End: 3 วันแห่งความสุขของซีอีโอหนุ่มที่ภูเก็ตกับเลขาฯ คนสนิท แต่พอกลับถึงบ้าน แม่แท้ๆ กลับสิ้นลม ภรรยาหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงใบหย่า… และซองปริศนาที่กำลังจะเปล

ห้าปีผ่านไปอย่างเชื่องช้าในสายตาของคนที่จมอยู่กับอดีต แต่กลับหมุนผ่านไปอย่างมีชีวิตชีวาในหุบเขาอันเงียบสงบของดอยแม่สลอง สายหมอกยามเช้าลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดใบชาสีเขียวสด กลิ่นไอดินชื้นผสมผสานกับกลิ่นคั่วใบชากรุ่นกำจายไปทั่วบริเวณร้านกาแฟและเบเกอรี่โฮมเมดหลังเล็กที่ตั้งอยู่ริมเนินเขา เสียงหัวเราะสดใสของเด็กหญิงตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ดังแว่วมาตามสายลม หนูน้อยกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อปีกสีฟ้าครามอย่างสนุกสนาน ดวงตากลมโตเป็นประกายถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่ แต่สันจมูกโด่งและโครงหน้าคมคายนั้น… กลับเป็นมรดกทางสายเลือดที่ชัดเจนจนยากจะปฏิเสธ “น้องรินคะ วิ่งระวังสะดุดก้อนหินนะลูก” รินลดาในวัยสามสิบสองปี รวบผมยาวสลวยไว้ด้านหลัง สวมเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายโปร่งสบายสีขาวและผ้ากันเปื้อนสีครีม เธอเดินออกมาจากด้านหลังเคาน์เตอร์พร้อมถาดใส่ถ้วยชาอู่หลงหอมกรุ่น ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งร่องรอยของความโศกเศร้าที่เคยกัดกินหัวใจเมื่อห้าปีก่อน ผิวพรรณเปล่งปลั่งด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ปราศจากความเครียดและความหวาดระแวง มีเพียงรอยยิ้มอันสงบและแววตาเปี่ยมสุขที่คอยเฝ้ามองดวงใจดวงน้อยของเธอ “คุณแม่ขา ดูสิคะ ผีเสื้อตัวนี้บินมาเกาะที่มือหนูด้วย!” เด็กหญิง ‘อาริน’ วัยสี่ขวบเศษ วิ่งกระโดดเข้ามากอดขาแม่พลางชูนิ้วป้อมๆ ให้ดูด้วยความภาคภูมิใจ รินลดาย่อตัวลง ลูบกลุ่มผมนุ่มของลูกสาวเบาๆ “เพราะน้องรินเป็นเด็กใจดี ผีเสื้อถึงไม่กลัวยังไงล่ะคะ ไปล้างมือก่อนนะลูก เดี๋ยวคุณยายชงนมเสร็จแล้วจะได้ดื่มกัน” “ค่ะคุณแม่!” หนูน้อยรับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะซอยเท้าวิ่งเข้าไปในตัวบ้านไม้ที่อบอุ่น รินลดามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ทุกหยาดเหงื่อและทุกหยดน้ำตาที่เธอเคยเสียไป ได้รับการเยียวยาจนหมดสิ้นด้วยการกำเนิดของเด็กคนนี้ อารินคือของขวัญล้ำค่าที่สุดในชีวิตที่ทำให้เธอไม่เคยนึกเสียดายอดีตที่พังทลายลงไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว ห่างออกไปราวสองร้อยเมตร บนเส้นทางลูกรังริมเนินเขาสูงที่มีต้นสนเรียงราย บังสายตาได้อย่างมิดชิด รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำสนิทคันหนึ่งจอดดับเครื่องอยู่อย่างเงียบงัน ภายในห้องโดยสาร ชายวัยสามสิบปลายๆ กำลังนั่งมองภาพแม่ลูกผ่านกล้องส่องทางไกล มือของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด อานนท์เปลี่ยนไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของซีอีโอหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและเปี่ยมด้วยความมั่นใจคนเดิม ผมเผ้าที่เคยเซ็ตเป็นทรงเนี้ยบเริ่มมีเส้นผมสีดอกเลาแซมอยู่ประปราย ร่างกายที่เคยผึ่งผายซูบผอมลงเล็กน้อย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือดวงตา… แววตาคู่คมที่เคยฉายแววทระนงและเอาแต่ใจ บัดนี้กลับหม่นแสง ลึกโหล … Read more

3 วันแห่งความสุขของซีอีโอหนุ่มที่ภูเก็ตกับเลขาฯ คนสนิท แต่พอกลับถึงบ้าน แม่แท้ๆ กลับสิ้นลม ภรรยาหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงใบหย่า… และซองปริศนาที่กำลังจะเปล

3 วันแห่งความสุขของซีอีโอหนุ่มที่ภูเก็ตกับเลขาฯ คนสนิท แต่พอกลับถึงบ้าน แม่แท้ๆ กลับสิ้นลม ภรรยาหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงใบหย่า… และซองปริศนาที่กำลังจะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล

ทันทีที่ อานนท์ วรโชติเมธี ซีอีโอหนุ่มเดินทางกลับถึงย่านสาทรหลังจบ “ทริปดูงาน” 3 วันที่ภูเก็ต ข้างกายของเขาคือ เบลล์ พิชชาภา เลขาสาวคนสนิท

สิ่งที่ไม่มีใครในบริษัทล่วงรู้ คือความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่ทั้งคู่แอบซ่อนกันมานาน ขณะที่ทั้งสองกำลังดินเนอร์หรูริมหาดและพักผ่อนในวิลล่าส่วนตัว อานนท์เลือกที่จะปิดโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก

ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าบริษัท มาร์ค ผู้ช่วยส่วนตัวก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยแววตาแดงก่ำ

“คุณอานนท์ครับ… ผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ”

“เสียใจเรื่องอะไรของนาย?”

“คุณหญิงอรพินทร์ครับ… ท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้วครับ”

โลกของอานนท์หยุดหมุนลงตรงนั้น

“แล้วรินลดาอยู่ไหน? ภรรยาฉันอยู่ไหน?!”

มาร์คก้มหน้าลงต่ำ

“คุณรินเป็นคนจัดการเรื่องโรงพยาบาล งานสวด และพิธีฌาปนกิจทั้งหมดเพียงลำพังครับ… แต่พอเสร็จงานเมื่อวาน เธอก็เก็บกระเป๋าออกจากบ้านไปแล้วครับ”

อานนท์รีบขับรถตรงกลับคฤหาสน์ของเขาทันที

บ้านทั้งหลังเงียบสงัด ไฟมืดสนิท ไร้เงาของรินลดา

บนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่น มีของสามสิ่งวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ:

ใบมรณบัตรของแม่เขา

เอกสารสัญญาหย่าที่เธอเซ็นชื่อไว้เรียบร้อยแล้ว

จดหมายสั้นๆ ลายมือของรินลดา

“ฉันทำหน้าที่สุดท้ายในฐานะภรรยาของคุณเรียบร้อยแล้ว ฉันดูแลคุณแม่จนถึงลมหายใจสุดท้าย… ไม่ต้องตามหาฉันหรอกค่ะ ฉันไม่ต้องการบ้าน รถ หรือเงินสักบาทจากคุณ สิ่งเดียวที่ฉันต้องการ คือทวงคืนชีวิตที่สูญเสียไปตลอดเวลาที่เฝ้ารอความรักจากคุณ”

ในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์จากพ่อของเขาก็ดังขึ้น

และเป็นสายนี้เองที่ทำให้ความจริงอันแสนเจ็บปวดฉีกกระชากหัวใจของเขา

แม่ของเขารู้เรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างเขากับเลขาฯ สาวมาโดยตลอด คืนนั้นท่านพยายามโทรหาเขานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อขอร้องให้เขากลับมา แต่ภาพความทรงจำย้อนกลับมาทำร้ายอานนท์ทันที… คืนนั้นเขารู้สึกรำคาญเสียงโทรศัพท์ จึงกดยกเลิกสายแล้วปิดเครื่องทิ้ง

พ่อบอกกับเขาว่า…

คุณหญิงอรพินทร์หมดสติลงขณะที่มือยังคงกำโทรศัพท์แน่น

และเป็นรินลดาที่มาพบท่านเป็นคนแรก

รินลดาเป็นคนโทรเรียกรถพยาบาล

รินลดาเป็นคนนั่งเฝ้าหน้าห้องไอซียูทั้งคืน

รินลดาเป็นคนจัดงานศพและแบกรับความโศกเศร้าเพียงลำพัง

…ในขณะที่เขากำลังเริงร่าอยู่กับผู้หญิงอีกคนริมทะเล

วันรุ่งขึ้น อานนท์รีบบึ่งไปที่บ้านของพ่อแม่รินลดา

พวกท่านไม่ยอมบอกว่าลูกสาวหนีไปอยู่ที่ไหน แต่ยื่นกล่องไม้ใบเล็กๆ กล่องหนึ่งให้เขา บอกเพียงว่ารินลดาฝากทิ้งไว้ให้อานนท์

ข้างในกล่องมี:

โทรศัพท์เครื่องเก่าหนึ่งเครื่อง

กุญแจดอกหนึ่ง

และซองจดหมายสีขาว

ด้านหน้าซองเขียนไว้ด้วยลายมือที่คุ้นเคย:

“ถึงอานนท์… นี่คือความจริงชิ้นสุดท้ายที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการจากไปของคุณแม่”

อานนท์ค่อยๆ เปิดซองจดหมาย ดึงเอกสารแผ่นแรกออกมาอ่าน

เพียงแค่อ่านข้อความในหน้าแรก… เข่าของเขาก็ทรุดลงกับพื้นทันที

Read more

End: ตอนที่ 1: ขณะที่ฉันกำลังผ่าตัดหัวใจ สามีกลับไปจัดงานแต่งกับชู้รัก… เขาคิดว่าฉันตายไปแล้ว แต่ทันทีที่กลับจากฮันนีมูน สิ่งที่รออยู่จะทำให้เขาจำไปจนวันตา

แสงแดดยามเช้าสาดส่องกระทบยอดตึกสูงใจกลางกรุงเทพมหานคร ทว่าสำหรับใครบางคน แสงสว่างนั้นกลับร้อนรุ่มดุจนรกที่แผดเผาจนแทบไม่เหลือที่ให้ยืน ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับและฟีดข่าวบนโซเชียลมีเดียถูกยึดครองด้วยเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ ภาพถ่ายงานแต่งงานริมแม่น้ำเจ้าพระยาถูกนำมาวางเทียบข้างกับภาพถ่ายของธาวินทร์และพิมพ์มาดาในสภาพหมดสภาพ หน้าตาซีดเซียว สวมกุญแจมือ และมีกำไลอีเอ็มติดอยู่ที่ข้อเท้า ข้อความพาดหัวตัวโตเขียนชัดเจน: “ปิดฉากวิวาห์ลวงโลก ไฮโซหนุ่มควงชู้รักจัดงานแต่งซ้อน สวมรอยฮุบสมบัติพันล้าน ขณะภรรยาหลวงผ่าตัดหัวใจเฉียดตาย!” กระแสสังคมตีกลับอย่างรุนแรงยิ่งกว่าคลื่นสึนามิ แบรนด์เสื้อผ้าห้องเสื้อหรูของพิมพ์มาดาที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการแฟชั่น พังทลายลงในชั่วข้ามคืน สปอนเซอร์รายใหญ่ประกาศถอนตัวและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาภาพลักษณ์รวมกันกว่าห้าสิบล้านบาท บรรดาลูกค้าเซเลบริตี้ต่างรุมประณามและนำชุดที่เคยซื้อไปเผาทิ้งลงคลิปวิดีโอจนกลายเป็นกระแสไวรัล พิมพ์มาดาไม่เพียงแต่กลายเป็นบุคคลล้มละลายทางสังคม แต่ยังกลายเป็นตัวเสนียดที่ไม่มีใครยอมเฉียดกรายเข้าใกล้ ภายในห้องขังแคบๆ ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ธาวินทร์นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ตรงมุมห้องที่มีเพียงกลิ่นอับชื้นและแสงสลัวจากช่องลมเล็กๆ ชุดนักโทษสีส้มหม่นหมองตัดกับผิวพรรณที่เคยได้รับการบำรุงอย่างดี บัดนี้ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยภาคภูมิใจเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวจากการถูก “รับน้อง” ในเรือนจำ และความหวาดระแวงจนดวงตาลึกโหล ประตูเหล็กหนาหนักถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ผู้คุมตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น: “นักโทษชายธาวินทร์ ออกมา มีทนายความกับเจ้าหนี้มารอพบ” หัวใจของธาวินทร์หล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม คำว่า ‘เจ้าหนี้’ ทำให้เขาสั่นสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง เขาพยุงร่างกายที่บอบช้ำลุกขึ้นเดินลากโซ่ตรวนที่ข้อเท้าตรงไปยังห้องเยี่ยมกระจกใส เบื้องหลังกระจกหนานั้น ไม่ใช่รดาอย่างที่เขาแอบหวังลมๆ แล้งๆ แต่เป็นชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มลายสักเต็มคอ—ตัวแทนของเสี่ยใหญ่เงินกู้นอกระบบที่เขาเคยไปกู้ยืมเงินสดก้อนโตมาปรนเปรอพิมพ์มาดา ข้างๆ กันนั้นคือทนายอรรถพลที่นั่งประสานมือด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น ชายฉกรรจ์ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ธาวินทร์จำต้องยกหูฟังฝั่งตัวเองขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา “คุณวินทร์…” เสียงปลายสายทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความเหี้ยมเกรียม “สัญญาเงินกู้ส่วนบุคคลสองร้อยล้านที่คุณเซ็นไว้ ดอกเบี้ยวิ่งทบต้นทุกวัน ตอนนี้ยอดแตะสองร้อยสี่สิบล้านแล้วนะ ทางเราตรวจสอบแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดของคุณถูกศาลสั่งยึดทรัพย์เพื่อชดใช้คืนตระกูลวรโชติเมธีหมดแล้ว… แปลว่าคุณไม่มีปัญญาจ่ายหนี้พวกเราเลยแม้แต่บาทเดียว” “พี่… … Read more

ตอนที่ 1: ขณะที่ฉันกำลังผ่าตัดหัวใจ สามีกลับไปจัดงานแต่งกับชู้รัก… เขาคิดว่าฉันตายไปแล้ว แต่ทันทีที่กลับจากฮันนีมูน สิ่งที่รออยู่จะทำให้เขาจำไปจนวันตา

ตอนที่ 1: ขณะที่ฉันกำลังผ่าตัดหัวใจ สามีกลับไปจัดงานแต่งกับชู้รัก… เขาคิดว่าฉันตายไปแล้ว แต่ทันทีที่กลับจากฮันนีมูน สิ่งที่รออยู่จะทำให้เขาจำไปจนวันตาย

ขณะที่ฉันกำลังนอนรอการผ่าตัดหัวใจฉุกเฉิน สามีของฉันปิดโทรศัพท์หนี แล้วควงชู้รักเข้าพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อในที่สุดเขาก็โทรกลับมาที่โรงพยาบาล เลขาของฉันพูดตอบไปเพียงประโยคเดียวสั้น ๆ:
“คุณผู้หญิงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ”

เขาปักใจเชื่อทันทีว่าฉันตายไปแล้ว

แต่ฉันรอดมาได้ และยกหูโทรหาทนายความส่วนตัว จัดการเตรียม “ของขวัญต้อนรับ” ชิ้นสำคัญที่จะทำให้เขาต้องตัวสั่นด้วยความกลัว ทันทีที่เขาก้าวเท้ากลับมาจากทริปฮันนีมูน

“คุณรดาครับ ถ้าเราไม่ผ่าตัดเปิดทรวงอกเดี๋ยวนี้ คุณอาจจะอยู่ไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า”

ในวัยยี่สิบเก้าปี ฉันนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านเพลินจิต เส้นเลือดใหญ่ใกล้หัวใจของฉันปริแตกและเลือดกำลังไหลซึมไม่หยุด

ทีมแพทย์พยายามต่อสายหาสามีของฉันครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่มีใครรับสาย

จู่ ๆ พยาบาลคนหนึ่งที่ก้มมองโทรศัพท์มือถือก็เงียบเสียงลง ใบหน้าถอดสี บนหน้าจอสมาร์ตโฟนปรากฏการถ่ายทอดสดงานวิวาห์สุดหรูจากโรงแรมระดับหกดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา

บนเวทีนั้น… ชายในชุดสูททักซิโด้คือ ธาวินทร์ สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉัน

ข้างกายเขาคือ พิมพ์มาดา ชู้รักของเขา

และเป็นดีไซเนอร์ที่ฉันเป็นคนดึงตัวเข้ามาร่วมงานด้วยตัวเองเมื่อสามปีก่อน

เราสองคนยังไม่ได้หย่าขาดจากกันแม้แต่วันเดียว

ฉันจ้องมองภาพบนหน้าจอนั้น ขณะที่เสียงสัญญาณเรียกเข้าจากโรงพยาบาลดังขึ้นอีกครั้ง… และเขาก็กดตัดสายทิ้งไปต่อหน้าต่อตา

“เราต้องให้คนไข้เซ็นยินยอมรับการรักษาเดี๋ยวนี้ครับ” ศัลยแพทย์เอ่ยอย่างเร่งด่วน

มือของฉันสั่นเทาจนแทบไร้เรี่ยวแรง แต่ฉันก็ฝืนคว้าปากกามาจรดปลายหมึก ฉันเซ็นชื่อยินยอมให้ผ่าตัดชีวิตตัวเอง แล้วโลกทั้งใบก็ดับวืดลง

หลายชั่วโมงต่อมา ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับผ้าพันแผลหนาแน่นรอบหน้าอก และความเจ็บปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งร่างราวกับถูกไฟเผา

“คุณรอดแล้วนะคะ” พยาบาลกระซิบบอกข้างหูเบา ๆ

ฉันขอมือถือทันที ธาวินทร์ยังคงไม่คิดจะโทรกลับหรือส่งข้อความใด ๆ ฉันจึงต่อสายหา แพรวา เลขาส่วนตัวของฉัน

แพรวาส่งคลิปวิดีโอจากงานแต่งงานนั้นมาให้ ในคลิป นักข่าวบันเทิงถามธาวินทร์ถึงชีวิตคู่ครั้งก่อน เขาโปรยยิ้มอย่างไม่แยแสแล้วตอบออกไมค์:
“ความสัมพันธ์บางอย่างก็แค่คาราคาซังเพราะความเคยชินครับ แต่วันนี้ ในที่สุดผมก็ได้อยู่กับผู้หญิงที่ผมรักจริง ๆ เสียที”

ฉันเปิดดูคลิปนั้นซ้ำสองรอบ

หลังจากวินาทีนั้น… น้ำตาของฉันเหือดแห้ง และฉันเลิกสงสารตัวเองทันที

“แพรวา โทรหา ทนายอรรถพล เดี๋ยวนี้”
“ทนายประจำตระกูลของคุณเหรอคะ?”
“ใช่… สั่งอายัดและระงับทุกสิ่งทุกอย่างที่ธาวินทร์มีสิทธิ์เข้าถึงให้หมด”

เช้าวันรุ่งขึ้น แพรวาหอบแฟ้มเอกสารชุดใหญ่มาที่ห้องพักฟื้น และความจริงที่อยู่ในนั้นมันเลวร้ายยิ่งกว่าเรื่องการนอกใจหลายเท่านัก

ธาวินทร์แอบนำโฉนดที่ดินพร้อมคฤหาสน์หรูย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายจากคุณพ่อของฉัน ไปค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงินนอกระบบ จากนั้นเขาผ่องถ่ายเงินสดก้อนโตกว่าร้อยแปดสิบล้านบาท เข้าบัญชีบริษัทนอมินีที่พิมพ์มาดาถือหุ้นใหญ่

เงินมรดกของฉัน… ถูกเขานำไปสร้างวิมานและปรนเปรอชีวิตใหม่ของพวกมัน

ฉันจ้องมองเอกสารเหล่านั้นจนกระทั่งมือที่สั่นเทาหยุดนิ่งลง

จากนั้น ฉันต่อสายโทรศัพท์ออกไปสามสาย
สายแรก ถึงทนายความ
สายที่สอง ถึงผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อของธนาคาร
และสายที่สาม ถึงบริษัทรับจ้างขนย้ายบ้านมืออาชีพ

“จัดรถบรรทุกขนาดใหญ่มาให้ฉันแปดคัน” ฉันสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

แพรวามองฉันตาค้าง ราวกับเห็นคนเสียสติ “คุณรดาคะ คุณเพิ่งผ่าตัดใหญ่มา ยังแทบจะลุกยืนไม่ไหวเลยนะคะ!”

ฉันค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง มือข้างหนึ่งกดทับแผลผ่าตัดที่หน้าอกเอาไว้แน่น แววตานิ่งสนิทไร้ความลังเล

“ฉันไม่จำเป็นต้องยืนนานหรอก”
“แล้วคุณ… กำลังจะทำอะไรกันแน่คะ?”

ฉันหันไปมองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างโรงพยาบาล ธาวินทร์คงคิดว่าเขากำจัดฉันพ้นทาง ยึดเงิน ยึดทรัพย์สมบัติของฉันไปเสวยสุข แล้วจะลอยนวลไปเสพสุขกับชู้ได้อย่างสบายใจ

เขาไม่มีทางรู้เลยว่า… ฉันยังมีลมหายใจอยู่

และเขาก็คงลืมไปว่า งานแต่งงานในฝันของพวกเขาเป็นเพียงแค่โมฆะและละครปาหี่ เพราะทะเบียนสมรสของเขากับฉันยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ

ทันทีที่เขาก้าวขากลับมาจากทริปฮันนีมูนสุดหรู… เขาจะได้รู้ซึ้งว่า ราคาที่ต้องจ่ายให้กับการหักหลังฉัน มันแพงจนชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาคงชดใช้ไม่หมด

Read more

End: นี่คือเรื่องราวที่ถูกดัดแปลงใหม่โดยใช้ชื่อ ตัวละคร สถาน และบริบทแบบไทยทั้งหมดครับ:

บทที่ 3: บทสรุปแห่งกรรมและการชดใช้ในกรงขัง เสียงล็อกกุญแจมือเหล็กกล้าดัง “คลิก” สะท้อนก้องไปทั่วห้องรับแขกหรูหราที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของรินรดา บัดนี้ มันกลายเป็นลานประหารความโลภของกรณฑ์และพิมพ์ดาวอย่างแท้จริง นายตำรวจกองปราบปรามสองนายเข้าประกบล็อกแขนของกรณฑ์ที่กำลังทรุดฮวบคาพื้นพรมราคาแพง เข่าของเขาอ่อนแรงจนไม่สามารถพยุงน้ำหนักตัวเองได้อีกต่อไป “ไม่จริง! พวกคุณไม่มีสิทธิ์! นี่มันเรื่องเข้าใจผิด!” พิมพ์ดาวแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว เธอพยายามสะบัดตัวจากการควบคุมของเจ้าหน้าที่หญิง แต่ไม่เป็นผล เอกสารหลักฐานและสลิปโอนเงินทั้งหมดถูกรวบรวมใส่แฟ้มคดีอย่างแน่นหนาโดยไม่มีช่องโหว่ให้ดิ้นหลุด ทนายเดชานั่งนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาคมกริบมองภาพคนทรยศทั้งสองถูกคุมตัวเดินผ่านประตูคฤหาสน์ออกไป ท่ามกลางแสงแฟลชจากสำนักข่าวหลายสำนักที่ได้รับแจ้งเบาะแสและแห่กันมาทำข่าวการจับกุมไฮโซหนุ่มผู้ตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่าพันล้านที่กรณฑ์เคยฝันหวานว่าจะได้ครอบครองโดยไม่ต้องออกแรง กลายเป็นบ่วงบาศที่รัดคอเขาจนแน่นหนา การสอบสวนดำเนินไปอย่างรวดเร็วและรัดกุม เนื่องจากรินรดาได้ทิ้งจดหมายบันทึกไทม์ไลน์การซื้อขายสารหนู คลิปเสียงสนทนา และประวัติการรักษาพยาบาลไว้อย่างละเอียดครบถ้วน ทำให้ศาลไม่ให้ประกันตัวทั้งคู่เนื่องจากเกรงว่าจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน กรงขังแห่งความสำนึกผิด สามเดือนต่อมา ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ บรรยากาศภายในห้องเยี่ยมผู้ต้องหาเต็มไปด้วยความอับทึบและกลิ่นอายของความสิ้นหวัง กรณฑ์ในชุดนักสีน้ำตาลอ่อน ร่างกายที่เคยอวบอิ่มและดูภูมิฐานบัดนี้ซูบผอมจนเห็นโครงกระดูก ดวงตาดำคล้ำลึกโหลจากการอดนอนและความเครียดสะสม เขานั่งมองกระจกใสบานหนาด้วยแววตาเลื่อนลอย ก่อนที่เจ้าหน้าที่เรือนจำจะพาตัวพิมพ์ดาวในชุดนักโทษหญิงเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม ไม่มีรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ไม่มีคำพูดออดอ้อนเอาใจเหมือนวันเก่าๆ มีเพียงความเงียบงันและความโกรธแค้นที่พุ่งเข้าใส่กันทันทีที่โทรศัพท์สื่อสารถูกยกขึ้น “เพราะเธอ! เพราะเธอนั่นแหละพิมพ์ดาว!” กรณฑ์แผดเสียงผ่านกระจกใสด้วยความโมโหจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “ถ้าเธอไม่ยุให้ฉันรีบจัดการเรื่องพินัยกรรม และถ้าเธอไม่โลภมากเรื่องเงินสด พวกเราคงไม่ต้องมานั่งเน่าอยู่ในนี้!” พิมพ์ดาวหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ดวงตาสดใสในอดีตเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “โทษฉันเหรอพี่กรณฑ์? ตัวเองเลวเอง วางแผนฆ่าเมียเพื่อฮุบสมบัติแล้วยังมาโยนความผิดให้คนอื่น! ฉันต่างหากที่ซวยเพราะหลงเชื่อคำพูดลมๆ แล้งๆ ของผู้ชายเห็นแก่ตัวอย่างพี่!” … Read more

นี่คือเรื่องราวที่ถูกดัดแปลงใหม่โดยใช้ชื่อ ตัวละคร สถาน และบริบทแบบไทยทั้งหมดครับ:

นี่คือเรื่องราวที่ถูกดัดแปลงใหม่โดยใช้ชื่อ ตัวละคร สถาน และบริบทแบบไทยทั้งหมดครับ:

“ในที่สุด มรดกและธุรกิจทั้งหมดของเธอก็จะเป็นของฉันสักที!”: เสียงกระซิบอันน่าขนลุกของสามีในวันที่หมอบอกว่าฉันเหลือเวลาอีกแค่ 3 วัน—แต่เขาไม่รู้เลยว่าฉันได้วางกับดักมรณะไว้รอท่าแล้ว!

ห้องพักผู้ป่วยพิเศษวีไอพีในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านสุขุมวิทเงียบสงบ มีเพียงเสียงติ๊ดๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอของเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจ ในวัยสามสิบห้าปี ฉันสร้างอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้านด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ทว่าความสำเร็จกลับแลกมาด้วยสุขภาพที่ทรุดลงอย่างกะทันหันจากโรคประหลาดที่แพทย์เก่งแค่ไหนก็หาสสาเหตุไม่พบ

นพ. ภัทร ยืนอยู่ปลายเตียง พลางทอดสายตาด้วยความเห็นใจไปยังสามีของฉัน—กรณฑ์

“หมอเสียใจด้วยจริงๆ ครับคุณกรณฑ์” เสียงของแพทย์หนุ่มสั่นเครือ “พิษร้ายกระจายตัวเข้าสู่ตับและไตจนเกินเยียวยาแล้วครับ ตามการประเมินของหม… ภรรยาของคุณอยู่ได้อีกไม่เกินสามวันครับ”

กรณฑ์โฮออกมาทันที เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างเตียง คว้ามือฉันไปกุมไว้แน่นแล้วร้องไห้ฟูมฟาย “ไม่! หมอต้องช่วยภรรยาผมสิครับ! เอาเงินเท่าไหร่ผมยอมจ่ายหมด ขอแค่ช่วยชีวิตเธอไว้!”

ถ้าการแสดงมีความ 10 อาการนี้ กรณฑ์คงคว้ารางวัลตุ๊กตาทองไปครองอย่างไร้ข้อกังขา ทันทีที่ นพ. ภัทร เดินออกไปเพื่อให้เราได้อยู่กันตามลำพัง รอยน้ำตาปลอมๆ บนใบหน้าของสามีก็ค่อยๆ เหือดแห้ง เขาผุดลุกขึ้นยืน ใช้หลังมือปาดน้ำตาออกอย่างไร้เยื่อใย แล้วจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของฉันที่นอนหลับตาอยู่

เขาก้มตัวลงกระซิบข้างหูฉัน ลลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดทำให้ฉันนิ่งงิ่ง แต่ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของเขากลับทำให้โลกทั้งใบดิ่งลงสู่ห้วงเหว:

“ในที่สุดเธอก็จะตายสักทีนะ… อีกแค่สามวันเท่านั้น มรดกพันล้านและบริษัททั้งหมดของรินรดาก็จะเป็นของฉันคนเดียว”

หัวใจฉันแทบหยุดเต้น แต่ฉันยังคงแสร้งทำเป็นหลับตาแน่น พยายามควบคุมจังหวะลมหายใจให้สม่ำเสมอที่สุด ฉันแกล้งทำเป็นคนป่วยที่ไร้สติและไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น เพื่อให้เขาตายใจว่าแผนการชั่วร้ายกำลังจะสำเร็จลุล่วง

แต่สิ่งที่กรณฑ์ไม่มีทางรู้เลยก็คือ หลายเดือนก่อนหน้านี้ ฉันระแคะระคายความลับของเขาเข้าเสียแล้ว

ความจริงที่ถูกเปิดโปง

จุดเริ่มต้นมาจากเมื่อครึ่งปีก่อน ฉันเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะและผมร่วงอย่างรุนแรง กรณฑ์เป็นคนอาสาเตรียมอาหารเสริมและวิตามินให้ฉันกินด้วยตัวเองทุกเช้า ซึ่งในตอนนั้นฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากเพราะคิดว่าเขาคือสามีที่แสนดี

จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเผลอเปิดหน้าจอโน้ตบุ๊กทิ้งไว้ ฉันแอบเหลือบไปเห็นสลิปโอนเงินจำนวนมหาศาลให้กับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ “พิมพ์ดาว” ซึ่งก็คือชู้รักของเขานั่นเอง เท่านั้นยังไม่พอ ประวัติการค้นหาในอินเทอร์เน็ตยังเต็มไปด้วยเรื่องของสารพิษไร้สีไร้กลิ่น (Tasteless and Odorless Toxins)

ก่อนที่ร่างกายจะทรุดหนักไปมากกว่านี้ ฉันแอบนำตัวอย่างเลือดไปตรวจกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เอกชนอย่างไร้ร่องรอย ผลตรวจยืนยันชัดเจน: ฉันถูกวางยาด้วยสารหนู (Arsenic) ทีละน้อยผ่านวิตามินที่เขากินให้ทุกวัน

ทำไมฉันถึงไม่แจ้งตำรวจทันที? เพราะคนอย่างกรณฑ์ฉลาดเป็นกรด เขารอดตัวได้แน่ๆ และฉันไม่อยากให้เขาแค่ติดคุก ฉันต้องการให้เขาชดใช้ด้วยความทรมาน เจ็บปวด และสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาโหยหาในขณะที่เขายังมีลมหายใจ

ในช่วงสามวันสุดท้ายของชีวิต ในขณะที่เขาสวมบทบาทสามีผู้แสนอาลัยอาวรณ์ ฉันแอบติดต่อ ทนายเดชา ที่ปรึกษากฎหมายมือหนึ่ง ทนายเดชาปลอมตัวเป็นบาทหลวงและพระสงฆ์สลับกันเพื่อเข้าเยี่ยมฉันในห้องผู้ป่วยโดยที่กรณฑ์ไม่ทันเอะใจ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแผนการล้างแค้นบทสุดท้าย

พินัยกรรมมรณะ

สามวันผ่านไป ร่างกายของฉันยอมจำนนต่อความตาย ฉันจากไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก เพราะรู้ว่ากับดักที่วางไว้สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

หนึ่งสัปดาห์หลังงานศพสุดอลังการที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ทนายเดชาได้ส่งหมายเรียกตัวกรณฑ์มาที่คฤหาสน์หรูเพื่อฟังการเปิดพินัยกรรมฉบับสุดท้าย กรณฑ์ก้าวเข้ามาในห้องรับแขกด้วยชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพง รอยยิ้มแห่งความกระวนกระวายและความโลภฉายชัดบนใบหน้า โดยมีพิมพ์ดาวเดินตามมาติดๆ ในฐานะ “เลขาธิการส่วนตัว” คนใหม่

“เชิญครับทนาย รีบจัดการให้มันจบๆ เถอะครับ” กรณฑ์นั่งไขว่ห้างลงบนโซฟาตัวโปรดของฉันอย่างลำพองใจ “ผมมั่นใจว่าภรรยาผู้ล่วงลับของผมคงโอนกรรมสิทธิ์บริษัทและเงินสดในบัญชีทั้งหมดให้ผมไว้หมดแล้วล่ะมั้งครับ”

คุณต้องการให้ฉันเล่าต่อไหมครับว่า ทนายเดชาเปิดพินัยกรรมว่าอย่างไร และหน้าตาของกรณฑ์ตอนที่รู้ความจริงจะเป็นเช่นไร?

Read more

END: เมื่อพ่อแม่เทงานแต่งเพื่อไปงานเบบี้ shower ของลูกรัก—แต่พอเห็นรูปเรากับสามีบนเรือยอชต์สุดหรู พวกเขาก็โทรมากว่า 417 สายและร้องขอให้เราคุยด้วย!

นี่คือบทสรุปช่วงท้ายของเรื่องราว ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับบทเรียนราคาแพงและการพลิกผันครั้งใหญ่ของโชคชะตาค่ะ ตอนจบ: บทเรียนใต้แสงตะวันและการเริ่มต้นใหม่ แสงอาทิตย์สีทองที่ทอประกายสะท้อนผืนน้ำทะเลอันดามันในยามเย็น ขับให้บรรยากาศบนเรือยอชต์ส่วนตัวเต็มไปด้วยความสงบและงดงาม ต่างจากความวุ่นวายและเสียงโทรศัพท์ที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ฉันนั่งลงเคียงข้างกรณ์บนโซฟาหนังนุ่มริมกราบเรือ ขณะที่คุณลุงประเสริฐเดินถือแก้วชาอุ่น ๆ มานั่งร่วมวงด้วยรอยยิ้ม “ชีวิตคนเราก็เหมือนการวาดภาพบนผืนผ้าใบนะหนูไอซ์” คุณลุงประเสริฐเอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางทอดสายตาออกไปไกล “บางครั้งเราอาจจะเผลอใช้สีหม่นหมอง หรือมีใครบางคนมาแต่งแต้มรอยเปื้อนลงบนงานของเราโดยไม่ตั้งใจ… แต่สุดท้ายแล้ว ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่แท้จริง คือตัวเราเองว่าอยากให้ภาพนั้นจบลงด้วยความงดงามแบบไหน” ฉันมองหน้ากรณ์ ชายผู้เงียบขรึมที่แม้จะมีความสามารถและทรัพย์สินมากมายมหาศาล แต่ก็ยังคงเป็นคนเดิม—ผู้ชายที่เคยหิ้วกล่องข้าวมาให้ฉันตอนโต้รุ่ง และเป็นคนที่จับมือฉันแน่นในวันที่คนทั้งครอบครัวหันหลังให้ “ขอบคุณนะคะพี่กรณ์” ฉันซบศีรษะลงบนไหล่กว้างของเขา “ขอบคุณที่ไม่เคยปล่อยมือหนูเลย” “ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ” กรณ์กระซิบตอบเสียงนุ่ม พร้อมกับจูบหน้าผากฉันเบา ๆ “ขอบคุณที่มองเห็นตัวตนของผมในวันที่ผมเป็นแค่จิตรกรไร้ชื่อเสียงคนหนึ่ง” บทสรุปของบ้านวงศ์สุวรรณ ในขณะที่เรากำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุข ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็กำลังเล่นงานครอบครัวที่เคยเย่อหยิ่ง หลังจากวันนั้น ข่าวการล้มละลายและการถูกยึดทรัพย์สินของบริษัทนำเข้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ของ กร ภัทรพงศ์ พี่เขย ก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในแวดวงธุรกิจ บรรดาเพื่อนฝูงและสังคมไฮโซที่เคยรายล้อมพี่แป้งต่างพากันตีตัวออกห่าง แม่ที่เคยล้มป่วยด้วยความเครียดต้องพักรักษาตัวยาวนานในโรงพยาบาลโดยไร้ซึ่งการเหลียวแลจากสังคมที่พวกเธอเคยไขว่คว้า ส่วนพ่อ… ผู้ชายที่เคยถือตนว่าเป็นเสาหลักของบ้าน ต้องก้มหน้ายอมรับความจริงว่า อำนาจและเงินตราที่ได้มาจากการเหยียบย่ำความรู้สึกของคนอื่นนั้น มันช่างเปราะบางเสียยิ่งกว่าภาพวาดบนกระดาษทิชชู พวกเขาส่งข้อความมาหาฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อขอร้องให้ช่วยเจรจากับกรณ์ แต่ฉันเลือกที่จะบล็อกการติดต่อทั้งหมด ไม่ใช่เพราะความใจร้าย แต่เพราะฉันได้เรียนรู้แล้วว่า ความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์และความลำเอียง จะไม่มีวันสร้างความสุขที่แท้จริงได้เลย ผืนผ้าใบแห่งชีวิตจริง … Read more

เมื่อพ่อแม่เทงานแต่งเพื่อไปงานเบบี้ shower ของลูกรัก—แต่พอเห็นรูปเรากับสามีบนเรือยอชต์สุดหรู พวกเขาก็โทรมากว่า 417 สายและร้องขอให้เราคุยด้วย!

เมื่อพ่อแม่เทงานแต่งเพื่อไปงานเบบี้ shower ของลูกรัก—แต่พอเห็นรูปเรากับสามีบนเรือยอชต์สุดหรู พวกเขาก็โทรมากว่า 417 สายและร้องขอให้เราคุยด้วย!

“พ่อแม่ไปงานแต่งลูกไม่ได้หรอก งานเบบี้ shower ของพี่เขาสำคัญกว่า”

นั่นคือคำพูดของพ่อบังเกิดเกล้า สามชั่วโมงก่อนที่ฉันจะเข้าพิธีแต่งงาน

เก้าอี้สี่สิบสามตัวต้องว่างเปล่าในวันที่ควรจะมีความสุขที่สุดในชีวิตของฉัน

แต่หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เมื่อพวกเขเห็นรูปถ่ายของฉันกับสามีบนเรือยอชต์สุดหรู โทรศัพท์มือถือของฉันก็มียอดสายที่ไม่ได้รับพุ่งสูงถึง 417 สายทันที

และผู้ชายที่เดินจูงมือฉันส่งตัวเข้าพิธีแทนที่พ่อของฉันล่ะ? แท้จริงแล้วเขาคือผู้กุมความลับที่จะพลิกชีวิตของพวกเราทุกคนไปตลอดกาล

เส้นทางที่ถูกมองข้าม

ฉันชื่อ ไอรดา วงศ์สุวรรณ หรือ ไอซ์ อายุ 28 ปี เป็นนักวาดภาพประกอบอิสระที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดย่านบางซื่อ

ถ้ามีสิ่งหนึ่งที่ฉันเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก นั่นคือความจริงที่ว่าความรักของพ่อแม่นั้นไม่มีความยุติธรรมเลยแม้แต่น้อย

พี่สาวของฉัน ปาริฉัตร หรือ แป้ง คือลูกรักผู้เป็นศูนย์กลางของบ้านมาโดยตลอด

ตอนที่เธอเรียนจบมหาวิทยาลัย พ่อแม่จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมหรูหรา แต่พอถึงตาฉันเรียนจบ เรากลับไปกินข้าวหมูกรอบปากซอยกันง่าย ๆ เพราะแม่บอกว่าต้องประหยัด

ตอนที่พี่แป้งแต่งงานกับ กร ภัทรพงศ์ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่ครอบครัวร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี งบจัดงานแต่งงานพุ่งสูงไปเกือบสองล้านบาท

แต่พอฉันบอกว่าฉันกำลังจะแต่งงานกับ กรณ์ ศุภกิจ ชายหนุ่มผู้มีอาชีพเป็นจิตรกร คำถามแรกจากปากพ่อมีเพียงประโยคเดียวว่า

“แล้วไอ้เด็กนั่น จะเอาปัญญาที่ไหนมาเลี้ยงแก?”

กรณ์ไม่ได้ยากจนเพราะความเกียจคร้าน เขาเป็นคนเงียบขรึมและรักสันโดษ ที่โปรดปรานการวาดภาพบนผืนผ้าใบมากกว่าการเข้าสังคมเพื่อสร้างภาพลักษณ์

เราเจอกันครั้งแรกในงานนิทรรศการศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร วันนั้นเขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ ๆ ที่มีรอยเปื้อนสีอะคริลิกตรงปลายแขน

เขาไม่ได้จีบฉันด้วยของขวัญราคาแพง

แต่เขาเลือกที่จะหิ้วกล่องข้าวมาให้ฉันตอนที่ฉันต้องนั่งปั่นงานโต้รุ่ง เขายกเครื่องมือมาซ่อมก๊อกน้ำที่รั่วในห้องให้ฉัน และในยามที่ฉันร้องไห้เพราะคำพูดตัดพอน้อยใจจากครอบครัว มีเพียงอ้อมกอดอุ่น ๆ ของเขาที่คอยปลอบประโลมอย่างเงียบ ๆ

ตอนที่เขาขอแต่งงาน เราอยู่กันที่สตูดิโอห้องเช่าเล็ก ๆ ของเขา

“ฉันยังไม่มีคฤหาสน์หรือรถสปอร์ตหรูหราให้แกหรอกนะ” เขาพูดพร้อมกับยื่นแหวนวงเรียบที่เขาลงมือออกแบบและหล่อด้วยตัวเอง “แต่ฉันสัญญาว่า แกจะไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปในวันที่เราเดินร่วมทางกัน”

ฉันน้ำตาไหล

และตอบตกลงด้วยหัวใจ

วันที่ถูกหักหลัง

เราตกลงกันว่าจะจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ แสนอบอุ่นในสวนสวยที่เขาใหญ่ วันที่ 14 มิถุนายน

เราเตรียมเก้าอี้ไว้เพียงห้าสัปดาห์… เอ่อ ห้าสิบตัวเท่านั้น

การตกแต่งเรียบง่าย เต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวและดวงไฟประดับระยิบระยับที่เราช่วยกันติดตั้งเองทุกขั้นตอน

เมื่อฉันบอกกำหนดการกับพ่อ ท่านพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม

“ลูกสาวพ่อ เดี๋ยวพ่อจะเป็นคนเดินจูงมือไปส่งตัวที่หน้างานเอง สัญญาเลย”

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันเชื่อสนิทใจว่า ฉันเองก็เป็นคนสำคัญในสายตาของท่านเช่นกัน

ทว่า สามสัปดาห์ก่อนวันแต่งงาน โทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น

ปลายสายคือ น้าลัดดา

“ไอซ์ วันที่ 14 นี้ แกจะไปงานเบบี้ shower ของพี่แป้งด้วยใช่ไหม?”

คิ้วของฉันขมวดเข้าหากันด้วยความงันงง

“งานเบบี้ shower อะไรเหรอคะน้า?”

“อ้าว ก็วันที่ 14 มิถุนายนนี้ไง จัดที่คันทรีคลับหรูย่านบางนา เห็นว่างานอลังการงานสร้างมาก!”

มือทั้งสองข้างของฉันเย็นเฉียบลงทันที

วันที่ 14 มิถุนายน

วันแต่งงานของฉันเอง

ฉันรีบต่อสายตรงหาพี่แป้งทันที

“พี่แป้ง ทำไมถึงจัดงานเบบี้ shower วันที่ 14 มิถุนายนคะ? พี่ก็รู้ว่าวันนั้นเป็นวันแต่งงานของไอซ์!”

พี่แป้งหัวเราะออกมาเบา ๆ ทางปลายสาย

“โถ่ ไอซ์ อย่ามาทำเป็นดราม่าไปหน่อยเลยน่า นี่มันหลานคนแรกของบ้านเรานะ ส่วนงานแต่งของแก จะจัดวันไหนเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ใช่เหรอ”

“แต่ไอซ์จองวันนั้นไว้ก่อนแล้วนะ!”

“งั้นก็เลื่อนสิ งานแต่งแกกับไอ้กรณ์มันไม่ได้ยิ่งใหญ่สักหน่อย”

ฉันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ก่อนที่เธอจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ

“แล้วอีกอย่างนะไอซ์ ช่วงนี้แม่กับพ่อต้องคอยดูแลฉันมากกว่า หลานคนแรกของตระกูลเรานะยะ”

วันถัดมา แม่โทรมาหาฉัน

“ลูก… แม่ว่าลูกน่าจะเข้าใจนะ ครอบครัวทางฝั่งกรเขาก็จะมากันหมด ถ้าแม่ไม่ไป มันน่าเกลียดรู้ไหม”

“แม่คะ นั่นงานแต่งงานของลูกนะ”

“แม่รู้ แต่ทางเราก็ไม่ได้สนับสนุนไอ้กรณ์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แกไม่คู่ควรกับมันหรอก”

ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก ไม่ใช่เพราะฉันระแวงในตัวกรณ์ แต่เป็นเพราะครอบครัวของฉันเลือกที่จะเหยียบย่ำความสุขของผู้หญิงที่รักพวกเขาอย่างง่ายดาย

ไม่กี่วันก่อนงานแต่ง แขกเหรื่อทยอยโทรมาขอตัวยกเลิกการมาร่วมงานทีละคน

บรรดาป้า ๆ

ลูกพี่ลูกน้อง

แม้กระทั่งคุณอาผู้ใหญ่ที่ฉันเคารพรักในฐานะประธานในพิธี

และต่อมา ฉันก็ได้รู้ความจริงจาก มิน เพื่อนสนิทของฉันเองว่า พี่แป้งได้ส่งข้อความไปหาญาติทุกคนเป็นการส่วนตัว

เธอบอกว่าการไปร่วมงานของเธอสำคัญกว่ามาก เพราะสามีของเธอเป็นนักธุรกิจชื่อดังที่มีอิทธิพล

และยังมีข้อความอีกประโยคหนึ่งที่ทำเอาฉันแทบหยุดหายใจ

“ยายไอซ์มันชินกับการเป็นคนไร้ตัวตนอยู่แล้ว เดี๋ยวแกก็ทำใจได้เองน่า”

งานแต่งงานที่มีคนเจ็ดคน

ในเช้าวันแต่งงาน ขณะที่มินกำลังช่วยแต่งหน้าให้ฉัน โทรศัพท์ของฉันก็สั่นขึ้นอีกครั้ง ปลายสายคือพ่อ

“ไอซ์… พ่อขอโทษนะ พ่อคงเดินทางไปเขาใหญ่ไม่ทันแน่ ๆ”

ฉันเหลือบมองชุดแต่งงานสีขาวสะอาดตาที่แขวนเด่นอยู่ตรงหน้า

“พ่อคะ พ่อสัญญาแล้วนะ”

“พ่อรู้ ลูกรัก แต่หลานคนแรกของพ่อ…”

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกลั้นน้ำตา

“พ่อคะ นี่ก็งานแต่งงานครั้งแรกของหนูเหมือนกันค่ะ และหนูก็หวังว่ามันจะมีแค่ครั้งเดียวในชีวิต”

ปลายสายเงียบกริบ ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ ออกมาจากปากของเขา

ฉันกดตัดสายทิ้ง

เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาบ่ายสามโมง ฉันยืนสงบนิ่งอยู่บริเวณสวนด้านหลัง

อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส

มีกุหลาบสีขาวประดับประดาไปตามแนวทางเดิน

ทว่า จากเก้าอี้ห้าสิบตัวที่เตรียมไว้ มีเพียง เจ็ดคน เท่านั้นที่นั่งและยืนอยู่เป็นสักขีพยาน

ที่นั่งเกือบทั้งหมดว่างเปล่า… เสมือนพื้นที่ที่ถูกทิ้งไว้ให้ครอบครัวของฉัน แต่กลับไร้เงาของพวกเขา

ฉันพยายามแย้มยิ้มออกมาราวกับว่าไม่เป็นไร ทั้งที่ริมฝีปากสั่นระริก

“แก…” มินกระซิบเบา ๆ “เดี๋ยวฉันเดินไปส่งแกที่หน้าพิธีเองนะ”

แต่ก่อนที่ฉันจะได้ตอบรับ เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ถ้าเธอไม่รังเกียจ ให้ฉันเป็นคนเดินไปส่งเธอเองดีไหมล่ะ”

ฉันหันขวับไปมอง ก็พบกับ คุณลุงประเสริฐ

ท่านคือเจ้าของตึกแถวเก่าแก่ที่เปิดเป็นสตูดิโอให้ฉันกับกรณ์เช่าทำงานอยู่ทุกวัน

ชายวัย 67 ปี ผู้แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตเรียบง่าย ชื่นชอบการดื่มกาแฟดำ และมักจะมานั่งเงียบ ๆ มองกรณ์วาดรูปอยู่เสมอ

ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังความธรรมดานั้นคืออะไร

สำหรับฉัน ท่านเป็นเพียงลุงเจ้าของบ้านเช่าผู้ใจดีคนหนึ่งเท่านั้น

แต่วันนี้ ท่านมาในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเนี๊ยบกริบ ท่าทางสง่างาม

ท่านเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับยื่นแขนข้างหนึ่งให้ฉันเกาะ

“ลุงคงแทนที่พ่อของเธอไม่ได้หรอกนะหนูไอซ์” ท่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่ผู้หญิงที่มีค่าอย่างเธอ ไม่ควรต้องเดินก้าวเข้าสู่พิธีชีวิตเพียงลำพัง”

วินาทีนั้นเอง น้ำตาทั้งหมดที่พยายามอดกลั้นไว้ก็ทะลักออกมา

ฉันเอื้อมมือไปเกาะแขนเสื้อสูทของท่านแน่น

ก่อนที่เราจะก้าวเดินออกไป ท่านหันมามองหน้าฉันแล้วกระซิบแผ่วเบา

“เธอคู่ควรกับความรักที่ดีที่สุดนะลูก จำไว้ให้ดีล่ะ”

ที่ปลายทางเดิน กรณ์ยืนรออยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรัก

เมื่อเขาเห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าของฉัน ดวงตาของเขาก็แดงก่ำขึ้นมาเช่นกัน

และเมื่อเรากล่าวคำว่า “ยินดีรับอีกฝ่ายเป็นคู่ชีวิต” ไม่มีเสียงปรบมืออึกทึกครึกโครมจากฝูงชนจำนวนมาก

มีเพียงเสียงปรบมือจากคนเจ็ดคน… แต่สำหรับฉัน มันดังและอบอุ่นก้องกังวานยิ่งกว่าสิ่งใด

หลังพิธีจบลง เราจัดงานเลี้ยงฉลองกันด้วยพิซซ่าถาดใหญ่และผัดไทยริมทาง เราหัวเราะ พูดคุย และเต้นรำกันใต้แสงไฟประดับดวงน้อย

ไม่มีงานเลี้ยงรับรองหรูหรา

ไม่มีพิธีการน่าเบื่อ

แต่ฉันมีความสุขเหลือเกิน

เมื่อตกดึก ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู

ไม่มีข้อความใด ๆ จากพ่อและแม่

แม้แต่คำอวยพรสั้น ๆ ก็ไม่มี

ภาพถ่ายบนเรือยอชต์และการโทรศัพท์ 417 สาย

เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งสัปดาห์

ตอนนี้ฉันกับกรณ์กำลังยืนอยู่บนเรือยอชต์ส่วนตัวสุดหรูที่ทอดสมออยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลภูเก็ต

ฉันยังคงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝันที่ตื่นไม่ขึ้น

มีพนักงานคอยบริการอาหารรสเลิศ ห้องพักโอ่อ่าตกแต่งอย่างวิจิตร และรอบตัวเราคือผืนน้ำทะเลสีครามประกายระยิบระยับใต้แสงอาทิตย์

ฉันยกกล้องขึ้นถ่ายภาพคู่กับสามีของฉัน

พร้อมกับเขียนแคปชั่นสั้น ๆ ลงในโซเชียลมีเดียว่า

“ฮันนีมูนกับสามีของฉัน ขอบคุณคนที่เลือกจะอยู่เคียงข้างในวันที่เราต้องการที่สุด”

จากนั้นฉันก็เข้านอนด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

รุ่งเช้า เมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นมาและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู หน้าจอเครื่องก็แทบจะค้างเพราะการแจ้งเตือนรัวระเบิด

417 Missed Calls (สายที่ไม่ได้รับ)

พ่อ

แม่

พี่แป้ง

และแม้กระทั่งพี่กร สามีของเธอ!

ข้อความจากแม่เด้งขึ้นมา:

“ไอซ์ ลูก ทำไมไม่บอกพวกเราตั้งแต่แรก?!”

ข้อความจากพ่อ:

“ลูกรัก พ่อกับแม่ต้องคุยกับลูกด่วน เรื่องนี้คอขาดบาดตายมาก!”

และข้อความจากพี่แป้ง:

“ไอซ์! นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม? เรือยอชต์ลำนั้นของใครกัน?!”

ในขณะที่ฉันกำลังนั่งอึ้งกับหน้าจอที่สั่นไม่หยุด คุณลุงประเสริฐก็เดินเข้ามาในห้องพัก พร้อมกับแฟ้มหนังราคาแพงในมือ

“หนูไอซ์” ท่านเอ่ยเรียบ ๆ “ลุงคิดว่า ถึงเวลาที่ต้องบอกความจริงบางอย่างเกี่ยวกับสามีของหนูให้ฟังแล้วล่ะ”

ฉันหันไปมองกรณ์ที่ยืนกุมมือยิ้มบาง ๆ อยู่ด้านหลังของคุณลุง

“พี่กรณ์คะ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

คุณลุงประเสริฐถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเปิดแฟ้มเอกสารในมือ

ข้างในนั้น มีชื่อของกรณ์ปรากฏหราอยู่บนเอกสารสัญญาทางการเงินที่มีตราประทับอย่างเป็นทางการ

และตัวเลขมูลค่าทรัพย์สินที่อยู่ด้านล่างนั้น มากมายเสียจนฉันต้องกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่สายตาอ่านจำนวนศูนย์ให้ถูกต้อง

จากนั้น คุณลุงประเสริฐก็เอ่ยประโยคหนึ่งออกมา ซึ่งทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบไปชั่วขณะ

“หนูไอซ์เอ๋ย… ผู้ชายที่ครอบครัวของเธอตราหน้าว่าอนาคตไม่มีวันรุ่งเรือง แท้จริงแล้วคือผู้ถือหุ้นใหญ่คนสำคัญ ที่กำลังกุมชะตาชีวิตและสามารถช่วยเหลือธุรกิจที่กำลังล้มละลายของพี่เขยเธอได้ทั้งหมดเพียงแค่ปลายนิ้ว”

และก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงโทรศัพท์ในมือก็ดังขึ้นอีกครั้ง

สายเรียกเข้าจาก… พ่อ

ทว่า ในคราวนี้น้ำเสียงของท่านไม่ได้เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งหรือคำสั่งการใด ๆ อีกต่อไป

มีเพียงเสียงร้องไห้สะอื้นและคำวอนขออันน่าสมเพช

“ไอซ์… ลูกพ่อ… พ่อขอร้องล่ะ ช่วยบอกให้กรณ์ยอมปล่อยสัญญาฉบับนั้นเถอะนะ ไม่อย่างนั้น… ครอบครัวเรา… บริษัทของเรา… ต้องพังพินาศหมดแน่ ๆ ลูก!”

Read more

END: อดีตสามีส่งเทียบเชิญอดีตภรรยาที่เขาคิดว่าคงไร้ทายาท ตกระกำลำบาก และยังจมอยู่กับความเสียใจ ให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ขอ

ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วลานจอดอากาศยานหน้าคฤหาสน์เวชพิมาน ราวกับว่าเวลาหยุดเดินชั่วขณะ ลมหนาวปลายเดือนธันวาคมพัดกรรโชกแรง แต่กลับไม่มีใครรู้สึกหนาวสะท้านเท่ากับความหนาบึงลึกในอกของพันเอกภูผา เวชพิมาน นายทหารอนาคตไกลผู้เคยกำชัยชนะไว้ในมือทุกอย่าง ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องใบหน้าของเด็กชายฝาแฝดทั้งสี่คนสลับกับใบหน้าของสริตา อดีตภรรยาที่เขาเคยตอกหน้า ไล่ไสส่ง และตราหน้าว่าเธอเป็นเพียงตัวถ่วงความเจริญเมื่อแปดปีก่อน ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัวราวกับภาพยนตร์สโลว์โมชั่น—วันที่เขาเซ็นชื่อลงในใบหย่า วันที่เขาหันหลังให้โดยไม่ฟังเสียงสะอื้น วันที่เขาตัดขาดทุกช่องทางการติดต่อเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในเส้นทางเหล่าทัพอย่างไร้ภาระผูกพัน แต่ ณ วินาทีนี้ ความทะนงตนทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อความจริงตบหน้าเขาฉาดใหญ่ว่า เด็กชายฝาแฝดทั้งสี่คนที่มีบุคลิกและใบหน้าถอดแบบมาจากเขา ไม่เพียงแต่รอดชีวิตมาได้เติบโตจนอายุแปดขวบ แต่พวกเขายังถูกเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยมภายใต้ร่มเงาของมารดาผู้ทรงอิทธิพลและเปี่ยมด้วยอำนาจ ซึ่งในวันนี้… อำนาจนั้นเหนือกว่าเขาและตระกูลเวชพิมานเสียด้วยซ้ำ “เด็ก… เด็กพวกนี้…” คุณหญิงรัตนา มารดาของภูผา ซึ่งก้าวตามออกมาดูเหตุการณ์พร้อมกับบรรดาคุณนายและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปพิงกับกรอบประตูคฤหาสน์ ใบหน้าที่เคยเชิดสูงด้วยความหยิ่งยโสในชาติตระกูลตอนนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น เมื่อตระหนักได้ว่า ตระกูลเวชพิมานเพิ่งขับไล่ ‘สายเลือดแท้’ ที่เพียบพร้อมและทรงคุณค่าที่สุดออกไปจากชีวิตด้วยมือของตนเอง “คุณแม่คะ…” สริตาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทรงพลังจนทุกคนต้องสะดุ้ง “ท่านอยากเจอฉันเป็นครั้งสุดท้ายไม่ใช่หรือคะ? ฉันก็เลยพาหลานๆ ทั้งสี่คนมาคารวะคุณย่าตามประสงค์แล้วนี่ไงคะ… หรือว่าหน้าตาของเด็กๆ ที่ถอดแบบมาจากลูกชายเก่งกาจของคุณแม่ จะทำให้ท่านจำไม่ได้เสียแล้วล่ะคะ?” คำพูดเรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือนราวกับอาบยาพิษ ทำให้คุณหญิงรัตนากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อับจนด้วยถ้อยคำจะเอ่ยโต้แย้ง มือที่สั่นเทายกขึ้นชี้มาที่เด็กชายทั้งสี่คนด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันทั้งความอยากโอบกอดความเสียดาย และความละอายใจอย่างถึงที่สุด ภูผารวบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา แม้ขาจะสั่นเทาแต่เขาก็ฝืนก้าวเข้าไปหาอดีตภรรยา ดวงตาดุดันฉายแววสำนึกผิดและสับสนระคนกัน “สริตา…” ภูผาเอ่ยเรียกชื่อนั้นด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ … Read more

อดีตสามีส่งเทียบเชิญอดีตภรรยาที่เขาคิดว่าคงไร้ทายาท ตกระกำลำบาก และยังจมอยู่กับความเสียใจ ให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ขอ

อดีตสามีส่งเทียบเชิญอดีตภรรยาที่เขาคิดว่าคงไร้ทายาท ตกระกำลำบาก และยังจมอยู่กับความเสียใจ ให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ของตระกูลนายทหารใหญ่ ณ คฤหาสน์ประจำตระกูลเวชพิมาน… แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า ฉันจะปรากฏตัวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการพิเศษของหน่วยข่าวกรองความมั่นคง พร้อมกับเด็กชายฝาแฝดสี่คน วัย 8 ขวบ ที่ถอดแบบใบหน้าของเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน
ตลอดเวลา 8 ปีเต็ม ภูผา เวชพิมาน ตัดการติดต่อทุกวิถีทาง ไม่มีแม้แต่สายโทรเข้า ไม่มีข้อความ ไม่มีอะไรเลยสักอย่างเดียว
วันที่เขาก้าวออกจากชีวิตฉัน ตอนนั้นฉันอายุเพียง 26 ปี และกำลังตั้งครรภ์ เขาตวาดใส่หน้าฉันว่า ฉันกุเรื่องท้องขึ้นมาเพื่อใช้พันธนาการไม่ให้เขาเดินตามเส้นทางความก้าวหน้า เขาเซ็นใบหย่า ย้ายไปรับตำแหน่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในหน่วยรบพิเศษแถบชายแดน เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว แล้วหายสาบสูญไปจากชีวิตฉันอย่างสมบูรณ์แบบ
เขาไม่เคยปรากฏตัวเลยสักครั้งในการตรวจครรภ์ แม้กระทั่งวันที่คุณหมอหันหน้าจออัลตราซาวด์มาให้ดู พร้อมกับเอ่ยบอกความจริงว่าในท้องของฉันมีกี่ชีวิต… ฉันก็เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง
แล้ว 8 ปีต่อมา จู่ๆ รหัสประจำตัวและชื่อของเขาก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์สื่อสารนิรภัยของฉัน พันเอก ภูผา เวชพิมาน
ข้อความสั้นๆ เพียงสี่บรรทัด เขาแจ้งว่าคุณหญิงแม่ของเขาอยากพบฉันเป็น “ครั้งสุดท้าย” ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่คฤหาสน์เวชพิมาน เขตทหารลพบุรี และปิดท้ายด้วยประโยคออกคำสั่ง: “อย่าลืมมาให้ได้”
ฉันอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาถึงสามรอบ ก่อนที่รอยยิ้มเย็นเยียบจะผุดขึ้นบนใบหน้า เพราะในจินตนาการของภูผา ฉันคงยังเป็นเพียงผู้หญิงอ่อนแอคนเดิมที่เขาเหยียบย่ำแล้วทิ้งขว้าง กำลังดิ้นรนอยู่อย่างยากลำบาก โดดเดี่ยว และอาจจะยังคงรอคอยความเมตตาจากเขา
เขาไม่มีทางล่วงรู้เลยว่า วันนี้ฉันกลายเป็นใคร ฉันชื่อ สริตา เวชพิมาน ใช่… ฉันยังคงใช้นามสกุลเดิมของเขา แต่ไม่ใช่เพราะความอาลัยอาวรณ์แบบที่เขาหลงตัวเอง ปัจจุบันฉันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการสืบสวนคดีพิเศษ สังกัดสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ มีเจ้าหน้าที่ระดับหัวกะทิใต้บังคับบัญชากว่าสี่สิบนาย และฉันก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดนี้ได้… พร้อมกับเลี้ยงดูลูกแฝดสี่ของเราตามลำพัง โดยไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือแม้แต่สลึงเดียว ไม่มีเงินส่งเสีย ไม่มีคำถามไถ่ ตลอดแปดปีเต็ม
ผู้กองสารินเดินเคาะประตูแล้วชะโงกหน้าเข้ามาในห้องทำงานของฉัน “ท่าน ผอ. ครับ… คงไม่ใช่ว่าท่านจะไปงานของตระกูลนั้นจริงๆ ใช่ไหมครับ”
ฉันคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานกระจกหนา “ไปสิ… ฉันจะไปแน่นอน”
สายตาของฉันทอดมองออกไปนอกบานหน้าต่างกระจกนิรภัย บนลานจอดอากาศยาน มีเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงยุทธวิธีของหน่วยจอดเรียงรายอยู่สี่ลำ ก่อนที่ฉันจะเอ่ยออกมาเรียบๆ: “แต่ฉันจะไม่ไปในสภาพที่เขากำลังรอหัวเราะเยาะอย่างแน่นอน”

Read more