เพราะความหิวโซ ชายตกงานแอบเนียนเข้างานแต่งเศรษฐี! แต่เมื่อถูกยื่นไมค์ให้พูดกลางงาน คำพูดของเขากลับทำให้เจ้าสาวหลั่งน้ำตา และสิ่งที่พ่อเจ้าสาวทำตามมาคือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด!

ตอนที่ 2: บททดสอบในเงามืดและการเผชิญหน้า แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าของกรุงเทพมหานครส่องกระทบกระจกตึกระฟ้าของ “วรโชติ โลจิสติกส์” บริษัทขนส่งและคลังสินค้ายักษ์ใหญ่ในเครือของเจ้าสัวเกริก กานต์ยืนอยู่หน้าตึกด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่วันนี้เป็นชุดเชิ้ตสีขาวเรียบๆ กางเกงสแล็กสีดำตัวใหม่ที่ซื้อมาจากเงินช่วยเหลือที่เจ้าสัวมอบให้เมื่อคืน เขากำนามบัตรสีทองในกระเป๋าเสื้อไว้แน่น มันไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่มันคือบัตรผ่านสู่ชีวิตใหม่ที่เขาไม่เคยฝันว่าจะได้รับ ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่แผนกบุคคล ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ฝ่ายบุคคลไม่ได้ตั้งคำถามเรื่องช่องว่างในการทำงานของเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงตรวจสอบประวัติการทำงานเดิมในฐานะอดีตหัวหน้าคลังสินค้าที่มีประสบการณ์กว่าแปดปี และใบประเมินผลการทำงานที่ยอดเยี่ยมจากบริษัทเก่า ก่อนจะพาเขาขึ้นไปยังคลังสินค้าหลักย่านบางนาในฐานะ “ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า” ทว่า โลกของความจริงไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ที่ศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ เสียงเครื่องจักรและรถโฟล์กลิฟต์ดังกระหึ่มไปทั่วอาณาบริเวณ กานต์ถูกแนะนำตัวให้รู้จักกับทีมงาน แต่สายตาที่มองตรงมายังเขากลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและความแคลงใจ โดยเฉพาะสายตาของ เอกชัย ผู้จัดการคลังสินค้าคนปัจจุบัน ชายวัยสี่สิบต้นๆ ที่มีท่าทีแข็งกร้าวและวางอำนาจ “เด็กเส้นของเจ้าสัวสินะ” เอกชัยเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่จงใจให้คนทั้งห้องได้ยิน ขณะที่กานต์ก้มศีรษะทำความเคารพ “ฉันไม่สนหรอกนะว่านายจะไปเลียแข้งเลียขาใครมาจากไหน หรือสร้างภาพอะไรไว้ แต่ที่นี่ทำงานด้วยหยาดเหงื่อและฝีมือ ถ้าคิดจะมาชุบมือเปิบ นั่งห้องแอร์กินเงินเดือนสบายๆ ขอบอกไว้ก่อนว่าคิดผิด ที่นี่ไม่มีที่ว่างให้คนไร้น้ำยา” กานต์สูดหายใจเข้าลึก ไม่ได้ตอบโต้ด้วยอารมณ์ เขารู้ดีว่าตนเองเข้ามาด้วยวิธีที่แปลกประหลาด และการได้รับความไว้วางใจจากคนที่ทำงานมาก่อนย่อมต้องใช้เวลา “ผมเข้าใจครับคุณเอกชัย ผมไม่ได้มาเพื่อแย่งตำแหน่งใคร และไม่ได้มานั่งเฉยๆ มีงานอะไรให้ทำ เรียกใช้ผมได้เต็มที่เลยครับ” เอกชัยแสยะยิ้มก่อนจะโยนแฟ้มเอกสารหนาเตอะลงบนโต๊ะ “ดี งั้นเริ่มจากเช็กสต็อกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าล็อตใหญ่ในโกดังสี่ให้เสร็จก่อนห้าโมงเย็น … Read more

ทุกคนคิดว่าฉันตายในเหตุการณ์เครื่องบินตก! พอกลับถึงบ้าน ครอบครัวของสามีกลับกำลังฉลองอย่างมีความสุขพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ของเขา ขณะกำลังเปิดพินัยกรรมของฉัน!(ตอนที่ 1)

ตอนที่ 2: การกลับมาของวิญญาณมีชีวิตและการเปิดโปง (PART 2) เสียงเพลงแดนซ์จังหวะเร้าใจในสวนหลังคฤหาสน์หรูย่านสุขุมวิทยังคงดังกระหึ่ม แสงไฟนีออนหลากสีสะท้อนกับประกายเพชรบนสร้อยคอที่วริศราสวมใส่—สร้อยคอแซฟไฟร์ล้อมเพชรแท้ที่ฉันซื้อมอบให้ตัวเองในวันครบรอบการก่อตั้งบริษัทครบสิบปี แต่บัดนี้มันกลับถูกประดับอยู่บนลำคอขาวผ่องของหญิงอื่นอย่างหน้าด้านๆ ฉันก้าวเท้าออกมาจากเงามืดของพุ่มไม้ดัด บาดแผลที่สีข้างและหัวไหล่ยังคงส่งความเจ็บปวดแปลบปลาบในทุกย่างก้าว แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของเปลวเพลิงโทสะที่ลุกโชนอยู่ในอก เสื้อผ้าของฉันมอมแมม เปื้อนคราบโคลนแห้งกรัง และแขนซ้ายถูกดามด้วยเฝือกชั่วคราวพร้อมผ้าพันแผลสีขาวหม่น ดวงตาของฉันจับจ้องตรงไปยังสามีและแม่สามีที่ไม่ต่างอะไรจากฝูงแร้งรุมทึ้งซากศพ เมื่อฉันเดินผ่านแถวโต๊ะจัดเลี้ยง ญาติคนหนึ่งของกานต์ที่กำลังยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มชะงักกึก แก้วแก้วนั้นร่วงหลุดจากมือตกลงพื้นหญ้าเสียงดังกังวาน เขาอ้าปากค้าง ชี้มือสั่นเทามาที่ฉันราวกับเห็นภูตผีปีศาจโผล่ขึ้นมาจากนรก “ผะ… ผี! ผีริญดาหลอกพวกเราแล้ว!” เสียงร้องลั่นนั้นทำให้เสียงเพลงที่กำลังบรรเลงหยุดชะงักลงทันที บรรดาแขกเหรื่อกว่าสามสิบชีวิตต่างหันมามองตามทิศทางของนิ้วมือนั้น ความเงียบงันอันน่าขนลุกแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความรื่นเริงชั่วพริบตา กานต์ที่ยืนอยู่บนเวทีกำลังยกแก้วไวน์ค้างไว้ในอากาศ รอยยิ้มเปี่ยมสุขบนใบหน้าของเขาแข็งทื่อและค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด “ริญ… ริญดา?!” กานต์ละล่ำละลัก เสียงของเขาสั่นเครือผ่านไมโครโฟน “เป็นไปไม่ได้… เธอ… เธอตายไปแล้วนี่! ข่าวออกประกาศชัดเจนว่าเครื่องบินตกในป่าลึก ไม่มีใครรอดสักคน!” คุณนายสุภาพรทำแฟ้มพินัยกรรมสีน้ำตาลร่วงจากตัก เธอผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ขาสองข้างสั่นเทาจนแทบทรงตัวไม่อยู่ “ผีหลอก! นังริญดา แกตายไปแล้ว อย่ามาหลอกมาหลอนพวกเรานะ! พระสงฆ์องค์เจ้าช่วยคุ้มครองด้วย!” ฉันก้าวขึ้นบันไดเวทีทีละขั้น เสียงรองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนของฉันกระทบพื้นไม้ยกระดับดังก้องในความเงียบสงัด ฉันไม่พูดอะไรจนกระทั่งขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้ากานต์และวริศราในระยะห่างเพียงแค่สองก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่ฉันใช้โชยมาจากตัวของวริศรา ทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอาเจียน “ทำไมเหรอ กานต์? คุณนายสุภาพร?” ฉันเอ่ยปากขึ้น … Read more

25 ปีที่พ่อเลี้ยงทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างเพื่อส่งผมเรียนจนจบปริญญาเอก… แต่วันรับปริญญา อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์กลับหน้าถอดสีเมื่อเห็นหน้าพ่อ ราวกับเจอคนจากอดีตที่คาดไม่ถึง!

ตอนที่ 2: เงาอดีตใต้คราบฝุ่นและรอยแผลที่ซ่อนไว้ ความเงียบที่โรยตัวลงมาอย่างกะทันหันกลางห้องประชุมทำให้ผมรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงจอแจของผู้คนรอบข้างเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงสายตาของศาสตราจารย์ธีรเดช อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผม ที่กำลังจับจ้องไปยังชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา พ่อเลี้ยงของผมยืนอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตตัวเก่าที่รีดจนเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ กางเกงสแล็กสีดำที่ชายขารุ่ยเล็กน้อย และรองเท้าคัตชูหนังเทียมราคาไม่กี่ร้อยที่เขาซื้อมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ สองมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ตาปลา และข้อนิ้วที่บวมโตจากการแบกหามอิฐหินปูนทรายมาค่อนชีวิต กำลังกุมเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว “คุณ… ธนา ใช่ไหม?” ศาสตราจารย์ธีรเดชเอ่ยปากขึ้นมา น้ำเสียงนั้นสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยมีลูกศิษย์คนไหนเคยได้ยินมาก่อน ชายผู้เข้มงวด นิ่งสงบ และเฉียบขาดที่สุดในคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำลังยืนตัวสั่น แววตาของอาจารย์เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ พ่อของผมไม่ได้ตอบในทันที เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงต่ำ หลบสายตาอันแหลมคมนั้น ริมฝีปากที่แห้งผากขยับเบาๆ “อาจารย์คงจำคนผิดแล้วครับ… ผมชื่อสมคิด เป็นแค่คนงานก่อสร้างรับจ้างทั่วไป” “ไม่มีทาง!” ศาสตราจารย์ธีรเดชก้าวเข้ามาประชิดตัวพ่อ อีกฝ่ายแทบจะลืมไปเสียสนิทว่ามีผมกับแม่ยืนอยู่ตรงนั้น “รอยแผลเป็นที่หางคิ้วซ้ายนั่น… กับดวงตาคู่นี้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปเกือบสามสิบปี หรือคุณจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไร ผมก็ไม่มีวันจำ อดีตหัวหน้าทีมวิจัยโครงสร้างอัจฉริยะของมหาวิทยาลัยโตเกียวผิดไปได้แน่นอน! ธนา… คุณหายสาบสูญไปไหนมาเกือบสามสิบปี? ทุกคนในวงการคิดว่าคุณตายไปแล้วในเหตุการณ์ครั้งนั้น!” คำพูดของอาจารย์เหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจผม ผมหันไปมองแม่ แม่เองก็เอามือทาบอก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสับสนไม่แพ้กัน แม่รู้เพียงว่าพ่อเป็นคนต่างจังหวัดที่ไม่มีญาติพี่น้อง ย้ายมารับจ้างทำงานก่อสร้างในลพบุรีตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ไม่เคยมีใครรู้ว่าก่อนหน้านั้นพ่อเป็นใคร หรือมาจากไหน … Read more

ผมวนรถกลับบ้านเพื่อไปเอาแฟ้มเอกสารที่ลืมไว้ แต่กลับต้องช็อกแทบสิ้นสติ เมื่อพบภรรยาที่ตั้งครรภ์ 8 เดือนแอบร้องไห้อยู่ใต้โต๊ะกินข้าว ขณะที่แม่แท้ๆ ของผมกำลังยัดก้างปลาแหลมคมเข้าปากเธออย่างทารุณ!

ตอนที่ 2: ความจริงอันดำมืดและเสียงกรีดร้องใต้ฝ่าเท้า ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของผมสะดุดหยุดนิ่ง เลือดในกายเย็นเฉียบเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็งขั้วโลก ใต้โต๊ะกินข้าวไม้สักตัวใหญ่ รินกำลังนั่งขดตัวคุดคู้ สองแขนเล็กๆ ที่ผอมแห้งอย่างน่าใจหายโอบกอดท้องนูนเด่นวัยแปดเดือนของเธอไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านเหมือนลูกนกที่เปียกปอนท่ามกลางพายุฝน ใบหน้าของเธอขาวซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ริมฝีปากแตกแห้งและมีรอยเลือดซึมออกมาเป็นทางยาว ตรงหน้าของเธอคือคุณนายสมพร แม่แท้ๆ ผู้ให้กำเนิดผม แม่ไม่ได้สวมชุดลำลองดูใจดีเหมือนตอนที่อยู่ต่อหน้าผม แต่ใบหน้ากลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆ ในมือขวาของแม่ถือจานกระเบื้องเก่าๆ ที่มีเศษกระดูกและก้างปลาทูทอดไหม้เกรียมที่แหลมคมวางกองระเกะระกะ ส่วนมือซ้ายของแม่กำลังจิกกระชากกลุ่มผมยาวของริน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นจากพื้น “ทำไม! แกคิดว่าท้องลูกให้ไอ้นนท์แล้วแกจะกลายเป็นเจ้าหญิงของบ้านนี้งั้นเหรอ?” เสียงของแม่แหลมสูงจนบาดลึกเข้าไปในแก้วหู “ไอ้นนท์มันเหนื่อยสายตัวแทบขาด ออกไปหาเงินงกๆ คนเดียว ส่วนแกนอนสบายอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่ทำห่าเหวอะไรสักอย่าง! ข้าวที่แกแดกไปแต่ละคำมันเงินลูกชายฉันทั้งนั้น! ถ้าไม่อยากกินเนื้อดีๆ ก็กินก้างพวกนี้เข้าไปซะ มันมีแคลเซียมไม่ใช่เหรอไง! อ้าปากเดี๋ยวนี้ นังกาฝาก!” “คุณแม่คะ… ฮึก… รินขอร้อง… อย่าทำอะไรลูกเลยนะคะ…” รินสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มที่ซูบตอบ เธอพยายามใช้ฟันขบปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้เศษก้างปลาที่แม่ยัดเข้ามาทิ่มแทงลึกเข้าไปในลำคอ “รินเจ็บ… รินยอมแล้วค่ะ แต่ขอร้อง อย่าทำลูกในท้องเลย…” “เจ็บสิดี! จะได้จำ! อย่าคิดว่าลูกชายฉันรักแกแล้วฉันจะยอมให้แกมาชูคอในบ้านหลังนี้!” แม่ตวาดลั่น พร้อมกับใช้ปลายด้ามช้อนงัดปากของรินอย่างรุนแรง พยายามจะยัดเศษกระดูกปลาที่แหลมคมเข้าไปอีกครั้ง “หยุดเดี๋ยวนี้!!!” ผมระเบิดเสียงคำรามออกมาสุดเสียง … Read more

สามีตัวดีเปิดตัวเมียน้อยเป็น “หุ้นส่วนชีวิตคนใหม่” ต่อหน้าพนักงานกว่า 500 ชีวิต พร้อมสั่งไล่ฉันออกจากบริษัทอย่างไม่ไว้หน้า! ทว่าเพียง 10 นาทีต่อมา ประตูห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลักเปิดออก เมื่อประธานกรรมการบริหารปรากฏตัวขึ้นเพื่อเปิดเผยความจริงว่าใครกันแน่คือผู้ถือหุ้น 90% ตัวจริง จนทำให้พวกเขาทรุดลงคุกเข่าอ้อนวอนอย่างสิ้นท่า!

ภาค 2 (Part 2): การตลบหลังอันสาสมและอำนาจที่แท้จริง ความเงียบเข้าปกคลุมห้องบอลรูมราวกับเวลาถูกหยุดหมุน เสียงกระซิบกระซาบของพนักงานและนักข่าวเริ่มดังเซ็งแซ่ สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่ฉัน รินรดา ผู้หญิงที่ทุกคนรู้ดีว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของซีอีโอหนุ่มไฟแรง ทว่าบนเวที ภวัตกลับยืนโอบเอววิรินทร์อย่างแนบแน่น ทั้งสองส่งรอยยิ้มเยาะเย้ยลงมายังโต๊ะวีไอพีที่ฉันนั่งอยู่ วิรินทร์จับไมโครโฟนขึ้นมาพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ปลายนิ้วกรีดกรายลูบไล้สร้อยเพชรน้ำงามที่คอของเธอ “ขอบคุณทุกท่านค่ะ และขอบคุณคุณภวัตที่มอบความไว้วางใจให้ฉัน ทั้งในฐานะรองประธานคนใหม่และคนรู้ใจ ส่วนใครบางคนที่หมดประโยชน์ เป็นแค่กาฝากเกาะความสำเร็จของสามีไปวันๆ ก็ควรจะรู้ตัวและถอยออกไปได้แล้วนะคะ อย่าให้ต้องใช้ความรุนแรงเลย” ภวัตหัวเราะในลำคออย่างเหี้ยมเกรียม ก่อนจะชี้นิ้วตรงมาที่ฉัน “รินรดา! รปภ. อยู่ไหน! ลากผู้หญิงคนนี้ออกไปจากงานเดี๋ยวนี้! เธอไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่อีกต่อไป พรุ่งนี้ฉันจะส่งทนายเอาใบหย่าไปให้เธอเซ็น แล้วไสหัวออกจากบ้านของฉันไปแต่ตัวซะ อย่าคิดว่าจะได้เงินจากฉันแม้แต่บาทเดียว!” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนเดินตรงเข้ามาหาฉัน แขกในงานบางคนเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ บางคนส่ายหน้าด้วยความเวทนา แต่แทนที่ฉันจะร้องไห้ฟูมฟายหรือกรีดร้องอย่างคนบ้า ฉันกลับค่อยๆ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง ความเจ็บปวดที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก “คุณภวัตคะ… แน่ใจแล้วเหรอคะที่จะทำแบบนี้?” ฉันเอ่ยถามผ่านความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย “หึ! คิดว่าฉันล้อเล่นงั้นเหรอ?” ภวัตตะคอกกลับอย่างหยิ่งยโส “บริษัทนี้คืออาณาจักรของฉัน ฉันคือซีอีโอ ฉันมีอำนาจเด็ดขาดที่สุดที่นี่ ใครจะขัดคำสั่งฉันได้!” ปัง! ทันใดนั้นเอง ประตูไม้โอ๊กบานยักษ์ของห้องบอลรูมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยเสียงอันดังกึกก้อง เสียงนั้นทรงพลังจนทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชะงักฝีเท้า … Read more

ตอนที่ 2 (PART 2)หลังจากฉันเซ็นใบหย่า ฉันก็หยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมาดู… ในบัญชีมีเงินอยู่ 14.7 ล้านบาท! ในขณะที่อดีตสามีโยนเศษเงินให้แค่ 44,500 บาท เป็น “ส่วนแบ่ง” สินสมรส!

ตอนที่ 2 (PART 2) เสียงนาฬิกาปลุกเรือนแรกดังขึ้นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องเช่าขนาด 58 ตารางเมตรที่เงียบสงัด ไม่มีเสียงกรนอย่างหงุดหงิดของพี่วิน ไม่มีคำสั่งให้รีบต้มกาแฟหรือรีดเสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูให้เขาอีกต่อไป ฉันก้าวลงจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานเดิม แต่แววตาที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่แววตาของผู้หญิงอมทุกข์ที่ยอมจำนนอีกแล้ว รอยคล้ำใต้ตา รูปร่างที่เปลี่ยนไปเพราะอุ้มท้องและคลอดลูกสาว มันคือร่องรอยของความเสียสละที่ผู้ชายใจแคบมองข้ามไปอย่างน่ารังเกียจ ฉันหยิบโทรศัพท์เครื่องลับขึ้นมา ต่อสายตรงหา คุณแพรว ผู้จัดการส่วนตัวและหุ้นส่วนเบื้องหลังของฉันทันที “แพรว ยกเลิกสัญญาเช่าห้องพักรายเดือนที่สุขุมวิททั้งหมด แล้วจัดการโอนกรรมสิทธิ์เพนต์เฮาส์โครงการใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฉันซื้อสดไว้เมื่อปลายปีที่แล้วให้เสร็จภายในบ่ายนี้เลยนะ” “พี่แนน! ในที่สุดพี่ก็พร้อมจะย้ายเข้าไปแล้วเหรอคะ? แพรวเตรียมเรื่องทีมงานดูแลความปลอดภัยกับแม่บ้านส่วนตัวไว้ให้พร้อมหมดแล้วค่ะ แล้วเรื่องงานเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่ะคะ?” “จัดเต็มตามแผนเดิมได้เลยแพรว ถึงเวลาที่ ‘มาดามเอ็น’ ตัวจริงจะต้องปรากฏตัวแล้ว” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในโลกออนไลน์ไม่มีใครไม่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์และนักลงทุนสาวลึกลับนามว่า ‘มาดามเอ็น’ (Madame N) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทมีเดียชั้นนำ เจ้าของแบรนด์ความงามและขนมหวานที่ทำยอดขายถล่มทลายทั่วประเทศ แต่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าจริงของเธอ เพราะฉันเลือกที่จะสื่อสารผ่านมุมกล้องแบบปกปิดตัวตน เพื่อถนอมอีโก้และศักดิ์ศรีจอมปลอมของอดีตสามีที่คิดว่าตัวเองเป็นช้างเท้าหน้าของบ้านมาโดยตลอด แปดโมงเช้า ฉันพาน้องไอรินขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดัง วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันต้องเข้าไปที่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ฉันและพี่วินทำงานอยู่ เพื่อยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานทั่วไป ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในแผนก เสียงซุบซิบนินทาก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที “ดูสิ โดนผัวทิ้งแล้วยังกล้าแบกหน้ามาทำงานอีก” “ก็นึกว่าจะหยิ่ง ที่แท้ก็โดนเด็กใหม่อย่างน้องพลอยเขี่ยตกรอบ สงสารก็สงสารนะ แต่ทำตัวเองแท้ๆ ปล่อยตัวจนพังขนาดนั้น” ฉันเดินผ่านโต๊ะของเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นไปด้วยสีหน้าราบเรียบ … Read more

End: แปดปีเต็มที่ฉันวิ่งตามผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดหันมารัก

ไอความชื้นของป่าดิบชื้นแถบเทือกเขาสันกาลาคีรีคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นดินเปียกและกลิ่นสนิมของเหล็กกล้า ค่ำคืนนี้ไร้แสงจันทร์ มีเพียงสายฝนพรำหนาทึบที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย มาริสาในชุดพรางสีเข้มแนบตัว หมอบนิ่งอยู่หลังโขดหินใหญ่ริมลำธารสายแคบ นิ้วชี้ขวาของเธอแตะอยู่ที่โกร่งไกปืนทราโวร์ (Tavor TAR-21) หัวใจเต้นหนักแน่นเป็นจังหวะคงที่ สามสิบเมตรข้างหน้า โรงเลื่อยร้างกลางหุบเขาคือรังลับชั่วคราวของพวกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธสงครามเดินตรวจตราอยู่รอบนอกสี่คน “เป้าหมายยืนยันแล้ว” เสียงกระซิบผ่านวิทยุสื่อสารแนบหูของผู้กองตะวันดังลอดมา “รถตู้บรรทุกสารตั้งต้นยาเสพติดและลังอาวุธมาถึงแล้ว ชายสวมเสื้อกั๊กหนังกลางกลุ่มคือ ‘อิบราฮิม’ มือขวาของนายพลซาการียา คนที่คุมสายส่งและเป็นคนสั่งการลอบยิงสารวัตรมนัสเมื่อสิบปีก่อน” คำว่า ‘สารวัตรมนัส’ ดังก้องเข้าสู่โสตประสาทของมาริสา เลือดในกายของเธอพลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความผิดหวังในรัก กลับกลายเป็นประกายคมกล้าและเย็นเยียบ นี่คือวินาทีที่เธอรอคอยมาตลอดทั้งชีวิต ไม่ใช่เพื่อใคร… แต่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้พ่อของเธอ “ชุดที่หนึ่ง เข้าโอบล้อมปีกซ้าย” ตะวันสั่งการ “หมวดริสา ประจำจุดคุ้มกันมุมสูง อย่าเพิ่งเปิดฉากยิงจนกว่าเราจะตัดกระแสไฟ” “รับทราบค่ะ” ทว่า แผนการไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เปรี้ยง! เสียงปืนไรเฟิลซุ่มยิงดังสนั่นขึ้นจากเนินเขาฝั่งตรงข้าม ร่างของตำรวจนายหนึ่งในชุดที่หนึ่งทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสดพุ่งกระฉูด “กับดัก! พวกมันมีสไนเปอร์คอยระวังหลัง!” ตะวันตะโกนลั่นผ่านสัญญาณวิทยุ “ถอยก่อน! หาที่กำบัง!” เสียงปืนกลอาก้ากราดยิงตอบโต้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่า เปลวไฟจากปากกระบอกปืนสว่างวาบเป็นจังหวะ ตัดผ่านม่านฝนที่โปรยปราย กระสุนพุ่งเจาะใบไม้และกิ่งไม้หักกระจาย มาริสาขบกรามแน่น เธอไม่ยอมถอย สายตาของเธอจับจ้องไปยังอิบราฮิมที่กำลังเร่งรีบขนกระเป๋าเอกสารและแฟ้มข้อมูลสำคัญขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อหลบหนี ถ้าปล่อยให้มันหนีไปได้ในคืนนี้ หลักฐานที่จะลากตัวนายพลซาการียาและล้างมลทินให้พ่อของเธอจะหายสาบสูญไปตลอดกาล … Read more

เพราะเขา ฉันถึงยอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นตำรวจ เพราะเขา ฉันถึงทนต่อบาดแผล ความเสี่ยง และค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่แทบไม่ได้กลับบ้านแบบมีลมหายใจ

เพราะเขา ฉันถึงยอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นตำรวจ เพราะเขา ฉันถึงทนต่อบาดแผล ความเสี่ยง และค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่แทบไม่ได้กลับบ้านแบบมีลมหายใจ

แต่ในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปราย ภาพที่เห็นเขากางร่มให้ผู้หญิงอีกคนกลับทำให้ฉันตาสว่าง

ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ แต่เป็นเพราะผู้หญิงที่เขาอยากทะนุถนอม…ไม่เคยเป็นฉันเลยต่างหาก

เวลาตีหนึ่งครึ่ง ฉันเดินกอดแฟ้มคดีหนาเตอะสามเล่มออกมาจากห้องเก็บหลักฐาน กองบังคับการปราบปราม ไหล่ซ้ายของเครื่องแบบเปียกชื้น ไอร้อนชื้นปนหนาวเหน็บของละอองฝนยามดึกในกรุงเทพฯ ซึมลึกผ่านเนื้อผ้า

เมื่อก้าวมาถึงสุดทางเดินกระจก สายตาก็พลันหยุดชะงัก

ด้านนอกประตูหน้าอาคาร พันตำรวจโท ภีมเดช ยืนถือร่มคันใหญ่สีดำ

ข้างกายเขาคือ หมอนลิน แพทย์นิติเวชสาวที่เพิ่งย้ายมาร่วมงานกับแผนกเราได้เพียงสองเดือน

นลินกำลังพูดอะไรบางอย่างพลางคลี่ยิ้มหวาน สารวัตรภีมโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อตั้งใจฟังเธอ ก่อนที่มุมปากคมคายคู่นั้นจะยกยิ้มตาม

ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาทแบบที่เขาใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่น ละมุนตา ราวกับว่าโลกทั้งใบผ่อนคลายลงเพียงเพราะมีเธออยู่ตรงหน้า

ไหล่ขวาของเขาเปียกฝนจนชุ่มโชก แต่เขากลับเอียงร่มไปทางเธอเกือบทั้งหมด ยอมให้ตัวเองเปียกปอนดีกว่าปล่อยให้ละอองฝนแตะต้องตัวเธอแม้แต่น้อย

ฉันยกมือกุมหน้าอกที่ปวดแปลบ

แปดปี… แปดปีที่ฉันเฝ้ารอเพียงเศษเสี้ยวของรอยยิ้มแบบนั้น

ตอนอายุสิบแปด ฉันเจอเขาครั้งแรกในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติข้าราชการตำรวจดีเด่นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอนนั้นเขาอายุยี่สิบหก เป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรงอนาคตไกล ยืนสง่างามบนเวทีด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว ส่วนฉันเป็นเพียงเด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาที่ยังเคว้งคว้างกับอนาคต

คืนนั้นคืนเดียวทำให้ฉันมีเป้าหมาย

ฉันอยากเก่งเหมือนเขา… หรือพูดให้ตรงกว่านั้น ฉันอยากยืนอยู่เคียงข้างเขา

แม่โกรธแทบขาดใจตอนรู้ว่าฉันจะเบนเข็มไปสอบเข้านายร้อยตำรวจหญิง

“ลูกเอ๊ย ผู้หญิงไปเป็นตำรวจมันลำบาก ทำไมไม่เรียนครูอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก?”

ฉันได้แต่นิ่งเงียบ กัดฟันอ่านหนังสือ ฝึกร่างกายอย่างหนักหน่วงทุกวัน โดนทุบตีล้มลุกคลุกคลานในค่ายฝึก หัวเข่าถลอก ฝ่ามือแตกเป็นแผล คืนแล้วคืนเล่าที่แอบนอนร้องไห้เพราะความเหนื่อยล้า แต่ฉันไม่เคยยอมแพ้

เมื่อเรียนจบและได้ติดยศ ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา จึงทำเรื่องขอบรรจุลงกองกำกับการสืบสวนสอบสวน หน่วยเดียวกับที่สารวัตรภีมประจำการอยู่

สามปีเต็มที่ทำงานใต้บังคับบัญชาของเขา ตื่นแต่เช้ามืด ไล่ล่าคนร้าย บุกตะลุยไปยังจุดเสี่ยงอันตรายที่แม้แต่นายตำรวจชายยังต้องคิดหนัก คดีฆาตกรรมแรกในชีวิตทำให้ฉันตกใจจนวิ่งออกมาอาเจียน แต่ก็รีบเช็ดปากแล้วกลับเข้าไปทำงานต่อ

คราวที่วิ่งไล่จับคนร้ายมีอาวุธปืนจนแขนขวาโดนเศษแก้วบาดลึก เย็บไปสิบสี่เข็ม สารวัตรภีมแวะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลตำรวจ

เขายืนอยู่แค่ตรงกรอบประตูห้อง

“เป็นยังไงบ้าง”

ฉันยิ้มกว้างทั้งที่ปวดระบม “สบายมากค่ะสารวัตร แผลแค่นิดเดียว”

เขาพยักหน้ารับ “ดีแล้ว พักผ่อนให้หายไวๆ”

แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ แต่ความห่วงใยอันน้อยนิดนั้นกลับทำให้ฉันนอนยิ้มคนเดียวได้ทั้งคืน

ฉันเป็นคนเดียวที่คอยชงกาแฟร้อนวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขาทุกเช้า

เป็นคนช่วยจัดเรียงสำนวนคดีเก่าๆ ยามเขาต้องอยู่เวรดึก

แอบสั่งข้าวกล่องมาวางให้เวลาเห็นเขาทำงานจนลืมกิน

และเป็นคนแรกที่ยกมืออาสาเสมอเมื่อมีภารกิจเสี่ยงตาย

คนทั้งกองกำกับการรู้ดีว่าฉันคิดอย่างไรกับเขา ดาบชัย ตำรวจรุ่นพี่ประจำแผนกเคยเอ่ยแซวตรงๆ

“หมวดริสา อยู่มาสามปีแล้วนะ ยังไม่ถอดใจจากสารวัตรอีกเหรอ?”

ฉันทำได้เพียงยิ้มเจื่อน “สักวันสารวัตรคงมองเห็นบ้างค่ะพี่ดาบ”

ทว่าภาพกลางสายฝนคืนนี้ได้ตัดสายป่านความหวังเส้นสุดท้ายลงอย่างเด็ดขาด

สารวัตรภีมไม่ได้เป็นคนไร้หัวใจ เขาเป็นห่วงคนอื่นเป็น เขายิ้มหวานเป็น และเขายอมเปียกฝนเพื่อปกป้องใครสักคนได้… แค่คนๆ นั้นไม่ใช่ฉัน

ฉันเดินกลับเข้าห้องทำงานที่เงียบสงัด เปิดลิ้นชักชั้นล่างสุด หยิบแบบฟอร์มคำร้องขอย้ายราชการที่ซุกซ่อนไว้กว่าหกเดือนออกมา

มีตำแหน่งว่างในพื้นที่ห่างไกลแถบชายแดนภาคใต้ พื้นที่สีแดง กำลังพลขาดแคลน คดีคั่งค้าง และแทบไม่มีใครอยากย้ายไป

ฉันหยิบปากกา จรดหมึกเขียนชื่อตัวเอง

ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา พงศ์พิจิตร

ระบุหน่วยงานปลายทาง: สภ. แว้ง จังหวัดนราธิวาส

ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันยื่นใบคำร้องต่อฝ่ายกำลังพลทันที นายตำรวจฝ่ายอำนวยการเรียกฉันเข้าไปคุยด้วยสีหน้ากังวล

“หมวดริสา แน่ใจแล้วเหรอ? พื้นที่ตรงนั้นมันอันตรายมากนะ รู้ใช่ไหม?”

“ทราบดีค่ะผู้การ ดิฉันมั่นใจ”

“มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าถึงอยากลงไปที่นั่น?”

ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ดิฉันอยากพิสูจน์ตัวเองในงานสืบสวนคดีความมั่นคงค่ะ”

นั่นไม่ใช่เรื่องโกหก… แต่ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

เพราะเป็นพื้นที่ขาดแคลนกำลังพล คำสั่งโยกย้ายจึงได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วเป็นกรณีพิเศษ ฉันมีเวลาเคลียร์งานและเตรียมตัวเพียงหนึ่งสัปดาห์

ตลอดสัปดาห์นั้น ฉันทำงานตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไม่ชงกาแฟไปวางที่โต๊ะของเขาอีกต่อไป

ไม่คอยถามไถ่ว่าเขากินข้าวแล้วหรือยัง

และไม่รอส่งเขากลับบ้านหลังเลิกเวร

มีอยู่วันหนึ่ง เขาเดินมามองโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าแล้วหันมาทัก

“หมวดริสา”

ฉันเงยหน้าขึ้น “คะ สารวัตร?”

“ช่วงนี้ไม่ได้ชงกาแฟเหรอ?”

ฉันสบตาเขานิ่ง ส่งยิ้มสุภาพตามระเบียบราชการ “ในห้องพักเวรมีกาแฟแคปซูลของส่วนกลางแล้วค่ะ สะดวกกว่า”

สารวัตรภีมจ้องหน้าฉันอยู่ครู่ใหญ่ เหมือนมีบางอย่างจะพูด แต่เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน และเช่นเคย งานต้องมาก่อนเสมอ

ในค่ำคืนสุดท้าย ฉันเก็บเอกสารและส่งมอบงานทั้งหมดลงกล่อง ลังกระดาษใบเล็กบรรจุของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

แก้วน้ำใบเก่า

สมุดบันทึก

ต้นไม้จิ๋วที่รดน้ำมาสามปี

และรูปถ่ายจากปฏิบัติการปิดล้อมจับกุมครั้งแรก ในรูปนั้นฉันยืนอยู่เยื้องด้านหลัง กำลังแอบมองแผ่นหลังของสารวัตรภีม ขณะที่สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า

ฉันยิ้มเยาะให้ตัวเองในรูป… แม้แต่ในภาพถ่าย ก็มีเพียงฉันคนเดียวที่เฝ้ามองเขา

ฉันยกต้นไม้ส่งให้ดาบชัย

“ฝากดูแลต่อนะคะพี่ดาบ”

“อ้าว จะไปไหนล่ะหมวด?”

“ฉันได้รับคำสั่งย้ายไปประจำที่ใหม่น่ะค่ะ”

ดาบชัยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “แล้ว… สารวัตรภีมรู้เรื่องหรือยัง?”

ฉันส่ายหน้าเบาๆ “เดี๋ยวสารวัตรก็คงทราบตามขั้นตอนค่ะ”

ตีห้าตรงของวันรุ่งขึ้น ฉันก้าวขึ้นรถไฟขบวนล่องใต้ออกจากสถานีกลางกรุง

ไม่มีข้อความลาส่งหาเขา

ไม่มีจดหมายทิ้งไว้

และไม่มีการสารภาพความรู้สึกใดๆ

เป็นครั้งแรกในรอบแปดปีที่ฉันไม่ต้องเอ่ยคำร่ำลากับผู้ชายที่ไม่เคยเอ่ยปากขอให้ฉันอยู่

สามชั่วโมงหลังรถไฟเคลื่อนขบวน สารวัตรภีมก้าวเข้ามาในห้องทำงาน สายตาคมสะดุดเข้ากับโต๊ะที่ว่างเปล่าไร้ร่องรอยข้าวของของฉัน

เขาเดินตรงเข้าไปถามทันที “หมวดริสาไปไหน?”

ดาบชัยเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “อ้าว ย้ายไปแล้วครับสารวัตร คำสั่งลงปลายทางสามจังหวัดชายแดนใต้ ออกเดินทางไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”

ใบหน้าของสารวัตรภีมแข็งค้าง นัยน์ตาวูบไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ตั้งแต่เมื่อไหร่… ทำไมไม่มีใครรายงานผม?”

“เรื่องส่งผ่านฝ่ายกำลังพลไปเรียบร้อยแล้วครับ พวกผมก็นึกว่าสารวัตรเซ็นรับทราบเรื่องแล้วเสียอีก”

ภีมเดชหยิบแฟ้มสรุปงานที่ฉันทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาเปิด ปลายกระดาษแผ่นสุดท้ายมีลายมือสั้นๆ เขียนไว้

ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะตลอดสามปีที่ผ่านมาค่ะ ขอให้สารวัตรปลอดภัยและประสบความสำเร็จในทุกภารกิจ

ไม่มีคำว่าคิดถึง

ไม่มีคำว่าดูแลตัวเองด้วย

ไม่มีข้อความส่วนตัวใดๆ แม้แต่คำเดียว

หมอนลินเดินถือแฟ้มผลชันสูตรเข้ามาพอดี “สารวัตรภีมคะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ สีหน้าดูไม่ดีเลย”

แต่คราวนี้ภีมเดชไม่ได้หันไปตอบเธอ เขากดโทรศัพท์ต่อสายหาฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ครั้งที่หนึ่ง…

ครั้งที่สอง…

ครั้งที่สาม…

มีเพียงเสียงสัญญาณรอสายที่ไร้คนตอบรับ

ขณะที่เขากำลังยืนจ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความสับสนและร้อนรน เสียงโทรศัพท์สายตรงบนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้น

ปลายสายคือผู้บังคับการกองปราบปราม

“ภีมเดช เรื่องหมวดริสาย้ายลงใต้ คุณรู้เรื่องแล้วใช่ไหม?”

“…เพิ่งทราบครับผู้การ”

“งั้นคุณคงยังไม่รู้เบื้องลึกว่าทำไมทางนั้นถึงเจาะจงขอตัวเธอไปเป็นกรณีพิเศษ”

คิ้วของภีมเดชขมวดมุ่น หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาด “หมายความว่ายังไงครับ?”

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่น้ำเสียงเคร่งขรึมของผู้บังคับบัญชาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ

“ภีม… คดีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่มาริสาลงไปตามสืบที่นั่น คือเครือข่ายเดียวกับที่วางระเบิดลอบสังหารคุณจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อสามปีก่อน และที่สำคัญที่สุด… มีความจริงเรื่องประวัติเบื้องหลังของเธอ ที่เธอยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกปิดไม่ให้คุณรู้”

Read more

Part 3: ถักทอสายใยที่ขาดหาย (End) 

Part 3: ถักทอสายใยที่ขาดหาย (End) ไออุ่นจากฝ่ามือของอนาวินทำให้ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมหัวใจฉันมาตลอดหกปีละลายหายไป ฉันไม่ได้เบี่ยงหน้าหลบ สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นทำให้ความทรงจำเก่า ๆ ไหลย้อนกลับมา ราวกับกาลเวลาที่พรากเราจากกันไม่เคยมีอยู่จริง “วิน… เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฉันเอ่ยเสียงแผ่ว พลางจับมือของเขาที่แนบอยู่บนแก้มฉัน “พ่อของฉันปลอดภัยและอยู่มาได้อีกสี่ปีเต็มก่อนจะจากไปด้วยโรคชราอย่างสงบ เงินก้อนนั้นช่วยต่อลมหายใจให้พ่อ และฉันก็ไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจแบบนั้น สิ่งเดียวที่ฉันรู้สึกผิดมาตลอด… คือฉันไม่ได้มีโอกาสอธิบายให้เธอเข้าใจ” “อย่าพูดว่าไม่เสียใจเลยริน” อนาวินดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดของเขาอย่างรวดเร็วและแนบแน่น แขนแกร่งทั้งสองข้างโอบรัดรอบตัวฉันราวกับกลัวว่าฉันจะสลายหายไปในความมืดมิดอีกครั้ง เขากดใบหน้าลงกับลาดไหล่ของฉัน เสียงสะอื้นของเขาทำให้แผ่นอกของฉันสั่นไหว “คนที่ควรขอโทษคือฉันต่างหาก ฉันมันตาบอด ฉันปล่อยให้ความแค้นบังตาจนมองไม่เห็นความจริง ฉันทำร้ายเธอด้วยคำพูดเลือดเย็นพวกนั้นได้ยังไง… ‘คนนอก’ งั้นเหรอ? ฉันเกลียดตัวเองเหลือเกินที่พูดคำนั้นออกไป” ฉันยกแขนขึ้นกอดตอบเขา สัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของคนตรงหน้า น้ำตาของเราทั้งสองคนหยดรดลงบนบ่าของกันและกัน ล้างมลทินและความเข้าใจผิดที่ค้างคากันมาเนิ่นนาน เจ้าขนมปังเห็นพวกเรากอดกัน มันก็ส่งเสียงครางอย่างมีความสุขแล้วใช้หัวดันแทรกเข้ามาตรงกลางระหว่างเราสองคน หางของมันแกว่งส่ายไปมาอย่างบ้าคลั่งจนกิ่งไม้ใบหญ้ารอบข้างไหวตาม เสียงขำเบา ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของอนาวินทั้งน้ำตา เขาผละตัวออกเล็กน้อยแล้วก้มลงลูบหัวเจ้าโกลเด้นตัวโปรด “ดูสิ… หกปีที่ผ่านมา มันไม่เคยกระดิกหางให้ใครมากขนาดนี้มาก่อนเลยนะ แม้แต่ฉันที่เป็นคนให้อาหารมันทุกวัน มันก็ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนรอคอยใครบางคนเสมอ” อนาวินสบตาฉัน แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยนที่ฉันโหยหา “ขนมปังมันฉลาดกว่าฉันเยอะ มันไม่เคยลืมแม่ของมันเลยแม้แต่วินาทีเดียว” “ขนมปังเด็กดี…” ฉันย่อตัวลงกอดเจ้าหมาตัวโต มันรีบเอาหน้ามาซุกซอกคอฉันแล้วเลียคราบน้ำตาบนแก้มออกให้อย่างแสนรู้ “แม่ขอโทษนะลูก … Read more

Part 2:หกปีที่เลิกรา… เมื่อได้พบกันอีกครั้งในเอาท์ติ้งบริษัท เขากลับบอกทุกคนว่าไม่รู้จักฉัน แต่เจ้าตูบตัวเดิมที่ห่างหายกันไปนาน กลับกระชากสายจูงแล้ววิ่งโผเข้ามากอดฉันต่อหน้าทุกคน

Part 2: รอยแผลในเงามืด ความเงียบสงัดริมอ่างเก็บน้ำมีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเกลียวคลื่นซัดกระทบฝั่ง แสงไฟสีสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบใบหน้าของอนาวิน ดวงตาคมกริบคู่นั้นคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่เขาพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชาตลอดหลายปีระเบิดออกมาผ่านสายตาที่มองตรงมายังฉัน “รินดา… บอกฉันมาสิ ว่าเธอรับเงินสองล้านจากแม่ฉัน แล้วทิ้งฉันไปจริง ๆ ใช่ไหม?” คำถามนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลเดิม ฉันมองดูรูปถ่ายกระดาษสัญญาแผ่นนั้น ลายเซ็นของฉันปรากฏอยู่ตรงมุมขวาล่างเด่นชัด หมึกสีน้ำเงินที่เคยจรดลงไปเมื่อหกปีก่อน วันนี้มันกลับกลายเป็นหลักฐานตอกย้ำว่าฉันคือผู้หญิงหน้าเงินที่ไร้หัวใจในสายตาของเขา ริมฝีปากของฉันสั่นระริกจนแทบไม่อาจเปล่งเสียง ลมหายใจติดขัด “วิน… ฉัน…” “ทำไมไม่ตอบล่ะ?” เสียงของเขาเข้มขึ้น แตกพร่าและสั่นเครือ “บอกฉันสิว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง! บอกฉันว่าลายเซ็นนี้เป็นของปลอม! ตลอดหกปีที่ผ่านมา ฉันแทบจะเป็นบ้า ฉันเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าฉันทำอะไรผิด ฉันดูแลเธอไม่ดีตรงไหน หรือเพราะตอนนั้นฉันเป็นแค่วิศวกรจบใหม่ที่ไม่มีอนาคต ไม่มีเงินทองให้เธอสุขสบาย เธอถึงได้ทิ้งฉันไปโดยไม่แม้แต่จะร่ำลา!” เขาก้าวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิมที่เขาใช้มาตลอด กลิ่นไม้สนอ่อน ๆ ที่เคยให้ความอบอุ่น แต่ในยามนี้มันกลับทำให้หัวใจของฉันบีบรัดจนเจ็บปวด “แต่พอฉันเห็นเอกสารแผ่นนี้…” อนาวินส่งเสียงหัวเราะเยาะหยันตัวเองในลำคอ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินผ่านโหนกแก้มของเขา “คำตอบทุกอย่างมันชัดเจนยิ่งกว่ากระจกเงา เธอขายความรักหกปีของเรา ขายครอบครัวเล็ก ๆ ที่เราสร้างมาด้วยกัน ทิ้งฉัน… ทิ้งเจ้าขนมปัง แลกกับเศษเงินสองล้านบาทของแม่ฉัน!” “มันไม่ใช่เศษเงินนะวิน!” ฉันตะโกนสวนออกไปทั้งน้ำตา เสียงของฉันสั่นไหวและแตกพร่าจนแทบไม่ได้ยิน … Read more