สามีตัวดีเปิดตัวเมียน้อยเป็น “หุ้นส่วนชีวิตคนใหม่” ต่อหน้าพนักงานกว่า 500 ชีวิต พร้อมสั่งไล่ฉันออกจากบริษัทอย่างไม่ไว้หน้า! ทว่าเพียง 10 นาทีต่อมา ประตูห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลักเปิดออก เมื่อประธานกรรมการบริหารปรากฏตัวขึ้นเพื่อเปิดเผยความจริงว่าใครกันแน่คือผู้ถือหุ้น 90% ตัวจริง จนทำให้พวกเขาทรุดลงคุกเข่าอ้อนวอนอย่างสิ้นท่า!

ภาค 2 (Part 2): การตลบหลังอันสาสมและอำนาจที่แท้จริง ความเงียบเข้าปกคลุมห้องบอลรูมราวกับเวลาถูกหยุดหมุน เสียงกระซิบกระซาบของพนักงานและนักข่าวเริ่มดังเซ็งแซ่ สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่ฉัน รินรดา ผู้หญิงที่ทุกคนรู้ดีว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของซีอีโอหนุ่มไฟแรง ทว่าบนเวที ภวัตกลับยืนโอบเอววิรินทร์อย่างแนบแน่น ทั้งสองส่งรอยยิ้มเยาะเย้ยลงมายังโต๊ะวีไอพีที่ฉันนั่งอยู่ วิรินทร์จับไมโครโฟนขึ้นมาพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ปลายนิ้วกรีดกรายลูบไล้สร้อยเพชรน้ำงามที่คอของเธอ “ขอบคุณทุกท่านค่ะ และขอบคุณคุณภวัตที่มอบความไว้วางใจให้ฉัน ทั้งในฐานะรองประธานคนใหม่และคนรู้ใจ ส่วนใครบางคนที่หมดประโยชน์ เป็นแค่กาฝากเกาะความสำเร็จของสามีไปวันๆ ก็ควรจะรู้ตัวและถอยออกไปได้แล้วนะคะ อย่าให้ต้องใช้ความรุนแรงเลย” ภวัตหัวเราะในลำคออย่างเหี้ยมเกรียม ก่อนจะชี้นิ้วตรงมาที่ฉัน “รินรดา! รปภ. อยู่ไหน! ลากผู้หญิงคนนี้ออกไปจากงานเดี๋ยวนี้! เธอไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่อีกต่อไป พรุ่งนี้ฉันจะส่งทนายเอาใบหย่าไปให้เธอเซ็น แล้วไสหัวออกจากบ้านของฉันไปแต่ตัวซะ อย่าคิดว่าจะได้เงินจากฉันแม้แต่บาทเดียว!” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนเดินตรงเข้ามาหาฉัน แขกในงานบางคนเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ บางคนส่ายหน้าด้วยความเวทนา แต่แทนที่ฉันจะร้องไห้ฟูมฟายหรือกรีดร้องอย่างคนบ้า ฉันกลับค่อยๆ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง ความเจ็บปวดที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก “คุณภวัตคะ… แน่ใจแล้วเหรอคะที่จะทำแบบนี้?” ฉันเอ่ยถามผ่านความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย “หึ! คิดว่าฉันล้อเล่นงั้นเหรอ?” ภวัตตะคอกกลับอย่างหยิ่งยโส “บริษัทนี้คืออาณาจักรของฉัน ฉันคือซีอีโอ ฉันมีอำนาจเด็ดขาดที่สุดที่นี่ ใครจะขัดคำสั่งฉันได้!” ปัง! ทันใดนั้นเอง ประตูไม้โอ๊กบานยักษ์ของห้องบอลรูมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยเสียงอันดังกึกก้อง เสียงนั้นทรงพลังจนทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชะงักฝีเท้า … Read more

ตอนที่ 2 (PART 2)หลังจากฉันเซ็นใบหย่า ฉันก็หยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมาดู… ในบัญชีมีเงินอยู่ 14.7 ล้านบาท! ในขณะที่อดีตสามีโยนเศษเงินให้แค่ 44,500 บาท เป็น “ส่วนแบ่ง” สินสมรส!

ตอนที่ 2 (PART 2) เสียงนาฬิกาปลุกเรือนแรกดังขึ้นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องเช่าขนาด 58 ตารางเมตรที่เงียบสงัด ไม่มีเสียงกรนอย่างหงุดหงิดของพี่วิน ไม่มีคำสั่งให้รีบต้มกาแฟหรือรีดเสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูให้เขาอีกต่อไป ฉันก้าวลงจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานเดิม แต่แววตาที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่แววตาของผู้หญิงอมทุกข์ที่ยอมจำนนอีกแล้ว รอยคล้ำใต้ตา รูปร่างที่เปลี่ยนไปเพราะอุ้มท้องและคลอดลูกสาว มันคือร่องรอยของความเสียสละที่ผู้ชายใจแคบมองข้ามไปอย่างน่ารังเกียจ ฉันหยิบโทรศัพท์เครื่องลับขึ้นมา ต่อสายตรงหา คุณแพรว ผู้จัดการส่วนตัวและหุ้นส่วนเบื้องหลังของฉันทันที “แพรว ยกเลิกสัญญาเช่าห้องพักรายเดือนที่สุขุมวิททั้งหมด แล้วจัดการโอนกรรมสิทธิ์เพนต์เฮาส์โครงการใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฉันซื้อสดไว้เมื่อปลายปีที่แล้วให้เสร็จภายในบ่ายนี้เลยนะ” “พี่แนน! ในที่สุดพี่ก็พร้อมจะย้ายเข้าไปแล้วเหรอคะ? แพรวเตรียมเรื่องทีมงานดูแลความปลอดภัยกับแม่บ้านส่วนตัวไว้ให้พร้อมหมดแล้วค่ะ แล้วเรื่องงานเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่ะคะ?” “จัดเต็มตามแผนเดิมได้เลยแพรว ถึงเวลาที่ ‘มาดามเอ็น’ ตัวจริงจะต้องปรากฏตัวแล้ว” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในโลกออนไลน์ไม่มีใครไม่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์และนักลงทุนสาวลึกลับนามว่า ‘มาดามเอ็น’ (Madame N) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทมีเดียชั้นนำ เจ้าของแบรนด์ความงามและขนมหวานที่ทำยอดขายถล่มทลายทั่วประเทศ แต่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าจริงของเธอ เพราะฉันเลือกที่จะสื่อสารผ่านมุมกล้องแบบปกปิดตัวตน เพื่อถนอมอีโก้และศักดิ์ศรีจอมปลอมของอดีตสามีที่คิดว่าตัวเองเป็นช้างเท้าหน้าของบ้านมาโดยตลอด แปดโมงเช้า ฉันพาน้องไอรินขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดัง วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันต้องเข้าไปที่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ฉันและพี่วินทำงานอยู่ เพื่อยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานทั่วไป ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในแผนก เสียงซุบซิบนินทาก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที “ดูสิ โดนผัวทิ้งแล้วยังกล้าแบกหน้ามาทำงานอีก” “ก็นึกว่าจะหยิ่ง ที่แท้ก็โดนเด็กใหม่อย่างน้องพลอยเขี่ยตกรอบ สงสารก็สงสารนะ แต่ทำตัวเองแท้ๆ ปล่อยตัวจนพังขนาดนั้น” ฉันเดินผ่านโต๊ะของเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นไปด้วยสีหน้าราบเรียบ … Read more

End: แปดปีเต็มที่ฉันวิ่งตามผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดหันมารัก

ไอความชื้นของป่าดิบชื้นแถบเทือกเขาสันกาลาคีรีคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นดินเปียกและกลิ่นสนิมของเหล็กกล้า ค่ำคืนนี้ไร้แสงจันทร์ มีเพียงสายฝนพรำหนาทึบที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย มาริสาในชุดพรางสีเข้มแนบตัว หมอบนิ่งอยู่หลังโขดหินใหญ่ริมลำธารสายแคบ นิ้วชี้ขวาของเธอแตะอยู่ที่โกร่งไกปืนทราโวร์ (Tavor TAR-21) หัวใจเต้นหนักแน่นเป็นจังหวะคงที่ สามสิบเมตรข้างหน้า โรงเลื่อยร้างกลางหุบเขาคือรังลับชั่วคราวของพวกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธสงครามเดินตรวจตราอยู่รอบนอกสี่คน “เป้าหมายยืนยันแล้ว” เสียงกระซิบผ่านวิทยุสื่อสารแนบหูของผู้กองตะวันดังลอดมา “รถตู้บรรทุกสารตั้งต้นยาเสพติดและลังอาวุธมาถึงแล้ว ชายสวมเสื้อกั๊กหนังกลางกลุ่มคือ ‘อิบราฮิม’ มือขวาของนายพลซาการียา คนที่คุมสายส่งและเป็นคนสั่งการลอบยิงสารวัตรมนัสเมื่อสิบปีก่อน” คำว่า ‘สารวัตรมนัส’ ดังก้องเข้าสู่โสตประสาทของมาริสา เลือดในกายของเธอพลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความผิดหวังในรัก กลับกลายเป็นประกายคมกล้าและเย็นเยียบ นี่คือวินาทีที่เธอรอคอยมาตลอดทั้งชีวิต ไม่ใช่เพื่อใคร… แต่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้พ่อของเธอ “ชุดที่หนึ่ง เข้าโอบล้อมปีกซ้าย” ตะวันสั่งการ “หมวดริสา ประจำจุดคุ้มกันมุมสูง อย่าเพิ่งเปิดฉากยิงจนกว่าเราจะตัดกระแสไฟ” “รับทราบค่ะ” ทว่า แผนการไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เปรี้ยง! เสียงปืนไรเฟิลซุ่มยิงดังสนั่นขึ้นจากเนินเขาฝั่งตรงข้าม ร่างของตำรวจนายหนึ่งในชุดที่หนึ่งทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสดพุ่งกระฉูด “กับดัก! พวกมันมีสไนเปอร์คอยระวังหลัง!” ตะวันตะโกนลั่นผ่านสัญญาณวิทยุ “ถอยก่อน! หาที่กำบัง!” เสียงปืนกลอาก้ากราดยิงตอบโต้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่า เปลวไฟจากปากกระบอกปืนสว่างวาบเป็นจังหวะ ตัดผ่านม่านฝนที่โปรยปราย กระสุนพุ่งเจาะใบไม้และกิ่งไม้หักกระจาย มาริสาขบกรามแน่น เธอไม่ยอมถอย สายตาของเธอจับจ้องไปยังอิบราฮิมที่กำลังเร่งรีบขนกระเป๋าเอกสารและแฟ้มข้อมูลสำคัญขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อหลบหนี ถ้าปล่อยให้มันหนีไปได้ในคืนนี้ หลักฐานที่จะลากตัวนายพลซาการียาและล้างมลทินให้พ่อของเธอจะหายสาบสูญไปตลอดกาล … Read more

เพราะเขา ฉันถึงยอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นตำรวจ เพราะเขา ฉันถึงทนต่อบาดแผล ความเสี่ยง และค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่แทบไม่ได้กลับบ้านแบบมีลมหายใจ

เพราะเขา ฉันถึงยอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นตำรวจ เพราะเขา ฉันถึงทนต่อบาดแผล ความเสี่ยง และค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่แทบไม่ได้กลับบ้านแบบมีลมหายใจ

แต่ในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปราย ภาพที่เห็นเขากางร่มให้ผู้หญิงอีกคนกลับทำให้ฉันตาสว่าง

ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ แต่เป็นเพราะผู้หญิงที่เขาอยากทะนุถนอม…ไม่เคยเป็นฉันเลยต่างหาก

เวลาตีหนึ่งครึ่ง ฉันเดินกอดแฟ้มคดีหนาเตอะสามเล่มออกมาจากห้องเก็บหลักฐาน กองบังคับการปราบปราม ไหล่ซ้ายของเครื่องแบบเปียกชื้น ไอร้อนชื้นปนหนาวเหน็บของละอองฝนยามดึกในกรุงเทพฯ ซึมลึกผ่านเนื้อผ้า

เมื่อก้าวมาถึงสุดทางเดินกระจก สายตาก็พลันหยุดชะงัก

ด้านนอกประตูหน้าอาคาร พันตำรวจโท ภีมเดช ยืนถือร่มคันใหญ่สีดำ

ข้างกายเขาคือ หมอนลิน แพทย์นิติเวชสาวที่เพิ่งย้ายมาร่วมงานกับแผนกเราได้เพียงสองเดือน

นลินกำลังพูดอะไรบางอย่างพลางคลี่ยิ้มหวาน สารวัตรภีมโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อตั้งใจฟังเธอ ก่อนที่มุมปากคมคายคู่นั้นจะยกยิ้มตาม

ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาทแบบที่เขาใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่น ละมุนตา ราวกับว่าโลกทั้งใบผ่อนคลายลงเพียงเพราะมีเธออยู่ตรงหน้า

ไหล่ขวาของเขาเปียกฝนจนชุ่มโชก แต่เขากลับเอียงร่มไปทางเธอเกือบทั้งหมด ยอมให้ตัวเองเปียกปอนดีกว่าปล่อยให้ละอองฝนแตะต้องตัวเธอแม้แต่น้อย

ฉันยกมือกุมหน้าอกที่ปวดแปลบ

แปดปี… แปดปีที่ฉันเฝ้ารอเพียงเศษเสี้ยวของรอยยิ้มแบบนั้น

ตอนอายุสิบแปด ฉันเจอเขาครั้งแรกในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติข้าราชการตำรวจดีเด่นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอนนั้นเขาอายุยี่สิบหก เป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรงอนาคตไกล ยืนสง่างามบนเวทีด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว ส่วนฉันเป็นเพียงเด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาที่ยังเคว้งคว้างกับอนาคต

คืนนั้นคืนเดียวทำให้ฉันมีเป้าหมาย

ฉันอยากเก่งเหมือนเขา… หรือพูดให้ตรงกว่านั้น ฉันอยากยืนอยู่เคียงข้างเขา

แม่โกรธแทบขาดใจตอนรู้ว่าฉันจะเบนเข็มไปสอบเข้านายร้อยตำรวจหญิง

“ลูกเอ๊ย ผู้หญิงไปเป็นตำรวจมันลำบาก ทำไมไม่เรียนครูอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก?”

ฉันได้แต่นิ่งเงียบ กัดฟันอ่านหนังสือ ฝึกร่างกายอย่างหนักหน่วงทุกวัน โดนทุบตีล้มลุกคลุกคลานในค่ายฝึก หัวเข่าถลอก ฝ่ามือแตกเป็นแผล คืนแล้วคืนเล่าที่แอบนอนร้องไห้เพราะความเหนื่อยล้า แต่ฉันไม่เคยยอมแพ้

เมื่อเรียนจบและได้ติดยศ ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา จึงทำเรื่องขอบรรจุลงกองกำกับการสืบสวนสอบสวน หน่วยเดียวกับที่สารวัตรภีมประจำการอยู่

สามปีเต็มที่ทำงานใต้บังคับบัญชาของเขา ตื่นแต่เช้ามืด ไล่ล่าคนร้าย บุกตะลุยไปยังจุดเสี่ยงอันตรายที่แม้แต่นายตำรวจชายยังต้องคิดหนัก คดีฆาตกรรมแรกในชีวิตทำให้ฉันตกใจจนวิ่งออกมาอาเจียน แต่ก็รีบเช็ดปากแล้วกลับเข้าไปทำงานต่อ

คราวที่วิ่งไล่จับคนร้ายมีอาวุธปืนจนแขนขวาโดนเศษแก้วบาดลึก เย็บไปสิบสี่เข็ม สารวัตรภีมแวะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลตำรวจ

เขายืนอยู่แค่ตรงกรอบประตูห้อง

“เป็นยังไงบ้าง”

ฉันยิ้มกว้างทั้งที่ปวดระบม “สบายมากค่ะสารวัตร แผลแค่นิดเดียว”

เขาพยักหน้ารับ “ดีแล้ว พักผ่อนให้หายไวๆ”

แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ แต่ความห่วงใยอันน้อยนิดนั้นกลับทำให้ฉันนอนยิ้มคนเดียวได้ทั้งคืน

ฉันเป็นคนเดียวที่คอยชงกาแฟร้อนวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขาทุกเช้า

เป็นคนช่วยจัดเรียงสำนวนคดีเก่าๆ ยามเขาต้องอยู่เวรดึก

แอบสั่งข้าวกล่องมาวางให้เวลาเห็นเขาทำงานจนลืมกิน

และเป็นคนแรกที่ยกมืออาสาเสมอเมื่อมีภารกิจเสี่ยงตาย

คนทั้งกองกำกับการรู้ดีว่าฉันคิดอย่างไรกับเขา ดาบชัย ตำรวจรุ่นพี่ประจำแผนกเคยเอ่ยแซวตรงๆ

“หมวดริสา อยู่มาสามปีแล้วนะ ยังไม่ถอดใจจากสารวัตรอีกเหรอ?”

ฉันทำได้เพียงยิ้มเจื่อน “สักวันสารวัตรคงมองเห็นบ้างค่ะพี่ดาบ”

ทว่าภาพกลางสายฝนคืนนี้ได้ตัดสายป่านความหวังเส้นสุดท้ายลงอย่างเด็ดขาด

สารวัตรภีมไม่ได้เป็นคนไร้หัวใจ เขาเป็นห่วงคนอื่นเป็น เขายิ้มหวานเป็น และเขายอมเปียกฝนเพื่อปกป้องใครสักคนได้… แค่คนๆ นั้นไม่ใช่ฉัน

ฉันเดินกลับเข้าห้องทำงานที่เงียบสงัด เปิดลิ้นชักชั้นล่างสุด หยิบแบบฟอร์มคำร้องขอย้ายราชการที่ซุกซ่อนไว้กว่าหกเดือนออกมา

มีตำแหน่งว่างในพื้นที่ห่างไกลแถบชายแดนภาคใต้ พื้นที่สีแดง กำลังพลขาดแคลน คดีคั่งค้าง และแทบไม่มีใครอยากย้ายไป

ฉันหยิบปากกา จรดหมึกเขียนชื่อตัวเอง

ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา พงศ์พิจิตร

ระบุหน่วยงานปลายทาง: สภ. แว้ง จังหวัดนราธิวาส

ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันยื่นใบคำร้องต่อฝ่ายกำลังพลทันที นายตำรวจฝ่ายอำนวยการเรียกฉันเข้าไปคุยด้วยสีหน้ากังวล

“หมวดริสา แน่ใจแล้วเหรอ? พื้นที่ตรงนั้นมันอันตรายมากนะ รู้ใช่ไหม?”

“ทราบดีค่ะผู้การ ดิฉันมั่นใจ”

“มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าถึงอยากลงไปที่นั่น?”

ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ดิฉันอยากพิสูจน์ตัวเองในงานสืบสวนคดีความมั่นคงค่ะ”

นั่นไม่ใช่เรื่องโกหก… แต่ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

เพราะเป็นพื้นที่ขาดแคลนกำลังพล คำสั่งโยกย้ายจึงได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วเป็นกรณีพิเศษ ฉันมีเวลาเคลียร์งานและเตรียมตัวเพียงหนึ่งสัปดาห์

ตลอดสัปดาห์นั้น ฉันทำงานตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไม่ชงกาแฟไปวางที่โต๊ะของเขาอีกต่อไป

ไม่คอยถามไถ่ว่าเขากินข้าวแล้วหรือยัง

และไม่รอส่งเขากลับบ้านหลังเลิกเวร

มีอยู่วันหนึ่ง เขาเดินมามองโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าแล้วหันมาทัก

“หมวดริสา”

ฉันเงยหน้าขึ้น “คะ สารวัตร?”

“ช่วงนี้ไม่ได้ชงกาแฟเหรอ?”

ฉันสบตาเขานิ่ง ส่งยิ้มสุภาพตามระเบียบราชการ “ในห้องพักเวรมีกาแฟแคปซูลของส่วนกลางแล้วค่ะ สะดวกกว่า”

สารวัตรภีมจ้องหน้าฉันอยู่ครู่ใหญ่ เหมือนมีบางอย่างจะพูด แต่เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน และเช่นเคย งานต้องมาก่อนเสมอ

ในค่ำคืนสุดท้าย ฉันเก็บเอกสารและส่งมอบงานทั้งหมดลงกล่อง ลังกระดาษใบเล็กบรรจุของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

แก้วน้ำใบเก่า

สมุดบันทึก

ต้นไม้จิ๋วที่รดน้ำมาสามปี

และรูปถ่ายจากปฏิบัติการปิดล้อมจับกุมครั้งแรก ในรูปนั้นฉันยืนอยู่เยื้องด้านหลัง กำลังแอบมองแผ่นหลังของสารวัตรภีม ขณะที่สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า

ฉันยิ้มเยาะให้ตัวเองในรูป… แม้แต่ในภาพถ่าย ก็มีเพียงฉันคนเดียวที่เฝ้ามองเขา

ฉันยกต้นไม้ส่งให้ดาบชัย

“ฝากดูแลต่อนะคะพี่ดาบ”

“อ้าว จะไปไหนล่ะหมวด?”

“ฉันได้รับคำสั่งย้ายไปประจำที่ใหม่น่ะค่ะ”

ดาบชัยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “แล้ว… สารวัตรภีมรู้เรื่องหรือยัง?”

ฉันส่ายหน้าเบาๆ “เดี๋ยวสารวัตรก็คงทราบตามขั้นตอนค่ะ”

ตีห้าตรงของวันรุ่งขึ้น ฉันก้าวขึ้นรถไฟขบวนล่องใต้ออกจากสถานีกลางกรุง

ไม่มีข้อความลาส่งหาเขา

ไม่มีจดหมายทิ้งไว้

และไม่มีการสารภาพความรู้สึกใดๆ

เป็นครั้งแรกในรอบแปดปีที่ฉันไม่ต้องเอ่ยคำร่ำลากับผู้ชายที่ไม่เคยเอ่ยปากขอให้ฉันอยู่

สามชั่วโมงหลังรถไฟเคลื่อนขบวน สารวัตรภีมก้าวเข้ามาในห้องทำงาน สายตาคมสะดุดเข้ากับโต๊ะที่ว่างเปล่าไร้ร่องรอยข้าวของของฉัน

เขาเดินตรงเข้าไปถามทันที “หมวดริสาไปไหน?”

ดาบชัยเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “อ้าว ย้ายไปแล้วครับสารวัตร คำสั่งลงปลายทางสามจังหวัดชายแดนใต้ ออกเดินทางไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”

ใบหน้าของสารวัตรภีมแข็งค้าง นัยน์ตาวูบไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ตั้งแต่เมื่อไหร่… ทำไมไม่มีใครรายงานผม?”

“เรื่องส่งผ่านฝ่ายกำลังพลไปเรียบร้อยแล้วครับ พวกผมก็นึกว่าสารวัตรเซ็นรับทราบเรื่องแล้วเสียอีก”

ภีมเดชหยิบแฟ้มสรุปงานที่ฉันทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาเปิด ปลายกระดาษแผ่นสุดท้ายมีลายมือสั้นๆ เขียนไว้

ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะตลอดสามปีที่ผ่านมาค่ะ ขอให้สารวัตรปลอดภัยและประสบความสำเร็จในทุกภารกิจ

ไม่มีคำว่าคิดถึง

ไม่มีคำว่าดูแลตัวเองด้วย

ไม่มีข้อความส่วนตัวใดๆ แม้แต่คำเดียว

หมอนลินเดินถือแฟ้มผลชันสูตรเข้ามาพอดี “สารวัตรภีมคะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ สีหน้าดูไม่ดีเลย”

แต่คราวนี้ภีมเดชไม่ได้หันไปตอบเธอ เขากดโทรศัพท์ต่อสายหาฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ครั้งที่หนึ่ง…

ครั้งที่สอง…

ครั้งที่สาม…

มีเพียงเสียงสัญญาณรอสายที่ไร้คนตอบรับ

ขณะที่เขากำลังยืนจ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความสับสนและร้อนรน เสียงโทรศัพท์สายตรงบนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้น

ปลายสายคือผู้บังคับการกองปราบปราม

“ภีมเดช เรื่องหมวดริสาย้ายลงใต้ คุณรู้เรื่องแล้วใช่ไหม?”

“…เพิ่งทราบครับผู้การ”

“งั้นคุณคงยังไม่รู้เบื้องลึกว่าทำไมทางนั้นถึงเจาะจงขอตัวเธอไปเป็นกรณีพิเศษ”

คิ้วของภีมเดชขมวดมุ่น หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาด “หมายความว่ายังไงครับ?”

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่น้ำเสียงเคร่งขรึมของผู้บังคับบัญชาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ

“ภีม… คดีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่มาริสาลงไปตามสืบที่นั่น คือเครือข่ายเดียวกับที่วางระเบิดลอบสังหารคุณจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อสามปีก่อน และที่สำคัญที่สุด… มีความจริงเรื่องประวัติเบื้องหลังของเธอ ที่เธอยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกปิดไม่ให้คุณรู้”

Read more

Part 3: ถักทอสายใยที่ขาดหาย (End) 

Part 3: ถักทอสายใยที่ขาดหาย (End) ไออุ่นจากฝ่ามือของอนาวินทำให้ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมหัวใจฉันมาตลอดหกปีละลายหายไป ฉันไม่ได้เบี่ยงหน้าหลบ สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นทำให้ความทรงจำเก่า ๆ ไหลย้อนกลับมา ราวกับกาลเวลาที่พรากเราจากกันไม่เคยมีอยู่จริง “วิน… เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฉันเอ่ยเสียงแผ่ว พลางจับมือของเขาที่แนบอยู่บนแก้มฉัน “พ่อของฉันปลอดภัยและอยู่มาได้อีกสี่ปีเต็มก่อนจะจากไปด้วยโรคชราอย่างสงบ เงินก้อนนั้นช่วยต่อลมหายใจให้พ่อ และฉันก็ไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจแบบนั้น สิ่งเดียวที่ฉันรู้สึกผิดมาตลอด… คือฉันไม่ได้มีโอกาสอธิบายให้เธอเข้าใจ” “อย่าพูดว่าไม่เสียใจเลยริน” อนาวินดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดของเขาอย่างรวดเร็วและแนบแน่น แขนแกร่งทั้งสองข้างโอบรัดรอบตัวฉันราวกับกลัวว่าฉันจะสลายหายไปในความมืดมิดอีกครั้ง เขากดใบหน้าลงกับลาดไหล่ของฉัน เสียงสะอื้นของเขาทำให้แผ่นอกของฉันสั่นไหว “คนที่ควรขอโทษคือฉันต่างหาก ฉันมันตาบอด ฉันปล่อยให้ความแค้นบังตาจนมองไม่เห็นความจริง ฉันทำร้ายเธอด้วยคำพูดเลือดเย็นพวกนั้นได้ยังไง… ‘คนนอก’ งั้นเหรอ? ฉันเกลียดตัวเองเหลือเกินที่พูดคำนั้นออกไป” ฉันยกแขนขึ้นกอดตอบเขา สัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของคนตรงหน้า น้ำตาของเราทั้งสองคนหยดรดลงบนบ่าของกันและกัน ล้างมลทินและความเข้าใจผิดที่ค้างคากันมาเนิ่นนาน เจ้าขนมปังเห็นพวกเรากอดกัน มันก็ส่งเสียงครางอย่างมีความสุขแล้วใช้หัวดันแทรกเข้ามาตรงกลางระหว่างเราสองคน หางของมันแกว่งส่ายไปมาอย่างบ้าคลั่งจนกิ่งไม้ใบหญ้ารอบข้างไหวตาม เสียงขำเบา ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของอนาวินทั้งน้ำตา เขาผละตัวออกเล็กน้อยแล้วก้มลงลูบหัวเจ้าโกลเด้นตัวโปรด “ดูสิ… หกปีที่ผ่านมา มันไม่เคยกระดิกหางให้ใครมากขนาดนี้มาก่อนเลยนะ แม้แต่ฉันที่เป็นคนให้อาหารมันทุกวัน มันก็ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนรอคอยใครบางคนเสมอ” อนาวินสบตาฉัน แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยนที่ฉันโหยหา “ขนมปังมันฉลาดกว่าฉันเยอะ มันไม่เคยลืมแม่ของมันเลยแม้แต่วินาทีเดียว” “ขนมปังเด็กดี…” ฉันย่อตัวลงกอดเจ้าหมาตัวโต มันรีบเอาหน้ามาซุกซอกคอฉันแล้วเลียคราบน้ำตาบนแก้มออกให้อย่างแสนรู้ “แม่ขอโทษนะลูก … Read more

Part 2:หกปีที่เลิกรา… เมื่อได้พบกันอีกครั้งในเอาท์ติ้งบริษัท เขากลับบอกทุกคนว่าไม่รู้จักฉัน แต่เจ้าตูบตัวเดิมที่ห่างหายกันไปนาน กลับกระชากสายจูงแล้ววิ่งโผเข้ามากอดฉันต่อหน้าทุกคน

Part 2: รอยแผลในเงามืด ความเงียบสงัดริมอ่างเก็บน้ำมีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเกลียวคลื่นซัดกระทบฝั่ง แสงไฟสีสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบใบหน้าของอนาวิน ดวงตาคมกริบคู่นั้นคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่เขาพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชาตลอดหลายปีระเบิดออกมาผ่านสายตาที่มองตรงมายังฉัน “รินดา… บอกฉันมาสิ ว่าเธอรับเงินสองล้านจากแม่ฉัน แล้วทิ้งฉันไปจริง ๆ ใช่ไหม?” คำถามนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลเดิม ฉันมองดูรูปถ่ายกระดาษสัญญาแผ่นนั้น ลายเซ็นของฉันปรากฏอยู่ตรงมุมขวาล่างเด่นชัด หมึกสีน้ำเงินที่เคยจรดลงไปเมื่อหกปีก่อน วันนี้มันกลับกลายเป็นหลักฐานตอกย้ำว่าฉันคือผู้หญิงหน้าเงินที่ไร้หัวใจในสายตาของเขา ริมฝีปากของฉันสั่นระริกจนแทบไม่อาจเปล่งเสียง ลมหายใจติดขัด “วิน… ฉัน…” “ทำไมไม่ตอบล่ะ?” เสียงของเขาเข้มขึ้น แตกพร่าและสั่นเครือ “บอกฉันสิว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง! บอกฉันว่าลายเซ็นนี้เป็นของปลอม! ตลอดหกปีที่ผ่านมา ฉันแทบจะเป็นบ้า ฉันเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าฉันทำอะไรผิด ฉันดูแลเธอไม่ดีตรงไหน หรือเพราะตอนนั้นฉันเป็นแค่วิศวกรจบใหม่ที่ไม่มีอนาคต ไม่มีเงินทองให้เธอสุขสบาย เธอถึงได้ทิ้งฉันไปโดยไม่แม้แต่จะร่ำลา!” เขาก้าวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิมที่เขาใช้มาตลอด กลิ่นไม้สนอ่อน ๆ ที่เคยให้ความอบอุ่น แต่ในยามนี้มันกลับทำให้หัวใจของฉันบีบรัดจนเจ็บปวด “แต่พอฉันเห็นเอกสารแผ่นนี้…” อนาวินส่งเสียงหัวเราะเยาะหยันตัวเองในลำคอ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินผ่านโหนกแก้มของเขา “คำตอบทุกอย่างมันชัดเจนยิ่งกว่ากระจกเงา เธอขายความรักหกปีของเรา ขายครอบครัวเล็ก ๆ ที่เราสร้างมาด้วยกัน ทิ้งฉัน… ทิ้งเจ้าขนมปัง แลกกับเศษเงินสองล้านบาทของแม่ฉัน!” “มันไม่ใช่เศษเงินนะวิน!” ฉันตะโกนสวนออกไปทั้งน้ำตา เสียงของฉันสั่นไหวและแตกพร่าจนแทบไม่ได้ยิน … Read more

End: รถยนต์ BMW ป้ายแดงคันละเกือบสี่ล้านบาท คือของขวัญวันปีใหม่ที่ลูกชายของฉันมอบให้แม่ยายของเขา ส่วนของฉันน่ะหรือ

เสียงเครื่องยนต์ของรถโตโยต้าคันเก่ากระหึ่มเบาๆ ขณะแล่นผ่านซุ้มประตูด้านหน้าของหมู่บ้านจัดสรรหรู รปภ. วัยกลางคนชะเง้อคอมองพร้อมกับตะเบ๊ะให้อย่างมีมารยาท ฉันแตะไฟเลี้ยวเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนใหญ่ แสงอาทิตย์ยามเช้าของวันปีใหม่สะท้อนผ่านกระจกหน้ารถ ละอองฝุ่นลอยเคว้งคว้างอยู่ในลำแสงสีส้มทองอบอุ่น ลมหายใจที่ฉันสูดเข้าไปในปอดลึกและโปร่งเบาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ในกระจกมองหลัง ภาพหลังคาบ้านหรูหราทรงยุโรปค่อยๆ ย่อขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเลือนหายไปหลังแนวพุ่มไม้ใหญ่ เสียงกรีดร้องตัดพ้อของอรัญญา เสียงด่าทอทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายของสองแม่ลูก และเสียงสะอื้นเรียกหาแม่ของมาร์ค ทั้งหมดถูกตัดขาดทิ้งไว้เบื้องหลังราวกับภาพในฝันร้ายที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามันไม่มีจริง ฉันขับรถตรงกลับไปยังบ้านสวนริมคลองที่นนทบุรี บ้านไม้สองชั้นหลังเดิมที่มีต้นโมกส่งกลิ่นหอมระรวยอยู่ริมรั้ว ศาลาริมน้ำที่สามีผู้ล่วงลับเคยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ทุกเช้าวันหยุด ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงตั้งตระหง่านเงียบสงบ ไม่มีความโอ่อ่า ไม่มีรถยนต์ราคาเกือบสี่ล้านจอดอวดใคร แต่ที่นี่เต็มไปด้วยอากาศที่บริสุทธิ์และปราศจากกลิ่นอายของความจอมปลอม ฉันหยิบกระปุกหมูพลาสติกสีชมพูตัวนั้นลงมาจากเบาะข้างคนขับ นำมันไปวางไว้บนชั้นวางของในห้องนั่งเล่น เคียงข้างรูปถ่ายขาวดำของสามีที่กำลังส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ “พี่…” ฉันลูบกรอบรูปของเขาเบาๆ “ฉันทำหน้าที่แม่เต็มที่แล้วนะ ที่เหลือจากนี้ ให้บทเรียนชีวิตสอนเขาก็แล้วกัน” ความเงียบในบ้านไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป มันกลับเป็นความสงบที่ฉันโหยหามานานแสนนาน สามเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตลอดเก้าสิบวันนั้น ฉันตัดขาดการติดต่อทุกช่องทาง ฉันเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ บล็อกการติดต่อจากโซเชียลมีเดียทั้งหมด มีเพียงทนายความประจำตัวของฉันเท่านั้นที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนมรดกและการแบ่งที่ดินเพื่อสาธารณกุศล ฉันใช้เวลาว่างไปกับการดูแลแปลงผักสวนครัว เข้าวัดทำบุญ และเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดกับกลุ่มเพื่อนวัยเกษียณที่ไม่ได้เจอกันมานาน ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่า ที่ผ่านมาฉันเอาชีวิตและจิตวิญญาณของตัวเองไปผูกไว้กับความสุขของลูกชายเพียงคนเดียวมากเกินไป จนหลงลืมไปว่าชีวิตของฉันเองก็มีคุณค่าและมีความหมายในตัวเอง แต่แล้ว บ่ายวันหนึ่งในเดือนเมษายน ขณะที่ฉันกำลังรดน้ำต้นมะลิอยู่หน้าบ้าน เสียงรถแท็กซี่คันหนึ่งก็มาจอดเทียบที่หน้ารั้ว เสียงปิดประตูรถดังปัง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ก้าวอย่างโซเซและไร้เรี่ยวแรง ฉันชะงักมือที่ถือก้านบัวรดน้ำ หันไปมองที่ประตูรั้วเหล็กดัดสีขาว ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นแทบไม่เหลือเค้าโครงของ ‘มาร์ค’ … Read more

รถยนต์ BMW ป้ายแดงคันละเกือบสี่ล้านบาท คือของขวัญวันปีใหม่ที่ลูกชายของฉันมอบให้แม่ยายของเขา ส่วนของฉันน่ะหรือ

รถยนต์ BMW ป้ายแดงคันละเกือบสี่ล้านบาท คือของขวัญวันปีใหม่ที่ลูกชายของฉันมอบให้แม่ยายของเขา ส่วนของฉันน่ะหรือ… กระปุกออมสินหมูพลาสติกสีชมพูหนึ่งใบ และเมื่อฉันลองเขย่ามันต่อหน้าทุกคนข้างในนั้นมีเพียงเหรียญสิบบาทกับธนบัตรยี่สิบบาทรวมกันได้แค่หนึ่งร้อยห้าสิบบาทถ้วน

มาร์ค ลูกชายคนเดียวของฉันยิ้มกว้างขณะยื่นของเล่นชิ้นนั้นมาให้ “แม่ก็อายุหกสิบห้าแล้ว จะอยากได้อะไรอีกล่ะครับ แม่ชอบเก็บเงินอยู่แล้วนี่ อันนี้น่ะเหมาะกับแม่ที่สุดเลย”

อรัญญา ภรรยาของเขาหัวเราะคิกคัก ถัดไปข้างๆ คือคุณนายลดาวัลย์ แม่ของเธอที่ตื้นตันจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มือยังคงกำกุญแจรถ BMW X3 คันงามที่มีโบสีแดงผูกอยู่บนฝากระโปรงหน้า

คืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในหมู่บ้านจัดสรรหรูย่านราชพฤกษ์ แสงไฟประดับสว่างไสว กลิ่นเนื้อย่างเกาหลีและหมูแฮมอบน้ำผึ้งลอยคลุ้งมาจากครัว เพื่อนบ้านที่มาร์คชวนมาต่างยืนล้อมรอบรถคันใหม่เพื่อร่วมแสดงความยินดี

ส่วนตัวฉัน ยืนอยู่ตรงมุมโรงจอดรถ มือข้างหนึ่งประคองกล่องพายแอปเปิลอบเองที่ตั้งใจเอามาฝาก ส่วนอีกข้างถือกระปุกหมูพลาสติกราคาไม่กี่บาท

“ถือเป็นเคล็ดไงคะคุณแม่” อรัญญาพูดกลั้วหัวเราะ “เพราะคุณแม่ลดาจำเป็นต้องใช้รถจริงๆ ค่ะ แกอายุขนาดนี้แล้วจะให้นั่งแท็กซี่หรือเบียดรถไฟฟ้าก็ไม่ไหว ลำบากแย่เลย”

ฉันเหลือบมองลดาวัลย์ หญิงวัยหกสิบสองปี ผู้พร่ำบอกลูกชายฉันตลอดสามปีที่ผ่านมาว่าตัวเองเป็น ‘หญิงม่ายผู้น่าสงสาร’ เธอคอยบอกเสมอว่าเงินเก็บหมดไปกับค่ารักษาตอนสามีเสียชีวิต ค่ายาโรคประจำตัวก็แพง ค่าส่วนกลางบ้านก็สูง ไม่มีปัญญาซื้อรถดีๆ ขับหรอก

มาร์คจึงเป็นคนออกค่าใช้จ่ายแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ของสดในตู้เย็น ประกันชีวิต ทำฟัน ยันพาไปเที่ยวต่างประเทศ ฉันไม่เคยเข้าไปก้าวก่าย เพราะถือว่าเป็นเงินที่ลูกหามาได้ด้วยตัวเอง

แต่เมื่อฉันได้ยินลดาวัลย์พูดขึ้นมาว่า—

“คนเราน่ะนะ พี่ดวงใจ พอแก่ตัวลงก็ไม่ต้องการอะไรมากหรอก สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักคำว่าพอเพียง”

เธอยืนพิงรถหรูคันใหม่ที่ลูกชายของฉันซื้อให้พลางส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ความรู้สึกบางอย่างในอกของฉันเย็นเยียบลงทันที

ฉันเพียงแค่ยิ้มตอบ “รถสวยดีนะ”

“ใช่ไหมล่ะครับแม่” มาร์ครีบเสริมอย่างภาคภูมิใจ “คุณแม่ลดาคู่ควรแล้วครับ ท่านลำบากผ่านอะไรมาเยอะ”

ฉันมองหน้าลูกชาย ไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากกว่ากัน ระหว่างของขวัญต่างชั้นราวฟ้ากับเหว หรือน้ำเสียงที่เขาเรียกอีกฝ่ายว่า ‘คุณแม่ลดา’ อย่างรักใคร่สนิทสนม ราวกับว่าฉันเป็นเพียงแขกคนนอก ราวกับว่าแม่แท้ๆ ที่กัดฟันเลี้ยงเขามาคนเดียวตั้งแต่พ่อเสียไปตอนเขาอายุสิบสอง เป็นแค่ภาระหน้าที่ที่เขาปลดเปลื้องเสร็จสิ้นไปแล้ว

แต่ฉันไม่ได้พูดอะไรออกไปสักคำ

พวกเขาคิดเสมอว่าความเงียบของฉันคือความยอมคน คิดว่าถ้าฉันไม่โวยวายแปลว่าฉันไม่รู้อะไรเลย

ฉันอยู่ต่ออีกเกือบชั่วโมง ยืนฟังมาร์คอวดเบาะหนัง ซันรูฟ กล้องรอบคัน และระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ได้ยินอรัญญาพูดคุยกับเพื่อนข้างบ้านว่า “อย่างน้อยตอนนี้คุณแม่ลดาก็รู้แล้วค่ะว่าพวกเราซาบซึ้งในพระคุณของท่านแค่ไหน” เธอไม่ได้หันมามองฉันแม้แต่หางตาขณะที่พูดประโยคนั้น

พองานเริ่มซา ฉันก็เอ่ยปากขอตัวกลับ ฉันหอมแก้มลูกชายเบาๆ “ขอบใจสำหรับกระปุกออมสินนะลูก”

มาร์คมีสีหน้าโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด เขาคงนึกว่าฉันจะน้อยใจหรือตัดพ้อ บางทีเขาอาจอยากให้ฉันโมโหอาละวาดเสียด้วยซ้ำ จะได้ตราหน้าว่าฉันเป็นคนแก่เจ้าอารมณ์และงี่เง่า แต่ฉันทำเพียงแค่ยิ้ม วางกระปุกหมูสีชมพูไว้ที่เบาะข้างคนขับในรถโตโยต้าคันเก่า แล้วขับกลับบ้านที่นนทบุรี

บ้านเงียบสนิทเมื่อฉันกลับมาถึง ฉันวางถาดพายไว้บนโต๊ะกินข้าวในครัว และตรงนั้นเองที่ฉันสังเกตเห็นกระเป๋าถือหนังสีดำใบหรูวางอยู่บนเก้าอี้

กระเป๋าของลดาวัลย์ ฉันจำได้แม่นยำเพราะเธออวดตลอดทั้งคืนว่าเป็นหนังแท้จากอิตาลี ราคาเกือบแปดหมื่นบาท คงลืมหยิบลงจากรถตอนฉันแวะรับเธอมาที่บ้านงาน

ฉันยิ้มเยาะในใจ “หญิงม่ายผู้น่าสงสารงั้นหรือ…”

ฉันตั้งใจจะหยิบกระเป๋าขึ้นมาเพื่อโทรบอกมาร์ค แต่ปากซิปกระเป๋ากลับเปิดอ้าอยู่ และตอนที่ฉันกำลังจะรูดปิด เอกสารแผ่นหนึ่งที่พับไว้ก็เลื่อนหลุดออกมาจากซองกระเป๋าเงินด้านใน

ตอนแรกฉันไม่ได้คิดจะเปิดอ่าน จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับหัวกระดาษของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชื่อดังแห่งหนึ่งบนถนนสาธร พร้อมกับตัวเลขแปดหลักตรงบรรทัดล่างสุด

18,740,000 บาท

ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เพ่งมองตัวเลขนั้นอีกครั้ง ยอดเงินลงทุนคงเหลือในพอร์ต ไม่ใช่หนี้สิน ไม่ใช่ใบแจ้งยอดกู้ยืม และไม่ใช่เงินสินไหมประกันชีวิต แต่เป็นบัญชีส่วนตัวของลดาวัลย์ พร้อมรายการเงินปันผลรายไตรมาสที่โอนเข้าบัญชีเฉลี่ยรอบละกว่าสองแสนบาท

แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันชาวาบที่สุด ไม่ใช่จำนวนเงินเหล่านั้น

ด้านหลังของแผ่นกระดาษ มีลายมือเขียนด้วยปากกาจดรายการไว้อย่างเป็นระเบียบ

35,000 — มาร์ค (รายเดือน)120,000 — เบี้ยประกัน480,000 — ทริปญี่ปุ่นBMW — 3.8 ล้าน

และบรรทัดล่างสุด มีข้อความสั้นๆ ทิ้งท้ายไว้:

“พอได้รถเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายต่อไปคือคอนโดแถวทองหล่อ”

ฉันจำลายมือนั้นได้ขึ้นใจ ลายมือหวัดเป็นระเบียบของอรัญญา ลูกสะใภ้ที่มักจะเขียนการ์ดอวยพรวันเกิดให้ฉันทุกปี

ฉันนั่งนิ่งอยู่ในครัวนานนับสิบนาที บนโต๊ะตรงหน้า กระปุกหมูพลาสติกสีชมพูยังคงส่งยิ้มแป้นมาให้ ฉันหมุนเปิดฝาใต้ท้องมันออก เทเงินเหรียญสิบบาทกับแบงก์ยี่สิบสามใบรวมหนึ่งร้อยห้าสิบบาทออกมากองไว้

ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ใช่เพราะตลก แต่เพราะดวงตาสว่างโร่ในทันที

ลดาวัลย์ไม่ได้ยากจน เธอไม่ได้พึ่งพามาร์คเพราะไม่มีทางเลือก และที่สำคัญ เธอไม่ได้วางแผนเรื่องนี้เพียงลำพัง

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถ่ายภาพเอกสารกองทุนและลายมือด้านหลังไว้อย่างคมชัดทุกรายละเอียด จากนั้นจึงค่อยๆ พับกระดาษกลับคืนตามรอยเดิมแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าอย่างประณีต

ฉันไม่โทรศัพท์ ไม่ส่งข้อความใดๆ ไปทั้งสิ้น

ฉันเดินไปชงกาแฟดำหนึ่งแก้ว เปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และใช้เวลาตลอดสี่ชั่วโมงถัดมา เตรียม ‘ของขวัญปีใหม่’ ชิ้นพิเศษสำหรับครอบครัวของลูกชาย

ไม่มีริบบิ้นหรูหรา ไม่มีกล่องแบรนด์เนม มีเพียงซองเอกสารสีน้ำตาลธรรมดาใบหนึ่ง ด้านในบรรจุเอกสารสำเนา รายการเดินบัญชีเก่าๆ บางฉบับ และจดหมายอีกหนึ่งฉบับที่ฉันควรจะเขียนถึงเขาตั้งนานแล้ว

เวลาประมาณหกโมงเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ฉันขับรถย้อนกลับไปยังหมู่บ้านจัดสรรที่ราชพฤกษ์ ไฟประดับรอบรั้วยังคงเปิดทิ้งไว้ ถนนในหมู่บ้านเงียบสงัดไร้ผู้คน

ฉันเดินไปที่หน้าบ้านของมาร์ค วางกล่องเอกสารสีน้ำตาลลงบนพรมเช็ดเท้าหน้าประตู สัญญาณไฟสีฟ้าของกริ่งประตูดิจิทัลสว่างวาบขึ้น และในวินาทีนั้นเอง เสียงปลดล็อกประตูด้านในก็ดังขึ้นพอดี

อรัญญาเป็นคนแง้มประตูออกมา เธออยู่ในชุดนอนสภาพกระเซอะกระเซิง ดวงตายังหรี่ปรือด้วยความง่วงงุน

เธอเห็นฉันยืนอยู่ตรงนั้นเป็นคนแรก จากนั้นสายตาก็เลื่อนลงมองกล่องเอกสาร และสุดท้ายคือซองจดหมายสีขาวที่ฉันติดไว้ด้านบนสุด

ทันทีที่สายตาของเธออ่านชื่อตัวบรรจงที่เขียนระบุไว้บนหน้าซอง เลือดฝาดบนใบหน้าของเธอก็พลันเหือดหายไปจนซีดเผือดราวกับกระดาษ

ถึง… มาร์ค ลูกรัก

Read more

ตอนที่ 3: จุดจบของงูพิษและการพิพากษา (จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3: จุดจบของงูพิษและการพิพากษา (จบบริบูรณ์) ตีสี่ครึ่งของเช้าวันใหม่ บรรยากาศรอบคฤหาสน์ยังคงมืดมิดและหนาวเหน็บ ฉันเดินลงมาจากชั้นสองในชุดสูททำงานสากลสีดำสนิท ใบหน้าแต่งแต้มอย่างประณีตดูสง่างามและไร้ร่องรอยของความหวาดหวั่น คนขับรถนำกระเป๋าเดินทางที่ฉันสับเปลี่ยนเป็นกระเป๋าใบใหม่และกระติกน้ำใบจำลองที่บรรจุน้ำเปล่าบริสุทธิ์ไปเก็บไว้ที่ท้ายรถตู้หรูเรียบร้อยแล้ว ที่ห้องโถงชั้นล่าง แพรวาตื่นแต่เช้าอย่างผิดหูผิดตา เธอสวมชุดเดรสยาวผ้าลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ยืนเคียงข้างกวินทร์ที่กำลังขยี้ตาด้วยความง่วงนอน รอยยิ้มของแพรวาดูหวานหยด ทว่าในสายตาของฉัน มันคือรอยยิ้มของอสรพิษที่กำลังรอคอยเหยื่อสิ้นใจ “คุณรินคะ ดื่มกาแฟร้อน ๆ ก่อนไหมคะ หรือจะเอากระติกน้ำใบโปรดไปด้วย? แพรวาเห็นวางอยู่เลยให้ป้าแม่บ้านตรวจดูความเรียบร้อยให้แล้วค่ะ เดินทางไกลจะได้สดชื่น” แพรวาพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใยเป็นประกายอย่างน่าชื่นชม “ขอบใจจ้ะแพรวา แต่ฉันเอาน้ำไปเรียบร้อยแล้วล่ะ” ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “จริงสิ วันนี้ไฟลต์เช้ามากและเป็นสัญญาใหญ่ กวินทร์ แพรวา… พวกเธอไปส่งฉันที่สนามบินสุวรรณภูมิด้วยกันหน่อยสิ ฉันอยากคุยเรื่องการจัดสรรงบประมาณโครงการใหม่ระหว่างทางพอดี” กวินทร์พยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น “ได้สิครับคุณริน เดี๋ยวผมขับรถตามไปส่งถึงเกตเลยครับ” แพรวามีสีหน้าชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อคิดว่าการไปส่งที่สนามบินจะทำให้เธอได้เห็นฉันก้าวขึ้นเครื่องบินสู่ความตายด้วยตาตัวเอง รอยยิ้มกระหยิ่มใจก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเธออีกครั้ง “ยินดีค่ะคุณริน แพรวาจะไปส่งให้ถึงที่เลยค่ะ” เวลาตีห้าสิบห้านาที ณ อาคารผู้โดยสารขาออก สนามบินสุวรรณภูมิ บรรยากาศคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่บริเวณห้องรับรองพิเศษระดับวีไอพีที่ฉันจองไว้กลับเงียบสงบเป็นพิเศษ เมื่อกวินทร์และแพรวาเดินตามฉันเข้ามาในห้องรับรอง แพรวาก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าภายในห้องไม่ได้มีเพียงแค่พนักงานต้อนรับ แต่กลับมี ธัญญ์ ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายจัดซื้อ นั่งจิบกาแฟรออยู่ด้วยสีหน้ากระสับกระส่าย พร้อมด้วยชายฉกรรจ์ในชุดนอกเครื่องแบบอีกสี่คน … Read more

ตอนที่ 2: ยาพิษในกระเป๋าและสายโทรศัพท์เปิดโปง (ขยายเนื้อเรื่องฉบับเต็ม)

ตอนที่ 2: ยาพิษในกระเป๋าและสายโทรศัพท์เปิดโปง (ขยายเนื้อเรื่องฉบับเต็ม) ความมืดบริเวณโถงทางเดินชั้นสองของคฤหาสน์สุขุมวิทเงียบสงัด มีเพียงเสียงหึ่ง ๆ แผ่วเบาของเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่กำลังทำงาน อากาศเย็นเฉียบกระทบผิวของฉัน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจกลับเป็นภาพตรงหน้าที่ลอดผ่านช่องว่างของบานประตูห้องนอนใหญ่ ฉันยืนซ่อนตัวอยู่หลังเสาโรมันต้นใหญ่ กลั้นลมหายใจแทบขาดห้วง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนก บนพื้นพรมทอมือผืนหรู แพรวา ลูกสะใภ้วัยยี่สิบห้าปีกำลังคุกเข่าอยู่หน้ากระเป๋าเดินทางแบรนด์เนมสีดำของฉัน แสงจันทร์จากระเบียงและไฟหัวเตียงส่องสะท้อนให้เห็นสีหน้าของเธออย่างชัดเจน แววตาของเธอไม่มีความลังเลหรือหวาดกลัวอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความละโมบและความเคียดแค้นที่ลุกโชนอย่างน่าสยดสยอง ตอนแรก ฉันคิดว่าเธอคงจะแอบมาค้นหาเอกสารสำคัญ ทะเบียนหุ้น หรือเครื่องเพชรที่ฉันเตรียมจะนำไปใส่ในงานเลี้ยงรับรองที่สิงคโปร์ ทว่าการกระทำถัดมาของเธอกลับทำให้ฉันตาสว่าง แพรวาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมผ้าซาตินตัวยาวของเธอ ก่อนจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง มันคือ ขวดแก้วสีชาขนาดเล็กประมาณนิ้วก้อย ไร้ฉลากและตัวอักษรใด ๆ มือของแพรวาสวมถุงมือยางแพทย์สีขาวบางเฉียบ เธอค่อย ๆ รูดซิปช่องใส่ของด้านข้างของกระเป๋าเดินทาง แล้วดึง กระติกน้ำสเตนเลสสุญญากาศ ประจำตัวของฉันออกมา กระติกใบนี้เป็นของที่ฉันต้องพกติดตัวเสมอเมื่อเดินทาง ฉันมักจะพกน้ำสมุนไพรอุ่น ๆ ดื่มบนเครื่องบินเพื่อลดความดันและปรับสมดุลร่างกาย ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนในบ้านต่างรู้ดี โดยเฉพาะแพรวาที่เคยเห็นฉันหยิบมันออกมาดื่มนับครั้งไม่ถ้วน แพรวาบิดเปิดฝากระติกน้ำอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่มีเสียง จากนั้นเธอเปิดจุกขวดแก้วสีชา ใช้หลอดหยดดูดของเหลวใสไม่มีสีขึ้นมา แล้วหยดลงไปในกระติกน้ำทีละหยด… หนึ่ง… สอง… สาม… สี่… ห้าหยดเต็ม ๆ เธอปิดฝาขวดแก้วสีชาเก็บซ่อนไว้ในเสื้อคลุม จากนั้นปิดฝากระติกน้ำแล้วเขย่าเบา … Read more