ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วลานจอดอากาศยานหน้าคฤหาสน์เวชพิมาน ราวกับว่าเวลาหยุดเดินชั่วขณะ ลมหนาวปลายเดือนธันวาคมพัดกรรโชกแรง แต่กลับไม่มีใครรู้สึกหนาวสะท้านเท่ากับความหนาบึงลึกในอกของพันเอกภูผา เวชพิมาน นายทหารอนาคตไกลผู้เคยกำชัยชนะไว้ในมือทุกอย่าง
ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องใบหน้าของเด็กชายฝาแฝดทั้งสี่คนสลับกับใบหน้าของสริตา อดีตภรรยาที่เขาเคยตอกหน้า ไล่ไสส่ง และตราหน้าว่าเธอเป็นเพียงตัวถ่วงความเจริญเมื่อแปดปีก่อน ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัวราวกับภาพยนตร์สโลว์โมชั่น—วันที่เขาเซ็นชื่อลงในใบหย่า วันที่เขาหันหลังให้โดยไม่ฟังเสียงสะอื้น วันที่เขาตัดขาดทุกช่องทางการติดต่อเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในเส้นทางเหล่าทัพอย่างไร้ภาระผูกพัน
แต่ ณ วินาทีนี้ ความทะนงตนทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
เมื่อความจริงตบหน้าเขาฉาดใหญ่ว่า เด็กชายฝาแฝดทั้งสี่คนที่มีบุคลิกและใบหน้าถอดแบบมาจากเขา ไม่เพียงแต่รอดชีวิตมาได้เติบโตจนอายุแปดขวบ แต่พวกเขายังถูกเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยมภายใต้ร่มเงาของมารดาผู้ทรงอิทธิพลและเปี่ยมด้วยอำนาจ ซึ่งในวันนี้… อำนาจนั้นเหนือกว่าเขาและตระกูลเวชพิมานเสียด้วยซ้ำ
“เด็ก… เด็กพวกนี้…”
คุณหญิงรัตนา มารดาของภูผา ซึ่งก้าวตามออกมาดูเหตุการณ์พร้อมกับบรรดาคุณนายและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปพิงกับกรอบประตูคฤหาสน์ ใบหน้าที่เคยเชิดสูงด้วยความหยิ่งยโสในชาติตระกูลตอนนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น เมื่อตระหนักได้ว่า ตระกูลเวชพิมานเพิ่งขับไล่ ‘สายเลือดแท้’ ที่เพียบพร้อมและทรงคุณค่าที่สุดออกไปจากชีวิตด้วยมือของตนเอง
“คุณแม่คะ…” สริตาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทรงพลังจนทุกคนต้องสะดุ้ง “ท่านอยากเจอฉันเป็นครั้งสุดท้ายไม่ใช่หรือคะ? ฉันก็เลยพาหลานๆ ทั้งสี่คนมาคารวะคุณย่าตามประสงค์แล้วนี่ไงคะ… หรือว่าหน้าตาของเด็กๆ ที่ถอดแบบมาจากลูกชายเก่งกาจของคุณแม่ จะทำให้ท่านจำไม่ได้เสียแล้วล่ะคะ?”
คำพูดเรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือนราวกับอาบยาพิษ ทำให้คุณหญิงรัตนากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อับจนด้วยถ้อยคำจะเอ่ยโต้แย้ง มือที่สั่นเทายกขึ้นชี้มาที่เด็กชายทั้งสี่คนด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันทั้งความอยากโอบกอดความเสียดาย และความละอายใจอย่างถึงที่สุด
ภูผารวบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา แม้ขาจะสั่นเทาแต่เขาก็ฝืนก้าวเข้าไปหาอดีตภรรยา ดวงตาดุดันฉายแววสำนึกผิดและสับสนระคนกัน
“สริตา…” ภูผาเอ่ยเรียกชื่อนั้นด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ “เรื่องทั้งหมด… มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมเธอถึง… ทำไมเธอถึงไม่บอกฉัน…”
ฉันหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความสมเพชเวทนาส่งไปให้ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งฉันเคยรักหมดหัวใจ
“บอกคุณเหรอคะ?” ฉันปรายตามองเขาด้วยหางตา “วันที่ฉันถือใบตรวจครรภ์ไปหาคุณที่ค่ายทหาร คุณพูดว่าอะไรจำได้ไหมคะ? คุณบอกว่าฉันมันตลบแตลง กุเรื่องขึ้นมาเพื่อเกาะอนาคตคุณกิน คุณเป็นคนยื่นใบหย่าให้ฉันเซ็นเองกับมือ เป็นคนตัดช่องทางการติดต่อทุกอย่าง และเป็นคนผลไสไลส่งฉันออกไปจากชีวิตคุณเองไม่ใช่หรือคะ พันเอกภูผา?”
คำพูดทุกคำเปรียบเสมือนหอกแหลมพุ่งปักเข้ากลางอกของภูผาจนกระอักเลือด เขาย้อนนึกถึงความเย่อหยิ่งของตนเองในอดีต ความมั่นใจที่ว่าตนเองฉลาดล้ำเลิศและถูกต้องเสมอ แต่บัดนี้ ความมั่นใจเหล่านั้นกลับกลายเป็นก้อนกรวดที่ย้อนกลับมาทุบหัวตัวเองอย่างเจ็บแสบ
“ตอนนั้น… ตอนนั้นฉันแค่กังวลเรื่องตำแหน่ง…” ภูผาพยายามแก้ตัวเสียงสั่น น้ำตาแห่งความคับแค้นใจและสำนึกผิดเอ่อคลอเบ้าตา “ฉันกลัวว่าถ้ามีครอบครัวตอนนั้นอนาคตฉันจะพัง… แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเธอกำลังท้อง…แถมยังมีลูกถึงสี่คน… สริตา ยกโทษให้ฉันเถอะนะ เรากลับมา…”
“หยุดพูดเถอะค่ะ!” ฉันยกมือขึ้นตัดบท น้ำเสียงเด็ดขาดและเย็นชาจนเขาสะอึก “คำว่า ‘ครอบครัว’ สำหรับคุณ มันมีค่าแค่ตอนที่มันอำนวยความสะดวกให้คุณก้าวหน้า แต่พอมีภาระ คุณก็สลัดมันทิ้งราวกับสิ่งของไร้ค่า… แต่น่าเสียดายนะคะ สิ่งที่คุณเคยคิดว่าไร้ค่าและเหยียบย่ำอย่างไร้เยื่อใยในวันนั้น วันนี้มันเติบโตขึ้นมาจนอยู่สูงเกินกว่าที่คนอย่างคุณจะเอื้อมมือมาแตะต้องได้อีกแล้ว”
ในจังหวะนั้นเอง ผู้กองสารินและทีมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษก้าวเข้ามาประกบข้างฉันอย่างพร้อมเพรียง ท่าทางองอาจและเกรียงไกรของกำลังพลใต้บังคับบัญชาสะท้อนถึงอำนาจรัฐที่แท้จริง อำนาจที่เหนือกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ในกองทัพบกบางหน่วยเสียด้วยซ้ำ บรรดานายทหารระดับนายพลที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ต่างพากันหลบสายตา ไม่มีใครกล้าออกตัวปกป้องภูผาเลยสักคน เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ผอ.สริตา แห่งสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ มีอำนาจเด็ดขาดในมือมากแค่ไหนในยุคปัจจุบัน
เด็กชายแฝดคนเล็กสุด หันไปกระซิบกับพี่ชายฝาแฝดทั้งสามคนด้วยเสียงที่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยินชัดเจน
“พี่ครับ คุณพ่อคนนี้ดูท่าทางไม่ค่อยฉลาดเลยนะครับ หน้าตาเหมือนพวกเราตั้งเยอะ แต่ทำไมโง่จัง ปล่อยให้พวกเรากับคุณแม่หลุดมือไปได้ยังไงตั้งแปดปี”
เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ของเด็กแฝดอีกสามคนดังขึ้นตามมา สร้างความอับอายขายหน้าให้แก่ภูผาและตระกูลเวชพิมานจนแทบแทรกแผ่นดินหนี บรรดาแขกเหรื่อในงานเริ่มซุบซิบและมองมาด้วยสายตาสมเพชเวทนา ชื่อเสียงเกียรติยศที่ภูผาสั่งสมมาตลอดชีวิตพังทลายลงในพริบตาเดียว
ฉันก้มลงมองลูกชายทั้งสี่คนด้วยแววตาอ่อนโยน รอยยิ้มที่งดงามปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปสบตากับอดีตสามีที่ตอนนี้ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นหญ้าอย่างหมดแรง
“ลาก่อนนะคะ พันเอกภูผา เวชพิมาน…” ฉันเอ่ยคำลาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ “สุขสันต์วันปีใหม่… ขอให้คุณสนุกกับตำแหน่งหน้าที่การงานอันยิ่งใหญ่ของคุณ… ในขณะที่ฉันและลูกๆ จะบินกลับไปสู่อนาคตที่สดใสและยิ่งใหญ่กว่าเดิม โดยที่ไม่มีวันหันกลับมามองคนจอมปลอมอย่างคุณอีก”
สิ้นคำพูดของฉัน ฉันหมุนตัวกลับอย่างสง่างาม มือเรียวสวยจูงมือลูกชายทั้งสี่คนเดินกลับขึ้นไปยังบันไดเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการพิเศษ ท่ามกลางเสียงคำรามของใบพัดเครื่องยนต์เจ็ตที่เริ่มเร่งรอบความเร็วสูงขึ้นอีกครั้งเพื่อเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
แสงไฟสปอตไลท์สาดส่องร่างของฉันและลูกๆ ให้โดดเด่นท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนส่งท้ายปี
ภูผานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น มือทั้งสองข้างกำดินแน่น น้ำตาแห่งความเสียใจและสำนึกผิดไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อายใคร เขารู้ดีแล้วว่า… ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ไม่ใช่การไม่มีความสามารถ แต่เป็นการปล่อยให้ผู้หญิงที่ทรงคุณค่าที่สุดและสายเลือดที่แท้จริงหลุดลอยหายไปจากชีวิต… โดยที่ไม่มีวันได้รับโอกาสให้แก้ตัวอีกเลยตลอดกาล
ตูมมม! บรืนนนนน—!
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงยุทธวิธีพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงแรงลมที่พัดกระโชกให้ตระกูลเวชพิมานต้องจดจำค่ำคืนนี้ไปจนวันตาย… ค่ำคืนที่พญาหงส์ผู้เคยถูกทำลาย บินกลับมาทวงคืนศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ด้วยลำแข้งของตนเองอย่างแท้จริง