ตอนที่ 3 (ตอนจบ): ตัดขาดพันธนาการ สู่ชีวิตใหม่ที่แท้จริง (Part 3 – จบ)

ตอนที่ 3 (ตอนจบ): ตัดขาดพันธนาการ สู่ชีวิตใหม่ที่แท้จริง (Part 3 – จบ)

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับแขกจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงาน แม่ยืนตัวแข็งทื่อ มองสลับระหว่างฉัน ทนายความ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนาย พ่อเลี้ยงที่เดินตามหลังมาถึงกับก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว ความกร่างที่พกพามาเต็มกระเป๋าหายวับไปในพริบตา

“นะ…นี่มันเรื่องอะไรกัน อีนุช? มึงพาคนนอกพวกนี้เข้ามาในบ้านทำไม!” แม่พยายามเค้นเสียงแข็ง แต่ปลายเสียงสั่นเครืออย่างปิดไม่มิด

พี่กานต์ ทนายความของฉัน ลุกขึ้นยืนอย่างสง่าผ่าเผย ปรับกระดุมเสื้อสูท ก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “เชิญนั่งก่อนสิคะคุณนายอำภา ฉันชื่อทนายกานต์ดา เป็นตัวแทนทางกฎหมายของนางสาวนุชบาค่ะ”

แม่ไม่ยอมนั่ง กลับยืนชี้นิ้วกราด “กูไม่คุยกับคนนอก! นี่มันเรื่องในครอบครัว อีนุช มึงสั่งให้คนพวกนี้ออกไปเดี๋ยวนี้ แล้วรีบไปถอนแจ้งความพี่สาวมึงที่โรงพักด้วย! ตอนนี้นกมันต้องนอนในห้องขังทั้งคืนเพราะความสารเลวของมึง!”

“คงถอนแจ้งความไม่ได้หรอกค่ะคุณนาย” พี่กานต์พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเฉียบขาด “คุณกานต์ดาในฐานะตัวแทน ได้ยื่นหลักฐานภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดความละเอียดระดับ 4K ต่อพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว ในคลิปเห็นชัดเจนว่านางสาวนกพยายามสะเดาะกลอนบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน มีอาวุธและเครื่องมือช่าง ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ค่ะ มีโทษจำคุกสูงสุดถึงห้าปี”

หน้าของแม่ซีดเผือดลงจนกลายเป็นสีขาวกระดาษ

“ยะ…ยอมความไม่ได้เหรอ? แต่มันเป็นพี่น้องกันนะ! บ้านหลังนี้…บ้านของน้อง ก็เหมือนบ้านของพี่ น้องมีเงินก็ต้องช่วยพี่สิ!”

ฉันมองหน้าผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ ผู้หญิงที่ตั้งแต่ฉันจำความได้ ไม่เคยเคยกอด ไม่เคยชื่นชม ไม่เคยแม้แต่จะถามว่าฉันเหนื่อยไหม ทุกหยาดเหงื่อที่ฉันทำงานส่งตัวเองเรียนตั้งแต่อายุสิบแปด ถูกแม่สูบเลือดสูบเนื้อเอาไปประเคนให้พี่นกและพ่อเลี้ยงจนหมด พอฉันตั้งท้องโดยที่สามีทอดทิ้ง แม่ไม่เคยถามถึงสภาพจิตใจ สิ่งเดียวที่แม่ถามคือ ‘คลอดแล้วจะรีบไปทำงานส่งเงินมาให้เมื่อไหร่’

“ฟังนุชนะคะแม่” ฉันพูดขึ้น น้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความลังเล “บ้านหลังนี้ มีชื่อในโฉนดเพียงคนเดียว คือ นุชบา สุวรรณเวช นุชกู้เงินจากธนาคารด้วยน้ำพักน้ำแรงของนุชเอง จ่ายเงินดาวน์เอง ผ่อนเองทุกบาททุกสตางค์ ไม่มีเงินของแม่แม้แต่สลึงเดียว และที่สำคัญ ไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่จ้องจะมาเกาะนุชกินอีกต่อไปแล้วค่ะ”

“อีนุช! อีลูกอกตัญญู! กูเป็นคนอุ้มท้องมึงมาเก้าเดือนนะ มึงกล้าดียังไงมาพูดแบบนี้กับกู! นรกจะกินกบาลมึง!” แม่เริ่มแผดเสียงกรีดร้อง ทุบอกตัวเองอย่างบ้าคลั่งตามสันดานเดิมที่เคยใช้ควบคุมฉัน

“เรื่องบุญคุณค่าน้ำนม นุชชดใช้ให้แม่หมดแล้วค่ะ” ฉันหยิบสมุดบัญชีเงินฝากและสเตทเมนต์หนาปึกวางลงบนโต๊ะ “ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา นุชโอนเงินให้แม่ทุกเดือน รวมเป็นเงินกว่าสองล้านบาท เงินก้อนนั้นแม่เอาไปใช้หนี้พนันให้พี่นก เอาไปซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ผัวพี่นก และเอาไปปรนเปรอพ่อเลี้ยง นุชมีหลักฐานการโอนเงินทุกสลิป”

พี่กานต์หยิบเอกสารสัญญาฉบับหนึ่งขึ้นมาถือไว้

“และนี่คือ หนังสือแจ้งเตือนทางกฎหมายและคำสั่งห้ามเข้าใกล้เคหสถานค่ะคุณนายอำภา” พี่กานต์อ่านข้อความอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เอกสารฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า ห้ามคุณนายอำภา นายบุญช่วย (พ่อเลี้ยง) นางสาวนก และบุคคลในครอบครัว เข้ามาในรัศมี 100 เมตรจากบ้านหลังนี้โดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืน ทางเราจะดำเนินคดีข้อหาบุกรุกและก่อความเดือดร้อนรำคาญทันทีโดยไม่มีการเจรจาไกล่เกลี่ยใดๆ ทั้งสิ้น”

“มึง… มึงกล้าตัดแม่ตัดลูกกับกูเลยเหรออีนุช?” แม่ถามด้วยเสียงสั่นระริก คราวนี้ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความหวาดกลัวเมื่อตระหนักได้ว่า ตู้เอทีเอ็มมีชีวิตที่เคยยอมให้กดเงินมาตลอด ได้ปิดประตูขังตัวเองไว้ในป้อมปราการที่แม่ไม่มีวันเอื้อมถึงอีกแล้ว

“แม่เป็นคนเลือกเองค่ะ” ฉันสบตากับแม่ตรงๆ “เมื่อคืน แม่เป็นคนพูดเองว่าถ้าไม่ยอมให้ทุกคนเข้ามาอยู่ ให้นุชกระเตงลูกอ่อนออกไปนอนโรงแรม แม่เลือกที่จะเหยียบย่ำนุชกับลูกเพื่อความสบายของตัวเองมาโดยตลอด แต่วันนี้ นุชเลือกที่จะปกป้องลูกสาวของนุช นุชจะไม่ยอมให้ลูกต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษแบบที่นุชเคยเจอ”

ฉันหันไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ “รบกวนคุณตำรวจช่วยเชิญแขกที่ไม่ได้รับเชิญออกจากพื้นที่ส่วนบุคคลด้วยค่ะ”

“เชิญครับคุณนาย อย่าให้ต้องใช้กำลังเลยครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจก้าวเข้ามาประชิดตัวแม่และพ่อเลี้ยง

แม่ยืนตัวสั่น น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ไหลอาบแก้ม แม่พยายามจะอ้าปากด่าทออีกครั้ง แต่เมื่อเห็นสายตาที่เด็ดเดี่ยวไม่สะทกสะท้านของฉัน แม่ก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์อีกต่อไป พ่อเลี้ยงรีบดึงแขนแม่ลากออกไปที่รถกระบะอย่างเร่งรีบ กลัวจะโดนร่างแหคดีความไปด้วย

เสียงประตูรั้วหน้าบ้านปิดลงพร้อมกับเสียงล็อกอัตโนมัติ

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง รถกระบะคันเก่าแล่นออกไปจากหมู่บ้านอย่างช้าๆ และนั่นคือภาพสุดท้ายของครอบครัวเดิมที่ฉันเคยมี

ในห้องรับแขกกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง

“เก่งมากนุช เธอทำถูกต้องแล้ว” พี่กานต์เดินเข้ามาแตะบ่าฉันเบาๆ ให้กำลังใจ “ต่อจากนี้ไป ไม่มีใครมารังแกเธอได้อีกแล้วนะ”

“ขอบคุณมากนะคะพี่กานต์ ขอบคุณจริงๆ”

หลังจากที่ทุกคนกลับไป ฉันเดินกลับขึ้นมาบนชั้นสองของบ้าน อุ้มน้องฟ้าใสขึ้นมาไว้ในอ้อมอก แสงแดดยามสายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอน ทาบทาประกายอบอุ่นลงบนใบหน้าไร้เดียงสาของลูกสาวตัวน้อย

หยดน้ำตาเม็ดหนึ่งหยดลงบนแก้มของฉัน… แต่มันไม่ใช่น้ำตาของความเจ็บปวดหรือความหวาดกลัวอีกต่อไป

มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ น้ำตาแห่งอิสรภาพ

ฉันก้มลงจูบหน้าผากมนของลูกเบาๆ แล้วกระซิบข้างหูเธอด้วยคำสัญญาจากก้นบึ้งของหัวใจ

“ฟ้าใสลูกรัก… แม่สัญญา บ้านหลังนี้จะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดของหนู และแม่จะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหน มาทำลายความสุขและความสงบในชีวิตของลูกอย่างเด็ดขาด”

โซ่ตรวนแห่งความกตัญญูจอมปลอมได้ถูกทำลายลงแล้ว และนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตที่แท้จริงของฉันกับลูก… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง.

Leave a Comment