ถูกคู่หมั้นไฮโซใส่ร้ายว่าขโมยแหวนเพชร—แต่จังหวะที่การ์ดจะลากตัวฉันไปส่งตำรวจ มหาเศรษฐีหนุ่มกลับเหลือบไปเห็นสร้อยคอที่คอฉัน… แล้วโลกทั้งใบของเขาก็หยุดหมุนทันที! (ตอนที่ 1)
ฉันชื่อ มินตรา อายุ 22 ปี ฉันเป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาตามลำพังโดยไม่เคยรู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร เพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย ฉันจึงต้องมาทำงานเป็นแม่บ้านในคฤหาสน์หรูย่านสุขุมวิทของตระกูลวรโชติโภคิน ซึ่งมีเจ้าของคือ คุณอัศวิน นักธุรกิจหนุ่มวัย 30 ปีผู้ทรงอิทธิพล เขาทั้งสุขุม เย็นชา และเป็นคนที่ทุกคนในแวดวงธุรกิจต่างเกรงขาม
แต่คนที่ทำให้ชีวิตในบ้านหลังนี้ของฉันเหมือนตกนรกทั้งเป็น ไม่ใช่คุณอัศวิน หากแต่เป็น ไฮโซรตา คู่หมั้นสาวผู้เย่อหยิ่งของเขา รตารังเกียจคนจน ปากคอเราะร้าย และมักจะหาเรื่องกลั่นแกล้งให้อับอายลับหลังคุณอัศวินเสมอ หล่อนริษยาที่เจ้านายหนุ่มมักจะเอ่ยปากชมความขยันและละเอียดรอบคอบในการทำงานของฉันอยู่บ่อยครั้ง
จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่ง มีการจัดงานเลี้ยงฉลองหมั้นสุดหรูขึ้นที่ห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ แขกเหรื่อระดับมหาเศรษฐีและเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ในขณะที่ฉันกำลังเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มให้แขก เสียงกรีดร้องลั่นของรตาก็ดังแทรกขึ้นมาจากกลางห้อง
“แหวนหมั้นของฉันหายไป! แหวนเพชรเม็ดเป้งราคาสามสิบล้านที่คุณอัศวินเพิ่งมอบให้!” รตาแผดเสียงอย่างตื่นตระหนก
เสียงดนตรีสดหยุดชะงักลงทันที บรรดาแขกไฮโซต่างพากันฮือฮา คุณอัศวินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสุขุม “เกิดอะไรขึ้นรตา… คุณจำได้ไหมว่าถอดวางไว้ที่ไหน?”
“รตาถอดวางไว้ตอนเข้าไปล้างมือในห้องน้ำค่ะ! แล้วคนสุดท้ายที่เดินสวนออกมาจากตรงนั้น… ก็คือนังเด็กคนนี้!” รตาตะโกนก้องพร้อมกับชี้นิ้วตรงมาที่หน้าของฉัน
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากปฏิเสธ รตาก็หันไปสั่งการ์ดประจำบ้านทันที “ไปค้นตัวมันเดี๋ยวนี้! ค้นกระเป๋าผ้ากันเปื้อนของมัน!”
และก่อนที่ฉันจะทันตั้งตัว การ์ดก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนของฉัน แล้วดึงวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา—ประกายเพชรน้ำงามส่องแสงวับวาวตกกระทบสายตาทุกคน!
เสียงสูดหายใจด้วยความตกตะลึงดังระงมไปทั่วทั้งห้อง สายตาทุกคู่ที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
“นังหัวขโมย! สันดานต่ำต้อยจนไม่มีกินแล้วยังจะกล้าขโมยของคนอื่นอีก! อัศวินคะ เรียกตำรวจเดี๋ยวนี้เลยค่ะ! ให้การ์ดลากตัวขยะเปียกชิ้นนี้ไปเข้าคุกเดี๋ยวนี้!” รตากรีดร้องด่าทอพลางก้าวเข้ามาผลักไหล่ฉันจนเซ
“ม…ไม่จริงนะคะ! หนูไม่ได้ทำ! คุณอัศวินคะ ได้โปรดเชื่อหนูเถอะค่ะ!” ฉันทรุดตัวลงคุกเข่าอ้อนวอนทั้งน้ำตาอย่างสิ้นหวัง
แววตาของคุณอัศวินมืดครึ้มลงทันที เขาก้าวเข้ามาหาฉันด้วยสายตาเย็นชาดุดัน การ์ดสองคนปรี่เข้ามาจับแขนฉันเพื่อจะลากตัวออกไป ฉันพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต และด้วยแรงยื้อยุดนั้นเอง สาบเสื้อเครื่องแบบแม่บ้านช่วงคอพลันปริขาด เผยให้เห็นจี้สร้อยคอเงินเก่าๆ เส้นหนึ่งที่ฉันสวมติดตัวมาตั้งแต่จำความได้
วินาทีที่สายตาของคุณอัศวินปะทะเข้ากับสร้อยคอเงินเส้นนั้น ร่างสูงใหญ่พลันชะงักแข็งค้างราวกับถูกสาป
แก้วไวน์ในมือของเขาร่วงหลุดกระทบพื้นกระเบื้องหินอ่อนจนแตกกระจายเสียงดังลั่น… แววตาอันเย็นชาเหี้ยมเกรียมแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง มือของเขาสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน!
ตอนที่ 2 (ตอนจบ)
เสียงแก้วไวน์คริสตัลแตกกระจายดังสนั่นห้องโถง หยดไวน์แดงสาดกระเซ็นเปรอะชายกางเกงสแล็กสีเข้มของคุณอัศวินและซึมลงบนพรมเปอร์เซียราคาแพง แต่ทว่ามหาเศรษฐีหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะก้มลงมองเศษซากที่แทบเท้า
บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ แขกเหรื่อหลายสิบชีวิตต่างกลั้นหายใจด้วยความงุนงง ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งพญาราชสีห์แห่งวงการธุรกิจ ผู้ซึ่งไม่เคยมีใครเห็นเขาหลุดความเยือกเย็นแม้ในยามเผชิญวิกฤติตลาดหุ้นพันล้าน
ทว่าในเวลานี้… ใบหน้าคมคายกลับซีดเผือด ริมฝีปากที่เคยกดเป็นเส้นตรงสั่นระริก สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ลำคอขาวผ่องของฉันอย่างไม่กะพริบ ราวกับว่าทั้งคฤหาสน์หลังนี้เลือนหายไป เหลือเพียงแค่วัตถุชิ้นนั้น
มันคือจี้ล็อกเกตเงินรมดำทรงกลม ลวดลายสลักเป็นรูปนกฟีนิกซ์กางปีกโอบล้อมหินมูนสโตนสีฟ้าหม่น ขอบด้านข้างสึกกร่อนตามกาลเวลาจากการที่ฉันใช้มือลูบมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่เหน็บหนาวและโดดเดี่ยว
“ปล่อยเธอ…”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แผ่วเบาแต่กลับทรงอำนาจจนอากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบ
การ์ดร่างยักษ์สองคนที่กำลังจับแขนฉันตรึงไว้ถึงกับชะงัก ชายคนหนึ่งหันไปมองหน้าเจ้านายอย่างไม่แน่ใจ “คุณอัศวินครับ แต่นังเด็กนี่มันขโมยแหวนของคุณรตา…”
“ฉันบอกให้พวกมึงปล่อยมือจากเธอเดี๋ยวนี้!”
คุณอัศวินคำรามกร้าวอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยได้ยินมาก่อน เสียงนั้นดังกึกก้องจนโคมไฟระย้าคริสตัลด้านบนสั่นสะเทือน การ์ดทั้งสองสะดุ้งสุดตัว รีบปล่อยมือออกจากท่อนแขนของฉันทันที ฉันหมดเรี่ยวแรงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นหินอ่อน ปลายผมเปียกชื้นด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนดวงหน้า
รตายืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ความริษยาและแรงโทสะจะพุ่งทะลุขีดจำกัด หล่อนก้าวฉับๆ มาเกาะแขนอัศวินพลางเอ่ยละล่ำละลักด้วยน้ำเสียงแหลมสูง
“อัศวินคะ! คุณเป็นบ้าอะไรไปคะ! หลักฐานก็คาตาขนาดนี้ แหวนเพชรของรตายังอยู่ในมือการ์ดเลยนะคะ นังเด็กนี่มันคือขโมย! คุณจะไปตะคอกใส่ลูกน้องทำไม จัดการลากมันไปเข้าคุกเดี๋ยวนี้สิคะ ให้มันไปนอนเน่าในตะราง!”
อัศวินไม่แม้แต่จะหันไปสบตารตา เขาสะบัดแขนออกอย่างรุนแรงจนร่างบางในชุดราตรีหรูซวนเซเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น รตาเบิกตากว้างด้วยความช็อก หล่อนไม่เคยถูกผู้ชายคนนี้ปฏิเสธอย่างเย็นชาและรุนแรงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ชายหนุ่มก้าวเท้าข้ามเศษแก้วไวน์ที่แตกละเอียดอย่างไม่ใยดี ทุกย่างก้าวหนักแน่นแต่มั่นคง เขาทรุดเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นตรงหน้าฉัน—มหาเศรษฐีผู้หยิ่งทะนง กำลังคุกเข่าลงต่อหน้าแม่บ้านที่ทุกคนเพิ่งตราหน้าว่าเป็นหัวขโมย
ฉันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ยกมือที่สั่นเทาขึ้นกุมสาบเสื้อที่ขาดวิ่นพยายามปกปิดความน่าละอาย “ค…คุณอัศวินคะ หนูไม่ได้ขโมยจริงๆ นะคะ ฮึก… หนูสาบานได้…”
“อย่ากลัว…” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันสั่นเครือ แหบพร่า และเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน “ฉันไม่ได้จะทำร้ายเธอ”
มือหนาใหญ่ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนค่อยๆ ยื่นออกมา นิ้วมือของเขาสั่นระริกจนเห็นได้ชัด เขาไม่ได้แตะต้องตัวฉัน หากแต่ใช้นิ้วชี้ประคองจี้เงินรูปฟีนิกซ์นั้นขึ้นมาไว้ในอุ้งมือเบาๆ ราวกับกลัวว่ามันจะแหลกสลายคามือ
“สร้อยเส้นนี้…” ดวงตาคมกริบของอัศวินรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ดวงตาคู่นั้นกวาดมองลวดลายทุกกระเบียดนิ้ว “เธอได้มันมาจากไหน?”
“หนู… หนูใส่มันมาตั้งแต่จำความได้ค่ะ” ฉันตอบเสียงสะอื้น น้ำตาไหลอาบสองแก้ม “แม่ครูที่บ้านเด็กกำพร้าบอกว่า มันแขวนอยู่บนคอของหนูตั้งแต่คืนที่มีคนเอาหนูมาทิ้งไว้ที่หน้าประตูโบสถ์… ในจี้มีตัวอักษรย่อ แต่หนูเปิดมันไม่ออก…”
“มันเปิดได้…” อัศวินพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งของเขาหยดลงบนหลังมือของฉัน ความอุ่นของมันทำให้ฉันสะท้านไปทั้งร่าง “มันมีกลไกสลักซ่อนอยู่ตรงปีกซ้าย…”
เขากดเล็บลงบนลวดลายปีกนกฟีนิกซ์เบาๆ เสียงคลิกเล็กๆ ดังขึ้น ฝาหน้าของล็อกเกตที่ปิดแน่นมาตลอดยี่สิบสองปีพลันดีดเปิดออก เผยให้เห็นรูปถ่ายขนาดจิ๋วที่อยู่ด้านใน—ภาพของเด็กผู้ชายวัยแปดขวบกำลังอุ้มทารกแรกเกิดไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม และด้านหลังฝาล็อกเกตถูกสลักด้วยลายมืออ่อนช้อยว่า ‘ดวงใจของพี่… อัญชลี วรโชติโภคิน’
ลมหายใจของอัศวินสะดุดขาดห้วง เขากำจี้เส้นนั้นแนบกับอกของตัวเอง น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินออกมาเป็นสายโดยไม่อายสายตาผู้คนนับร้อยที่ยืนมองดูอยู่
“ยี่สิบปี… ยี่สิบปีเต็มๆ ที่ฉันตามหาเธอ…” อัศวินเงยหน้าขึ้นมองฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดร้าว ความโล่งอก และความรักอันล้นพ้น “น้องณิชา… น้องสาวแท้ๆ ของพี่”
คำพูดนั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง!
เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นทันที บรรดาแขกเหรื่อต่างกระซิบกระซาบกันด้วยความตกตะลึงสุดขีด ใครๆ ในแวดวงไฮโซต่างก็รู้ดีว่า เมื่อยี่สิบปีก่อน ตระกูลวรโชติโภคินเคยเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อ ‘คุณหนูณิชา’ ทายาทคนเล็กของตระกูลถูกลักพาตัวไประหว่างที่ครอบครัวไปพักผ่อนต่างจังหวัด แม้จะระดมกำลังตำรวจและอำนาจเงินมหาศาลพลิกแผ่นดินหา แต่ก็ไม่เคยพบแม้แต่เงา จนกระทั่งพ่อแม่ของอัศวินตรอมใจตายไปทั้งสองคน ทิ้งให้อัศวินต้องแบกรับภาระและสืบหาตัวน้องสาวเพียงลำพังมาตลอดชีวิต
“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้!” รตากรีดร้องขึ้นมาขัดจังหวะ หล่อนเดินเข้ามาดึงแขนอัศวินด้วยความคลุ้มคลั่ง “อัศวินคะ! คุณกำลังถูกมันหลอก! นังเด็กนี่มันเป็นแค่แม่บ้านชั้นต่ำ! มันอาจจะไปขโมยสร้อยเส้นนี้มาจากที่ไหนสักแห่งก็ได้ สร้อยแบบนี้ใครๆ ก็หาซื้อได้ตามตลาดนัด! คุณอย่าโง่ไปหลงกลมันสิคะ!”
คำว่า ‘โง่’ ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกลงทันที
อัศวินค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ความอ่อนโยนที่มอบให้ฉันเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงสายตาอำมหิตที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคนที่ขวางหน้า เขาก้มมองรตาด้วยสายตาที่ทำให้หญิงสาวถึงกับสะอึกก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
“ตลาดนัดงั้นเหรอ?” อัศวินเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนน่าขนลุก “สร้อยเส้นนี้ สั่งทำขึ้นพิเศษเพียงชิ้นเดียวในโลกโดยคุณแม่ของฉัน ช่างทองประจำตระกูลสลักชื่อน้องสาวฉันด้วยมือ และรูปถ่ายใบนี้… มีเพียงแค่สองใบในโลก ใบหนึ่งอยู่ในหลุมศพของคุณแม่ และอีกใบหนึ่ง… อยู่ในล็อกเกตเส้นนี้!”
รตาหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก เริ่มตระหนักได้ว่าสถานการณ์กำลังพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง
“และเรื่องแหวน…” อัศวินปรายตามองไปยังการ์ดที่ถือแหวนเพชรสิบล้านอยู่ “มินตรา เธอทำความสะอาดห้องไหนบ้างในช่วงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา?”
“ห…หนูไปเปลี่ยนผ้าปูที่นอนที่ห้องพักแขกฝั่งตะวันออกค่ะ แล้วก็ลงมาช่วยเสิร์ฟน้ำข้างล่าง หนูไม่ได้เดินเฉียดไปทางห้องน้ำของห้องโถงใหญ่เลยนะคะ” ฉันตอบตามความจริงทั้งที่ร่างกายยังสั่นเทา
“โกหก! ฉันเห็นกับตาว่าแกเดินออกมาจากห้องน้ำ!” รตารีบตะเบ็งเสียงแทรก
อัศวินยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้รตาหยุดพูด แววตาคมกริบตวัดมองไปยังหัวหน้าบอดี้การ์ดส่วนตัวที่เพิ่งเดินก้าวเข้ามาในห้องโถง “คมกริช… เอากล้องวงจรปิดมุมหน้าห้องน้ำและทางเดินฝั่งตะวันออกของชั่วโมงที่ผ่านมาขึ้นจอใหญ่เดี๋ยวนี้”
คำสั่งนั้นทำให้รตาผงะ ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก “อ…อัศวินคะ ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ! งานหมั้นของเรากำลังจะพังเพราะเรื่องไร้สาระนี้นะคะ ช่างมันเถอะค่ะ รตาไม่เอาเรื่องนังเด็กนี่แล้วก็ได้ ไล่มันออกไปเฉยๆ ก็พอ!”
“ทำไมล่ะรตา? ทีแรกคุณเรียกร้องอยากจะให้ตำรวจลากตัวคนผิดไปเข้าคุกไม่ใช่เหรอ?” อัศวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ตระกูลวรโชติโภคินไม่เคยปล่อยให้คนผิดลอยนวล… และไม่เคยปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องรับกรรม โดยเฉพาะ… ถ้าคนบริสุทธิ์คนนั้นคือน้องสาวของฉัน!”
ภาพจากกล้องวงจรปิดความละเอียดสูงฉายขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์กลางห้องโถง ภาพแรกคือทางเดินฝั่งตะวันออก ฉันกำลังหิ้วตะกร้าผ้าปูที่นอนเดินก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่จริงๆ ในช่วงเวลาเดียวกับที่รตาอ้างว่าแหวนหายไป
และภาพถัดมา… เป็นภาพหน้าห้องน้ำหญิง รตายืนอยู่หน้ากระจก มองซ้ายมองขวาอย่างมีพิรุธ ก่อนจะถอดแหวนเพชรของตัวเองออกจากนิ้ว แล้วเดินตรงไปยังตู้เก็บของของแม่บ้าน หล่อนหยิบผ้ากันเปื้อนสำรองที่ฉันเพิ่งซักและพับวางไว้เพื่อเตรียมจะเปลี่ยนในรอบดึก หย่อนแหวนวงนั้นลงในกระเป๋าอย่างจงใจ!
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มขึ้นมาในทันที สายตาของแขกเหรื่อทุกคนที่เคยมองฉันด้วยความเหยียดหยาม บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจที่สาดซัดไปยังรตาแทน
“ช่างเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจอะไรขนาดนี้…”
“ใส่ร้ายแม้กระทั่งแม่บ้านเพื่อความสะใจเนี่ยนะ?”
“ตระกูลผู้ดีเก่าแต่สันดานต่ำช้าจริงๆ!”
เสียงซุบซิบรอบข้างทำให้รตาหน้าชา หล่อนทรุดตัวลงคุกเข่าบ้าง พยายามคลานเข้าไปกอดขาของอัศวิน “อัศวินคะ… รตา… รตาผิดไปแล้วค่ะ รตาแค่หน้ามืดตามัว รตาแค่หึงที่คุณเอาแต่ชมมัน รตากลัวคุณจะไม่สนใจรตา… ยกโทษให้รตานะคะ รตารักคุณนะ!”
อัศวินถอยหลังหนึ่งก้าว หลบเลี่ยงสัมผัสของหล่อนราวกับรังเกียจสิ่งปฏิกูล เขามองหล่อนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาที่สุด
“ความรักของคุณมันน่ารังเกียจรตา” อัศวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “งานหมั้นในคืนนี้… ถือเป็นโมฆะ ตระกูลวรโชติโภคินขอตัดขาดความสัมพันธ์ทางธุรกิจและส่วนตัวกับตระกูลของคุณตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป”
“ไม่นะคะอัศวิน! คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ บริษัทของพ่อรตากำลังจะล้มละลายถ้าไม่มีเงินทุนของคุณ!” รตากรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาพังทลายด้วยความสิ้นหวัง
“นั่นไม่ใช่ปัญหาของฉัน” อัศวินหันไปสั่งการ์ดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ลากตัวผู้หญิงคนนี้ออกไปจากบ้านของฉัน และแจ้งความดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ พยายามกักขังหน่วงเหนี่ยว และหมิ่นประมาท… เอาเรื่องให้ถึงที่สุด อย่าให้รอดแม้แต่วันเดียว!”
การ์ดที่เคยพยายามจะลากตัวฉัน บัดนี้เปลี่ยนเป้าหมายไปล็อกแขนรตาทั้งสองข้างแล้วลากตัวหล่อนออกไป เสียงกรีดร้องและเสียงก่นด่าของไฮโซสาวค่อยๆ ไกลออกไปจนกระทั่งเงียบหายไปหลังประตูบานใหญ่ของคฤหาสน์
ห้องโถงกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง อัศวินหันกลับมามองแขกทุกคนในงาน แล้วประกาศด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
“งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ขอยุติลงเพียงเท่านี้ ขออภัยในความไม่สะดวกของทุกท่าน… แต่ก่อนที่ทุกคนจะกลับไป ฉันขอประกาศให้ทุกคนในที่นี้และทั่วทั้งประเทศรับรู้ไว้”
อัศวินเดินกลับมาหาฉัน เขาถอดเสื้อสูทเนื้อดีของตัวเองออก แล้วคลุมลงบนไหล่ที่สั่นเทาของฉันอย่างทะนุถนอม ปิดบังรอยขาดวิ่นของเสื้อแม่บ้าน ก่อนจะประคองฉันให้ลุกขึ้นยืนเคียงข้างเขา
“ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แม่บ้าน… แต่เธอคือ ‘อัญชลี วรโชติโภคิน’ น้องสาวคนเดียวของฉัน ทายาทโดยชอบธรรมครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินตระกูลวรโชติโภคินทั้งหมด ใครก็ตามที่บังอาจแตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ… เท่ากับประกาศสงครามกับฉัน!”
ฉันมองหน้าผู้ชายตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา หัวใจเต้นระรัวจนแทบระเบิด ความรู้สึกสับสน หวาดหวั่น และความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาตลอดชีวิตถาโถมเข้าใส่จนทรงตัวแทบไม่อยู่
“คุณ… คุณอัศวิน…” ฉันเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว
อัศวินส่งยิ้มบางๆ ให้ฉัน เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดและเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นมันจากใบหน้าอันเย็นชาของเขา มือหนาเอื้อมมาเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มของฉันอย่างเบามือ
“อย่าเรียกคุณอัศวินอีกเลยนะ…” เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตื้นตัน “เรียกพี่สิ… ณิชา พี่ชายพาน้องกลับบ้านแล้วนะ”
คำว่า ‘บ้าน’ ดังก้องในหัวใจของฉัน กำแพงความโดดเดี่ยวที่สร้างขึ้นมาตลอดชีวิตพังทลายลงในพริบตา ฉันโผเข้ากอดพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองแน่น ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร ซุกหน้าลงกับแผงอกอบอุ่นที่ตามหามาเนิ่นนาน วงแขนแข็งแรงของเขากอดตอบฉันไว้แน่นราวกับสัญญาว่าจะไม่มีวันปล่อยให้น้องสาวคนนี้ต้องเผชิญกับความมืดมิดเพียงลำพังอีกต่อไป.