สามีของฉันลืมไปรับลูกสาววัย 4 ขวบ เพราะมัวแต่ยุ่งกับการจัดงานวันเกิดให้รักแรกของเขา… เมื่อเขานึกถึงสัญญาขึ้นมาได้ ลูกของเราก็หมดลมหายใจไปแล้ว แต่สิ่งที่ฉันค้นพบหลังงานศพ ทำให้ฉันตัดสินใจเดินจากเขาไปตลอดชีวิต

ตอนที่ 2: ตาสว่างในวันที่สายเกินไปและการไล่ล่าที่ว่างเปล่า (Part 2) ความเงียบงันภายในคฤหาสน์หรูย่านทองหล่อไม่เคยบาดลึกถึงขั้วหัวใจของธนิน วรโชติเมธา เท่ากับเช้าวันนี้มาก่อน เสียงโทรศัพท์ในมือของเขาร่วงหล่นลงบนพรมหนานุ่มทันทีที่เลขาฯ รายงานว่าเที่ยวบินของพิมพ์ดาวมุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอนไปแล้ว ธนินยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องแต่งตัวที่เปิดโล่ง ตู้เสื้อผ้าฝั่งของภรรยาว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของน้ำหอมกลิ่นดอกมะลิที่เธอชอบใช้ สิ่งที่ตอกย้ำความสูญเสียจนทำให้เขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก คือห้องนอนเล็กของน้องพราว เตียงนอนรูปปราสาทเจ้าหญิงที่เขาเป็นคนเลือกให้ลูกสาวด้วยความภูมิใจ บัดนี้เหลือเพียงฟูกเปล่า ผ้าปูที่นอนลายการ์ตูน ตุ๊กตากระต่ายเน่าตัวโปรดที่ลูกสาวต้องกอดทุกคืน และโกศกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่บรรจุเถ้ากระดูกของลูก… ทั้งหมดหายไปแล้ว พิมพ์ดาวไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เขาได้ดูต่างหน้าเลยแม้แต่ชิ้นเดียว “พิมพ์… คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง…” ธนินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นห้องของลูก น้ำตาของชายผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครในแวดวงธุรกิจไหลรินอาบสองแก้ม ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาฉายซ้ำเหมือนใบมีดที่กรีดเฉือนหัวใจ วันที่น้องพราวเกิด วันที่แกหัดเรียก ‘พ่อ’ และสายตาใสซื่อคู่นั้นที่เคยเฝ้ารอคอยเขาอยู่หน้าประตูรั้วโรงเรียน… เขาเป็นคนฆ่าลูกด้วยความประมาทเลินเล่อของตัวเอง เขาเลือกที่จะไปถือเค้กวันเกิดให้อรินทร์ เพียงเพราะคำออดอ้อนและภาพลวงตาของอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว เสียงรองเท้าส้นสูงดังกระทบพื้นหินอ่อนด้านหลัง ปลุกให้ธนินตื่นจากภวังค์ อรินทร์เดินนวยนาดเข้ามาในชุดนอนผ้าซาตินหรูหรา ใบหน้าสวยหวานไร้เครื่องสำอางยังคงดูงดงาม แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความรำคาญใจเมื่อเห็นสภาพของเขา “ธนินคะ คุณมานั่งทำอะไรตรงนี้? อรินทร์ตื่นมาไม่เจอคุณเลย” เธอเดินเข้ามาใกล้ พยายามจะดึงแขนเขาให้ลุกขึ้น “ช่างคุณพิมพ์เถอะค่ะ เธออยากจะไปก็ปล่อยเธอไป ผู้หญิงงี่เง่าที่ไม่รู้จักหน้าที่ภรรยา ปล่อยให้สามีต้องเหนื่อยอยู่คนเดียว พอมีเรื่องแค่นี้ก็หนีเตลิดไปต่างประเทศ อีกไม่นานเดี๋ยวเงินหมดก็ซมซานกลับมาหาคุณเองแหละค่ะ ตอนนี้คุณมีอรินทร์อยู่ทั้งคนแล้วนะคะ เรามาเริ่มต้นครอบครัวใหม่ด้วยกันดีกว่า…” คำพูดที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจนั้นดังทะลุผ่านโสตประสาทของธนิน เหมือนมีฟ้าผ่าลงกลางใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า … Read more

เที่ยวบินถูกยกเลิก ฉันจึงรีบกลับบ้าน — ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป สามีของฉันกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับคนอื่น กลางห้องนั่งเล่นของเราเอง!

ตอนที่ 2 (Part 2): ความจริงใต้แสงไฟและหน้ากากที่หลุดลอย เสียงดนตรีบรรเลงหวานซึ้งยังคงดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แต่สำหรับฉัน ทุกเสียงรอบกายราวกับถูกดูดกลืนหายไปในสุญญากาศ ลมหายใจสะดุดกึก อากาศในห้องนั่งเล่นที่ฉันคุ้นเคยกลับเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู มือที่กำคันชักกระเป๋าเดินทางสั่นสะท้านจนแทบไร้เรี่ยวแรง ร่างกายในชุดยูนิฟอร์มลูกเรือรัดรูปกลายเป็นจุดตัดที่แปลกแยกอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศงานเลี้ยงมงคลสีขาวบริสุทธิ์รอบตัว สายตาของฉันจับจ้องไปยังปลายทางเดินพรมแดง ชายในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ยืนสง่างามอยู่นั้นคือ ภัทร ผู้ชายที่บอกลาฉันเมื่อเช้ามืดด้วยจูบเบาๆ ที่หน้าผาก พร้อมคำหวานเลี่ยนหูว่า “เดินทางปลอดภัยนะที่รัก กลับมาเจอกันนะ” แต่บัดนี้ ข้างกายเขากลับมีผู้หญิงอีกคนยืนเคียงคู่ หล่อนสวมชุดเจ้าสาวลูกไม้สีขาวฟูฟ่อง ชายกระโปรงทอดยาวจรดพื้น ใบหน้างดงามถูกแต่งแต้มอย่างประณีต และกำลังส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้เขาด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข และที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดคือ บรรดาแขกเหรื่อที่นั่งปรบมืออยู่ตามเก้าอี้สองฟากฝั่ง… ป้าพร แม่ของภัทร นั่งอยู่แถวหน้าสุด สวมชุดผ้าไหมราคาแพงระยับที่ฉันเป็นคนรูดบัตรเครดิตซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อสองเดือนก่อน ข้างๆ กันคือน้องสาวและบรรดาญาติฝั่งสามีที่เคยแบมือขอเงินฉันทุกสิ้นเดือน คนพวกนั้นกำลังชื่นชมยินดีกับเจ้าสาวคนใหม่ โดยไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความรู้สึกผิดต่อฉัน ผู้ซึ่งหลังขดหลังแข็งหาเงินมาจุนเจือพวกเขาทุกคน ล้อกระเป๋าเดินทางครูดกับพื้นกระเบื้องส่งเสียงดัง ‘ครืด’ สั้นๆ แต่ในจังหวะที่เสียงปรบมือซาลง มันกลับดังก้องไปทั่วห้อง ป้าพรเป็นคนแรกที่หันมามอง รอยยิ้มอิ่มเอมบนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนพลันแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกตกใจอย่างสุดขีดราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ หล่อนสะกิดแขนภัทรอย่างลนลาน ทำให้เขากับเจ้าสาวคนสวยต้องหันมองตาม วินาทีที่สายตาของภัทรประสานเข้ากับฉัน ความมั่นใจ ความหล่อเหลาที่เขาพยายามประดิษฐ์ขึ้นพลันแหลกสลายลงต่อหน้าต่อตา ใบหน้าของเขาซีดเผือด ไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริกจนเปล่งเสียงออกมาไม่เป็นคำ “ร…รินดา!” … Read more

พ่อแท้ๆ บังคับแต่งงานกับขอทานเพราะเธอตาบอด — โดยหารู้ไม่ว่า ชายผู้นี้มีความลับที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล!

ตอนที่ 2 : เงาอดีตในเรือนน้อยและรอยแผลที่ซ่อนไว้ เสียงกระซิบของทิวดังสะท้อนก้องอยู่ในความมืดสลัวของกระท่อมริมน้ำ คำว่า “ทายาทเจ้าสัวแห่งพระนคร” ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจของรินลดา มือทั้งสองข้างที่เขาเคยสัมผัสอย่างทะนุถนอมเริ่มสั่นเทา เธอค่อยๆ ดึงมือของตนเองกลับ ปล่อยให้ความเงียบอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง กลิ่นควันไฟและไอชื้นของผิวน้ำที่เคยปลอบประโลม บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหน็บหนาวและแปลกหน้าอย่างบอกไม่ถูก “คุณริน…” ชายหนุ่มเรียกเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่น้ำเสียงของไอ้ทิว ชายพเนจรผู้ต่ำต้อยอีกแล้ว หากแต่มีร่องรอยของความสุภาพและแววแห่งการอบรมบ่มนิสัยของผู้ดีในบางกอกปะปนอยู่ลึกๆ “ฟังสลักคำของผมก่อนได้ไหม” “ทำไมหรือคะ…” น้ำตาหยดหนึ่งเอ่อล้นออกจากดวงตาคู่งามที่ไร้การมองเห็น ก่อนจะรินไหลผ่านพวงแก้มซีดเซียว “คุณเข้ามาในชีวิตฉันทำไม? มาเล่นละครหลอกคนตาบอดคนนี้ทำไมกัน? บ้านฉันมองฉันเป็นสิ่งอัปยศ พ่อผลักไสฉันราวกับสิ่งของที่ไร้ค่า แล้วคุณล่ะคะ… คุณเห็นฉันเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความบันเทิง หรือเป็นเพียงเกมสนุกๆ ของคุณชายตระกูลใหญ่กันแน่?” ทิชากรขยับเข้าไปใกล้ แต่เมื่อเห็นรินลดาถอยร่นด้วยความหวาดระแวง เขาก็หยุดลงตรงนั้น คุกเข่าอยู่บนพื้นกระดานไม้ไผ่ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด เขาสูดหายใจเข้าลึก พยายามถ่ายทอดความจริงจากหัวใจที่แตกสลายไม่แพ้กันออกมา “ผมไม่เคยเห็นคุณเป็นเครื่องเล่นเลยแม้แต่วินาทีเดียว” ทิชากรเริ่มต้นเล่า ความทรงจำอันเจ็บปวดผุดพรายในถ้อยคำ “เมื่อหกเดือนก่อน ชีวิตของผมพังทลายลงในชั่วข้ามคืน พ่อของผม เจ้าสัวพิริยะ สิ้นใจลงกะทันหันในคฤหาสน์ที่กรุงเทพฯ ท่านทิ้งพินัยกรรมมอบกิจการค้าข้าวและที่ดินทั้งหมดให้ผมเพียงผู้เดียว นั่นทำให้แม่เลี้ยงและพี่ชายต่างมารดาของผมคลุ้มคลั่ง พวกเขาจ้างมือปืนมาดักยิงรถของผมในคืนฝนตกแถวชานเมือง รถของผมตกน้ำ คนขับรถตายคาที่ ส่วนผมถูกกระสุนเฉี่ยวที่ไหล่และว่ายน้ำรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์” รินลดานิ่งอึ้ง เสียงสะอื้นชะงักไปชั่วขณะ เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอกของเขาขณะที่เขาพูด “ผมหนีซมซานขึ้นรถไฟมาจนถึงอยุธยา … Read more

เพราะความหิวโซ ชายตกงานแอบเนียนเข้างานแต่งเศรษฐี! แต่เมื่อถูกยื่นไมค์ให้พูดกลางงาน คำพูดของเขากลับทำให้เจ้าสาวหลั่งน้ำตา และสิ่งที่พ่อเจ้าสาวทำตามมาคือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด!

ตอนที่ 2: บททดสอบในเงามืดและการเผชิญหน้า แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าของกรุงเทพมหานครส่องกระทบกระจกตึกระฟ้าของ “วรโชติ โลจิสติกส์” บริษัทขนส่งและคลังสินค้ายักษ์ใหญ่ในเครือของเจ้าสัวเกริก กานต์ยืนอยู่หน้าตึกด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่วันนี้เป็นชุดเชิ้ตสีขาวเรียบๆ กางเกงสแล็กสีดำตัวใหม่ที่ซื้อมาจากเงินช่วยเหลือที่เจ้าสัวมอบให้เมื่อคืน เขากำนามบัตรสีทองในกระเป๋าเสื้อไว้แน่น มันไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่มันคือบัตรผ่านสู่ชีวิตใหม่ที่เขาไม่เคยฝันว่าจะได้รับ ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่แผนกบุคคล ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ฝ่ายบุคคลไม่ได้ตั้งคำถามเรื่องช่องว่างในการทำงานของเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงตรวจสอบประวัติการทำงานเดิมในฐานะอดีตหัวหน้าคลังสินค้าที่มีประสบการณ์กว่าแปดปี และใบประเมินผลการทำงานที่ยอดเยี่ยมจากบริษัทเก่า ก่อนจะพาเขาขึ้นไปยังคลังสินค้าหลักย่านบางนาในฐานะ “ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า” ทว่า โลกของความจริงไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ที่ศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ เสียงเครื่องจักรและรถโฟล์กลิฟต์ดังกระหึ่มไปทั่วอาณาบริเวณ กานต์ถูกแนะนำตัวให้รู้จักกับทีมงาน แต่สายตาที่มองตรงมายังเขากลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและความแคลงใจ โดยเฉพาะสายตาของ เอกชัย ผู้จัดการคลังสินค้าคนปัจจุบัน ชายวัยสี่สิบต้นๆ ที่มีท่าทีแข็งกร้าวและวางอำนาจ “เด็กเส้นของเจ้าสัวสินะ” เอกชัยเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่จงใจให้คนทั้งห้องได้ยิน ขณะที่กานต์ก้มศีรษะทำความเคารพ “ฉันไม่สนหรอกนะว่านายจะไปเลียแข้งเลียขาใครมาจากไหน หรือสร้างภาพอะไรไว้ แต่ที่นี่ทำงานด้วยหยาดเหงื่อและฝีมือ ถ้าคิดจะมาชุบมือเปิบ นั่งห้องแอร์กินเงินเดือนสบายๆ ขอบอกไว้ก่อนว่าคิดผิด ที่นี่ไม่มีที่ว่างให้คนไร้น้ำยา” กานต์สูดหายใจเข้าลึก ไม่ได้ตอบโต้ด้วยอารมณ์ เขารู้ดีว่าตนเองเข้ามาด้วยวิธีที่แปลกประหลาด และการได้รับความไว้วางใจจากคนที่ทำงานมาก่อนย่อมต้องใช้เวลา “ผมเข้าใจครับคุณเอกชัย ผมไม่ได้มาเพื่อแย่งตำแหน่งใคร และไม่ได้มานั่งเฉยๆ มีงานอะไรให้ทำ เรียกใช้ผมได้เต็มที่เลยครับ” เอกชัยแสยะยิ้มก่อนจะโยนแฟ้มเอกสารหนาเตอะลงบนโต๊ะ “ดี งั้นเริ่มจากเช็กสต็อกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าล็อตใหญ่ในโกดังสี่ให้เสร็จก่อนห้าโมงเย็น … Read more

ทุกคนคิดว่าฉันตายในเหตุการณ์เครื่องบินตก! พอกลับถึงบ้าน ครอบครัวของสามีกลับกำลังฉลองอย่างมีความสุขพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ของเขา ขณะกำลังเปิดพินัยกรรมของฉัน!(ตอนที่ 1)

ตอนที่ 2: การกลับมาของวิญญาณมีชีวิตและการเปิดโปง (PART 2) เสียงเพลงแดนซ์จังหวะเร้าใจในสวนหลังคฤหาสน์หรูย่านสุขุมวิทยังคงดังกระหึ่ม แสงไฟนีออนหลากสีสะท้อนกับประกายเพชรบนสร้อยคอที่วริศราสวมใส่—สร้อยคอแซฟไฟร์ล้อมเพชรแท้ที่ฉันซื้อมอบให้ตัวเองในวันครบรอบการก่อตั้งบริษัทครบสิบปี แต่บัดนี้มันกลับถูกประดับอยู่บนลำคอขาวผ่องของหญิงอื่นอย่างหน้าด้านๆ ฉันก้าวเท้าออกมาจากเงามืดของพุ่มไม้ดัด บาดแผลที่สีข้างและหัวไหล่ยังคงส่งความเจ็บปวดแปลบปลาบในทุกย่างก้าว แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของเปลวเพลิงโทสะที่ลุกโชนอยู่ในอก เสื้อผ้าของฉันมอมแมม เปื้อนคราบโคลนแห้งกรัง และแขนซ้ายถูกดามด้วยเฝือกชั่วคราวพร้อมผ้าพันแผลสีขาวหม่น ดวงตาของฉันจับจ้องตรงไปยังสามีและแม่สามีที่ไม่ต่างอะไรจากฝูงแร้งรุมทึ้งซากศพ เมื่อฉันเดินผ่านแถวโต๊ะจัดเลี้ยง ญาติคนหนึ่งของกานต์ที่กำลังยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มชะงักกึก แก้วแก้วนั้นร่วงหลุดจากมือตกลงพื้นหญ้าเสียงดังกังวาน เขาอ้าปากค้าง ชี้มือสั่นเทามาที่ฉันราวกับเห็นภูตผีปีศาจโผล่ขึ้นมาจากนรก “ผะ… ผี! ผีริญดาหลอกพวกเราแล้ว!” เสียงร้องลั่นนั้นทำให้เสียงเพลงที่กำลังบรรเลงหยุดชะงักลงทันที บรรดาแขกเหรื่อกว่าสามสิบชีวิตต่างหันมามองตามทิศทางของนิ้วมือนั้น ความเงียบงันอันน่าขนลุกแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความรื่นเริงชั่วพริบตา กานต์ที่ยืนอยู่บนเวทีกำลังยกแก้วไวน์ค้างไว้ในอากาศ รอยยิ้มเปี่ยมสุขบนใบหน้าของเขาแข็งทื่อและค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด “ริญ… ริญดา?!” กานต์ละล่ำละลัก เสียงของเขาสั่นเครือผ่านไมโครโฟน “เป็นไปไม่ได้… เธอ… เธอตายไปแล้วนี่! ข่าวออกประกาศชัดเจนว่าเครื่องบินตกในป่าลึก ไม่มีใครรอดสักคน!” คุณนายสุภาพรทำแฟ้มพินัยกรรมสีน้ำตาลร่วงจากตัก เธอผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ขาสองข้างสั่นเทาจนแทบทรงตัวไม่อยู่ “ผีหลอก! นังริญดา แกตายไปแล้ว อย่ามาหลอกมาหลอนพวกเรานะ! พระสงฆ์องค์เจ้าช่วยคุ้มครองด้วย!” ฉันก้าวขึ้นบันไดเวทีทีละขั้น เสียงรองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนของฉันกระทบพื้นไม้ยกระดับดังก้องในความเงียบสงัด ฉันไม่พูดอะไรจนกระทั่งขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้ากานต์และวริศราในระยะห่างเพียงแค่สองก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่ฉันใช้โชยมาจากตัวของวริศรา ทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอาเจียน “ทำไมเหรอ กานต์? คุณนายสุภาพร?” ฉันเอ่ยปากขึ้น … Read more

25 ปีที่พ่อเลี้ยงทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างเพื่อส่งผมเรียนจนจบปริญญาเอก… แต่วันรับปริญญา อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์กลับหน้าถอดสีเมื่อเห็นหน้าพ่อ ราวกับเจอคนจากอดีตที่คาดไม่ถึง!

ตอนที่ 2: เงาอดีตใต้คราบฝุ่นและรอยแผลที่ซ่อนไว้ ความเงียบที่โรยตัวลงมาอย่างกะทันหันกลางห้องประชุมทำให้ผมรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงจอแจของผู้คนรอบข้างเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงสายตาของศาสตราจารย์ธีรเดช อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผม ที่กำลังจับจ้องไปยังชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา พ่อเลี้ยงของผมยืนอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตตัวเก่าที่รีดจนเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ กางเกงสแล็กสีดำที่ชายขารุ่ยเล็กน้อย และรองเท้าคัตชูหนังเทียมราคาไม่กี่ร้อยที่เขาซื้อมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ สองมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ตาปลา และข้อนิ้วที่บวมโตจากการแบกหามอิฐหินปูนทรายมาค่อนชีวิต กำลังกุมเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว “คุณ… ธนา ใช่ไหม?” ศาสตราจารย์ธีรเดชเอ่ยปากขึ้นมา น้ำเสียงนั้นสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยมีลูกศิษย์คนไหนเคยได้ยินมาก่อน ชายผู้เข้มงวด นิ่งสงบ และเฉียบขาดที่สุดในคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำลังยืนตัวสั่น แววตาของอาจารย์เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ พ่อของผมไม่ได้ตอบในทันที เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงต่ำ หลบสายตาอันแหลมคมนั้น ริมฝีปากที่แห้งผากขยับเบาๆ “อาจารย์คงจำคนผิดแล้วครับ… ผมชื่อสมคิด เป็นแค่คนงานก่อสร้างรับจ้างทั่วไป” “ไม่มีทาง!” ศาสตราจารย์ธีรเดชก้าวเข้ามาประชิดตัวพ่อ อีกฝ่ายแทบจะลืมไปเสียสนิทว่ามีผมกับแม่ยืนอยู่ตรงนั้น “รอยแผลเป็นที่หางคิ้วซ้ายนั่น… กับดวงตาคู่นี้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปเกือบสามสิบปี หรือคุณจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไร ผมก็ไม่มีวันจำ อดีตหัวหน้าทีมวิจัยโครงสร้างอัจฉริยะของมหาวิทยาลัยโตเกียวผิดไปได้แน่นอน! ธนา… คุณหายสาบสูญไปไหนมาเกือบสามสิบปี? ทุกคนในวงการคิดว่าคุณตายไปแล้วในเหตุการณ์ครั้งนั้น!” คำพูดของอาจารย์เหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจผม ผมหันไปมองแม่ แม่เองก็เอามือทาบอก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสับสนไม่แพ้กัน แม่รู้เพียงว่าพ่อเป็นคนต่างจังหวัดที่ไม่มีญาติพี่น้อง ย้ายมารับจ้างทำงานก่อสร้างในลพบุรีตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ไม่เคยมีใครรู้ว่าก่อนหน้านั้นพ่อเป็นใคร หรือมาจากไหน … Read more

ผมวนรถกลับบ้านเพื่อไปเอาแฟ้มเอกสารที่ลืมไว้ แต่กลับต้องช็อกแทบสิ้นสติ เมื่อพบภรรยาที่ตั้งครรภ์ 8 เดือนแอบร้องไห้อยู่ใต้โต๊ะกินข้าว ขณะที่แม่แท้ๆ ของผมกำลังยัดก้างปลาแหลมคมเข้าปากเธออย่างทารุณ!

ตอนที่ 2: ความจริงอันดำมืดและเสียงกรีดร้องใต้ฝ่าเท้า ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของผมสะดุดหยุดนิ่ง เลือดในกายเย็นเฉียบเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็งขั้วโลก ใต้โต๊ะกินข้าวไม้สักตัวใหญ่ รินกำลังนั่งขดตัวคุดคู้ สองแขนเล็กๆ ที่ผอมแห้งอย่างน่าใจหายโอบกอดท้องนูนเด่นวัยแปดเดือนของเธอไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านเหมือนลูกนกที่เปียกปอนท่ามกลางพายุฝน ใบหน้าของเธอขาวซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ริมฝีปากแตกแห้งและมีรอยเลือดซึมออกมาเป็นทางยาว ตรงหน้าของเธอคือคุณนายสมพร แม่แท้ๆ ผู้ให้กำเนิดผม แม่ไม่ได้สวมชุดลำลองดูใจดีเหมือนตอนที่อยู่ต่อหน้าผม แต่ใบหน้ากลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆ ในมือขวาของแม่ถือจานกระเบื้องเก่าๆ ที่มีเศษกระดูกและก้างปลาทูทอดไหม้เกรียมที่แหลมคมวางกองระเกะระกะ ส่วนมือซ้ายของแม่กำลังจิกกระชากกลุ่มผมยาวของริน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นจากพื้น “ทำไม! แกคิดว่าท้องลูกให้ไอ้นนท์แล้วแกจะกลายเป็นเจ้าหญิงของบ้านนี้งั้นเหรอ?” เสียงของแม่แหลมสูงจนบาดลึกเข้าไปในแก้วหู “ไอ้นนท์มันเหนื่อยสายตัวแทบขาด ออกไปหาเงินงกๆ คนเดียว ส่วนแกนอนสบายอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่ทำห่าเหวอะไรสักอย่าง! ข้าวที่แกแดกไปแต่ละคำมันเงินลูกชายฉันทั้งนั้น! ถ้าไม่อยากกินเนื้อดีๆ ก็กินก้างพวกนี้เข้าไปซะ มันมีแคลเซียมไม่ใช่เหรอไง! อ้าปากเดี๋ยวนี้ นังกาฝาก!” “คุณแม่คะ… ฮึก… รินขอร้อง… อย่าทำอะไรลูกเลยนะคะ…” รินสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มที่ซูบตอบ เธอพยายามใช้ฟันขบปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้เศษก้างปลาที่แม่ยัดเข้ามาทิ่มแทงลึกเข้าไปในลำคอ “รินเจ็บ… รินยอมแล้วค่ะ แต่ขอร้อง อย่าทำลูกในท้องเลย…” “เจ็บสิดี! จะได้จำ! อย่าคิดว่าลูกชายฉันรักแกแล้วฉันจะยอมให้แกมาชูคอในบ้านหลังนี้!” แม่ตวาดลั่น พร้อมกับใช้ปลายด้ามช้อนงัดปากของรินอย่างรุนแรง พยายามจะยัดเศษกระดูกปลาที่แหลมคมเข้าไปอีกครั้ง “หยุดเดี๋ยวนี้!!!” ผมระเบิดเสียงคำรามออกมาสุดเสียง … Read more

สามีตัวดีเปิดตัวเมียน้อยเป็น “หุ้นส่วนชีวิตคนใหม่” ต่อหน้าพนักงานกว่า 500 ชีวิต พร้อมสั่งไล่ฉันออกจากบริษัทอย่างไม่ไว้หน้า! ทว่าเพียง 10 นาทีต่อมา ประตูห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลักเปิดออก เมื่อประธานกรรมการบริหารปรากฏตัวขึ้นเพื่อเปิดเผยความจริงว่าใครกันแน่คือผู้ถือหุ้น 90% ตัวจริง จนทำให้พวกเขาทรุดลงคุกเข่าอ้อนวอนอย่างสิ้นท่า!

ภาค 2 (Part 2): การตลบหลังอันสาสมและอำนาจที่แท้จริง ความเงียบเข้าปกคลุมห้องบอลรูมราวกับเวลาถูกหยุดหมุน เสียงกระซิบกระซาบของพนักงานและนักข่าวเริ่มดังเซ็งแซ่ สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่ฉัน รินรดา ผู้หญิงที่ทุกคนรู้ดีว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของซีอีโอหนุ่มไฟแรง ทว่าบนเวที ภวัตกลับยืนโอบเอววิรินทร์อย่างแนบแน่น ทั้งสองส่งรอยยิ้มเยาะเย้ยลงมายังโต๊ะวีไอพีที่ฉันนั่งอยู่ วิรินทร์จับไมโครโฟนขึ้นมาพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ปลายนิ้วกรีดกรายลูบไล้สร้อยเพชรน้ำงามที่คอของเธอ “ขอบคุณทุกท่านค่ะ และขอบคุณคุณภวัตที่มอบความไว้วางใจให้ฉัน ทั้งในฐานะรองประธานคนใหม่และคนรู้ใจ ส่วนใครบางคนที่หมดประโยชน์ เป็นแค่กาฝากเกาะความสำเร็จของสามีไปวันๆ ก็ควรจะรู้ตัวและถอยออกไปได้แล้วนะคะ อย่าให้ต้องใช้ความรุนแรงเลย” ภวัตหัวเราะในลำคออย่างเหี้ยมเกรียม ก่อนจะชี้นิ้วตรงมาที่ฉัน “รินรดา! รปภ. อยู่ไหน! ลากผู้หญิงคนนี้ออกไปจากงานเดี๋ยวนี้! เธอไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่อีกต่อไป พรุ่งนี้ฉันจะส่งทนายเอาใบหย่าไปให้เธอเซ็น แล้วไสหัวออกจากบ้านของฉันไปแต่ตัวซะ อย่าคิดว่าจะได้เงินจากฉันแม้แต่บาทเดียว!” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนเดินตรงเข้ามาหาฉัน แขกในงานบางคนเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ บางคนส่ายหน้าด้วยความเวทนา แต่แทนที่ฉันจะร้องไห้ฟูมฟายหรือกรีดร้องอย่างคนบ้า ฉันกลับค่อยๆ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง ความเจ็บปวดที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก “คุณภวัตคะ… แน่ใจแล้วเหรอคะที่จะทำแบบนี้?” ฉันเอ่ยถามผ่านความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย “หึ! คิดว่าฉันล้อเล่นงั้นเหรอ?” ภวัตตะคอกกลับอย่างหยิ่งยโส “บริษัทนี้คืออาณาจักรของฉัน ฉันคือซีอีโอ ฉันมีอำนาจเด็ดขาดที่สุดที่นี่ ใครจะขัดคำสั่งฉันได้!” ปัง! ทันใดนั้นเอง ประตูไม้โอ๊กบานยักษ์ของห้องบอลรูมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยเสียงอันดังกึกก้อง เสียงนั้นทรงพลังจนทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชะงักฝีเท้า … Read more

ตอนที่ 2 (PART 2)หลังจากฉันเซ็นใบหย่า ฉันก็หยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมาดู… ในบัญชีมีเงินอยู่ 14.7 ล้านบาท! ในขณะที่อดีตสามีโยนเศษเงินให้แค่ 44,500 บาท เป็น “ส่วนแบ่ง” สินสมรส!

ตอนที่ 2 (PART 2) เสียงนาฬิกาปลุกเรือนแรกดังขึ้นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องเช่าขนาด 58 ตารางเมตรที่เงียบสงัด ไม่มีเสียงกรนอย่างหงุดหงิดของพี่วิน ไม่มีคำสั่งให้รีบต้มกาแฟหรือรีดเสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูให้เขาอีกต่อไป ฉันก้าวลงจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานเดิม แต่แววตาที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่แววตาของผู้หญิงอมทุกข์ที่ยอมจำนนอีกแล้ว รอยคล้ำใต้ตา รูปร่างที่เปลี่ยนไปเพราะอุ้มท้องและคลอดลูกสาว มันคือร่องรอยของความเสียสละที่ผู้ชายใจแคบมองข้ามไปอย่างน่ารังเกียจ ฉันหยิบโทรศัพท์เครื่องลับขึ้นมา ต่อสายตรงหา คุณแพรว ผู้จัดการส่วนตัวและหุ้นส่วนเบื้องหลังของฉันทันที “แพรว ยกเลิกสัญญาเช่าห้องพักรายเดือนที่สุขุมวิททั้งหมด แล้วจัดการโอนกรรมสิทธิ์เพนต์เฮาส์โครงการใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฉันซื้อสดไว้เมื่อปลายปีที่แล้วให้เสร็จภายในบ่ายนี้เลยนะ” “พี่แนน! ในที่สุดพี่ก็พร้อมจะย้ายเข้าไปแล้วเหรอคะ? แพรวเตรียมเรื่องทีมงานดูแลความปลอดภัยกับแม่บ้านส่วนตัวไว้ให้พร้อมหมดแล้วค่ะ แล้วเรื่องงานเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่ะคะ?” “จัดเต็มตามแผนเดิมได้เลยแพรว ถึงเวลาที่ ‘มาดามเอ็น’ ตัวจริงจะต้องปรากฏตัวแล้ว” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในโลกออนไลน์ไม่มีใครไม่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์และนักลงทุนสาวลึกลับนามว่า ‘มาดามเอ็น’ (Madame N) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทมีเดียชั้นนำ เจ้าของแบรนด์ความงามและขนมหวานที่ทำยอดขายถล่มทลายทั่วประเทศ แต่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าจริงของเธอ เพราะฉันเลือกที่จะสื่อสารผ่านมุมกล้องแบบปกปิดตัวตน เพื่อถนอมอีโก้และศักดิ์ศรีจอมปลอมของอดีตสามีที่คิดว่าตัวเองเป็นช้างเท้าหน้าของบ้านมาโดยตลอด แปดโมงเช้า ฉันพาน้องไอรินขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดัง วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันต้องเข้าไปที่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ฉันและพี่วินทำงานอยู่ เพื่อยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานทั่วไป ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในแผนก เสียงซุบซิบนินทาก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที “ดูสิ โดนผัวทิ้งแล้วยังกล้าแบกหน้ามาทำงานอีก” “ก็นึกว่าจะหยิ่ง ที่แท้ก็โดนเด็กใหม่อย่างน้องพลอยเขี่ยตกรอบ สงสารก็สงสารนะ แต่ทำตัวเองแท้ๆ ปล่อยตัวจนพังขนาดนั้น” ฉันเดินผ่านโต๊ะของเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นไปด้วยสีหน้าราบเรียบ … Read more

End: แปดปีเต็มที่ฉันวิ่งตามผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดหันมารัก

ไอความชื้นของป่าดิบชื้นแถบเทือกเขาสันกาลาคีรีคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นดินเปียกและกลิ่นสนิมของเหล็กกล้า ค่ำคืนนี้ไร้แสงจันทร์ มีเพียงสายฝนพรำหนาทึบที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย มาริสาในชุดพรางสีเข้มแนบตัว หมอบนิ่งอยู่หลังโขดหินใหญ่ริมลำธารสายแคบ นิ้วชี้ขวาของเธอแตะอยู่ที่โกร่งไกปืนทราโวร์ (Tavor TAR-21) หัวใจเต้นหนักแน่นเป็นจังหวะคงที่ สามสิบเมตรข้างหน้า โรงเลื่อยร้างกลางหุบเขาคือรังลับชั่วคราวของพวกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธสงครามเดินตรวจตราอยู่รอบนอกสี่คน “เป้าหมายยืนยันแล้ว” เสียงกระซิบผ่านวิทยุสื่อสารแนบหูของผู้กองตะวันดังลอดมา “รถตู้บรรทุกสารตั้งต้นยาเสพติดและลังอาวุธมาถึงแล้ว ชายสวมเสื้อกั๊กหนังกลางกลุ่มคือ ‘อิบราฮิม’ มือขวาของนายพลซาการียา คนที่คุมสายส่งและเป็นคนสั่งการลอบยิงสารวัตรมนัสเมื่อสิบปีก่อน” คำว่า ‘สารวัตรมนัส’ ดังก้องเข้าสู่โสตประสาทของมาริสา เลือดในกายของเธอพลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความผิดหวังในรัก กลับกลายเป็นประกายคมกล้าและเย็นเยียบ นี่คือวินาทีที่เธอรอคอยมาตลอดทั้งชีวิต ไม่ใช่เพื่อใคร… แต่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้พ่อของเธอ “ชุดที่หนึ่ง เข้าโอบล้อมปีกซ้าย” ตะวันสั่งการ “หมวดริสา ประจำจุดคุ้มกันมุมสูง อย่าเพิ่งเปิดฉากยิงจนกว่าเราจะตัดกระแสไฟ” “รับทราบค่ะ” ทว่า แผนการไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เปรี้ยง! เสียงปืนไรเฟิลซุ่มยิงดังสนั่นขึ้นจากเนินเขาฝั่งตรงข้าม ร่างของตำรวจนายหนึ่งในชุดที่หนึ่งทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสดพุ่งกระฉูด “กับดัก! พวกมันมีสไนเปอร์คอยระวังหลัง!” ตะวันตะโกนลั่นผ่านสัญญาณวิทยุ “ถอยก่อน! หาที่กำบัง!” เสียงปืนกลอาก้ากราดยิงตอบโต้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่า เปลวไฟจากปากกระบอกปืนสว่างวาบเป็นจังหวะ ตัดผ่านม่านฝนที่โปรยปราย กระสุนพุ่งเจาะใบไม้และกิ่งไม้หักกระจาย มาริสาขบกรามแน่น เธอไม่ยอมถอย สายตาของเธอจับจ้องไปยังอิบราฮิมที่กำลังเร่งรีบขนกระเป๋าเอกสารและแฟ้มข้อมูลสำคัญขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อหลบหนี ถ้าปล่อยให้มันหนีไปได้ในคืนนี้ หลักฐานที่จะลากตัวนายพลซาการียาและล้างมลทินให้พ่อของเธอจะหายสาบสูญไปตลอดกาล … Read more