งรอดูว่าฉันจะกรีดร้อง จะร้องไห้ หรือระเบิดอารมณ์ออกมา

ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง… ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นชาและไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์

“ได้สิ” ฉันตอบสั้น ๆ

ภวินท์ถอนหายใจยาวเหมือนยกภูเขาออกจากอก “ขอบใจนะริน! เดี๋ยวเจอกันที่โรงแรมนะ เดินทางระวังด้วยล่ะ”

เขาปล่อยมือฉันทันทีโดยไม่แม้แต่จะช่วยจับชายกระโปรงที่ยาวเฟื้อย เขารีบวิ่งกลับไปหาเชอริล ประคองเอวเธออย่างทะนุถนอม เปิดประตูรถ Rolls-Royce ให้ และเอามือบังขอบประตูด้านบนไว้ไม่ให้หัวของเธอชน ก่อนก้าวขึ้นรถ เชอริลหันกลับมาสบตาฉันอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความลำพองใจพลางโบกมือให้ราวกับราชินี

หัวใจของฉันชาวาบ ความเจ็บปวดแล่นพล่าน แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ฉันยอมถอย ยอมเสียสละ และยอมเข้าใจคำว่า “แค่เพื่อนสนิท” มาโดยตลอด แต่วินาทีนี้ ทุกอย่างกระจ่างชัดในสมองอย่างเยือกเย็น

ฉันรวบชายกระโปรงหนักอึ้งแล้วเดินตรงไปยังแท็กซี่คันเก่าท้ายขบวน

“พี่ริน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมพี่ถึงยอมล่ะคะ?!” กานต์ เพื่อนสนิทและเพื่อนเจ้าสาววิ่งตามมาถามด้วยสีหน้าโกรธจัดและเป็นห่วง

ฉันหันไปสบตาน้องแล้วส่งยิ้มบาง “กานต์ พาทุกคนขึ้นรถตู้ไปก่อนเลยนะ ไปที่โรงแรมตามปกติ”

“แล้วพี่ล่ะ?!”

“พี่มีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อย”

ฉันก้าวขึ้นไปนั่งเบาะหลังของแท็กซี่ กลิ่นในรถอบอวลไปด้วยกลิ่นใบเตยแห้งปนกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลุงคนขับสวมเสื้อยืดเก่า ๆ หันมองผ่านกระจกหลังด้วยสีหน้างุนงง

“หนู… คันนี้ก็รถในขบวนแต่งงานเหรอ? แล้วจะให้ลุงไปส่งที่โบสถ์หรือโรงแรมไหนล่ะเนี่ย?”

มองลอดกระจกออกไป ฉันเห็นภวินท์ยืนอยู่ข้างรถแฟนธอม เขายิ้มและโบกมือส่งสัญญาณทำนองว่า ‘ขอบคุณนะ เดี๋ยวฉันชดเชยให้ทีหลัง’

ฉันเบือนสายตาหนี เลื่อนกระจกรถขึ้นจนสุด แล้วหันไปสบตากับคนขับ

“ลุงคะ… ไม่ต้องไปโรงแรมหรอกค่ะ”

ลุงคนขับขมวดคิ้ว “อ้าว? แล้วจะให้ไปไหนล่ะคุณหนู วันนี้วันแต่งงานไม่ใช่เหรอ?”

ฉันหยิบแบงก์พันสองใบส่งให้ลุง พร้อมบอกชื่อคอนโดเพนท์เฮาส์ย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา—ที่ที่ฉันซื้อไว้ด้วยเงินเก็บส่วนตัวของตัวเองคนเดียว โดยที่ภวินท์ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย

“ไปส่งหนูที่นี่ค่ะลุง เหยียบให้ไวที่สุดเลยนะคะ” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เครื่องยนต์แท็กซี่ส่งเสียงครางกระหึ่มก่อนจะค่อย ๆ เลี้ยวเบี่ยงออกจากแถวขบวนรถหรู ขณะที่ขบวนขันหมากและรถ Rolls-Royce กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงแรมห้าดาว ฉันกลับแล่นสวนทางมุ่งหน้าสู่อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ

เพียงไม่กี่นาทีต่อมา โทรศัพท์ในกระเป๋าก็เริ่มสั่นรัว

ภวินท์ โทรเข้า…

ฉันกดตัดสาย

ภวินท์ โทรเข้า…

ฉันกดตัดสายซ้ำอีกครั้ง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า… จนกระทั่งข้อความจากทางครอบครัวของเขาเริ่มกระหน่ำส่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน

ฉันปิดเครื่องอย่างไม่ไยดี แล้วหยิบโทรศัพท์สำรองอีกเครื่องขึ้นมาเปลี่ยนซิมใหม่ นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัว:

“พ่อคะ แม่คะ รินขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมดค่ะ ฝากบอกแขกทุกคนให้กลับบ้านได้เลยนะคะ รินสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง รินจะไม่แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยเลือกตัวรินเองเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต”

เมื่อถึงหน้าคอนโด ฉันเดินลากชุดเจ้าสาวแสนหนักขึ้นลิฟต์ส่วนตัวเพียงลำพัง แตะลายนิ้วมือเปิดประตูห้อง โถงห้องนั่งเล่นโอ่โถงเงียบสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของภวินท์ ไร้ซึ่งเงาของเชอริล และไม่มีเสียงบงการจากครอบครัวของเขาอีกต่อไป

ฉันถอดรองเท้า Jimmy Choo ทิ้งไว้ข้างทาง เดินเท้าเปล่าไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่สะท้อนทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นขอบฟ้าของเมืองหลวง

ฉันยังคงสวยงามและสง่า แต่ชุดเจ้าสาวชุดนี้… มันคือสัญลักษณ์แห่งความอดทนอันโง่เขลาตลอด 12 ปีที่ฉันยอมเป็นแค่ตัวสำรองของผู้ชายคนนั้น

ฉันเดินไปหยิบกรรไกรเล่มใหญ่จากเคาน์เตอร์ครัว เดินกลับมายืนกลางห้อง ปลดชายกระโปรงผ้าลูกไม้ราคาหลักแสนออกแผ่ลงกับพื้น

จ่อคมกรรไกรลงบนผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์…

แคว่ก!

เสียงผ้าฉีกขาดดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องที่เงียบงัน เป็นเสียงปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดในชีวิตฉันให้จบลงตรงนี้

Read more