เพราะเขา ฉันถึงยอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นตำรวจ เพราะเขา ฉันถึงทนต่อบาดแผล ความเสี่ยง และค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่แทบไม่ได้กลับบ้านแบบมีลมหายใจ
แต่ในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปราย ภาพที่เห็นเขากางร่มให้ผู้หญิงอีกคนกลับทำให้ฉันตาสว่าง
ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ แต่เป็นเพราะผู้หญิงที่เขาอยากทะนุถนอม…ไม่เคยเป็นฉันเลยต่างหาก
เวลาตีหนึ่งครึ่ง ฉันเดินกอดแฟ้มคดีหนาเตอะสามเล่มออกมาจากห้องเก็บหลักฐาน กองบังคับการปราบปราม ไหล่ซ้ายของเครื่องแบบเปียกชื้น ไอร้อนชื้นปนหนาวเหน็บของละอองฝนยามดึกในกรุงเทพฯ ซึมลึกผ่านเนื้อผ้า
เมื่อก้าวมาถึงสุดทางเดินกระจก สายตาก็พลันหยุดชะงัก
ด้านนอกประตูหน้าอาคาร พันตำรวจโท ภีมเดช ยืนถือร่มคันใหญ่สีดำ
ข้างกายเขาคือ หมอนลิน แพทย์นิติเวชสาวที่เพิ่งย้ายมาร่วมงานกับแผนกเราได้เพียงสองเดือน
นลินกำลังพูดอะไรบางอย่างพลางคลี่ยิ้มหวาน สารวัตรภีมโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อตั้งใจฟังเธอ ก่อนที่มุมปากคมคายคู่นั้นจะยกยิ้มตาม
ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาทแบบที่เขาใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่น ละมุนตา ราวกับว่าโลกทั้งใบผ่อนคลายลงเพียงเพราะมีเธออยู่ตรงหน้า
ไหล่ขวาของเขาเปียกฝนจนชุ่มโชก แต่เขากลับเอียงร่มไปทางเธอเกือบทั้งหมด ยอมให้ตัวเองเปียกปอนดีกว่าปล่อยให้ละอองฝนแตะต้องตัวเธอแม้แต่น้อย
ฉันยกมือกุมหน้าอกที่ปวดแปลบ
แปดปี… แปดปีที่ฉันเฝ้ารอเพียงเศษเสี้ยวของรอยยิ้มแบบนั้น
ตอนอายุสิบแปด ฉันเจอเขาครั้งแรกในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติข้าราชการตำรวจดีเด่นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอนนั้นเขาอายุยี่สิบหก เป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรงอนาคตไกล ยืนสง่างามบนเวทีด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว ส่วนฉันเป็นเพียงเด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาที่ยังเคว้งคว้างกับอนาคต
คืนนั้นคืนเดียวทำให้ฉันมีเป้าหมาย
ฉันอยากเก่งเหมือนเขา… หรือพูดให้ตรงกว่านั้น ฉันอยากยืนอยู่เคียงข้างเขา
แม่โกรธแทบขาดใจตอนรู้ว่าฉันจะเบนเข็มไปสอบเข้านายร้อยตำรวจหญิง
“ลูกเอ๊ย ผู้หญิงไปเป็นตำรวจมันลำบาก ทำไมไม่เรียนครูอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก?”
ฉันได้แต่นิ่งเงียบ กัดฟันอ่านหนังสือ ฝึกร่างกายอย่างหนักหน่วงทุกวัน โดนทุบตีล้มลุกคลุกคลานในค่ายฝึก หัวเข่าถลอก ฝ่ามือแตกเป็นแผล คืนแล้วคืนเล่าที่แอบนอนร้องไห้เพราะความเหนื่อยล้า แต่ฉันไม่เคยยอมแพ้
เมื่อเรียนจบและได้ติดยศ ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา จึงทำเรื่องขอบรรจุลงกองกำกับการสืบสวนสอบสวน หน่วยเดียวกับที่สารวัตรภีมประจำการอยู่
สามปีเต็มที่ทำงานใต้บังคับบัญชาของเขา ตื่นแต่เช้ามืด ไล่ล่าคนร้าย บุกตะลุยไปยังจุดเสี่ยงอันตรายที่แม้แต่นายตำรวจชายยังต้องคิดหนัก คดีฆาตกรรมแรกในชีวิตทำให้ฉันตกใจจนวิ่งออกมาอาเจียน แต่ก็รีบเช็ดปากแล้วกลับเข้าไปทำงานต่อ
คราวที่วิ่งไล่จับคนร้ายมีอาวุธปืนจนแขนขวาโดนเศษแก้วบาดลึก เย็บไปสิบสี่เข็ม สารวัตรภีมแวะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลตำรวจ
เขายืนอยู่แค่ตรงกรอบประตูห้อง
“เป็นยังไงบ้าง”
ฉันยิ้มกว้างทั้งที่ปวดระบม “สบายมากค่ะสารวัตร แผลแค่นิดเดียว”
เขาพยักหน้ารับ “ดีแล้ว พักผ่อนให้หายไวๆ”
แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ แต่ความห่วงใยอันน้อยนิดนั้นกลับทำให้ฉันนอนยิ้มคนเดียวได้ทั้งคืน
ฉันเป็นคนเดียวที่คอยชงกาแฟร้อนวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขาทุกเช้า
เป็นคนช่วยจัดเรียงสำนวนคดีเก่าๆ ยามเขาต้องอยู่เวรดึก
แอบสั่งข้าวกล่องมาวางให้เวลาเห็นเขาทำงานจนลืมกิน
และเป็นคนแรกที่ยกมืออาสาเสมอเมื่อมีภารกิจเสี่ยงตาย
คนทั้งกองกำกับการรู้ดีว่าฉันคิดอย่างไรกับเขา ดาบชัย ตำรวจรุ่นพี่ประจำแผนกเคยเอ่ยแซวตรงๆ
“หมวดริสา อยู่มาสามปีแล้วนะ ยังไม่ถอดใจจากสารวัตรอีกเหรอ?”
ฉันทำได้เพียงยิ้มเจื่อน “สักวันสารวัตรคงมองเห็นบ้างค่ะพี่ดาบ”
ทว่าภาพกลางสายฝนคืนนี้ได้ตัดสายป่านความหวังเส้นสุดท้ายลงอย่างเด็ดขาด
สารวัตรภีมไม่ได้เป็นคนไร้หัวใจ เขาเป็นห่วงคนอื่นเป็น เขายิ้มหวานเป็น และเขายอมเปียกฝนเพื่อปกป้องใครสักคนได้… แค่คนๆ นั้นไม่ใช่ฉัน
ฉันเดินกลับเข้าห้องทำงานที่เงียบสงัด เปิดลิ้นชักชั้นล่างสุด หยิบแบบฟอร์มคำร้องขอย้ายราชการที่ซุกซ่อนไว้กว่าหกเดือนออกมา
มีตำแหน่งว่างในพื้นที่ห่างไกลแถบชายแดนภาคใต้ พื้นที่สีแดง กำลังพลขาดแคลน คดีคั่งค้าง และแทบไม่มีใครอยากย้ายไป
ฉันหยิบปากกา จรดหมึกเขียนชื่อตัวเอง
ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา พงศ์พิจิตร
ระบุหน่วยงานปลายทาง: สภ. แว้ง จังหวัดนราธิวาส
ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันยื่นใบคำร้องต่อฝ่ายกำลังพลทันที นายตำรวจฝ่ายอำนวยการเรียกฉันเข้าไปคุยด้วยสีหน้ากังวล
“หมวดริสา แน่ใจแล้วเหรอ? พื้นที่ตรงนั้นมันอันตรายมากนะ รู้ใช่ไหม?”
“ทราบดีค่ะผู้การ ดิฉันมั่นใจ”
“มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าถึงอยากลงไปที่นั่น?”
ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ดิฉันอยากพิสูจน์ตัวเองในงานสืบสวนคดีความมั่นคงค่ะ”
นั่นไม่ใช่เรื่องโกหก… แต่ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
เพราะเป็นพื้นที่ขาดแคลนกำลังพล คำสั่งโยกย้ายจึงได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วเป็นกรณีพิเศษ ฉันมีเวลาเคลียร์งานและเตรียมตัวเพียงหนึ่งสัปดาห์
ตลอดสัปดาห์นั้น ฉันทำงานตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่ชงกาแฟไปวางที่โต๊ะของเขาอีกต่อไป
ไม่คอยถามไถ่ว่าเขากินข้าวแล้วหรือยัง
และไม่รอส่งเขากลับบ้านหลังเลิกเวร
มีอยู่วันหนึ่ง เขาเดินมามองโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าแล้วหันมาทัก
“หมวดริสา”
ฉันเงยหน้าขึ้น “คะ สารวัตร?”
“ช่วงนี้ไม่ได้ชงกาแฟเหรอ?”
ฉันสบตาเขานิ่ง ส่งยิ้มสุภาพตามระเบียบราชการ “ในห้องพักเวรมีกาแฟแคปซูลของส่วนกลางแล้วค่ะ สะดวกกว่า”
สารวัตรภีมจ้องหน้าฉันอยู่ครู่ใหญ่ เหมือนมีบางอย่างจะพูด แต่เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน และเช่นเคย งานต้องมาก่อนเสมอ
ในค่ำคืนสุดท้าย ฉันเก็บเอกสารและส่งมอบงานทั้งหมดลงกล่อง ลังกระดาษใบเล็กบรรจุของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
แก้วน้ำใบเก่า
สมุดบันทึก
ต้นไม้จิ๋วที่รดน้ำมาสามปี
และรูปถ่ายจากปฏิบัติการปิดล้อมจับกุมครั้งแรก ในรูปนั้นฉันยืนอยู่เยื้องด้านหลัง กำลังแอบมองแผ่นหลังของสารวัตรภีม ขณะที่สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า
ฉันยิ้มเยาะให้ตัวเองในรูป… แม้แต่ในภาพถ่าย ก็มีเพียงฉันคนเดียวที่เฝ้ามองเขา
ฉันยกต้นไม้ส่งให้ดาบชัย
“ฝากดูแลต่อนะคะพี่ดาบ”
“อ้าว จะไปไหนล่ะหมวด?”
“ฉันได้รับคำสั่งย้ายไปประจำที่ใหม่น่ะค่ะ”
ดาบชัยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “แล้ว… สารวัตรภีมรู้เรื่องหรือยัง?”
ฉันส่ายหน้าเบาๆ “เดี๋ยวสารวัตรก็คงทราบตามขั้นตอนค่ะ”
ตีห้าตรงของวันรุ่งขึ้น ฉันก้าวขึ้นรถไฟขบวนล่องใต้ออกจากสถานีกลางกรุง
ไม่มีข้อความลาส่งหาเขา
ไม่มีจดหมายทิ้งไว้
และไม่มีการสารภาพความรู้สึกใดๆ
เป็นครั้งแรกในรอบแปดปีที่ฉันไม่ต้องเอ่ยคำร่ำลากับผู้ชายที่ไม่เคยเอ่ยปากขอให้ฉันอยู่
สามชั่วโมงหลังรถไฟเคลื่อนขบวน สารวัตรภีมก้าวเข้ามาในห้องทำงาน สายตาคมสะดุดเข้ากับโต๊ะที่ว่างเปล่าไร้ร่องรอยข้าวของของฉัน
เขาเดินตรงเข้าไปถามทันที “หมวดริสาไปไหน?”
ดาบชัยเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “อ้าว ย้ายไปแล้วครับสารวัตร คำสั่งลงปลายทางสามจังหวัดชายแดนใต้ ออกเดินทางไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”
ใบหน้าของสารวัตรภีมแข็งค้าง นัยน์ตาวูบไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ตั้งแต่เมื่อไหร่… ทำไมไม่มีใครรายงานผม?”
“เรื่องส่งผ่านฝ่ายกำลังพลไปเรียบร้อยแล้วครับ พวกผมก็นึกว่าสารวัตรเซ็นรับทราบเรื่องแล้วเสียอีก”
ภีมเดชหยิบแฟ้มสรุปงานที่ฉันทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาเปิด ปลายกระดาษแผ่นสุดท้ายมีลายมือสั้นๆ เขียนไว้
ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะตลอดสามปีที่ผ่านมาค่ะ ขอให้สารวัตรปลอดภัยและประสบความสำเร็จในทุกภารกิจ
ไม่มีคำว่าคิดถึง
ไม่มีคำว่าดูแลตัวเองด้วย
ไม่มีข้อความส่วนตัวใดๆ แม้แต่คำเดียว
หมอนลินเดินถือแฟ้มผลชันสูตรเข้ามาพอดี “สารวัตรภีมคะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ สีหน้าดูไม่ดีเลย”
แต่คราวนี้ภีมเดชไม่ได้หันไปตอบเธอ เขากดโทรศัพท์ต่อสายหาฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครั้งที่หนึ่ง…
ครั้งที่สอง…
ครั้งที่สาม…
มีเพียงเสียงสัญญาณรอสายที่ไร้คนตอบรับ
ขณะที่เขากำลังยืนจ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความสับสนและร้อนรน เสียงโทรศัพท์สายตรงบนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้น
ปลายสายคือผู้บังคับการกองปราบปราม
“ภีมเดช เรื่องหมวดริสาย้ายลงใต้ คุณรู้เรื่องแล้วใช่ไหม?”
“…เพิ่งทราบครับผู้การ”
“งั้นคุณคงยังไม่รู้เบื้องลึกว่าทำไมทางนั้นถึงเจาะจงขอตัวเธอไปเป็นกรณีพิเศษ”
คิ้วของภีมเดชขมวดมุ่น หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาด “หมายความว่ายังไงครับ?”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่น้ำเสียงเคร่งขรึมของผู้บังคับบัญชาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ
“ภีม… คดีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่มาริสาลงไปตามสืบที่นั่น คือเครือข่ายเดียวกับที่วางระเบิดลอบสังหารคุณจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อสามปีก่อน และที่สำคัญที่สุด… มีความจริงเรื่องประวัติเบื้องหลังของเธอ ที่เธอยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกปิดไม่ให้คุณรู้”