แต่งงานกันมาครบหนึ่งเดือน แต่สามีไม่เคยแตะต้องตัวฉันเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาตัดสินใจสารภาพความจริงบางอย่างออกมา (ตอนที่ 1)

แต่งงานกันมาครบหนึ่งเดือน แต่สามีไม่เคยแตะต้องตัวฉันเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาตัดสินใจสารภาพความจริงบางอย่างออกมา (ตอนที่ 1)

ฉันชื่อเจน อายุ 29 ปี เป็นพี่สาวคนโตในบรรดาพี่น้องสามคน ในบ้านมีฉันคนเดียวที่แต่งงานแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีลูก เพราะสามีไม่เคยแม้แต่จะทำการบ้านหรือมีอะไรลึกซึ้งกับฉันบนเตียงเลยสักครั้ง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 ฉันรู้จักกับ “เจษ” ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ตอนนั้นฉันทำงานเป็นแคชเชียร์อยู่ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนเจษทำงานเป็นวิศวกรประจำแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย ช่วงแรกฉันไม่ได้จริงจังอะไรกับเขาเลย เพราะระยะทางระหว่างเราห่างกันมาก แต่พอคุยไปนานเข้า ความรู้สึกดี ๆ มันก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น เจษเป็นผู้ชายที่สุภาพ นิสัยดี และมักจะหาเวลาเปิดกล้องวิดีโอคอลคุยกับฉันเสมอ

ถ้าพูดถึงรูปร่างหน้าตา เจษเป็นคนหล่อ ผิวขาว รูปร่างสูงโปร่ง แต่ความสงสัยก็วนเวียนอยู่ในหัวฉันตลอดเวลาว่า คนหน้าตาดีแบบนี้จะไม่มีเมียหรือแฟนซ่อนอยู่เหรอ เขาคุยกับฉันแก้เหงาระหว่างทำงานไกลบ้านหรือเปล่า แต่เจษก็ยืนยันเสียงแข็งว่าเขาโสดสนิท และอยากจะจีบฉันจริง ๆ

ด้วยความระแวง ก่อนจะตกลงให้เขาจีบ ฉันเลยสวมวิญญาณนักสืบก่อน ส่องเฟซบุ๊กและไอจีของเขาแทบพลิกแผ่นดิน แต่เขาไม่ค่อยโพสต์รูปเท่าไหร่ มีแต่ลงสตอรี่เป็นส่วนใหญ่ ฉันถึงขั้นทักแช็ตไปถามเพื่อนร่วมรุ่นของเขาเพื่อความแน่ใจ คำตอบที่ได้กลับทำให้ฉันแปลกใจยิ่งกว่าเดิม เพราะเพื่อนบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา เจษไม่เคยมีแฟนเลยสักคนเดียว

หน้าตาก็ดี โปรไฟล์ก็พร้อม ทำไมถึงไม่เคยมีแฟน? หรือว่าเขาจะเป็นพวกขี้อาย ไม่กล้าจีบใครกันแน่

เจษตามจีบฉันผ่านหน้าจอโทรศัพท์อยู่เกือบสองเดือน ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าการจีบกันได้เต็มปากไหม เพราะมีแค่การคุยผ่านสายโทรศัพท์และแช็ตเท่านั้น แต่สุดท้ายฉันก็ใจอ่อน ตกลงเป็นแฟนกับเขาผ่านโทรศัพท์นั่นแหละ ตอนนั้นเราสองคนมีความสุขมาก โดยเฉพาะตัวฉัน แม้ลึก ๆ จะยังแอบหวั่นใจว่าความสัมพันธ์ระยะไกลนี้จะไปรอดไหม หรือเขาจะจริงจังกับฉันขนาดไหน

“เดี๋ยวพอกลับขึ้นฝั่งรอบนี้ ผมจะไปหาคุณที่บ้านทันที จะไปสู่ขอกับพ่อแม่คุณให้ถูกต้อง อยากพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าผมจริงจังกับความรักครั้งนี้แค่ไหน ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อนเลยนะเจน ขอให้เชื่อใจผมว่าผมรักคุณจริง ๆ พอกลับไปรอบนี้ เราแต่งงานกันเลยนะ”

“เจนรู้แล้วก็สัมผัสได้ว่าคุณรักเจนนะ แต่บางทีมันก็อดระแวงไม่ได้อะ คนทำงานไกลบ้านแบบนี้ เขาชอบลือกันว่าเจ้าชู้ ปากหวานไปเรื่อย” ฉันตอบพลางหัวเราะแก้เขิน

“คุณนี่นะ พูดใส่ร้ายผมอีกแล้ว” เจษหัวเราะตาม “ไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานไกลบ้านจะเจ้าชู้หมดสักหน่อย อย่าเหมารวมสิครับ”

เวลาเขาพูดไปยิ้มไปจนเห็นลักยิ้มที่แก้มสองข้าง มันทำให้ฉันรู้สึกใจละลายและตกหลุมรักเขาซ้ำ ๆ ทุกที

“เจนอาจจะดูดีแค่ในจอนะคุณ ถ้าเจอตัวจริงข้างนอก คุณอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ ถึงเวลานั้นคงไม่ขอเลิกหรอกนะ”

“คิดมากน่า ไม่ว่าเจนจะสวยหรือไม่สวย ผมก็รักคุณที่ตัวคุณทั้งนั้นแหละ อีกอย่าง ในรูปที่คุณลงก็ไม่ได้ใช้ฟิลเตอร์หลอกตาสักหน่อย ตัวจริงน่ารักอยู่แล้ว”

“แหม ปากหวาน หยอดเก่งจังนะ”

“ไม่ได้หยอด พูดเรื่องจริงทั้งนั้นครับ เอาเป็นว่าตามนี้นะ พอกลับเข้าฝั่ง ผมจะขอคุณแต่งงานทันที”

“แน่ใจเหรอ จะเร็วขนาดนั้นเลย?”

“แน่ใจที่สุดครับ ขืนชักช้า เดี๋ยวคนแถวนั้นก็มาแย่งคุณไปจากผมพอดี หนุ่ม ๆ ที่ทำงานคงมองกันตาเป็นมันแล้วมั้ง”

“ไม่มีใครทั้งนั้นแหละ เจนก็มีแต่คุณคนเดียวนี่ไง”

แต่ใครจะรู้ว่า คำสัญญาหวานซึ้งและงานแต่งงานที่วาดฝันไว้ จะนำพาไปสู่ความลับบางอย่างที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้…

(มีต่อตอนที่ 2)

ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

แต่งงานกันมาครบหนึ่งเดือน แต่สามีไม่เคยแตะต้องตัวฉันเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาตัดสินใจสารภาพความจริงบางอย่างออกมา (ตอนที่ 2)

หลังจากบทสนทนาในคืนนั้นเพียงสองสัปดาห์ เจษก็กลับขึ้นฝั่งจริง ๆ วินาทีแรกที่เราได้สบตากันตรงหน้า ไม่ใช่ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมแคบ ๆ หัวใจของฉันเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก เขาดูดีกว่าในรูปเสียอีก รูปร่างสูงโปร่ง กลิ่นน้ำหอมสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอบอุ่นที่มีลักยิ้มบุ๋มข้างแก้มทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ และที่สำคัญ เจษไม่ได้ผิดคำพูดเลยแม้แต่คำเดียว

วันรุ่งขึ้นหลังจากขึ้นฝั่ง เขาหอบของขวัญกองโตพร้อมพาพ่อแม่ของเขาเดินทางมาสู่ขอฉันถึงบ้านต่างจังหวัด ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วราวกับความฝัน พ่อกับแม่ของฉันปลื้มเขามาก ชายหนุ่มอนาคตไกล เป็นวิศวกร มารยาทเรียบร้อย ให้เกียรติผู้ใหญ่ และดูทะนุถนอมฉันประหนึ่งแก้วตาดวงใจ ใครเห็นต่างก็พากันอิจฉา เพื่อนบ้านต่างพากันแซวว่าฉันตกถังข้าวสาร ได้สามีทั้งหล่อทั้งรวย ทั้งรักทั้งหลงจนรีบแต่งงานปุบปับ

งานแต่งงานของเราจัดขึ้นอย่างอบอุ่นและสมเกียรติในเวลาต่อมาไม่ถึงสองเดือน เจษจัดการทุกอย่างให้อย่างดีที่สุด ฉันสวมชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ยืนเคียงข้างชายหนุ่มที่ฉันคิดว่าโชคชะตาส่งมาเป็นคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ทว่า… ความผิดปกติเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่ “ห้องหอ”

คืนแต่งงาน ผู้ใหญ่ส่งตัวเราเข้าห้องหอตามประเพณี มีการอวยพรให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง เมื่อประตูปิดลง เหลือเพียงเราสองคนตามลำพัง ฉันนั่งก้มหน้าเหนียมอายอยู่บนเตียง หัวใจเต้นแรงด้วยความประหม่าตามประสาผู้หญิงที่ไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน ฉันคิดว่าคืนนี้จะต้องเป็นคืนที่วิเศษ เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่แนบแน่น

แต่เจษกลับเดินตรงไปถอดสูท ปลดเนกไท แล้วหันมายิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงข้าง ๆ ลูบผมฉันเบา ๆ

“เหนื่อยมาทั้งวันแล้วใช่ไหมครับคนดี วันนี้คุณสวยมากเลยนะ แต่ผมรู้ว่าคุณคงล้ามาก รีบอาบน้ำนอนพักผ่อนเถอะนะ ไม่ต้องเกร็งหรอก คืนนี้ผมนอนเป็นเพื่อนเฉย ๆ ก็พอ พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้าไปเก็บของอีก”

ตอนนั้น ฉันซาบซึ้งใจจนแทบน้ำตาไหล คิดว่าเขาช่างเป็นสุภาพบุรุษเหลือเกิน ผู้ชายทั่วไปอาจจะเร่งรัดหรือเรียกร้อง แต่เขากลับถนอมและเป็นห่วงสุขภาพของฉันก่อนเป็นอันดับแรก คืนนั้นเรานอนกอดกันธรรมดา ๆ โดยไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น

แต่วันที่สอง… วันที่สาม… ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์… จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปครบสองสัปดาห์

ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นความอึดอัดที่มองไม่เห็นในใจของฉัน ทุกคืนเจษจะอาบน้ำ ใส่เสื้อยืดกางเกงขายาวเรียบร้อย ขึ้นมานอนบนเตียงเดียวกัน เขายังคงกอดฉัน จูบหน้าผากบอกฝันดี และกระซิบบอกรักฉันทุกคืนเหมือนเดิม แต่มันมีเพียงแค่นั้นจริง ๆ มือของเขาไม่เคยเลื่อนต่ำ ไม่เคยมีสัมผัสที่บ่งบอกถึงแรงปรารถนาทางเพศ ไม่มีการเล้าโลม หรือแม้กระทั่งการจูบปากแบบดูดดื่ม ลึกซึ้ง

ครั้งหนึ่ง ฉันแอบซื้อชุดนอนไม่ได้นอนที่เป็นผ้าซาตินสายเดี่ยวบางเบามาใส่ หวังจะสร้างบรรยากาศและกระตุ้นความเป็นชายในตัวเขา แต่เมื่อเจษเดินออกมาจากห้องน้ำและเห็นฉันในสภาพนั้น เขากลับชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาไม่ได้มีความวาบหวามหรือเสน่หาอยู่เลยแม้แต่น้อย มันกลับเต็มไปด้วยความตกใจ ความกระอักกระอ่วน และความรู้สึกผิดที่แฝงอยู่ลึก ๆ

“แอร์ในห้องมันเย็นนะเจน เดี๋ยวจะไม่สบายเอา รีบห่มผ้าเถอะครับ” เขาพูดพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวฉันจนถึงคอ ก่อนจะหันหลังนอนตะแคงไปอีกฝั่ง

วินาทีนั้น ความมั่นใจในตัวเองของผู้หญิงคนหนึ่งพังทลายลงไม่มีชิ้นดี ฉันนอนร้องไห้เงียบ ๆ อยู่ใต้ผ้าห่ม น้ำตาไหลอาบหมอน ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉันน่ารังเกียจเหรอ?
กลิ่นตัวฉันเหม็นหรือเปล่า?
หรือตัวจริงของฉันไม่ได้สวยเหมือนในรูปที่เขาเคยเห็น?
หรือว่าเขามีคนอื่นซ่อนอยู่บนฝั่ง แล้วแต่งงานกับฉันแค่บังหน้าพ่อแม่?

ความคิดฟุ้งซ่านกัดกินหัวใจฉันทุกวัน จากความรักความหวานชื่น กลายเป็นความอึดอัดที่แทบหายใจไม่ออก ทุกครั้งที่แม่โทรมาถามว่า “เป็นไงบ้างลูก เมื่อไหร่จะมีข่าวดี หลานคนแรกจะมาหรือยัง” ฉันต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วตอบปัดไปว่ายังไม่รีบ ทั้งที่ความจริงแล้ว แม้แต่คำว่า “ทำการบ้าน” มันยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยในห้องนอนของเรา

จนกระทั่งในที่สุด… วันครบรอบแต่งงานหนึ่งเดือนก็มาถึง

คืนนั้น เจษเลิกงานและกลับมาที่บ้านพักเร็วกว่าปกติ เขาซื้อเค้กช็อกโกแลตชิ้นเล็ก ๆ และช่อดอกกุหลาบสีขาวมาให้ฉัน เราทานอาหารเย็นด้วยกัน บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงช้อนส้อมกระทบจาน เจษดูกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด เขาดื่มน้ำบ่อย มือไม้สั่น และไม่ค่อยยอมสบตากับฉันตรง ๆ

หลังทานอาหารเสร็จ ฉันนั่งเก็บจานอยู่ในครัว เจษก็เดินเข้ามาจับมือฉันไว้แน่น ฝ่ามือของเขาเย็นเฉียบจนฉันสัมผัสได้

“เจน… ไปนั่งคุยกันที่ห้องนั่งเล่นหน่อยได้ไหมครับ ผมมีเรื่องสำคัญมากที่ต้องบอกคุณ”

น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ แววตาที่เคยมั่นคงกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว ฉันใจหายวาบ คิดเตลิดไปไกลว่าเขาอาจจะมาขอหย่า หรือสารภาพว่ามีลูกมีเมียอยู่แล้ว

เรานั่งลงบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่น เจษนั่งกุมมือฉันไว้ทั้งสองข้าง เขาก้มหน้ามองพื้นอยู่นาน เนิ่นนานจนความเงียบในห้องเริ่มกลายเป็นความทรมาน เสียงลมหายใจของเขาติดขัด ราวกับกำลังแบกหินก้อนมหึมาเอาไว้บนอก

“เจษ… มีอะไรเหรอคะ พูดมาเถอะ เจนทนความอึดอัดแบบนี้ไม่ไหวแล้วนะ” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า น้ำตาเริ่มเอ่อรื้น “หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เจษไม่เคยแตะต้องเจนเลย เจษรังเกียจเจนใช่ไหม หรือเจษไม่ได้รักเจนจริง ๆ ถ้าเจษมีคนอื่น หรืออยากจะเลิก…”

“ไม่! ไม่ใช่นะเจน! ผมไม่ได้มีคนอื่น และผมก็รักคุณมาก รักคุณคนเดียวจริง ๆ!” เจษรีบเงยหน้าขึ้นมาปฏิเสธเสียงดัง น้ำตาของเขาไหลพรากลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ชายหนุ่มที่ดูเข้มแข็งเป็นวิศวกรคุมงานคนนับร้อย บัดนี้กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กที่ไร้ทางสู้

“ถ้าไม่ได้รังเกียจ… แล้วทำไมล่ะเจษ? ทำไมถึงไม่เคยมีอะไรกับเจนเลยสักครั้ง เจนเป็นเมียคุณนะ!” ฉันปล่อยโฮออกมาในที่สุด ปลดปล่อยความอัดอั้นตลอดหนึ่งเดือนเต็ม

เจษดึงฉันเข้าไปกอดแน่น เขาร้องไห้จนตัวโยน ปากพร่ำพูดแต่คำว่าขอโทษซ้ำไปซ้ำมานับสิบครั้ง

“ผมขอโทษ… เจน… ผมขอโทษจริง ๆ ผมมันเห็นแก่ตัว ผมมันเลวเอง…”

เขาค่อย ๆ คลายอ้อมกอดออก ถอยหลังไปเล็กน้อยแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิตเพื่อพูดประโยคต่อไปนี้

“เจน… เหตุผลที่ผมไม่เคยมีแฟนเลยตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะผมเลือกมาก ไม่ใช่เพราะผมบ้างาน… แต่เป็นเพราะผม… ผมเสื่อมสมรรถภาพทางเพศตั้งแต่กำเนิด ครับ”

คำสารภาพนั้นดังลั่นอยู่ในโสตประสาทของฉัน ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางห้องนั่งเล่น ฉันเบิกตากว้าง มองหน้าเขาด้วยความตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก

“ร่างกายของผม… อวัยวะเพศของผมมันไม่สามารถตอบสนองหรือแข็งตัวได้เลย ไม่ว่าจะทำยังไงก็ตาม…” เจษพูดด้วยน้ำเสียงแตกพร่า น้ำตาหยดลงบนหลังมือของฉัน “ผมมีภาวะความผิดปกติของระบบประสาทและหลอดเลือดตั้งแต่เกิด หมอบอกตั้งแต่ผมอายุสิบแปดว่า ผมไม่สามารถร่วมเพศได้เหมือนผู้ชายทั่วไป และโอกาสรักษาให้หายแทบจะเป็นศูนย์…”

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสะอื้นของเขากับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของฉัน

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมต้องทนอยู่กับความอับอายและความโดดเดี่ยว ผมไม่กล้าจีบผู้หญิงคนไหน เพราะผมรู้ว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนรับสภาพแบบนี้ได้ เซ็กซ์มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตคู่ ผมกลัวการโดนปฏิเสธ กลัวการถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด เป็นผู้ชายที่ไม่สมบูรณ์แบบ…”

เจษยกมือขึ้นปิดหน้า ตัวสั่นเทิ้มด้วยความละอายใจ

“จนกระทั่งผมได้มาคุยกับเจน… เจนทำให้โลกที่มืดมนของผมมีความสุข เจนเป็นคนที่จิตใจดี น่ารัก อบอุ่น ทุกครั้งที่ได้คุยกับคุณ ผมมีความหวัง อยากมีชีวิต อยากมีครอบครัว… แต่ความเห็นแก่ตัวของผมมันมีมากเกินไป ผมกลัวว่าถ้าบอกความจริงตั้งแต่แรก เจนจะรังเกียจแล้วทิ้งผมไป ผมเลยเลือกที่จะโกหก เลือกที่จะรีบขอคุณแต่งงาน หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าปาฏิหาริย์อาจจะเกิดขึ้น หรือหวังว่าความรักอย่างเดียวอาจจะเพียงพอที่จะผูกมัดเราไว้ด้วยกันได้”

เขาลุกขึ้นคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน จับมือฉันไปแนบแก้มที่เปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำตา

“แต่หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ผมเห็นคุณนอนร้องไห้ ทุกครั้งที่เห็นสายตาเจ็บปวดและสงสัยของคุณ มันเหมือนมีมีดกรีดหัวใจผมเป็นพัน ๆ เล่ม ผมรู้แล้วว่าผมทำร้ายผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุด… ผมทรมานคุณเพราะความขี้ขลาดของตัวเอง”

เจษควักซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้ววางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าฉัน

“ในนี้คือใบตรวจประเมินทางการแพทย์ทั้งหมดของผม… และมีเอกสารยินยอมการหย่าที่ผมเซ็นชื่อไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเจนรับไม่ได้ เจนอยากจะหย่า อยากจะด่า อยากจะประจานผมให้สังคมรู้ว่าผมเป็นคนหลอกลวง ผมยินดีทุกอย่าง ทรัพย์สินทั้งหมด คอนโด รถ หรือเงินเก็บ ผมยกให้คุณหมดเลยเพื่อเป็นการชดใช้… แต่ได้โปรดอย่าเกลียดผมเลยนะเจน ผมรักคุณจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ…”

ฉันนั่งมองซองเอกสารสีน้ำตาลตรงหน้า สลับกับมองผู้ชายที่กำลังคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้อย่างหมดรูปอยู่แทบเท้า ความรู้สึกในหัวของฉันตอนนี้มันตีกันจนยุ่งเหยิงไปหมด ทั้งตกใจ โล่งใจที่เขาไม่ได้มีคนอื่น เสียใจที่ถูกปิดบัง และสงสารความเจ็บปวดที่เขาแบกรับมาตลอดชีวิต

ผู้ชายตรงหน้านี้รักฉันจริง ๆ หรือแค่เห็นแก่ตัวที่ลากฉันเข้ามาในโลกที่ไร้เซ็กซ์ของเขา?
แล้วชีวิตแต่งงานที่เพิ่งเริ่มต้นได้เพียงหนึ่งเดือนนี้… ฉันจะเลือกเซ็นใบหย่าเพื่อไปหาชีวิตใหม่ หรือจะยอมแลกความสุขทางกาย เพื่อประคองความรักอันบริสุทธิ์แต่แหว่งวิ่นนี้ต่อไป?

Leave a Comment