End: หasv (ส่วนที่ 1): การกลับมาของเศรษฐินีและความจริงที่ถูกซ่อน

บทสรุป: แสงสว่างปลายอุโมงค์และการเริ่มต้นใหม่ สองเดือนผ่านไป นับตั้งแต่วันที่ความจริงอันโหดร้ายถูกเปิดเผยและทลายลงพร้อมกับซากปรักหักพังแห่งความโลภของสองแม่ลูกเลือดเย็น บ้านหลังใหญ่สีขาวสลับทองในอำเภอชนบทจังหวัดสุรินทร์ บัดนี้ได้รับการปรับโฉมใหม่จนแทบจำไม่ได้ บรรยากาศภายในบ้านถูกเปลี่ยนให้โปร่งโล่ง สะอาดตา และเต็มไปด้วยแสงแดดอบอุ่นที่สาดส่องเข้ามาทุกมุมห้อง ไม่มีคราบไคลของความอับทึบหรือเงาแห่งความโหดร้ายหลงเหลืออยู่อีกต่อไป สวนหย่อมรอบบ้านได้รับการจัดแต่งใหม่ด้วยดอกไม้นานาพรรณที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลมธรรมชาติพัดผ่านระเบียงกว้างที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้รถเข็นวีลแชร์เคลื่อน ตัวได้อย่างสะดวก บนระเบียงนั้น กรณ์ ในชุดเสื้อผ้าเนื้อนุ่มสะอาดตา กำลังนั่งรับลมยามเช้าอย่างสบายอารมณ์ สุขภาพร่างกายของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาลวิชาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือความรักความใส่ใจจากผู้เป็นน้องสาว ดวงตาที่เคยฝ้าฟางและมองไม่เห็น บัดนี้ได้รับการผ่าตัดรักษาจนกลับมามองเห็นโลกกว้างได้อีกครั้ง แม้จะยังต้องสวมแว่นตากรองแสงและระมัดระวังตัวอยู่บ้าง แต่รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขก็กลับมาประดับบนใบหน้าซูบตอบนั้นอย่างถาวร น้ำหนักตัวที่เคยเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ ใบหน้ามีเลือดฝาด และที่สำคัญคือแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “พี่กรณ์ครับ ทานผลไม้สักหน่อยไหมคะ? วันนี้มะละกอสุกหวานกำลังดีเลย” แพรวเดินถือจานผลไม้สดเดินออกมาจากห้องครัว รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเธอสะท้อนถึงความโล่งอกและความสุขที่ได้ทำหน้าที่น้องสาวอย่างเต็มภาคภูมิ กรณ์หันมามองน้องสาวด้วยสายตารักใคร่ เอื้อมมืออันอบอุ่นไปรับจานผลไม้ “ขอบใจนะแพรว ตั้งแต่ลูกกลับมาบ้านหลังนี้ก็มีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลย… พี่เกรงใจจังที่ลูกต้องทิ้งธุรกิจใหญ่โตที่อเมริกามาอยู่ดูแลพี่นานขนาดนี้” แพรวส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวข้างๆ แล้วกุมมือพี่ชายไว้แน่น “ธุรกิจที่นู่นลงตัวและมีทีมงานมืออาชีพคอยดูแลอยู่แล้วค่ะพี่กรณ์ แต่สำหรับแพรว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าพี่ชายคนนี้อีกแล้ว พี่คือครอบครัวคนเดียวที่แพรวเหลืออยู่ และคือคนที่ยอมลำบากเพื่อให้แพรวได้ดิบได้ดี ถ้าไม่มีพี่กรณ์ในวันนั้น ก็ไม่มีแพรวในวันนี้เหมือนกันค่ะ” คำพูดจากใจจริงทำให้กรณ์รู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก เขาบีบมือตอบน้องสาวเบาๆ ความทรงจำอันเจ็บปวดในช่วงเวลาที่ถูกขังลืมในห้องมืดค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นในปัจจุบันที่เยียวยาทุกแผลใจให้สมานสนิท ในขณะเดียวกัน … Read more

หasv (ส่วนที่ 1): การกลับมาของเศรษฐินีและความจริงที่ถูกซ่อน

หasv (ส่วนที่ 1): การกลับมาของเศรษฐินีและความจริงที่ถูกซ่อน

แสงแดดจ้าส่องกระทบตัวรถหรูที่กำลังแล่นไปตามถนนลูกรังของอำเภอชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ ภายในรถหรูแอร์เย็นฉ่ำ มี แพรว หญิงสาววัยสามสิบห้าปี นั่งอยู่ด้วยท่าทางสง่างาม ประดับด้วยเครื่องเพชรแวววาว และแผ่รังสีแห่งความสำเร็จ เธอเป็นเจ้าของบริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา หลังจากผ่านไปหนึ่งทศวรรษ ในที่สุดเธอก็ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย หัวใจของเธอพองโตด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เป้าหมายหลักของเธอคือการมาเซอร์ไพรส์ พี่กรณ์ พี่ชายแท้ๆ ผู้เป็นเสมือนฮีโร่ในชีวิตของเธอ

พ่อแม่ของพวกเขาเสียชีวิตไปหมดแล้ว พี่กรณ์ซึ่งอายุมากกว่าเธอสิบปี ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน พี่กรณ์ไม่ยอมแต่งงานใหม่ อุทิศวัยหนุ่มทั้งหมดให้กับการทำนา รับจ้างแบกหาม และทำงานสารพัดเพื่อส่งเสียให้แพรวได้เรียนหนังสือและไปตั้งรกรากที่อเมริกา เมื่อแพรวประสบความสำเร็จ เธอจึงสัญญาว่าจะตอบแทนบุญคุณ ทุกๆ เดือนเธอจะส่งเงินเกือบสองแสนบาทให้ ป้าแจ่ม กับลูกพี่ลูกน้องชื่อ โบว์ สองแม่ลูกที่เธอไว้ใจให้ทำหน้าที่ดูแลพี่กรณ์ หลังจากที่เขาป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และการมองเห็นเริ่มพร่ามัวไปเมื่อห้าปีที่แล้ว

ตามคำบอกเล่าของป้าแจ่ม พวกเขาได้สร้างบ้านในฝันให้พี่กรณ์แล้ว “คุณแพรวคะ ห้องนอนพี่กรณ์สวยมากค่ะ! มีแอร์ มีเตียงนุ่มๆ และมีพยาบาลส่วนตัวด้วยนะ ไม่ต้องห่วงเลย ชีวิตเขาเหมือนเจ้าชายอยู่ที่นี่แหละ” นั่นคือสิ่งที่ป้าแจ่มมักจะพูดผ่านวิดีโอคอลเสมอ และทุกครั้งที่แพรวอยากคุยกับพี่กรณ์ โบว์ก็จะอ้างเสมอว่า “พี่กรณ์หลับอยู่ค่ะ” หรือ “ไปทำกายภาพบำบัด” ทำให้หลังๆ มานี้พวกเขาคุยกันผ่านแชทข้อความในมือถือที่แพรวซื้อให้เสียเป็นส่วนใหญ่ แพรวรู้สึกวางใจเพราะคิดว่าเป็นญาติสนิทมหาร

รถหรูจอดสนิทที่หน้าบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า มีรั้วสูงตระหง่าน ตัวบ้านทาสีขาวสลับทอง ประดับด้วยรูปปั้นสิงโตที่หน้าทางเข้า เห็นได้ชัดว่าใช้เงินสร้างมหาศาล “ถึงแล้วสิน้า” แพรวพึมพำกับตัวเอง “นี่คือผลลัพธ์จากหยาดเหงื่อแรงงานที่เราช่วยกันสร้างมา” เธอลงจากรถ จัดแว่นกันแดดดีไซเนอร์ แล้วกดกริ่งที่ประตู

แม่บ้านคนหนึ่งเดินออกมาเปิดประตู “มาหาใครคะ?” เธอถาม “ฉันแพรว หลานป้าแจ่มค่ะ พวกเขาอยู่กันไหมคะ?” เธอตอบแล้วเดินเข้าไป เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องรับแขก แพรวก็ต้องประหลาดใจกับความหรูหราราคาแพง เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นล้วนเป็นของที่เธอส่งเงินมาให้ซื้อทั้งสิ้น ไม่นานนัก ป้าแจ่มกับโบว์ก็เดินลงมาจากบันไดวน ทั้งคู่สวมชุดอยู่บ้านราคาแพงและประดับด้วยเครื่องประดับทองคำเต็มตัว

“แพรว?!” ป้าแจ่มอุทานเสียงหลง หน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี “ท-ทำไมถึงกลับมาล่ะลูก นึกว่าจะกลับเดือนหน้าไม่ใช่เหรอ?!” โบว์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน รีบซ่อนโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุดที่ถืออยู่ไว้ข้างหลัง “เซอร์ไพรส์ค่ะป้า!” แพรวส่งยิ้มหวานแล้วเข้าไปสวมกอด “แพรวแค่คิดถึงพี่กรณ์ค่ะ อยากเจอตัวจริงแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ไหนคะ? อยู่บนห้องนอนใช่ไหม?”

สองแม่ลูกมองหน้ากันเลิกลั่ก ความหวาดกลัวปรากฏชัดบนใบหน้า “อ๋อ… คือว่านะแพรว” โบว์พูดเสียงสั่น “พี่กรณ์ไม่ได้อยู่ที่นี่หว่า… เขาไป… ไปศูนย์กายภาพบำบัดที่ต่างอำเภอน่ะ! ใช่ ไปพักฟื้นอยู่ที่นั่นเพื่อให้หมอดูแลอย่างใกล้ชิด” ป้าแจ่มรีบเสริมขึ้นมาทันที “ใช่ๆ! อีกสัปดาห์โน่นแหละถึงจะกลับ เพราะฉะนั้นลูกพักผ่อนก่อนเถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ”

แพรวเริ่มรู้สึกผิดสังเกต “ศูนย์กายภาพบำบัดเหรอคะ? ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เห็นบอกแพรวเลย แล้วทำไมพวกป้าต้องทำหน้าตาเลิกลั่กด้วย?” ความระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ สัญชาตญาณญาติพี่น้องร้องเตือนว่ามีบางอย่างไม่ชอบ마พา แพรวไม่เชื่อคำพูดนั้น “แพรวจะไปเยี่ยมพี่กรณ์ค่ะ ศูนย์นั้นอยู่ที่ไหนคะ?” เธอถามเสียงเข้ม “ไม่ได้ๆ ที่นั่นห้ามเยี่ยม! กฎระเบียบเข้มงวดมาก!” ป้าแจ่มรีบปฏิเสธเสียงหลง

ด้วยความสงสัยขั้นสุด แพรวแสร้งขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่แทนที่จะเดินไปทางห้องน้ำในบ้าน เธอกลับแอบเดินเลาะออกทางประตูดังหลังบ้านไปยังครัวไทยและลานซักล้าง เธอต้องการสำรวจดูรอบๆ บริเวณบ้านหลังนี้ให้แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ส่วนที่ 2: ความลับหลังบ้านหรู

ลมร้อนยามบ่ายพัดผ่านแปลงผักสวนครัวด้านหลังบ้าน แพรวเดินลัดเลาะผ่านสวนดอกไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยงามจนมาถึงโซนด้านหลังสุด ซึ่งถูกกั้นด้วยลูกกรงเหล็กดัดและตาข่ายบังตาอย่างมิดชิด บรรยากาศบริเวณนี้ช่างแตกต่างจากความหรูหราโอ่อ่าในตัวบ้านโดยสิ้นเชิง มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นยาฆ่าเชื้อโชยออกมาจางๆ

หัวใจของแพรวเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ห้องเก็บของเก่าใต้ถุนเรือนไทยประยุกต์หลังเล็กๆ ที่ถูกต่อเติมขึ้นมาอย่างลวกๆ หน้าต่างบานเล็กถูกปิดทึบด้วยแผ่นไม้เก่าๆ มีแม่กุญแจดอกโตคล้องไว้อย่างแน่นหนา แต่มีเสียงครางเบาๆ และเสียงไอแหบแห้งเล็ดลอดออกมาจากด้านใน

“ใคร… ใครนั่น…” เสียงแหบพร่าและสั่นเครือเอ่ยถามขึ้นจากในความมืด

แพรวชะงักงัน ร่างกายชาวาบไปทั้งตัว น้ำเสียงนั้น… ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเธอก็ไม่มีวันลืม “พี่กรณ์?!” แพรวตะโกนเรียกชื่อพี่ชายสุดเสียง น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาทันทีโดยไม่ต้องกลั้น

ป้าแจ่มและโบว์ที่วิ่งตามมาทันเห็นภาพนั้นพอดี ทั้งคู่หน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด โบว์พยายามเข้ามาดึงแขนแพรวออกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงลิ่วลั่น “แพรว! อย่าไปฟังนะ แกสติไม่ค่อยดี ชอบเพ้อเจ้อ กลับเข้าบ้านกันเถอะ!”

“หยุดนะโบว์!” แพรวสะบัดแขนออกอย่างแรง ดวงตาฉายแววโกรธเกรี้ยวจนน่ากลัว เธอน้ำตาคลอเบ้าแต่เต็มไปด้วยความเดือดดาล เธอกระชากแม่กุญแจที่คล้องไว้ออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี ก่อนจะผลักประตูไม้เก่าๆ ให้เปิดกว้างออก

ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้แพรวเข่าทรุดลงกับพื้น ร่างกายของพี่กรณ์ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดวงตาฝ้าฟางแทบมองไม่เห็น นั่งอยู่บนเสื่อเก่าๆ ในห้องที่มืดทึบและอบอ้าว รอบตัวมีแต่เศษอาหารบูดและกลิ่นเหม็นอับ เสื้อผ้าที่สวมใส่เก่าขาด วิลล่าหรูหรา เครื่องเพชรราคาแพง และรถยุโรปที่เธอส่งเงินมาให้ซื้อ ทั้งหมดแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานของพี่ชายผู้เสียสละชีวิตให้เธอได้ดีในต่างแดน

“นี่เหรอ… เจ้าชายที่ป้าบอกแพรว…” แพรวหันกลับมามองสองแม่ลูกด้วยสายตาดั่งใบมีด โบว์และป้าแจ่มยืนตัวสั่นงันงก พูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าหลบตา

แพรวรีบวิ่งเข้าไปโอบกอดร่างที่ผอมแห้งของพี่ชาย น้ำตารินไหลอาบแก้ม “พี่กรณ์ค่ะ… แพรวกลับมาแล้ว แพรวมาช่วยพี่แล้วนะ ต่อไปนี้จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่อีกเด็ดขาด!”

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เสียงไซเรนรถตำรวจและรถพยาบาลก็ดังสนั่นหน้าบ้านหรูหลังนั้น ตำรวจเข้ามาจับกุมป้าแจ่มและโบว์ในข้อหาทารุณกรรมคนชราและยักยอกทรัพย์สิน ส่วนแพรวรีบนำตัวพี่กรณ์ส่งโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในจังหวัดทันที เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายและรักษาอาการป่วยอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งประกาศกร้าวว่าจะเอาเรื่องคนทั้งสองให้ถึงที่สุด ไม่ให้เหลือแม้แต่บาทเดียว

คำถามเพื่อติดตามต่อ

คุณต้องการให้เรื่องราวนี้เน้นไปที่การดำเนินคดีทางกฎหมายและการทวงคืนทรัพย์สิน หรืออยากให้เน้นไปที่ช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของพี่กรณ์และแพรวหลังจากเหตุการณ์นี้ครับ?

Read more

End: นี่คือการเรียบเรียงและดัดแปลงเรื่องราวใหม่เป็นภาษาไทย โดยเปลี่ยนชื่อตัวละคร สถานที่ และบริบทให้เข้ากับสังคมไทยครับ

บทสรุป: แสงสว่างหลังพายุฝนและการเยียวยาหัวใจดวงน้อย คฤหาสน์หลังใหญ่ย่านสุขุมวิทในค่ำคืนนั้น กลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศภายในบ้านไม่ได้อ้างว้างหรือเย็นชาเหมือนเก่า แรงกระแทกจากเหตุการณ์อันเลวร้ายเมื่อครู่ได้ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น แน่นแฟ้น และความจริงใจที่ถูกรื้อฟื้นกลับคืนมา หลังพิมลดาถูกเนรเทศออกไปพร้อมกับคดีความที่กำลังรอเธออยู่เบื้องหน้า ปรเมศร์ก็ทิ้งงานทางธุรกิจมูลค่าร้อยล้านทั้งหมดลงชั่วคราว สิ่งเดียวที่มีค่ามากที่สุดและต้องการความใส่ใจเร่งด่วนในวินาทีนี้ ไม่ใช่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือกำไรจากตลาดหุ้น—แต่มันคือดวงใจทั้งสองดวงของเขา คืนนั้น ปรเมศร์อุ้มลูกสาวฝาแฝด น้องดาและน้องมีน เข้ามาในห้องนอนใหญ่ของเขา บนเตียงนอนนุ่มฟูเต็มไปด้วยหมอนและตุ๊กตากระต่ายตัวโปรดของน้องมีนที่เพิ่งถูกเก็บกู้ขึ้นมาจากโซฟา ป้าสำเนียงจัดเตรียมนมอุ่นๆ กลิ่นวานิลลาหอมกรุ่นมาให้เด็กๆ พร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด “ดื่มนมอุ่นๆ นะคะคนเก่ง คืนนี้ป้าสำเนียงนอนเป็นเพื่อนด้วย ไม่ต้องกลัวอะไรแล้วนะ” ป้าสำเนียงลูบศีรษะเด็กทั้งสองอย่างทะนุถนอม น้องมีนซบหน้าลงกับอกอุ่นของคุณพ่อ มือเล็กๆ ยังคงกำชายเสื้อของปรเมศร์ไว้แน่นราวกับกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงความฝัน ปรเมศร์โอบกอดลูกน้อยทั้งสองไว้แนบอก แนบแก้มของเขากับเส้นผมนุ่มของลูก พร้อมกับกระซิบซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความสำนึกผิด “พ่อขอโทษนะลูก… ต่อไปนี้ พ่อจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายรอยยิ้มของลูกอีกแล้ว บ้านหลังนี้จะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกหนู พ่อสัญญา” คำสัญญาจากปากของผู้เป็นพ่อ ทำให้ความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในจิตใจของเด็กๆ ค่อยๆ 
มลายหายไป รอยยิ้มบางๆ เริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของน้องดาและน้องมีนเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แผนการเยียวยาหัวใจและการเริ่มต้นใหม่ ในฐานะคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่เพิ่งตาสว่าง ปรเมศร์รู้ดีว่าการไล่คนผิดออกไปและการกล่าวคำขอโทษยังไม่เพียงพอที่จะลบแผลเป็นในจิตใจของเด็กวัยกำลังโต เขาจึงวางแผนการเยียวยาอย่างเป็นระบบเพื่อคืนความสุขและรอยยิ้มที่สดใสให้กับลูกสาวฝาแฝด: ทุ่มเทเวลาคุณภาพ (Quality Time): ปรเมศร์ประกาศเลื่อนการประชุมสำคัญและปฏิเสธการเดินทางไปต่างจังหวัดทั้งหมดในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ เพื่อใช้เวลาช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่กับลูกสาวอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านนิทานก่อนนอน การวาดรูป … Read more

นี่คือการเรียบเรียงและดัดแปลงเรื่องราวใหม่เป็นภาษาไทย โดยเปลี่ยนชื่อตัวละคร สถานที่ และบริบทให้เข้ากับสังคมไทยครับ

นี่คือการเรียบเรียงและดัดแปลงเรื่องราวใหม่เป็นภาษาไทย โดยเปลี่ยนชื่อตัวละคร สถานที่ และบริบทให้เข้ากับสังคมไทยครับ

เมื่อมหาเศรษฐีแกล้งทำเป็นบินไปดูงานต่างประเทศเพื่อแอบจับตาดูแม่บ้านที่คู่หมั้นของเขากล่าวหา แต่สิ่งที่ปรากฏบนกล้องวงจรปิดกลับไม่ใช่ความผิดของแม่บ้าน—แต่เป็นธาตุแท้ของผู้หญิงที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย และสิ่งที่เธอทำกับลูกน้อยทั้งสองคนทำให้หัวใจของเขาชาไปทั้งตัว

“พ่อขอไปเคลียร์งานที่เชียงรายสักสองสามวันนะลูก เป็นเด็กดีกันด้วยล่ะ”

นักธุรกิจหนุ่มร้อยล้านอย่าง ปรเมศร์ ก้มลงจูบหน้าผากของลูกสาวฝาแฝด น้องดา และ น้องมีน

เด็กน้อยทั้งสองโอบกอดเอวพ่อไว้แน่นด้วยความอาลัย

“คุณพ่อจะรีบกลับใช่ไหมคะ?” น้องมีน ลูกสาวคนเล็กเงยหน้าขึ้นถามเสียงใส

“แน่นอนครับ คนเก่งของพ่อ สัญญาเลย”

แต่มีบางสิ่งที่เด็กๆ ไม่รู้…

ไม่มีทริปไปเชียงราย ไม่มีตั๋วเครื่องบินใดๆ ทั้งสิ้น

เพียงสามสิบนาทีหลังจากรถหรูเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ย่านสุขุมวิท ปรเมศร์ก็แอบนั่งรถกลับเข้ามาทางประตูหลังโดยมีหัวหน้าทีมบอดี้การ์ดส่วนตัวติดตามมาด้วย

พวกเขาก้าวตรงดิ่งไปยังห้องควบคุมความปลอดภัยชั้นใต้ดิน

เบื้องหน้าของปรเมศร์คือจอภาพขนาดใหญ่ที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดทุกซอกทุกมุมของบ้าน ทั้งห้องครัว ห้องรับแขก โถงทางเดิน สวนหย่อม และห้องนั่งเล่นของเด็กๆ

“ระบบกล้องทุกตัวออนไลน์และบันทึกภาพตลอดเวลาครับคุณพี” หัวหน้าบอดี้การ์ดรายงาน

ปรเมศร์นั่งลงบนเก้าอี้ ดวงตาคมกริบจดจ้องไปที่จอภาพ

“ฉันอยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น… เวลาที่พวกเขากลคิดว่าฉันไม่อยู่บ้าน”

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจาก พิมlดา คู่หมั้นสาวสวยที่คบหาดูใจกันมานาน
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พิมลดาคอยเป่าหูและใส่ร้ายป้ายสี ป้าสำเนียง แม่บ้านวัยกลางคนผู้ซื่อสัตย์อยู่เสมอ

“คุณพีคะ, ผู้หญิงคนนี้ไว้ใจไม่ได้หรอกค่ะ เธอกำลังแอบขโมยของในบ้านเรา!”
“เครื่องประดับเพชรของฉันหายไปหลายชิ้นแล้วนะ!”
“และที่แย่กว่านั้น… ยัยนี่กำลังเสี้ยมสอนให้ลูกของคุณเกลียดฉัน!”

ป้าสำเนียงทำงานรับใช้ในบ้านหลังนี้มานานหลายปี
เงียบขรึม ขยันขันแข็ง และรักเด็กๆ เหมือนลูกหลานในไส้
ป้าสำเนียงคือคนที่คอยทำกับข้าวโปรดให้เด็กๆ และเป็นคนแรกที่น้องดาและน้องมีนวิ่งเข้าไปหาเวลาที่พวกเธอรู้สึกเศร้าหรือหวกล้ม

แต่ด้วยคำฟ้องร้องและน้ำตาจอมปลอมของพิมลดา ทำให้ปรเมศร์เริ่มเกิดความระแวงในใจ
เขาจึงต้องวางแผนนี้ขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ความจริงด้วยตาตัวเอง

ในช่วงแรก ทุกอย่างดูปกติธรรมดา
ป้าสำเนียงกำลังง่วนอยู่กับการล้างจานในครัว
เด็กๆ นั่งดื่มนมอุ่นๆ อย่างมีความสุข
คนสวนและคนอื่นๆ ในบ้านก็ทำงานตามหน้าที่

ปรเมศร์เกือบจะคิดว่าเขาคงระแวงไปเองและเข้าใจพิมลดาผิดไป
แต่แล้ว… เมื่อพนักงานคนอื่นออกไปทำงานนอกบ้านจนหมด

พิมลดาเดินนองหน้าเข้ามาในห้องรับแขก
รอยยิ้มแสนหวานและท่าทีอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ใบหน้าของเธอแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดัน

น้องดานั่งอยู่บนพรมกำลังตั้งใจเปิดอ่านนิตยสารเด็ก ส่วนน้องมีนกอดตุ๊กตากระต่ายเน่าคู่ใจไว้แนบอก

“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าเอาหนังสือพวกนี้มาเกะกะตรงนี้!” พิมลดาตวัดเสียงแหลมจนเด็กๆ สะดุ้ง

น้องดารีบปิดหนังสือทันที ส่วนน้องมีนหดหัวลงด้วยความกลัว

พิมลดาเดินเข้าไปกระชากตุ๊กตากระต่ายออกจากมือเด็กหญิงตัวเล็กแล้วโยนทิ้งไปที่โซฟาอย่างไร้เยื่อใย

“จำไว้! ถ้าพ่อของพวกแกไม่อยู่ ฉันคือนายหญิงของบ้านหลังนี้! ใครกล้าขัดคำสั่งฉัน… โดนดีแน่!”

ริมฝีปากของน้องมีนสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว น้ำตาคลอเบ้า
“หนู… หนูขอโทษค่ะคุณอาพิม…”
“หุบปากไปเลยนะเด็กโง่!”

ภายในห้องควบคุมความปลอดภัย ปรเมศร์กำมือแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปーン ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่ระอุขึ้นในอก
แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด… คือภาพที่สะท้อนบนจอ

ลูกสาวทั้งสองคนไม่มีทีท่าว่าตกใจเกินเหตุเลยแม้แต่น้อย พวกเธอดูเหมือน… คุ้นชินกับการถูกข่มขู่แบบนี้มานานแล้ว

น้องดารีบดึงน้องสาวเข้ามาหลบหลังตัวเธอเองทันที ราวกับต้องการปกป้องน้องจากสิ่งที่เธอรู้ว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออก ป้าสำเนียงรีบสาวเท้าเข้ามาด้วยความเป็นห่วง

“คุณพิมคะ! เด็กๆ ไม่ได้ทำอะไรผิดนะคะ ทำไมต้องไปขึ้นเสียงใส่พวกเขาด้วยล่ะคะ!”

พิมลดาหันขวับมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เสือกอะไรด้วยวะอีแก่! นี่มันเรื่องในครอบครัวฉัน!”
“ถึงไม่ใช่เรื่องของฉัน แต่เด็กๆ กลัวจนตัวสั่นหมดแล้วนะคะ!”
“แกเป็นแค่คนรับใช้ในบ้านหลังนี้ อย่ามาอาจหาญสอนฉันเรื่องการอบรมเด็กนะ!”

ป้าสำเนียงรีบเดินเข้าไปสวมกอดและลูบศีรษะของเด็กแฝดเพื่อปลอบประโลม
ในมอนิเตอร์ ปรเมศร์เห็นน้องมีนซุกหน้าลงกับไหล่ของป้าสำเนียงแน่น ราวกับว่านั่นคือสถานที่เดียวในบ้านหลังนี้ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอ

ภาพเหล่านั้นทำให้ความทรงจำสายหนึ่งพรั่งพรูเข้ามาในหัวของปรเมศร์
ทั้งความเงียบขรึมผิดปกติของน้องดา
เสียงสะำอื้นยามดึกของน้องมีน
และอ้อมกอดอันแน่นแฟ้นที่พวกเธอโอบกอดเขาไว้ทุกครั้งที่เขากลับถึงบ้าน

เขาเคยคิดมาตลอดว่าลูกๆ แค่เหงาเพราะเขาทำงานหนักเกินไป
โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า… ลูกน้อยของเขากำลังหวาดกลัวอะไรในบ้านของตัวเอง

“คุณพีครับ…” เสียงหัวหน้าบอดี้การ์ดเอ่ยเบาๆ อย่างระมัดระวัง “จะให้พวกเราเข้าไปเลยไหมครับ?”

ปรเมศร์ยังไม่ตอบทันที สายตาของเขายังคงจ้องมองหน้าจอ
เพราะในขณะนั้น พิมลดาเดินเข้าไปหาเด็กๆ อีกครั้ง พร้อมกับโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่แม้แต่ผ่านไมโครโฟน ก็ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้าน

“ถ้าพวกแกกล้าคาบข่าวเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อของพวกแกอีก… แกก็รู้ใช่ไหม ว่าตุ๊กตาตัวโปรดหรือแม้แต่ยายแก่คนนี้จะเจออะไรบ้าง…”

เด็กน้อยทั้งสองก้มหน้าหดตัวลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
แต่ครั้งนี้… ป้าสำเนียงไม่ถอยหนีอีกต่อไป เธอยืนบังหน้าเด็กๆ เอาไว้

ปรเมศร์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ จากเก้าอี้ แววตาเต็มไปด้วยความเดือดดาลขั้นสุด

“คุณพีครับ?” บอดี้การ์ดถามย้ำ

ปรเมศร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบจนน่ากลัว
“เซฟไฟล์วิดีโอนี้ทั้งหมดเก็บไว้ ห้ามพลาดแม้แต่วินาทีเดียว”

จากนั้น เขาก็ก้าวเดินออกจากห้องควบคุม มุ่งตรงไปยังตัวบ้านหลักทันที…

ก่อนที่เขาจะผลักประตูเข้าไป ประโยคสุดท้ายที่พิมลดากล่าวกับเด็กๆ ก็ดังลอดออกมาจากลำโพงอีกครั้ง — ประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของมหาเศรษฐีหนุ่มพังทลายลงในพริบตา และทำให้เขารู้ซึ้งว่า ผู้หญิงที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย ไม่ได้มีแค่ความโหดร้ายซ่อนอยู่… แต่เธอยังเก็บงำความลับอันโสมمอะไรไว้บ้าง

ถ้าคุณคือปรเมศร์ คุณจะทำสิ่งแรกอย่างไรเมื่อเห็นลูกในไส้ต้องหวาดกลัวคนใกล้ตัวที่คุณไว้ใจที่สุด?

Read more

End: ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท

แคว่ก! เสียงผ้าฉีกขาดดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องที่เงียบงัน เป็นเสียงปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดในชีวิตฉันให้จบลงตรงนี้ คมกรรไกรกรีดลึกลงบนผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสั่งตัดพิเศษอย่างไม่ปรานี ฉันออกแรงดึงจนชายกระโปรงพองฟูหลุดรุ่ยแยกออกจากโครงคอร์เซต เศษผ้าลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงบนพื้นไม้โอ๊กสีเข้มเหมือนกลีบดอกไม้เหี่ยวเฉาที่ไร้ค่า ฉันตัด ฉีก และเหวี่ยงมันทิ้งไปทีละชิ้น กระทั่งชุดเจ้าสาวแสนอลังการเหลือเพียงเศษซากกองพะเนินอยู่แทบเท้า ฉันหายใจหอบเบา ๆ แต่มันกลับเป็นลมหายใจที่โล่งและเป็นอิสระที่สุดในรอบสิบสองปี ฉันเดินไปหมุนเปิดน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำหินอ่อน ชำระล้างเมคอัพเจ้าสาวที่บรรจงแต่งมาหลายชั่วโมง ลิปสติกสีหวานถูกเช็ดออกจนเหลือเพียงริมฝีปากธรรมชาติ ละอองน้ำชะล้างกลิ่นน้ำหอมหรูหราที่ภวินท์เคยชอบให้หลุดลอยไปกับสายน้ำ เมื่อก้าวออกมา ฉันสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำตัวหลวมและกางเกงขายาวเรียบง่าย ผมที่ถูกเกล้าไว้อย่างประณีตถูกปล่อยสยายทิ้งตัวลงเคลียไหล่ ในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านระเบียงสูงเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ฉันเดินไปเปิดไวน์แดง เทใส่แก้วทรงสูง แล้วหยิบไอแพดเครื่องใหม่ขึ้นมาต่ออินเทอร์เน็ต หน้าจอไอแพดกะพริบแจ้งเตือนฟีดโซเชียลมีเดียทันที และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพายุที่ฉันรู้ดีว่าจะต้องเกิดขึ้น เวลา 10:45 น. ณ โรงแรมหรูระดับเวิลด์คลาสใจกลางกรุง บรรยากาศในห้องแกรนด์บอลรูมที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสุขและความยินดี บัดนี้กลับคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักธุรกิจชั้นนำ และนักข่าวสายสังคมนับร้อยชีวิตเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างออกรส พิธีการตามกำหนดการควรจะเริ่มตั้งแต่สิบโมงเช้า แต่บนเวทีที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ราคาเหยียบล้านกลับว่างเปล่า ในห้องพักรับรองด้านหลัง ภวินท์กำลังเดินพล่านไปมาเหมือนหนูติดจั่น เหงื่อกาฬซึมตามไรผมจนใบหน้าที่แต่งไว้อย่างดีเริ่มมันเยิ้ม สูทสั่งตัดราคาแพงยับย่นจากการที่เขายกมือขยำศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ริน! รับสายสิริน! โธ่เว้ย!” เขาแผดเสียงลั่นพร้อมกับขว้างโทรศัพท์ลงบนโซฟาหนังอย่างหัวเสีย “ภวินท์คะ… ดื่มน้ำก่อนนะ ใจเย็น ๆ สิคะ” เชอริลเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ เธอถือแก้วน้ำส่งให้เขาด้วยท่าทางอ่อนหวาน … Read more

ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท

ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท — ฉันก้าวขึ้นรถแล้วบอกคนขับเรียบ ๆ: “ลุงคะ… ไม่ต้องไปที่โรงแรม”

“ริน ยกรถเจ้าสาวให้เชอริลนั่งไปก่อนนะ เธอไปนั่งแท็กซี่คันหลังสุดแทนแล้วกัน…”

ขบวนรถหรูสีดำขลับสิบสองคันจอดเรียงรายอยู่ใต้คอนโดหรูใจกลางสุขุมวิท คันหน้าสุดคือ Rolls-Royce Phantom ป้ายแดงคันงาม รถเจ้าสาวที่ฉันเป็นคนเลือกและจัดแจงด้วยตัวเอง ถูกประดับประดาด้วยกุหลาบสีแดงสดและดอกเบบี้บรีธนับพันดอก

วันนี้คือวันแต่งงานของฉัน ฉันยืนมองตัวเองในกระจก สวมชุดเจ้าสาวลูกไม้ฝรั่งเศสสั่งตัดพิเศษจากดีไซเนอร์ระดับแนวหน้า ช่างแต่งหน้าแต้มลิปสติกสีหวานลงบนริมฝีปากเป็นขั้นตอนสุดท้ายพลางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “คุณรินคะ ตั้งแต่แต่งหน้าเจ้าสาวมา คุณรินสวยและสง่าที่สุดเลยค่ะ”

ฉันยิ้มรับบางเบา คว้าชายกระโปรง สวมรองเท้าส้นสูงคู่หรู Jimmy Choo แล้วก้าวเท้าเตรียมมุ่งหน้าไปยังโรงแรมเพื่อเริ่มพิธี

แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าลิฟต์ ภวินท์ ว่าที่เจ้าบ่าวของฉันก็รีบร้อนปรี่เข้ามา เขาดูหล่อเหลาไร้ที่ติในชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบ แต่แววตาคู่นั้นกลับไม่มีร่องรอยของความสุขเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความกังวลและกระสับกระส่าย เขากระชากข้อมือฉันอย่างแรงจนผิวขาวเริ่มขึ้นรอยแดง

“ริน คุยกันก่อน ขอร้องล่ะ… ช่วยฉันสักครั้งเถอะ” เขาพูดรัวเร็ว โดยไม่ได้มองความสวยของฉันในชุดเจ้าสาวเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ฉันจ้องหน้าเขา “มีอะไรคะภวินท์ เกิดอะไรขึ้น?”

“โรคหัวใจของเชอริลกำเริบอีกแล้ว”

เชอริล… อีกแล้วสินะ ตั้งแต่วันแรกที่ฉันได้รู้จักกับผู้หญิงคนนี้—คนที่เขาเรียกว่า ‘เพื่อนสนิทวัยเด็กและผู้ช่วยคนสำคัญ’ ดูเหมือนโรคหัวใจของเธอจะไม่เคยปกติเลย ทุกครั้งที่มีวันสำคัญหรือช่วงเวลาพิเศษระหว่างฉันกับภวินท์ เธอจะต้องมีอาการกำเริบขึ้นมาเสมอ

“หมอบอกว่าห้ามเธอโดนลมหรือเจออากาศร้อนเด็ดขาด” ภวินท์อธิบายหน้าตาตื่น “เธอให้เชอริลนั่ง Rolls-Royce ไปก่อนได้ไหม ข้างในมันกว้าง แอร์เย็นกว่า แล้วก็สบายกว่ามาก”

ฉันขมวดคิ้ว “ว่าไงนะ? รถ Rolls-Royce เนี่ยนะภวินท์? นั่นมันรถเจ้าสาว วันนี้ฉันเป็นเจ้าสาวนะ”

“ฉันรู้! แต่เธอหัดมีน้ำใจหน่อยสิริน!” เขาตวาดเสียงแข็ง แม้จะพยายามกดเสียงให้เบาเพราะคนรอบข้างเริ่มหันมามอง “เธอจะไปนั่งคันไหนก็ได้ ไปนั่งคันหลังสุดกับพวกเพื่อนเจ้าสาวสิ ที่ว่างเยอะแยะ!”

ฉันมองตามปลายนิ้วที่เขาชี้ไป ท้ายขบวนรถหรูสิบสองคัน มีรถแท็กซี่อัลติสสีเขียวเหลืองสภาพเก่าทรุดโทรมจอดอยู่คันหนึ่ง กระจกหลังมีสติกเกอร์ยับ ๆ แปะว่า “JUST MARRIED” ตัวถังมีรอยขูดขีดรอบคัน เหมือนพร้อมจะดับได้ทุกเมื่อบนถนนกรุงเทพฯ มันเป็นแค่รถสำรองฉุกเฉินที่ทีมงานเช่ามาเผื่อไว้

และข้างรถ Rolls-Royce Phantom คันนั้น เชอริลกำลังยืนอยู่ เธอไม่ได้ใส่ชุดเพื่อนเจ้าสาว แต่กลับสวมเดรสยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่มองเผิน ๆ แทบไม่ต่างจากชุดแต่งงาน หน้าผมจัดเต็มประณีต เมื่อสายตาเราสบกัน เธอก็ค่อย ๆ ยกมือทาบอกแล้วแสร้งไอเบา ๆ ทว่าแววตากลับฉายประกายเย้ยหยัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะ

รอยยิ้มที่กำลังบอกฉันว่า: ภวินท์เป็นของฉัน ต่อให้เป็นวันแต่งงานของเธอ เขาก็เลือกฉันก่อนอยู่ดี

ภวินท์บีบมือฉันแน่นขึ้น สายตาของเขาเว้าวอนปนกดดัน “ริน แค่ครั้งเดียวเอง อย่ามาทำตัวมีปัญหาตอนนี้ได้ไหม คนเขากำลังป่วย อย่าเห็นแก่ตัวนักเลย วันนี้เป็นวันของเรา ฉันไม่อยากให้มันพังเพราะความขี้หึงไร้สาระของเธอ”

ขี้หึงงั้นเหรอ?

ฉันจ้องมองชายที่ฉันทุ่มเทรักมาตลอดสิบสองปี ญาติผู้ใหญ่ ช่างภาพ ทีมงาน และกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวต่างเงียบกริบ ทุกคนยืนนิ่งรอดูว่าฉันจะกรีดร้อง จะร้องไห้ หรือระเบิดอารมณ์ออกมา

ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง… ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นชาและไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์

“ได้สิ” ฉันตอบสั้น ๆ

ภวินท์ถอนหายใจยาวเหมือนยกภูเขาออกจากอก “ขอบใจนะริน! เดี๋ยวเจอกันที่โรงแรมนะ เดินทางระวังด้วยล่ะ”

เขาปล่อยมือฉันทันทีโดยไม่แม้แต่จะช่วยจับชายกระโปรงที่ยาวเฟื้อย เขารีบวิ่งกลับไปหาเชอริล ประคองเอวเธออย่างทะนุถนอม เปิดประตูรถ Rolls-Royce ให้ และเอามือบังขอบประตูด้านบนไว้ไม่ให้หัวของเธอชน ก่อนก้าวขึ้นรถ เชอริลหันกลับมาสบตาฉันอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความลำพองใจพลางโบกมือให้ราวกับราชินี

หัวใจของฉันชาวาบ ความเจ็บปวดแล่นพล่าน แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ฉันยอมถอย ยอมเสียสละ และยอมเข้าใจคำว่า “แค่เพื่อนสนิท” มาโดยตลอด แต่วินาทีนี้ ทุกอย่างกระจ่างชัดในสมองอย่างเยือกเย็น

ฉันรวบชายกระโปรงหนักอึ้งแล้วเดินตรงไปยังแท็กซี่คันเก่าท้ายขบวน

“พี่ริน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมพี่ถึงยอมล่ะคะ?!” กานต์ เพื่อนสนิทและเพื่อนเจ้าสาววิ่งตามมาถามด้วยสีหน้าโกรธจัดและเป็นห่วง

ฉันหันไปสบตาน้องแล้วส่งยิ้มบาง “กานต์ พาทุกคนขึ้นรถตู้ไปก่อนเลยนะ ไปที่โรงแรมตามปกติ”

“แล้วพี่ล่ะ?!”

“พี่มีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อย”

ฉันก้าวขึ้นไปนั่งเบาะหลังของแท็กซี่ กลิ่นในรถอบอวลไปด้วยกลิ่นใบเตยแห้งปนกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลุงคนขับสวมเสื้อยืดเก่า ๆ หันมองผ่านกระจกหลังด้วยสีหน้างุนงง

“หนู… คันนี้ก็รถในขบวนแต่งงานเหรอ? แล้วจะให้ลุงไปส่งที่โบสถ์หรือโรงแรมไหนล่ะเนี่ย?”

มองลอดกระจกออกไป ฉันเห็นภวินท์ยืนอยู่ข้างรถแฟนธอม เขายิ้มและโบกมือส่งสัญญาณทำนองว่า ‘ขอบคุณนะ เดี๋ยวฉันชดเชยให้ทีหลัง’

ฉันเบือนสายตาหนี เลื่อนกระจกรถขึ้นจนสุด แล้วหันไปสบตากับคนขับ

“ลุงคะ… ไม่ต้องไปโรงแรมหรอกค่ะ”

ลุงคนขับขมวดคิ้ว “อ้าว? แล้วจะให้ไปไหนล่ะคุณหนู วันนี้วันแต่งงานไม่ใช่เหรอ?”

ฉันหยิบแบงก์พันสองใบส่งให้ลุง พร้อมบอกชื่อคอนโดเพนท์เฮาส์ย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา—ที่ที่ฉันซื้อไว้ด้วยเงินเก็บส่วนตัวของตัวเองคนเดียว โดยที่ภวินท์ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย

“ไปส่งหนูที่นี่ค่ะลุง เหยียบให้ไวที่สุดเลยนะคะ” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เครื่องยนต์แท็กซี่ส่งเสียงครางกระหึ่มก่อนจะค่อย ๆ เลี้ยวเบี่ยงออกจากแถวขบวนรถหรู ขณะที่ขบวนขันหมากและรถ Rolls-Royce กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงแรมห้าดาว ฉันกลับแล่นสวนทางมุ่งหน้าสู่อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ

เพียงไม่กี่นาทีต่อมา โทรศัพท์ในกระเป๋าก็เริ่มสั่นรัว

ภวินท์ โทรเข้า…

ฉันกดตัดสาย

ภวินท์ โทรเข้า…

ฉันกดตัดสายซ้ำอีกครั้ง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า… จนกระทั่งข้อความจากทางครอบครัวของเขาเริ่มกระหน่ำส่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน

ฉันปิดเครื่องอย่างไม่ไยดี แล้วหยิบโทรศัพท์สำรองอีกเครื่องขึ้นมาเปลี่ยนซิมใหม่ นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัว:

“พ่อคะ แม่คะ รินขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมดค่ะ ฝากบอกแขกทุกคนให้กลับบ้านได้เลยนะคะ รินสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง รินจะไม่แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยเลือกตัวรินเองเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต”

เมื่อถึงหน้าคอนโด ฉันเดินลากชุดเจ้าสาวแสนหนักขึ้นลิฟต์ส่วนตัวเพียงลำพัง แตะลายนิ้วมือเปิดประตูห้อง โถงห้องนั่งเล่นโอ่โถงเงียบสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของภวินท์ ไร้ซึ่งเงาของเชอริล และไม่มีเสียงบงการจากครอบครัวของเขาอีกต่อไป

ฉันถอดรองเท้า Jimmy Choo ทิ้งไว้ข้างทาง เดินเท้าเปล่าไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่สะท้อนทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นขอบฟ้าของเมืองหลวง

ฉันยังคงสวยงามและสง่า แต่ชุดเจ้าสาวชุดนี้… มันคือสัญลักษณ์แห่งความอดทนอันโง่เขลาตลอด 12 ปีที่ฉันยอมเป็นแค่ตัวสำรองของผู้ชายคนนั้น

ฉันเดินไปหยิบกรรไกรเล่มใหญ่จากเคาน์เตอร์ครัว เดินกลับมายืนกลางห้อง ปลดชายกระโปรงผ้าลูกไม้ราคาหลักแสนออกแผ่ลงกับพื้น

จ่อคมกรรไกรลงบนผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์…

แคว่ก!

เสียงผ้าฉีกขาดดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องที่เงียบงัน เป็นเสียงปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดในชีวิตฉันให้จบลงตรงนี้

Read more

End: 3 วันแห่งความสุขของซีอีโอหนุ่มที่ภูเก็ตกับเลขาฯ คนสนิท แต่พอกลับถึงบ้าน แม่แท้ๆ กลับสิ้นลม ภรรยาหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงใบหย่า… และซองปริศนาที่กำลังจะเปล

ห้าปีผ่านไปอย่างเชื่องช้าในสายตาของคนที่จมอยู่กับอดีต แต่กลับหมุนผ่านไปอย่างมีชีวิตชีวาในหุบเขาอันเงียบสงบของดอยแม่สลอง สายหมอกยามเช้าลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดใบชาสีเขียวสด กลิ่นไอดินชื้นผสมผสานกับกลิ่นคั่วใบชากรุ่นกำจายไปทั่วบริเวณร้านกาแฟและเบเกอรี่โฮมเมดหลังเล็กที่ตั้งอยู่ริมเนินเขา เสียงหัวเราะสดใสของเด็กหญิงตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ดังแว่วมาตามสายลม หนูน้อยกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อปีกสีฟ้าครามอย่างสนุกสนาน ดวงตากลมโตเป็นประกายถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่ แต่สันจมูกโด่งและโครงหน้าคมคายนั้น… กลับเป็นมรดกทางสายเลือดที่ชัดเจนจนยากจะปฏิเสธ “น้องรินคะ วิ่งระวังสะดุดก้อนหินนะลูก” รินลดาในวัยสามสิบสองปี รวบผมยาวสลวยไว้ด้านหลัง สวมเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายโปร่งสบายสีขาวและผ้ากันเปื้อนสีครีม เธอเดินออกมาจากด้านหลังเคาน์เตอร์พร้อมถาดใส่ถ้วยชาอู่หลงหอมกรุ่น ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งร่องรอยของความโศกเศร้าที่เคยกัดกินหัวใจเมื่อห้าปีก่อน ผิวพรรณเปล่งปลั่งด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ปราศจากความเครียดและความหวาดระแวง มีเพียงรอยยิ้มอันสงบและแววตาเปี่ยมสุขที่คอยเฝ้ามองดวงใจดวงน้อยของเธอ “คุณแม่ขา ดูสิคะ ผีเสื้อตัวนี้บินมาเกาะที่มือหนูด้วย!” เด็กหญิง ‘อาริน’ วัยสี่ขวบเศษ วิ่งกระโดดเข้ามากอดขาแม่พลางชูนิ้วป้อมๆ ให้ดูด้วยความภาคภูมิใจ รินลดาย่อตัวลง ลูบกลุ่มผมนุ่มของลูกสาวเบาๆ “เพราะน้องรินเป็นเด็กใจดี ผีเสื้อถึงไม่กลัวยังไงล่ะคะ ไปล้างมือก่อนนะลูก เดี๋ยวคุณยายชงนมเสร็จแล้วจะได้ดื่มกัน” “ค่ะคุณแม่!” หนูน้อยรับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะซอยเท้าวิ่งเข้าไปในตัวบ้านไม้ที่อบอุ่น รินลดามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ทุกหยาดเหงื่อและทุกหยดน้ำตาที่เธอเคยเสียไป ได้รับการเยียวยาจนหมดสิ้นด้วยการกำเนิดของเด็กคนนี้ อารินคือของขวัญล้ำค่าที่สุดในชีวิตที่ทำให้เธอไม่เคยนึกเสียดายอดีตที่พังทลายลงไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว ห่างออกไปราวสองร้อยเมตร บนเส้นทางลูกรังริมเนินเขาสูงที่มีต้นสนเรียงราย บังสายตาได้อย่างมิดชิด รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำสนิทคันหนึ่งจอดดับเครื่องอยู่อย่างเงียบงัน ภายในห้องโดยสาร ชายวัยสามสิบปลายๆ กำลังนั่งมองภาพแม่ลูกผ่านกล้องส่องทางไกล มือของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด อานนท์เปลี่ยนไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของซีอีโอหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและเปี่ยมด้วยความมั่นใจคนเดิม ผมเผ้าที่เคยเซ็ตเป็นทรงเนี้ยบเริ่มมีเส้นผมสีดอกเลาแซมอยู่ประปราย ร่างกายที่เคยผึ่งผายซูบผอมลงเล็กน้อย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือดวงตา… แววตาคู่คมที่เคยฉายแววทระนงและเอาแต่ใจ บัดนี้กลับหม่นแสง ลึกโหล … Read more

3 วันแห่งความสุขของซีอีโอหนุ่มที่ภูเก็ตกับเลขาฯ คนสนิท แต่พอกลับถึงบ้าน แม่แท้ๆ กลับสิ้นลม ภรรยาหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงใบหย่า… และซองปริศนาที่กำลังจะเปล

3 วันแห่งความสุขของซีอีโอหนุ่มที่ภูเก็ตกับเลขาฯ คนสนิท แต่พอกลับถึงบ้าน แม่แท้ๆ กลับสิ้นลม ภรรยาหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงใบหย่า… และซองปริศนาที่กำลังจะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล

ทันทีที่ อานนท์ วรโชติเมธี ซีอีโอหนุ่มเดินทางกลับถึงย่านสาทรหลังจบ “ทริปดูงาน” 3 วันที่ภูเก็ต ข้างกายของเขาคือ เบลล์ พิชชาภา เลขาสาวคนสนิท

สิ่งที่ไม่มีใครในบริษัทล่วงรู้ คือความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่ทั้งคู่แอบซ่อนกันมานาน ขณะที่ทั้งสองกำลังดินเนอร์หรูริมหาดและพักผ่อนในวิลล่าส่วนตัว อานนท์เลือกที่จะปิดโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก

ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าบริษัท มาร์ค ผู้ช่วยส่วนตัวก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยแววตาแดงก่ำ

“คุณอานนท์ครับ… ผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ”

“เสียใจเรื่องอะไรของนาย?”

“คุณหญิงอรพินทร์ครับ… ท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้วครับ”

โลกของอานนท์หยุดหมุนลงตรงนั้น

“แล้วรินลดาอยู่ไหน? ภรรยาฉันอยู่ไหน?!”

มาร์คก้มหน้าลงต่ำ

“คุณรินเป็นคนจัดการเรื่องโรงพยาบาล งานสวด และพิธีฌาปนกิจทั้งหมดเพียงลำพังครับ… แต่พอเสร็จงานเมื่อวาน เธอก็เก็บกระเป๋าออกจากบ้านไปแล้วครับ”

อานนท์รีบขับรถตรงกลับคฤหาสน์ของเขาทันที

บ้านทั้งหลังเงียบสงัด ไฟมืดสนิท ไร้เงาของรินลดา

บนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่น มีของสามสิ่งวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ:

ใบมรณบัตรของแม่เขา

เอกสารสัญญาหย่าที่เธอเซ็นชื่อไว้เรียบร้อยแล้ว

จดหมายสั้นๆ ลายมือของรินลดา

“ฉันทำหน้าที่สุดท้ายในฐานะภรรยาของคุณเรียบร้อยแล้ว ฉันดูแลคุณแม่จนถึงลมหายใจสุดท้าย… ไม่ต้องตามหาฉันหรอกค่ะ ฉันไม่ต้องการบ้าน รถ หรือเงินสักบาทจากคุณ สิ่งเดียวที่ฉันต้องการ คือทวงคืนชีวิตที่สูญเสียไปตลอดเวลาที่เฝ้ารอความรักจากคุณ”

ในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์จากพ่อของเขาก็ดังขึ้น

และเป็นสายนี้เองที่ทำให้ความจริงอันแสนเจ็บปวดฉีกกระชากหัวใจของเขา

แม่ของเขารู้เรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างเขากับเลขาฯ สาวมาโดยตลอด คืนนั้นท่านพยายามโทรหาเขานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อขอร้องให้เขากลับมา แต่ภาพความทรงจำย้อนกลับมาทำร้ายอานนท์ทันที… คืนนั้นเขารู้สึกรำคาญเสียงโทรศัพท์ จึงกดยกเลิกสายแล้วปิดเครื่องทิ้ง

พ่อบอกกับเขาว่า…

คุณหญิงอรพินทร์หมดสติลงขณะที่มือยังคงกำโทรศัพท์แน่น

และเป็นรินลดาที่มาพบท่านเป็นคนแรก

รินลดาเป็นคนโทรเรียกรถพยาบาล

รินลดาเป็นคนนั่งเฝ้าหน้าห้องไอซียูทั้งคืน

รินลดาเป็นคนจัดงานศพและแบกรับความโศกเศร้าเพียงลำพัง

…ในขณะที่เขากำลังเริงร่าอยู่กับผู้หญิงอีกคนริมทะเล

วันรุ่งขึ้น อานนท์รีบบึ่งไปที่บ้านของพ่อแม่รินลดา

พวกท่านไม่ยอมบอกว่าลูกสาวหนีไปอยู่ที่ไหน แต่ยื่นกล่องไม้ใบเล็กๆ กล่องหนึ่งให้เขา บอกเพียงว่ารินลดาฝากทิ้งไว้ให้อานนท์

ข้างในกล่องมี:

โทรศัพท์เครื่องเก่าหนึ่งเครื่อง

กุญแจดอกหนึ่ง

และซองจดหมายสีขาว

ด้านหน้าซองเขียนไว้ด้วยลายมือที่คุ้นเคย:

“ถึงอานนท์… นี่คือความจริงชิ้นสุดท้ายที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการจากไปของคุณแม่”

อานนท์ค่อยๆ เปิดซองจดหมาย ดึงเอกสารแผ่นแรกออกมาอ่าน

เพียงแค่อ่านข้อความในหน้าแรก… เข่าของเขาก็ทรุดลงกับพื้นทันที

Read more

End: ตอนที่ 1: ขณะที่ฉันกำลังผ่าตัดหัวใจ สามีกลับไปจัดงานแต่งกับชู้รัก… เขาคิดว่าฉันตายไปแล้ว แต่ทันทีที่กลับจากฮันนีมูน สิ่งที่รออยู่จะทำให้เขาจำไปจนวันตา

แสงแดดยามเช้าสาดส่องกระทบยอดตึกสูงใจกลางกรุงเทพมหานคร ทว่าสำหรับใครบางคน แสงสว่างนั้นกลับร้อนรุ่มดุจนรกที่แผดเผาจนแทบไม่เหลือที่ให้ยืน ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับและฟีดข่าวบนโซเชียลมีเดียถูกยึดครองด้วยเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ ภาพถ่ายงานแต่งงานริมแม่น้ำเจ้าพระยาถูกนำมาวางเทียบข้างกับภาพถ่ายของธาวินทร์และพิมพ์มาดาในสภาพหมดสภาพ หน้าตาซีดเซียว สวมกุญแจมือ และมีกำไลอีเอ็มติดอยู่ที่ข้อเท้า ข้อความพาดหัวตัวโตเขียนชัดเจน: “ปิดฉากวิวาห์ลวงโลก ไฮโซหนุ่มควงชู้รักจัดงานแต่งซ้อน สวมรอยฮุบสมบัติพันล้าน ขณะภรรยาหลวงผ่าตัดหัวใจเฉียดตาย!” กระแสสังคมตีกลับอย่างรุนแรงยิ่งกว่าคลื่นสึนามิ แบรนด์เสื้อผ้าห้องเสื้อหรูของพิมพ์มาดาที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการแฟชั่น พังทลายลงในชั่วข้ามคืน สปอนเซอร์รายใหญ่ประกาศถอนตัวและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาภาพลักษณ์รวมกันกว่าห้าสิบล้านบาท บรรดาลูกค้าเซเลบริตี้ต่างรุมประณามและนำชุดที่เคยซื้อไปเผาทิ้งลงคลิปวิดีโอจนกลายเป็นกระแสไวรัล พิมพ์มาดาไม่เพียงแต่กลายเป็นบุคคลล้มละลายทางสังคม แต่ยังกลายเป็นตัวเสนียดที่ไม่มีใครยอมเฉียดกรายเข้าใกล้ ภายในห้องขังแคบๆ ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ธาวินทร์นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ตรงมุมห้องที่มีเพียงกลิ่นอับชื้นและแสงสลัวจากช่องลมเล็กๆ ชุดนักโทษสีส้มหม่นหมองตัดกับผิวพรรณที่เคยได้รับการบำรุงอย่างดี บัดนี้ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยภาคภูมิใจเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวจากการถูก “รับน้อง” ในเรือนจำ และความหวาดระแวงจนดวงตาลึกโหล ประตูเหล็กหนาหนักถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ผู้คุมตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น: “นักโทษชายธาวินทร์ ออกมา มีทนายความกับเจ้าหนี้มารอพบ” หัวใจของธาวินทร์หล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม คำว่า ‘เจ้าหนี้’ ทำให้เขาสั่นสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง เขาพยุงร่างกายที่บอบช้ำลุกขึ้นเดินลากโซ่ตรวนที่ข้อเท้าตรงไปยังห้องเยี่ยมกระจกใส เบื้องหลังกระจกหนานั้น ไม่ใช่รดาอย่างที่เขาแอบหวังลมๆ แล้งๆ แต่เป็นชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มลายสักเต็มคอ—ตัวแทนของเสี่ยใหญ่เงินกู้นอกระบบที่เขาเคยไปกู้ยืมเงินสดก้อนโตมาปรนเปรอพิมพ์มาดา ข้างๆ กันนั้นคือทนายอรรถพลที่นั่งประสานมือด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น ชายฉกรรจ์ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ธาวินทร์จำต้องยกหูฟังฝั่งตัวเองขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา “คุณวินทร์…” เสียงปลายสายทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความเหี้ยมเกรียม “สัญญาเงินกู้ส่วนบุคคลสองร้อยล้านที่คุณเซ็นไว้ ดอกเบี้ยวิ่งทบต้นทุกวัน ตอนนี้ยอดแตะสองร้อยสี่สิบล้านแล้วนะ ทางเราตรวจสอบแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดของคุณถูกศาลสั่งยึดทรัพย์เพื่อชดใช้คืนตระกูลวรโชติเมธีหมดแล้ว… แปลว่าคุณไม่มีปัญญาจ่ายหนี้พวกเราเลยแม้แต่บาทเดียว” “พี่… … Read more

ตอนที่ 1: ขณะที่ฉันกำลังผ่าตัดหัวใจ สามีกลับไปจัดงานแต่งกับชู้รัก… เขาคิดว่าฉันตายไปแล้ว แต่ทันทีที่กลับจากฮันนีมูน สิ่งที่รออยู่จะทำให้เขาจำไปจนวันตา

ตอนที่ 1: ขณะที่ฉันกำลังผ่าตัดหัวใจ สามีกลับไปจัดงานแต่งกับชู้รัก… เขาคิดว่าฉันตายไปแล้ว แต่ทันทีที่กลับจากฮันนีมูน สิ่งที่รออยู่จะทำให้เขาจำไปจนวันตาย

ขณะที่ฉันกำลังนอนรอการผ่าตัดหัวใจฉุกเฉิน สามีของฉันปิดโทรศัพท์หนี แล้วควงชู้รักเข้าพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อในที่สุดเขาก็โทรกลับมาที่โรงพยาบาล เลขาของฉันพูดตอบไปเพียงประโยคเดียวสั้น ๆ:
“คุณผู้หญิงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ”

เขาปักใจเชื่อทันทีว่าฉันตายไปแล้ว

แต่ฉันรอดมาได้ และยกหูโทรหาทนายความส่วนตัว จัดการเตรียม “ของขวัญต้อนรับ” ชิ้นสำคัญที่จะทำให้เขาต้องตัวสั่นด้วยความกลัว ทันทีที่เขาก้าวเท้ากลับมาจากทริปฮันนีมูน

“คุณรดาครับ ถ้าเราไม่ผ่าตัดเปิดทรวงอกเดี๋ยวนี้ คุณอาจจะอยู่ไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า”

ในวัยยี่สิบเก้าปี ฉันนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านเพลินจิต เส้นเลือดใหญ่ใกล้หัวใจของฉันปริแตกและเลือดกำลังไหลซึมไม่หยุด

ทีมแพทย์พยายามต่อสายหาสามีของฉันครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่มีใครรับสาย

จู่ ๆ พยาบาลคนหนึ่งที่ก้มมองโทรศัพท์มือถือก็เงียบเสียงลง ใบหน้าถอดสี บนหน้าจอสมาร์ตโฟนปรากฏการถ่ายทอดสดงานวิวาห์สุดหรูจากโรงแรมระดับหกดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา

บนเวทีนั้น… ชายในชุดสูททักซิโด้คือ ธาวินทร์ สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉัน

ข้างกายเขาคือ พิมพ์มาดา ชู้รักของเขา

และเป็นดีไซเนอร์ที่ฉันเป็นคนดึงตัวเข้ามาร่วมงานด้วยตัวเองเมื่อสามปีก่อน

เราสองคนยังไม่ได้หย่าขาดจากกันแม้แต่วันเดียว

ฉันจ้องมองภาพบนหน้าจอนั้น ขณะที่เสียงสัญญาณเรียกเข้าจากโรงพยาบาลดังขึ้นอีกครั้ง… และเขาก็กดตัดสายทิ้งไปต่อหน้าต่อตา

“เราต้องให้คนไข้เซ็นยินยอมรับการรักษาเดี๋ยวนี้ครับ” ศัลยแพทย์เอ่ยอย่างเร่งด่วน

มือของฉันสั่นเทาจนแทบไร้เรี่ยวแรง แต่ฉันก็ฝืนคว้าปากกามาจรดปลายหมึก ฉันเซ็นชื่อยินยอมให้ผ่าตัดชีวิตตัวเอง แล้วโลกทั้งใบก็ดับวืดลง

หลายชั่วโมงต่อมา ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับผ้าพันแผลหนาแน่นรอบหน้าอก และความเจ็บปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งร่างราวกับถูกไฟเผา

“คุณรอดแล้วนะคะ” พยาบาลกระซิบบอกข้างหูเบา ๆ

ฉันขอมือถือทันที ธาวินทร์ยังคงไม่คิดจะโทรกลับหรือส่งข้อความใด ๆ ฉันจึงต่อสายหา แพรวา เลขาส่วนตัวของฉัน

แพรวาส่งคลิปวิดีโอจากงานแต่งงานนั้นมาให้ ในคลิป นักข่าวบันเทิงถามธาวินทร์ถึงชีวิตคู่ครั้งก่อน เขาโปรยยิ้มอย่างไม่แยแสแล้วตอบออกไมค์:
“ความสัมพันธ์บางอย่างก็แค่คาราคาซังเพราะความเคยชินครับ แต่วันนี้ ในที่สุดผมก็ได้อยู่กับผู้หญิงที่ผมรักจริง ๆ เสียที”

ฉันเปิดดูคลิปนั้นซ้ำสองรอบ

หลังจากวินาทีนั้น… น้ำตาของฉันเหือดแห้ง และฉันเลิกสงสารตัวเองทันที

“แพรวา โทรหา ทนายอรรถพล เดี๋ยวนี้”
“ทนายประจำตระกูลของคุณเหรอคะ?”
“ใช่… สั่งอายัดและระงับทุกสิ่งทุกอย่างที่ธาวินทร์มีสิทธิ์เข้าถึงให้หมด”

เช้าวันรุ่งขึ้น แพรวาหอบแฟ้มเอกสารชุดใหญ่มาที่ห้องพักฟื้น และความจริงที่อยู่ในนั้นมันเลวร้ายยิ่งกว่าเรื่องการนอกใจหลายเท่านัก

ธาวินทร์แอบนำโฉนดที่ดินพร้อมคฤหาสน์หรูย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายจากคุณพ่อของฉัน ไปค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงินนอกระบบ จากนั้นเขาผ่องถ่ายเงินสดก้อนโตกว่าร้อยแปดสิบล้านบาท เข้าบัญชีบริษัทนอมินีที่พิมพ์มาดาถือหุ้นใหญ่

เงินมรดกของฉัน… ถูกเขานำไปสร้างวิมานและปรนเปรอชีวิตใหม่ของพวกมัน

ฉันจ้องมองเอกสารเหล่านั้นจนกระทั่งมือที่สั่นเทาหยุดนิ่งลง

จากนั้น ฉันต่อสายโทรศัพท์ออกไปสามสาย
สายแรก ถึงทนายความ
สายที่สอง ถึงผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อของธนาคาร
และสายที่สาม ถึงบริษัทรับจ้างขนย้ายบ้านมืออาชีพ

“จัดรถบรรทุกขนาดใหญ่มาให้ฉันแปดคัน” ฉันสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

แพรวามองฉันตาค้าง ราวกับเห็นคนเสียสติ “คุณรดาคะ คุณเพิ่งผ่าตัดใหญ่มา ยังแทบจะลุกยืนไม่ไหวเลยนะคะ!”

ฉันค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง มือข้างหนึ่งกดทับแผลผ่าตัดที่หน้าอกเอาไว้แน่น แววตานิ่งสนิทไร้ความลังเล

“ฉันไม่จำเป็นต้องยืนนานหรอก”
“แล้วคุณ… กำลังจะทำอะไรกันแน่คะ?”

ฉันหันไปมองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างโรงพยาบาล ธาวินทร์คงคิดว่าเขากำจัดฉันพ้นทาง ยึดเงิน ยึดทรัพย์สมบัติของฉันไปเสวยสุข แล้วจะลอยนวลไปเสพสุขกับชู้ได้อย่างสบายใจ

เขาไม่มีทางรู้เลยว่า… ฉันยังมีลมหายใจอยู่

และเขาก็คงลืมไปว่า งานแต่งงานในฝันของพวกเขาเป็นเพียงแค่โมฆะและละครปาหี่ เพราะทะเบียนสมรสของเขากับฉันยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ

ทันทีที่เขาก้าวขากลับมาจากทริปฮันนีมูนสุดหรู… เขาจะได้รู้ซึ้งว่า ราคาที่ต้องจ่ายให้กับการหักหลังฉัน มันแพงจนชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาคงชดใช้ไม่หมด

Read more