อดีตสามีส่งเทียบเชิญอดีตภรรยาที่เขาคิดว่าคงไร้ทายาท ตกระกำลำบาก และยังจมอยู่กับความเสียใจ ให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ของตระกูลนายทหารใหญ่ ณ คฤหาสน์ประจำตระกูลเวชพิมาน… แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า ฉันจะปรากฏตัวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการพิเศษของหน่วยข่าวกรองความมั่นคง พร้อมกับเด็กชายฝาแฝดสี่คน วัย 8 ขวบ ที่ถอดแบบใบหน้าของเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน
ตลอดเวลา 8 ปีเต็ม ภูผา เวชพิมาน ตัดการติดต่อทุกวิถีทาง ไม่มีแม้แต่สายโทรเข้า ไม่มีข้อความ ไม่มีอะไรเลยสักอย่างเดียว
วันที่เขาก้าวออกจากชีวิตฉัน ตอนนั้นฉันอายุเพียง 26 ปี และกำลังตั้งครรภ์ เขาตวาดใส่หน้าฉันว่า ฉันกุเรื่องท้องขึ้นมาเพื่อใช้พันธนาการไม่ให้เขาเดินตามเส้นทางความก้าวหน้า เขาเซ็นใบหย่า ย้ายไปรับตำแหน่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในหน่วยรบพิเศษแถบชายแดน เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว แล้วหายสาบสูญไปจากชีวิตฉันอย่างสมบูรณ์แบบ
เขาไม่เคยปรากฏตัวเลยสักครั้งในการตรวจครรภ์ แม้กระทั่งวันที่คุณหมอหันหน้าจออัลตราซาวด์มาให้ดู พร้อมกับเอ่ยบอกความจริงว่าในท้องของฉันมีกี่ชีวิต… ฉันก็เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง
แล้ว 8 ปีต่อมา จู่ๆ รหัสประจำตัวและชื่อของเขาก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์สื่อสารนิรภัยของฉัน พันเอก ภูผา เวชพิมาน
ข้อความสั้นๆ เพียงสี่บรรทัด เขาแจ้งว่าคุณหญิงแม่ของเขาอยากพบฉันเป็น “ครั้งสุดท้าย” ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่คฤหาสน์เวชพิมาน เขตทหารลพบุรี และปิดท้ายด้วยประโยคออกคำสั่ง: “อย่าลืมมาให้ได้”
ฉันอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาถึงสามรอบ ก่อนที่รอยยิ้มเย็นเยียบจะผุดขึ้นบนใบหน้า เพราะในจินตนาการของภูผา ฉันคงยังเป็นเพียงผู้หญิงอ่อนแอคนเดิมที่เขาเหยียบย่ำแล้วทิ้งขว้าง กำลังดิ้นรนอยู่อย่างยากลำบาก โดดเดี่ยว และอาจจะยังคงรอคอยความเมตตาจากเขา
เขาไม่มีทางล่วงรู้เลยว่า วันนี้ฉันกลายเป็นใคร ฉันชื่อ สริตา เวชพิมาน ใช่… ฉันยังคงใช้นามสกุลเดิมของเขา แต่ไม่ใช่เพราะความอาลัยอาวรณ์แบบที่เขาหลงตัวเอง ปัจจุบันฉันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการสืบสวนคดีพิเศษ สังกัดสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ มีเจ้าหน้าที่ระดับหัวกะทิใต้บังคับบัญชากว่าสี่สิบนาย และฉันก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดนี้ได้… พร้อมกับเลี้ยงดูลูกแฝดสี่ของเราตามลำพัง โดยไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือแม้แต่สลึงเดียว ไม่มีเงินส่งเสีย ไม่มีคำถามไถ่ ตลอดแปดปีเต็ม
ผู้กองสารินเดินเคาะประตูแล้วชะโงกหน้าเข้ามาในห้องทำงานของฉัน “ท่าน ผอ. ครับ… คงไม่ใช่ว่าท่านจะไปงานของตระกูลนั้นจริงๆ ใช่ไหมครับ”
ฉันคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานกระจกหนา “ไปสิ… ฉันจะไปแน่นอน”
สายตาของฉันทอดมองออกไปนอกบานหน้าต่างกระจกนิรภัย บนลานจอดอากาศยาน มีเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงยุทธวิธีของหน่วยจอดเรียงรายอยู่สี่ลำ ก่อนที่ฉันจะเอ่ยออกมาเรียบๆ: “แต่ฉันจะไม่ไปในสภาพที่เขากำลังรอหัวเราะเยาะอย่างแน่นอน”
END: อดีตสามีส่งเทียบเชิญอดีตภรรยาที่เขาคิดว่าคงไร้ทายาท ตกระกำลำบาก และยังจมอยู่กับความเสียใจ ให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ขอ
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วลานจอดอากาศยานหน้าคฤหาสน์เวชพิมาน ราวกับว่าเวลาหยุดเดินชั่วขณะ ลมหนาวปลายเดือนธันวาคมพัดกรรโชกแรง แต่กลับไม่มีใครรู้สึกหนาวสะท้านเท่ากับความหนาบึงลึกในอกของพันเอกภูผา เวชพิมาน นายทหารอนาคตไกลผู้เคยกำชัยชนะไว้ในมือทุกอย่าง ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องใบหน้าของเด็กชายฝาแฝดทั้งสี่คนสลับกับใบหน้าของสริตา อดีตภรรยาที่เขาเคยตอกหน้า ไล่ไสส่ง และตราหน้าว่าเธอเป็นเพียงตัวถ่วงความเจริญเมื่อแปดปีก่อน ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัวราวกับภาพยนตร์สโลว์โมชั่น—วันที่เขาเซ็นชื่อลงในใบหย่า วันที่เขาหันหลังให้โดยไม่ฟังเสียงสะอื้น วันที่เขาตัดขาดทุกช่องทางการติดต่อเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในเส้นทางเหล่าทัพอย่างไร้ภาระผูกพัน แต่ ณ วินาทีนี้ ความทะนงตนทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อความจริงตบหน้าเขาฉาดใหญ่ว่า เด็กชายฝาแฝดทั้งสี่คนที่มีบุคลิกและใบหน้าถอดแบบมาจากเขา ไม่เพียงแต่รอดชีวิตมาได้เติบโตจนอายุแปดขวบ แต่พวกเขายังถูกเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยมภายใต้ร่มเงาของมารดาผู้ทรงอิทธิพลและเปี่ยมด้วยอำนาจ ซึ่งในวันนี้… อำนาจนั้นเหนือกว่าเขาและตระกูลเวชพิมานเสียด้วยซ้ำ “เด็ก… เด็กพวกนี้…” คุณหญิงรัตนา มารดาของภูผา ซึ่งก้าวตามออกมาดูเหตุการณ์พร้อมกับบรรดาคุณนายและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปพิงกับกรอบประตูคฤหาสน์ ใบหน้าที่เคยเชิดสูงด้วยความหยิ่งยโสในชาติตระกูลตอนนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น เมื่อตระหนักได้ว่า ตระกูลเวชพิมานเพิ่งขับไล่ ‘สายเลือดแท้’ ที่เพียบพร้อมและทรงคุณค่าที่สุดออกไปจากชีวิตด้วยมือของตนเอง “คุณแม่คะ…” สริตาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทรงพลังจนทุกคนต้องสะดุ้ง “ท่านอยากเจอฉันเป็นครั้งสุดท้ายไม่ใช่หรือคะ? ฉันก็เลยพาหลานๆ ทั้งสี่คนมาคารวะคุณย่าตามประสงค์แล้วนี่ไงคะ… หรือว่าหน้าตาของเด็กๆ ที่ถอดแบบมาจากลูกชายเก่งกาจของคุณแม่ จะทำให้ท่านจำไม่ได้เสียแล้วล่ะคะ?” คำพูดเรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือนราวกับอาบยาพิษ ทำให้คุณหญิงรัตนากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อับจนด้วยถ้อยคำจะเอ่ยโต้แย้ง มือที่สั่นเทายกขึ้นชี้มาที่เด็กชายทั้งสี่คนด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันทั้งความอยากโอบกอดความเสียดาย และความละอายใจอย่างถึงที่สุด ภูผารวบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา แม้ขาจะสั่นเทาแต่เขาก็ฝืนก้าวเข้าไปหาอดีตภรรยา ดวงตาดุดันฉายแววสำนึกผิดและสับสนระคนกัน “สริตา…” ภูผาเอ่ยเรียกชื่อนั้นด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ … Read more