ตอนที่ 2
แสงไฟนีออนสีขาวนวลในห้องพักฟื้นโรงพยาบาลสะท้อนกับหน้าจอแท็บเล็ตที่วางอยู่บนตักของฉัน ความเจ็บปวดบริเวณแผลผ่าตัดกระดูกสันหลังยังคงแล่นริ้วขึ้นมาเป็นระยะ ทุกครั้งที่ขยับตัวราวกับมีเข็มเล่มหนาทิ่มแทงลึกถึงแกนกลางลำตัว แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นชาที่เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจ ความรู้สึกผิดหวังที่สะสมมานานกว่าสามสิบสองปีได้มลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเฉียบขาดที่ไร้ความปรานี
ในฐานะที่ปรึกษาด้านการปรับโครงสร้างธุรกิจ ฉันรู้ดีว่าการตัดเนื้อร้ายออกจากองค์กรต้องทำอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เมื่อครอบครัวมองฉันเป็นเพียงตู้เอทีเอ็มที่มีชีวิตและมองข้ามคุณค่าความเป็นมนุษย์ของฉัน ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักค้ำจุนภาพลวงตาอันหรูหราของพวกเขาอีกต่อไป
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ระหว่างที่พิมพ์ชนก พี่สาวคนโปรดของพ่อแม่ กำลังดื่มด่ำกับงานเลี้ยงวันเกิดสุดอลังการในห้องบอลรูมของโรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฉันได้ประสานงานกับผู้จัดการฝ่ายบัญชีส่วนตัวและทนายความประจำตัวของฉัน ทุกอย่างดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลอย่างเป็นทางการ
สิ่งแรกที่ฉันสั่งการคือการอายัดบัตรเครดิตเสริมแบบไม่จำกัดวงเงินทั้งหมดสี่ใบ สองใบอยู่ในกระเป๋าแบรนด์เนมของพิมพ์ชนก อีกสองใบอยู่ในกระเป๋าเงินของพ่อและแม่ บัตรเหล่านี้เชื่อมต่อโดยตรงกับบัญชีหลักของบริษัทฉัน ซึ่งที่ผ่านมา ฉันเป็นคนรับผิดชอบยอดชำระปลายเดือนเฉียดล้านบาททุกงวดโดยไม่เคยปริปากบ่น
ลำดับถัดมาคือการตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจของครอบครัว บริษัทนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ของพ่อที่ตั้งอยู่แถวบางนา ซึ่งกำลังจะล้มละลายเมื่อสองปีก่อน รอดพ้นวิกฤตมาได้เพราะฉันเป็นคนค้ำประกันเงินกู้ธนาคารและอัดฉีดสภาพคล่องรายเดือน ฉันโทรศัพท์หาผู้บริหารฝ่ายสินเชื่อของธนาคาร แจ้งถอนการค้ำประกันส่วนบุคคลทั้งหมด และส่งหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการเพื่อเรียกคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวนยี่สิบห้าล้านบาทที่พ่อทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้กับฉัน
เท่านั้นยังไม่พอ คฤหาสน์หรูสองชั้นพร้อมสระว่ายน้ำในหมู่บ้านจัดสรรระดับพรีเมียมแถบราชพฤกษ์ที่พ่อแม่และพี่สาวอาศัยอยู่อย่างโอ่อ่า แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขา โฉนดที่ดินและสัญญากรรมสิทธิ์เป็นชื่อของฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันซื้อไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แต่ยอมให้พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ฟรีๆ พร้อมทั้งรับผิดชอบค่างวด ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ และเงินเดือนแม่บ้านคนสวนมาตลอดห้าปีเต็ม ฉันได้ส่งอีเมลคำสั่งเร่งด่วนถึงบริษัทบริหารนิติบุคคล สั่งระงับสิทธิ์การใช้พื้นที่ส่วนกลาง ยกเลิกการจ่ายค่าสาธารณูปโภค และเตรียมส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาอยู่อาศัยให้พวกเขาย้ายออกภายในสามสิบวัน
ช่วงเวลาประมาณตีหนึ่ง หลังจากข้อความตัดพ้อของแม่เด้งขึ้นมา เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของฉันก็เริ่มดังขึ้นใหม่อีกระลอก ครั้งนี้เป็นสายเรียกเข้าจากพิมพ์ชนก ฉันกดรับสายและเปิดลำโพง วางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะข้างเตียง
“รินลดา! แกทำบ้าอะไรลงไปห๊ะ?!” เสียงหวีดร้องแหลมสูงของพิมพ์ชนกทะลุผ่านลำโพงออกมา เธอไม่ได้ถามแม้แต่น้อยว่าอาการผ่าตัดของฉันเป็นอย่างไร “การ์ดรูดไม่ผ่าน! โรงแรมเรียกเก็บเงินค่าจัดเลี้ยง ค่าแชมเปญ ค่าเค้กนำเข้า รวมแล้วเกือบเจ็ดแสนบาท พนักงานมายืนล้อมโต๊ะพวกเราหมดแล้ว เพื่อนๆ ไฮโซของฉันยืนมองกันเต็มไปหมด! แกจงใจจะทำให้ฉันอับอายขายหน้าใช่ไหม?!“
ฉันฟังเสียงสั่นเทาด้วยความโกรธของเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ็ดแสนบาทเหรอคะพี่พิมพ์… งานวันเกิดของพี่ พี่ก็น่าจะรับผิดชอบตัวเองได้ไม่ใช่เหรอคะ?“
“แกมีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้!” เสียงพ่อแทรกเข้ามาในสายอย่างเกรี้ยวกราด “พ่อเป็นพ่อแกนะรินลดา! พี่สาวแกจัดงานวันเกิดครั้งหนึ่งในชีวิต แกนอนอยู่เฉยๆ ในโรงพยาบาล ช่วยเหลือเงินแค่นี้แกจะตายหรือไง?! เปิดวงเงินบัตรเดี๋ยวนี้ อย่าให้พ่อต้องไปลากคอแกออกมาสั่งสอน!“
“คุณพ่อคะ” น้ำเสียงของฉันราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนปลายสายชะงักไปครู่หนึ่ง “โรงพยาบาลที่หนูนอนอยู่ตอนนี้คือโรงพยาบาลที่พ่อกับแม่บอกว่าจะมานั่งรอหน้าห้องผ่าตัด หมอบอกว่าถ้าการผ่าตัดผิดพลาด หนูจะเดินไม่ได้ตลอดชีวิต แต่พวกคุณกลับเลือกที่จะไปยืนปรบมือหน้าแชมเปญทาวเวอร์ และส่งรูปมาเยาะเย้ยหนู”
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะลูก…” คราวนี้เสียงของแม่เริ่มสั่นคลอนและเปลี่ยนเป็นความลนลาน “พวกเรากะว่าจะไปหาลูกพรุ่งนี้เช้าอยู่แล้ว พิมพ์เขางอแง แม่ก็แค่อยากตามใจพี่เขาหน่อยเดียว ลูกอย่าใจแคบแบบนี้สิ ปลดล็อกบัตรให้แม่ก่อนเถอะนะ ตอนนี้ผู้จัดการโรงแรมเขาจะแจ้งตำรวจแล้ว ถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงสื่อ ครอบครัวเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“หน้าตาของครอบครัวที่คุณแม่ห่วงนักห่วงหนา มันสร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของหนูค่ะ” ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดความเจ็บแปลบที่หลัง “ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป บัญชีทุกอย่างที่เป็นเงินของหนู จะไม่มีเศษสตางค์แม้แต่บาทเดียวตกไปถึงพวกคุณอีกต่อไป ถ้าจ่ายค่าโรงแรมไม่ได้ ก็ลองเอาสร้อยเพชร กระเป๋าแบรนด์เนมที่พี่พิมพ์สะสมไว้ไปจำนำดูสิคะ น่าจะพอจ่ายอยู่”
“รินลดา! นังลูกเนรคุณ!” พ่อตะโกนลั่นสาย แต่ก่อนที่เขาจะได้พ่นคำด่าทออะไรออกมามากกว่านี้ ฉันก็กดวางสายทันที
ฉันปรับโหมดโทรศัพท์เป็นห้ามรบกวน โดยอนุญาตให้ติดต่อได้เฉพาะเบอร์ของโรงพยาบาลและทนายความเท่านั้น ค่ำคืนนั้นเป็นคืนแรกหลังจากหลายปีที่ผ่านมา ที่ฉันหลับตาลงได้อย่างสนิทใจโดยไม่มีความกังวลเรื่องการแบกรับภาระของคนอื่นอีกต่อไป ความเงียบสงบในห้องผู้ป่วยทำให้ฉันตระหนักได้ว่า ที่ผ่านมาฉันไม่ได้ผูกพันอยู่กับครอบครัว แต่กำลังถูกพันธนาการไว้ด้วยความคาดหวังที่เป็นพิษต่างหาก
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอุ่นๆ ส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา พยาบาลเดินเข้ามาตรวจวัดสัญญาณชีพและช่วยประคองให้ฉันลองขยับข้อเท้า การผ่าตัดประสบความสำเร็จด้วยดี และประสาทรับรู้ที่ขาซ้ายเริ่มตอบสนองได้ตามปกติ ในขณะที่ชีวิตร่างกายของฉันกำลังเริ่มต้นฟื้นฟู สภาพความเป็นอยู่ของคนในบ้านราชพฤกษ์ก็กำลังดิ่งลงสู่เหวอย่างที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ทนายความของฉันส่งข้อความรายงานสถานการณ์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง พ่อและแม่ต้องยอมควักเงินเก็บก้อนสุดท้ายในบัญชีส่วนตัวที่ไม่ค่อยมีเหลืออยู่ มาจ่ายค่ามัดจำส่วนหนึ่งให้โรงแรมเพื่อแลกกับการไม่ถูกส่งตัวไปสถานีตำรวจทองหล่อ โดยมีข้อตกลงว่าจะต้องนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง พิมพ์ชนกต้องเดินก้มหน้าออกจากโรงแรมท่ามกลางสายตาสมเพชของกลุ่มเพื่อนที่เธอเคยเลี้ยงดูปูเสื่อมาตลอด
แต่นั่นเป็นเพียงแค่บทเรียนเริ่มต้น เพราะเมื่อพวกเขากลับถึงบ้านราชพฤกษ์ สิ่งที่รอต้อนรับอยู่ไม่ใช่ความสะดวกสบายเหมือนเคย แต่เป็นหมายแจ้งเตือนทางกฎหมายและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เตรียมพร้อมจะดำเนินการตามคำสั่งของเจ้าของบ้านตัวจริง