ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท — ฉันก้าวขึ้นรถแล้วบอกคนขับเรียบ ๆ: “ลุงคะ… ไม่ต้องไปที่โรงแรม”
“ริน ยกรถเจ้าสาวให้เชอริลนั่งไปก่อนนะ เธอไปนั่งแท็กซี่คันหลังสุดแทนแล้วกัน…”
ขบวนรถหรูสีดำขลับสิบสองคันจอดเรียงรายอยู่ใต้คอนโดหรูใจกลางสุขุมวิท คันหน้าสุดคือ Rolls-Royce Phantom ป้ายแดงคันงาม รถเจ้าสาวที่ฉันเป็นคนเลือกและจัดแจงด้วยตัวเอง ถูกประดับประดาด้วยกุหลาบสีแดงสดและดอกเบบี้บรีธนับพันดอก
วันนี้คือวันแต่งงานของฉัน ฉันยืนมองตัวเองในกระจก สวมชุดเจ้าสาวลูกไม้ฝรั่งเศสสั่งตัดพิเศษจากดีไซเนอร์ระดับแนวหน้า ช่างแต่งหน้าแต้มลิปสติกสีหวานลงบนริมฝีปากเป็นขั้นตอนสุดท้ายพลางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “คุณรินคะ ตั้งแต่แต่งหน้าเจ้าสาวมา คุณรินสวยและสง่าที่สุดเลยค่ะ”
ฉันยิ้มรับบางเบา คว้าชายกระโปรง สวมรองเท้าส้นสูงคู่หรู Jimmy Choo แล้วก้าวเท้าเตรียมมุ่งหน้าไปยังโรงแรมเพื่อเริ่มพิธี
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าลิฟต์ ภวินท์ ว่าที่เจ้าบ่าวของฉันก็รีบร้อนปรี่เข้ามา เขาดูหล่อเหลาไร้ที่ติในชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบ แต่แววตาคู่นั้นกลับไม่มีร่องรอยของความสุขเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความกังวลและกระสับกระส่าย เขากระชากข้อมือฉันอย่างแรงจนผิวขาวเริ่มขึ้นรอยแดง
“ริน คุยกันก่อน ขอร้องล่ะ… ช่วยฉันสักครั้งเถอะ” เขาพูดรัวเร็ว โดยไม่ได้มองความสวยของฉันในชุดเจ้าสาวเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ฉันจ้องหน้าเขา “มีอะไรคะภวินท์ เกิดอะไรขึ้น?”
“โรคหัวใจของเชอริลกำเริบอีกแล้ว”
เชอริล… อีกแล้วสินะ ตั้งแต่วันแรกที่ฉันได้รู้จักกับผู้หญิงคนนี้—คนที่เขาเรียกว่า ‘เพื่อนสนิทวัยเด็กและผู้ช่วยคนสำคัญ’ ดูเหมือนโรคหัวใจของเธอจะไม่เคยปกติเลย ทุกครั้งที่มีวันสำคัญหรือช่วงเวลาพิเศษระหว่างฉันกับภวินท์ เธอจะต้องมีอาการกำเริบขึ้นมาเสมอ
“หมอบอกว่าห้ามเธอโดนลมหรือเจออากาศร้อนเด็ดขาด” ภวินท์อธิบายหน้าตาตื่น “เธอให้เชอริลนั่ง Rolls-Royce ไปก่อนได้ไหม ข้างในมันกว้าง แอร์เย็นกว่า แล้วก็สบายกว่ามาก”
ฉันขมวดคิ้ว “ว่าไงนะ? รถ Rolls-Royce เนี่ยนะภวินท์? นั่นมันรถเจ้าสาว วันนี้ฉันเป็นเจ้าสาวนะ”
“ฉันรู้! แต่เธอหัดมีน้ำใจหน่อยสิริน!” เขาตวาดเสียงแข็ง แม้จะพยายามกดเสียงให้เบาเพราะคนรอบข้างเริ่มหันมามอง “เธอจะไปนั่งคันไหนก็ได้ ไปนั่งคันหลังสุดกับพวกเพื่อนเจ้าสาวสิ ที่ว่างเยอะแยะ!”
ฉันมองตามปลายนิ้วที่เขาชี้ไป ท้ายขบวนรถหรูสิบสองคัน มีรถแท็กซี่อัลติสสีเขียวเหลืองสภาพเก่าทรุดโทรมจอดอยู่คันหนึ่ง กระจกหลังมีสติกเกอร์ยับ ๆ แปะว่า “JUST MARRIED” ตัวถังมีรอยขูดขีดรอบคัน เหมือนพร้อมจะดับได้ทุกเมื่อบนถนนกรุงเทพฯ มันเป็นแค่รถสำรองฉุกเฉินที่ทีมงานเช่ามาเผื่อไว้
และข้างรถ Rolls-Royce Phantom คันนั้น เชอริลกำลังยืนอยู่ เธอไม่ได้ใส่ชุดเพื่อนเจ้าสาว แต่กลับสวมเดรสยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่มองเผิน ๆ แทบไม่ต่างจากชุดแต่งงาน หน้าผมจัดเต็มประณีต เมื่อสายตาเราสบกัน เธอก็ค่อย ๆ ยกมือทาบอกแล้วแสร้งไอเบา ๆ ทว่าแววตากลับฉายประกายเย้ยหยัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
รอยยิ้มที่กำลังบอกฉันว่า: ภวินท์เป็นของฉัน ต่อให้เป็นวันแต่งงานของเธอ เขาก็เลือกฉันก่อนอยู่ดี
ภวินท์บีบมือฉันแน่นขึ้น สายตาของเขาเว้าวอนปนกดดัน “ริน แค่ครั้งเดียวเอง อย่ามาทำตัวมีปัญหาตอนนี้ได้ไหม คนเขากำลังป่วย อย่าเห็นแก่ตัวนักเลย วันนี้เป็นวันของเรา ฉันไม่อยากให้มันพังเพราะความขี้หึงไร้สาระของเธอ”
ขี้หึงงั้นเหรอ?
ฉันจ้องมองชายที่ฉันทุ่มเทรักมาตลอดสิบสองปี ญาติผู้ใหญ่ ช่างภาพ ทีมงาน และกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวต่างเงียบกริบ ทุกคนยืนนิ่งรอดูว่าฉันจะกรีดร้อง จะร้องไห้ หรือระเบิดอารมณ์ออกมา
ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง… ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นชาและไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์
“ได้สิ” ฉันตอบสั้น ๆ
ภวินท์ถอนหายใจยาวเหมือนยกภูเขาออกจากอก “ขอบใจนะริน! เดี๋ยวเจอกันที่โรงแรมนะ เดินทางระวังด้วยล่ะ”
เขาปล่อยมือฉันทันทีโดยไม่แม้แต่จะช่วยจับชายกระโปรงที่ยาวเฟื้อย เขารีบวิ่งกลับไปหาเชอริล ประคองเอวเธออย่างทะนุถนอม เปิดประตูรถ Rolls-Royce ให้ และเอามือบังขอบประตูด้านบนไว้ไม่ให้หัวของเธอชน ก่อนก้าวขึ้นรถ เชอริลหันกลับมาสบตาฉันอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความลำพองใจพลางโบกมือให้ราวกับราชินี
หัวใจของฉันชาวาบ ความเจ็บปวดแล่นพล่าน แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ฉันยอมถอย ยอมเสียสละ และยอมเข้าใจคำว่า “แค่เพื่อนสนิท” มาโดยตลอด แต่วินาทีนี้ ทุกอย่างกระจ่างชัดในสมองอย่างเยือกเย็น
ฉันรวบชายกระโปรงหนักอึ้งแล้วเดินตรงไปยังแท็กซี่คันเก่าท้ายขบวน
“พี่ริน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมพี่ถึงยอมล่ะคะ?!” กานต์ เพื่อนสนิทและเพื่อนเจ้าสาววิ่งตามมาถามด้วยสีหน้าโกรธจัดและเป็นห่วง
ฉันหันไปสบตาน้องแล้วส่งยิ้มบาง “กานต์ พาทุกคนขึ้นรถตู้ไปก่อนเลยนะ ไปที่โรงแรมตามปกติ”
“แล้วพี่ล่ะ?!”
“พี่มีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อย”
ฉันก้าวขึ้นไปนั่งเบาะหลังของแท็กซี่ กลิ่นในรถอบอวลไปด้วยกลิ่นใบเตยแห้งปนกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลุงคนขับสวมเสื้อยืดเก่า ๆ หันมองผ่านกระจกหลังด้วยสีหน้างุนงง
“หนู… คันนี้ก็รถในขบวนแต่งงานเหรอ? แล้วจะให้ลุงไปส่งที่โบสถ์หรือโรงแรมไหนล่ะเนี่ย?”
มองลอดกระจกออกไป ฉันเห็นภวินท์ยืนอยู่ข้างรถแฟนธอม เขายิ้มและโบกมือส่งสัญญาณทำนองว่า ‘ขอบคุณนะ เดี๋ยวฉันชดเชยให้ทีหลัง’
ฉันเบือนสายตาหนี เลื่อนกระจกรถขึ้นจนสุด แล้วหันไปสบตากับคนขับ
“ลุงคะ… ไม่ต้องไปโรงแรมหรอกค่ะ”
ลุงคนขับขมวดคิ้ว “อ้าว? แล้วจะให้ไปไหนล่ะคุณหนู วันนี้วันแต่งงานไม่ใช่เหรอ?”
ฉันหยิบแบงก์พันสองใบส่งให้ลุง พร้อมบอกชื่อคอนโดเพนท์เฮาส์ย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา—ที่ที่ฉันซื้อไว้ด้วยเงินเก็บส่วนตัวของตัวเองคนเดียว โดยที่ภวินท์ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย
“ไปส่งหนูที่นี่ค่ะลุง เหยียบให้ไวที่สุดเลยนะคะ” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เครื่องยนต์แท็กซี่ส่งเสียงครางกระหึ่มก่อนจะค่อย ๆ เลี้ยวเบี่ยงออกจากแถวขบวนรถหรู ขณะที่ขบวนขันหมากและรถ Rolls-Royce กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงแรมห้าดาว ฉันกลับแล่นสวนทางมุ่งหน้าสู่อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา โทรศัพท์ในกระเป๋าก็เริ่มสั่นรัว
ภวินท์ โทรเข้า…
ฉันกดตัดสาย
ภวินท์ โทรเข้า…
ฉันกดตัดสายซ้ำอีกครั้ง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า… จนกระทั่งข้อความจากทางครอบครัวของเขาเริ่มกระหน่ำส่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ฉันปิดเครื่องอย่างไม่ไยดี แล้วหยิบโทรศัพท์สำรองอีกเครื่องขึ้นมาเปลี่ยนซิมใหม่ นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัว:
“พ่อคะ แม่คะ รินขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมดค่ะ ฝากบอกแขกทุกคนให้กลับบ้านได้เลยนะคะ รินสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง รินจะไม่แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยเลือกตัวรินเองเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต”
เมื่อถึงหน้าคอนโด ฉันเดินลากชุดเจ้าสาวแสนหนักขึ้นลิฟต์ส่วนตัวเพียงลำพัง แตะลายนิ้วมือเปิดประตูห้อง โถงห้องนั่งเล่นโอ่โถงเงียบสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของภวินท์ ไร้ซึ่งเงาของเชอริล และไม่มีเสียงบงการจากครอบครัวของเขาอีกต่อไป
ฉันถอดรองเท้า Jimmy Choo ทิ้งไว้ข้างทาง เดินเท้าเปล่าไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่สะท้อนทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นขอบฟ้าของเมืองหลวง
ฉันยังคงสวยงามและสง่า แต่ชุดเจ้าสาวชุดนี้… มันคือสัญลักษณ์แห่งความอดทนอันโง่เขลาตลอด 12 ปีที่ฉันยอมเป็นแค่ตัวสำรองของผู้ชายคนนั้น
ฉันเดินไปหยิบกรรไกรเล่มใหญ่จากเคาน์เตอร์ครัว เดินกลับมายืนกลางห้อง ปลดชายกระโปรงผ้าลูกไม้ราคาหลักแสนออกแผ่ลงกับพื้น
จ่อคมกรรไกรลงบนผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์…
แคว่ก!
เสียงผ้าฉีกขาดดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องที่เงียบงัน เป็นเสียงปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดในชีวิตฉันให้จบลงตรงนี้