วันแต่งงานที่ฉันถูกทิ้งไว้ข้างทาง — แต่บนชั้นดาดฟ้า ฉันได้พบกับชีวิตใหม่
ในวันแต่งงานของฉันเอง ผู้ชายที่ฉันรักกลับอุ้มผู้หญิงอีกคนขึ้นรถเจ้าสาว—แถมยังมอบช่อดอกไม้ที่ฉันเฝ้ารอมาถึงเจ็ดปีให้เธอถือเดินเข้างานแต่ง เมื่อฉันบอกว่าฉันต่างหากคือเจ้าสาวตัวจริง เขากลับตอบหน้าตาเฉยว่า “นั่งแทaks ไปก็แล้วกัน อย่ามาทำลายความสุขของคนอื่นเลย”
แต่เขาไม่รู้เลยว่า ก่อนที่วันนั้นจะจบลง จะมีผู้ชายอีกคนเอ่ยปากถามคำถามที่เขาไม่มีวันคาดคิด… “เธอสนใจแต่งงานกับฉันแทนไหม?”
ฉันชื่อมารา อายุยี่สิบแปดปี ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ฉันมอบหัวใจทั้งหมดให้กันต์ เราเจอกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ฝันด้วยกัน เก็บเงินด้วยกัน และวางแผนสร้างอนาคตด้วยกันมาตลอด ฉันคิดว่าหลังผ่านไปเจ็ดปี ไม่มีอะไรจะพรากเราออกจากกันได้อีกแล้ว
แต่ฉันคิดผิด เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งคั่นกลางระหว่างเราเสมอ… บิวตี้ เพื่อนสนิทสมัยเด็กของกันต์ ทุกครั้งที่มีวันเกิด งานเลี้ยงครอบครัว หรือทริปพักผ่อน บิวตี้จะต้องอยู่ที่นั่นเสมอ เวลาเธอลำบาก แค่โทรมาครั้งเดียว กันต์ก็วิ่งแจ้นไปหาทันที ฉันมักจะได้ยินคำแก้ตัวเดิมๆ ว่า “เขาก็แค่เพื่อนสนิท มาราก็เหมือนน้องสาวคนหนึ่ง”
ฉันยอมเชื่อคำเหล่านั้นเรื่อยมา… จนกระทั่งถึงวันแต่งงานของเราที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ก่อนพิธีจะเริ่ม เพื่อนเจ้าสาวจัดเกมสนุกๆ ขึ้นมาเกมหนึ่ง กันต์ถูกปิดตาและต้องตามหาฉันในห้องที่ฉันกับบิวตี้กำลังยืนรออยู่ กติกาก็คือ ใครที่เขาเลือก คนนั้นจะได้นั่งรถเจ้าสาวคันหรูไปที่จัดงาน
ฉันใจเต้นระรัว ตัดสินใจสวมกำไลเงินที่เขาเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันครบรอบปีแรก เรามีกำไลคู่กัน และตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาฉันแทบไม่เคยถอดมันออกเลย ฉันมั่นใจว่าเขาต้องจำได้
กันต์เดินเข้ามา คว้ามือฉันไว้ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนกำไลข้อมือ ฉันรู้สึกได้ว่าเขาชะงักไปนิดหนึ่ง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ฉันเผลอยิ้มออกมา
แต่แล้ว… เขากลับปล่อยมือฉัน เดินตรงไปพบกับบิวตี้ และท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อทุกคน เขากลับอุ้มเธอขึ้นเดินออกไป!
เสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงแซวของแขกดังลั่น
“โหย เคมีเข้ากันสุดๆ!”
“คู่นี้แต่งกันเองน่าจะเหมาะกว่านะ!”
ทุกคนหัวingหัวเราะสนุกสนาน ยกเว้นฉันคนเดียวที่ยืนแข็งทื่อ ฉันวิ่งตามพวกเขาไปจนถึงหน้าโรงแรม
“กันต์! ฉันคือเจ้าสาวของคุณนะ!”
เขาหยุดเดิน แต่ไม่ยอมปล่อยบิวตี้ลงจากอ้อมแขน “กติกาก็คือติกาสะสิ มารา ทำไมตะโกนบอกตั้งแต่แรกเล่า?”
“คุณจับโดนกำไลของเรานะ!”
เขากลอกตาด้วยความรำคาญ “ก็แค่เกม อย่าคิดมากน่า”
เมื่อถึงรถเจ้าสาว เขาวางบิวตี้ลงที่เบาะหลังอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็ยื่นช่อดอกไม้ของฉันให้เธอ
“กันต์ แล้วฉันล่ะ?”
เขากล่าวถอนหายใจยาว “รถเต็มแล้ว เธอนั่งแท็กซี่ตามมาก็แล้วกัน”
เหมือนมีใครเอามีดมากรีดหัวใจ ผู้หญิงที่ควรจะได้นั่งเคียงข้างเขาในรถเจ้าสาว กลับถูกทิ้งให้ยืนเคียงข้างถนนแบบนี้ ขณะที่ฉันยืนมองรถยนต์คันนั้นแล่นออกไป รถเก๋งสีดำคันหนึ่งก็แล่นมาจอดเทียบข้างฉัน กระจกฝั่งคนขับลดลง ปรากฏใบหน้าของ กรณ์ แฟนหนุ่มของบิวตี้ ฉันรู้จักเขาดีเพราะเรามักจะเจอกันในงานกลุ่มบ่อยๆ กรณ์เปิดประตูรถเงียบๆ “ขึ้นมาเถอะมารา เดี๋ยวผมไปส่ง”
ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “กรณ์… คุณไม่เจ็บปวดบ้างเลยเหรอ?”
กรณ์มองตามท้ายรถเจ้าสาวคันนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า “เจ็บสิ… แต่เจ็บกว่าถ้าต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
พอเราเดินทางมาถึงโรงแรม งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้นแล้ว บนป้ายต้อนรับหน้างาน มีเพียงชื่อของกันต์คนเดียว เมื่อญาติๆ บางคนเห็นฉันเดินเข้ามา พวกเขาก็รีบปรี่เข้ามาหาทันที
“มารา อย่าไปถือสาเลยน่า แค่เล่นเกมกันเอง!”
“แค่วันเดียวเอง อย่าทำลายงานแต่งงานเลยลูก”
สักพักกันต์เดินมาเห็นฉันเข้า สีหน้าของเขาบึ้งตึงทันที “ทำไมเธอถึงมากับกรณ์ได้?”
“เขาเป็นคนมาส่งฉัน”
“เธอทำแบบนี้เพื่อประชดฉันรึไง?”
ฉันมองหน้าเขาอย่างเหลืออด “คุณทิ้งฉันไว้ข้างทาง แล้วยังจะมาโทษฉันอีกเหรอ?”
ก่อนที่กันต์จะทันอ้าปากเถียง บิวตี้ก็เดินเข้ามา เธอสวมดอกไม้ติดหน้าอกที่ควรจะเป็นของฉัน “มารา ขอโทษจริงๆ นะ ถ้าเธออยากได้ดอกไม้คืน เดี๋ยวฉันเอาให้…”
แต่แทนที่จะปลอบใจฉัน กันต์กลับปกป้องบิวตี้ทันที “บิวตี้ อย่าไปขอโทษเธอเลย เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
แขกหลายคนพากันพยักหน้าเห็นด้วย กลายเป็นว่าฉันกลายเป็นตัวร้ายในสายตาคนอื่นอีกครั้ง
ผ่านไปสักครู่ พิธีกรประกาศให้บ่าวสาวขึ้นไปทำพิธีดื่มไวน์ฉลองมงคลสมรส ฉันยืนมองนิ่งๆ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงบิวตี้กระซิบถามขึ้นมา
“กันต์ ในเมื่อฉันชนะเกมรถเจ้าสาว ฉันต้องขึ้นไปดื่มไวน์กับคุณด้วยไหมเนี่ย?”
กันต์ยิ้มกว้าง “งั้นก็เล่นเกมให้จบๆ ไปเถอะ”
และต่อหน้าแขกกว่าสองร้อยคน เขาก็โอบไหล่บิวตี้ ทั้งคู่คล้องแขนดื่มไวน์ด้วยกันท่ามกลางเสียงปรบมือ เสียงกรี๊ด และเสียงหัวingครื้นเครง
ส่วนฉัน—เจ้าสาวตัวจริง กลับยืนเคว้งคว้างอยู่ข้างล่างเวที
ฉันได้ยินเพื่อนสนิทของกันต์กระซิบแซว “เฮ้ย แบบนี้มาราไม่ทิ้งแกแน่เหรอวะ”
กันต์หัวเราะร่วน “ไม่มีทางหพวก เราคบกันมาเจ็ดปีแล้ว ยังไงเขาก็ต้องกลับมาง้อฉันเหมือนเดิมทุกที”
วินาทีนั้นเองที่ฉันตื่นจากความฝัน… เขาไม่ได้กลัวฉันหายไปไหนเลย เพราะเขามั่นใจเหลือเกินว่าฉันไม่มีวันกล้าทิ้งเขาไปไหนได้
ฉันนั่งลงเงียบๆ กรณ์สังเกตเห็นรอยแผลที่ข้อเท้าของฉันซึ่งเกิดจากรองเท้าเจ้าสาวกัด เขาหยิบพลาสเตอร์ยาออกมาส่งให้ “มารา… เธอจะยอมให้คนพวกนี้ปฏิบัติกับเธอแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่?”
ฉันเงียบไปนาน ก่อนจะค่อยๆ ถอดแหวนแต่งงานออกจากนิ้ว แล้ววางมันลงบนโต๊ะ “ถึงเวลาพอแค่นี้แล้วล่ะ”
เราสองคนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงโดยไม่มีใครเหลียวแลมอง
ขณะที่ยืนรอลิฟต์ กรณ์ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “เมื่อกี้ในรถ เธอบอกว่าถ้าคนเราเลือกเจ้าสาวผิดคนได้ งั้นเราก็คงเลือกคู่ชีวิตใหม่ได้เหมือนกัน… ที่พูดนั่น จริงจังรึเปล่า?”
ฉันหันไปมองหน้าเขา “ฉันจริงจัง… ฉันจะไม่กลับไปหากันต์อีกแล้ว”
กรณ์พยักหน้ารับเบาๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก “แม่ครับ… ห้องจัดเลี้ยงบนดาดฟ้าตอนนี้ยังว่างอยู่รึเปล่าครับ?”
ฉันขมวดคิ้วมองเขาด้วยความงงงวย “กรณ์ คุณกำลังทำอะไรเนี่ย?”
กรณ์หันมาสบตาฉัน รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้า “มีเจ้าสาวคนหนึ่งกำลังรอคอยงานแต่งงานที่เธอสมควรได้รับอยู่… และมีผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะเลือกเธอมานานแสนนานแล้ว”
ก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ประตูลิฟต์ก็เปิดออก เผยให้เห็นห้องบอลรูมบนดาดฟ้าที่ตกแต่งไว้อย่างงดงามราวกับความฝัน
และท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ กรณ์ก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง พร้อมกับเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงขนาดเล็กในมือ…
คุณช่วยบอกฉันหน่อยสิคะ… ว่าฉันควรจะตอบเขาว่าอย่างไรดี?