3 วันแห่งความสุขของซีอีโอหนุ่มที่ภูเก็ตกับเลขาฯ คนสนิท แต่พอกลับถึงบ้าน แม่แท้ๆ กลับสิ้นลม ภรรยาหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงใบหย่า… และซองปริศนาที่กำลังจะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
ทันทีที่ อานนท์ วรโชติเมธี ซีอีโอหนุ่มเดินทางกลับถึงย่านสาทรหลังจบ “ทริปดูงาน” 3 วันที่ภูเก็ต ข้างกายของเขาคือ เบลล์ พิชชาภา เลขาสาวคนสนิท
สิ่งที่ไม่มีใครในบริษัทล่วงรู้ คือความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่ทั้งคู่แอบซ่อนกันมานาน ขณะที่ทั้งสองกำลังดินเนอร์หรูริมหาดและพักผ่อนในวิลล่าส่วนตัว อานนท์เลือกที่จะปิดโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก
ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าบริษัท มาร์ค ผู้ช่วยส่วนตัวก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยแววตาแดงก่ำ
“คุณอานนท์ครับ… ผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ”
“เสียใจเรื่องอะไรของนาย?”
“คุณหญิงอรพินทร์ครับ… ท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้วครับ”
โลกของอานนท์หยุดหมุนลงตรงนั้น
“แล้วรินลดาอยู่ไหน? ภรรยาฉันอยู่ไหน?!”
มาร์คก้มหน้าลงต่ำ
“คุณรินเป็นคนจัดการเรื่องโรงพยาบาล งานสวด และพิธีฌาปนกิจทั้งหมดเพียงลำพังครับ… แต่พอเสร็จงานเมื่อวาน เธอก็เก็บกระเป๋าออกจากบ้านไปแล้วครับ”
อานนท์รีบขับรถตรงกลับคฤหาสน์ของเขาทันที
บ้านทั้งหลังเงียบสงัด ไฟมืดสนิท ไร้เงาของรินลดา
บนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่น มีของสามสิ่งวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ:
ใบมรณบัตรของแม่เขา
เอกสารสัญญาหย่าที่เธอเซ็นชื่อไว้เรียบร้อยแล้ว
จดหมายสั้นๆ ลายมือของรินลดา
“ฉันทำหน้าที่สุดท้ายในฐานะภรรยาของคุณเรียบร้อยแล้ว ฉันดูแลคุณแม่จนถึงลมหายใจสุดท้าย… ไม่ต้องตามหาฉันหรอกค่ะ ฉันไม่ต้องการบ้าน รถ หรือเงินสักบาทจากคุณ สิ่งเดียวที่ฉันต้องการ คือทวงคืนชีวิตที่สูญเสียไปตลอดเวลาที่เฝ้ารอความรักจากคุณ”
ในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์จากพ่อของเขาก็ดังขึ้น
และเป็นสายนี้เองที่ทำให้ความจริงอันแสนเจ็บปวดฉีกกระชากหัวใจของเขา
แม่ของเขารู้เรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างเขากับเลขาฯ สาวมาโดยตลอด คืนนั้นท่านพยายามโทรหาเขานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อขอร้องให้เขากลับมา แต่ภาพความทรงจำย้อนกลับมาทำร้ายอานนท์ทันที… คืนนั้นเขารู้สึกรำคาญเสียงโทรศัพท์ จึงกดยกเลิกสายแล้วปิดเครื่องทิ้ง
พ่อบอกกับเขาว่า…
คุณหญิงอรพินทร์หมดสติลงขณะที่มือยังคงกำโทรศัพท์แน่น
และเป็นรินลดาที่มาพบท่านเป็นคนแรก
รินลดาเป็นคนโทรเรียกรถพยาบาล
รินลดาเป็นคนนั่งเฝ้าหน้าห้องไอซียูทั้งคืน
รินลดาเป็นคนจัดงานศพและแบกรับความโศกเศร้าเพียงลำพัง
…ในขณะที่เขากำลังเริงร่าอยู่กับผู้หญิงอีกคนริมทะเล
วันรุ่งขึ้น อานนท์รีบบึ่งไปที่บ้านของพ่อแม่รินลดา
พวกท่านไม่ยอมบอกว่าลูกสาวหนีไปอยู่ที่ไหน แต่ยื่นกล่องไม้ใบเล็กๆ กล่องหนึ่งให้เขา บอกเพียงว่ารินลดาฝากทิ้งไว้ให้อานนท์
ข้างในกล่องมี:
โทรศัพท์เครื่องเก่าหนึ่งเครื่อง
กุญแจดอกหนึ่ง
และซองจดหมายสีขาว
ด้านหน้าซองเขียนไว้ด้วยลายมือที่คุ้นเคย:
“ถึงอานนท์… นี่คือความจริงชิ้นสุดท้ายที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการจากไปของคุณแม่”
อานนท์ค่อยๆ เปิดซองจดหมาย ดึงเอกสารแผ่นแรกออกมาอ่าน
เพียงแค่อ่านข้อความในหน้าแรก… เข่าของเขาก็ทรุดลงกับพื้นทันที
ตอนที่ 2 (ตอนจบ)
ปลายกระดาษสีขาวคมกริบสั่นระริกตามแรงสั่นสะท้านจากปลายนิ้วของอานนท์ ข้อความในหน้าแรกไม่ใช่คำสาปแช่ง ไม่ใช่ถ้อยคำประชดประชันจากภรรยาที่ถูกหักหลัง แต่มันคือ สำเนาบันทึกประวัติการโทรเข้า-ออก และข้อความแชตจากโทรศัพท์ของคุณหญิงอรพินทร์ ในคืนก่อนที่ท่านจะหมดสติ
สายตาที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาไล่อ่านข้อความทีละบรรทัด…
“อานนท์ ลูกอยู่ไหน… กลับมาหาแม่เถอะลูก อย่าทำลายครอบครัวตัวเองไปมากกว่านี้เลย”
“แม่รู้หมดแล้ว… ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รักลูกจริง แม่ขอร้อง รับสายแม่เถอะอานนท์”
และข้อความสุดท้ายที่ส่งไปไม่ถึง เพราะเขาปิดเครื่องหนี:
“รินรู้เรื่องแล้ว… แต่เด็กคนนี้ยังคุกเข่าขอร้องไม่ให้แม่เอาเรื่องลูก รินบอกว่าลูกคงเหนื่อยจากการทำงาน รินยอมเจ็บคนเดียวเพื่อปกป้องเกียรติของลูก… อานนท์ แม่หายใจไม่ออก…”
อานนท์กอดกระดาษแผ่นนั้นแนบอก ลมหายใจสะดุดจนแทบสำลัก เข่าทั้งสองข้างทรุดกระแทกพื้นกระเบื้องเย็นเยียบในบ้านของพ่อตาแม่ยายอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากลำคอ มีเพียงเสียงสะอื้นที่ฉีกกระชากทรวงอกจนเจ็บร้าว
ผู้เป็นพ่อตาและแม่ยายยืนมองเขาจากหัวบันได แววตาของพวกท่านไร้ซึ่งประกายของความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเวทนาอันเย็นชาที่บาดลึกยิ่งกว่าคมมีด
“รินไม่ได้อยากให้เธอคุกเข่าตรงนี้หรอกนะอานนท์” แม่ของรินลดาเอ่ยเสียงเรียบ แววตาแดงช้ำ “ตอนที่แม่ของเธอหัวใจวาย รินอุ้มร่างของท่านขึ้นรถพยาบาลด้วยสองมือของตัวเอง รินวิ่งไปทั่วตึกเพื่อเซ็นเอกสารยินยอมผ่าตัดฉุกเฉินในฐานะลูกสะใภ้… ในขณะที่ลูกชายแท้ๆ ไปเสวยสุขอยู่บนความลุ่มหลงที่ไร้ราคา”
“คุณแม่ครับ… ริน… รินอยู่ที่ไหนครับ ได้โปรดบอกผมเถอะ ผมจะไปกราบเท้าเธอ ผมจะชดใช้ทุกอย่าง…” อานนท์ละล่ำละลัก ก้มกราบลงแทบเท้าของผู้อาวุโสทั้งสองอย่างไม่อายศักดิ์ศรี
“ชดใช้ด้วยอะไร?” พ่อของรินลดาถามแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เฉียบขาด “ชดใช้ด้วยเวลาห้าปีที่ลูกสาวฉันยอมทิ้งความฝันเพื่อมาเป็นหลังบ้านที่ไร้ตัวตนให้เธอ? หรือชดใช้ชีวิตแม่ของเธอที่ต้องตายไปพร้อมกับความช้ำใจที่เห็นลูกชายกลายเป็นคนไร้สำนึก? สิ่งที่อยู่ในกล่องนั่น ยังมีอีก… อ่านมันให้หมด แล้วอย่าได้เสนอหน้ามาให้พวกเราเห็นอีกเลย”
สิ้นคำพูด ประตูบ้านก็ถูกปิดลงต่อหน้าอานนท์ ทิ้งให้ซีอีโอหนุ่มผู้เคยหยิ่งผยองนั่งจมอยู่กับเศษซากแห่งความพินาศเพียงลำพัง
อานนท์พยุงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงกลับขึ้นมาบนรถยนต์คันหรู บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เคยอบอวลไปด้วยความสุขจอมปลอมเมื่อวานนี้ บัดนี้กลับอึดอัดจนแทบจะกลืนกินลมหายใจของเขา เขากลั้นใจหยิบเอกสารแผ่นต่อไปในซองสีขาวขึ้นมาดู
มันคือ เอกสารตรวจครรภ์จากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
ระบุชื่อคนไข้: นางรินลดา วรโชติเมธี
ผลการตรวจ: ตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์
วันที่ตรวจ: หนึ่งวันก่อนที่เขาจะบินไปภูเก็ต
โลกของอานนท์ถล่มทลายลงซ้ำสอง คราวนี้แหลกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี เขานึกย้อนไปถึงเช้าวันนั้น… วันที่เขากำลังเก็บกระเป๋าเดินทาง รินลดายืนอยู่ข้างเตียง มือของเธอกำกระดาษบางอย่างไว้แน่น เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาแล้วพูดว่า “คุณอานนท์คะ รินมีเรื่องสำคัญอยากจะบอกคุณก่อนไป…”
แต่ในตอนนั้น เขากลับตัดบทด้วยความรำคาญใจ “เอาไว้กลับมาก่อนได้ไหมริน ตอนนี้ผมรีบ ไฟลต์บินไม่ได้รอนะ เรื่องไร้สาระเอาไว้ทีหลัง”
เรื่องไร้สาระ… สิ่งที่เขาตราหน้าว่าไร้สาระ คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง
มือที่สั่นเทาหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าในกล่องขึ้นมา มันเป็นโทรศัพท์เครื่องเดิมของคุณหญิงอรพินทร์ เมื่อเปิดดูคลิปเสียงที่ถูกบันทึกไว้ในโฟลเดอร์ล่าสุด เสียงของมารดาที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นผ่านลำโพง เสียงนั้นอ่อนระโหยโรยแรง ปนเปไปด้วยเสียงสะอื้นของรินลดา
“อานนท์… ถ้าลูกได้ยินเสียงนี้ แม่คงไม่อยู่กับลูกแล้ว…” เสียงของคุณหญิงสั่นเครือ “แม่ขอโทษที่เลี้ยงลูกมาไม่ดีพอ จนลูกมองไม่เห็นว่าใครคือเพชร ใครคือก้อนกรวด… รินเขากำลังจะมีหลานให้เรา แต่ลูกกลับทิ้งเขาไปหาคนที่หวังแค่เศษเงินของลูก… รินบอกแม่ว่าอย่าโกรธลูก รินบอกว่าถ้ารักของลูกหมดลงแล้ว รินจะไปเอง… อึก… แม่เจ็บหน้าอกเหลือเกินอานนท์… จำไว้นะลูก สิ่งที่ลูกกำลังทำ มันจะย้อนกลับมาเผาผลาญชีวิตลูกจนไม่เหลือใคร…”
เสียงคลิปจบลงด้วยเสียงสัญญาณชีพจรที่ขาดห้วงและเสียงกรีดร้องเรียกชื่อแม่ของรินลดา
อานนท์ทุบพวงมาลัยรถยนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหลังมือแตกเป็นแผล เลือดสีแดงสดซึมเปรอะหนังหุ้มพวงมาลัย แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของรอยแผลในใจ เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังก้องไปทั่วทั้งคันรถ ความอบอุ่นที่เขาเคยคิดว่าได้รับจากภูเก็ต แท้จริงแล้วมันคือไฟบรรลัยกัลป์ที่แผดเผาทุกสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขาไปจนหมดสิ้น
ในระหว่างที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับนรกบนดิน เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเขาก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อ “เบลล์ พิชชาภา”
ความรู้สึกขยะแขยงแล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อานนท์สูดหายใจเข้าลึก กดรับสายด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้เรียบเฉยที่สุด
“ฮัลโหลค่ะพี่อานนท์… เบลล์ได้ยินข่าวเรื่องคุณแม่แล้วนะคะ เบลล์ตกใจมากเลยค่ะ พี่อานนท์เป็นยังไงบ้างคะ ให้เบลล์ไปหาที่คอนโดไหมคะ เบลล์เป็นห่วงพี่อานนท์ที่สุดเลยนะ…” น้ำเสียงหวานหยดย้อยที่เคยทำให้เขาหลงใหล บัดนี้ฟังดูเสแสร้งและน่ารังเกียจราวกับเสียงกระซิบของอสรพิษ
“เธออยู่ที่ไหน เบลล์” อานนท์ถามสั้นๆ
“เบลล์อยู่ที่ห้องพักค่ะพี่อานนท์… เบลล์ไม่กล้าเข้าไปที่บ้านใหญ่ กลัวว่าจะดูไม่ดี…”
“รอฉันอยู่ที่นั่น อีกยี่สิบนาทีฉันจะไปหา”
อานนท์เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไป แต่จุดหมายไม่ใช่คอนโดของเบลล์ ทว่าเขากลับขับไปยังตู้เซฟนิรภัยของธนาคารตามที่ กุญแจดอกสุดท้ายในกล่องไม้ ได้ระบุที่อยู่เอาไว้
เมื่อเปิดตู้นิรภัยออก สิ่งที่อยู่ข้างในคือแฟ้มเอกสารหนาเตอะที่รินลดาและแม่ของเขาร่วมกันรวบรวมไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา…
หลักฐานการยักยอกเงินในนามบริษัทซับคอนแทร็กต์ที่เบลล์เป็นผู้ถือหุ้นลม
ข้อความแชตการสนทนาระหว่างเบลล์กับคู่แข่งทางธุรกิจของบริษัท ที่วางแผนจะฮุบโครงการอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่อานนท์กำลังดูแล
และคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในคลินิกเฉพาะทางแห่งหนึ่ง… เผยให้เห็นภาพของเบลล์ที่กำลังควงแขนชายหนุ่มอีกคน ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นศัตรูทางธุรกิจตัวฉกาจของเขา
แม่ของเขารู้เรื่องนี้ทั้งหมด และพยายามจะเตือนเขาในคืนนั้น คืนที่เขากดตัดสายทิ้งเพื่อไปนอนกอดผู้หญิงที่กำลังจ้องจะแทงข้างหลังเขา!
ครึ่งชั่วโมงต่อมา อานนท์ก้าวเข้าไปในคอนโดหรูของเบลล์ ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างบอบบางในชุดนอนผ้าซาตินที่โผเข้ามากอดเขาอย่างออดอ้อน
“พี่อานนท์คะ… เบลล์เสียใจด้วยจริงๆ นะคะ เรื่องคุณแม่…”
อานนท์ยืนนิ่ง ปล่อยให้เธอสวมกอดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ แกะมือของเธอออกอย่างช้าๆ แววตาของเขาที่มองสบประสานกับดวงตาคู่สวยนั้น ว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งชีวิต
“เธอเสียใจจริงๆ หรือเบลล์?” เขาเอ่ยถามเบาๆ
“แน่นอนสิคะ เบลล์รักพี่อานนท์ ความสูญเสียของพี่ก็คือความสูญเสียของเบลล์…”
เพียะ!
แฟ้มเอกสารหนาถูกฟาดลงบนโต๊ะกระจกกลางห้องจนเกิดเสียงดังสนั่น แผ่นกระดาษ ภาพถ่าย และสลิปการโอนเงินปลิวว่อนไปทั่วห้อง เบลล์ผงะถอยหลัง ใบหน้าถอดสีทันทีที่เห็นภาพของตัวเองกับชายอีกคน
“นี่มัน… อะไรกันคะพี่อานนท์?!”
“ลองอ่านดูสิ หรือต้องให้ฉันเปิดคลิปเสียงที่เธอคุยกับไอ้ภพธรให้ฟัง?” อานนท์เค้นเสียงลอดไรฟัน ก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอด้วยท่าทีคุกคาม “สามวันที่ภูเก็ต… มันคุ้มค่ากับข้อมูลบริษัทที่เธอแอบส่งให้มันไหม? คุ้มค่ากับชีวิตแม่ของฉันที่ต้องตายเพราะความโสมมของพวกเธอไหม?!”
“พะ… พี่อานนท์ ฟังเบลล์ก่อนนะคะ มันไม่ใช่อย่างที่พี่คิด…” เบลล์เริ่มลนลาน ตัวสั่นเทา พยายามจะคว้าแขนของเขาไว้
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!” อานนท์ตวาดลั่นจนหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว “พรุ่งนี้เช้า ฝ่ายกฎหมายของบริษัท ตำรวจเศรษฐกิจ และบอร์ดบริหารทุกคนจะได้รับหลักฐานพวกนี้ทั้งหมด ชีวิตของเธอจะไม่มีที่ยืนในประเทศนี้อีกต่อไป เตรียมตัวไปเน่าตายในคุกซะเถอะ!”
อานนท์หันหลังเดินออกจากห้องโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหญิงสาวที่ทรุดลงร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนพื้น ความแค้นไม่ได้ทำให้หัวใจของเขารู้สึกโล่งขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความว่างเปล่ากลับยิ่งแผ่ซ่านเข้ามาเกาะกุมจิตใจจนหนาวเหน็บ
เขากำจัดคนที่ทรยศได้ แต่เขาไม่อาจนำแม่และภรรยากลับคืนมาได้อีกแล้ว
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความเงียบงันของคฤหาสน์วรโชติเมธี
อานนท์เซ็นใบหย่าตามที่รินลดาต้องการ แต่เขาไม่ได้ยื่นมันต่อหน้านายทะเบียน เขาวางมันไว้ข้างรูปถ่ายงานแต่งงานของทั้งคู่ที่หัวเตียง ทุกค่ำคืนเขาจะนอนกอดหมอนใบเดิมที่รินลดาเคยหนุน กลิ่นหอมจางๆ ของเธอยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ กลิ่นที่เขาเคยละเลยและมองข้ามไป บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่คอยประคับประคองไม่ให้เขาเสียสติ
เขาใช้เงินมหาศาลจ้างนักสืบเอกชนทุกสำนักเพื่อตามหาร่องรอยของรินลดา ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน บนดอยสูง ทางเหนือ หรือเมืองชายทะเลอันห่างไกล เขาขอเพียงได้เห็นเธอจากระยะไกล ขอเพียงได้รู้ว่าลูกของเขาปลอดภัยดี
หลายเดือนผ่านไป จนกระทั่งในบ่ายวันหนึ่งของฤดูฝน
รายงานจากนักสืบฉบับหนึ่งถูกส่งมาถึงโต๊ะทำงานของเขา มีภาพถ่ายแนบมาด้วยหลายใบ
ภาพของเมืองเล็กๆ แสนสงบในจังหวัดเชียงราย ที่เบื้องหลังคือทิวเขาสลับซับซ้อน ท่ามกลางไร่ชาเขียวขจี มีบ้านไม้สองชั้นหลังเล็กตั้งอยู่อย่างเรียบง่าย
และที่ระเบียงหน้าบ้านหลังนั้น…
รินลดากำลังยืนรับลมเย็น รอยยิ้มที่สดใสและอบอุ่นซึ่งเขาไม่ได้เห็นมาเนิ่นนานปรากฏอยู่บนดวงหน้าของเธอ มือข้างหนึ่งของเธอโอบประคองหน้าท้องที่นูนเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดด้วยความทะนุถนอม ข้างกายของเธอไม่มีความหรูหรา ไม่มีเครื่องประดับราคาแพง แต่แววตาของเธอกลับเปี่ยมไปด้วยประกายของความสุขที่แท้จริง ความสุขที่เขาไม่เคยสามารถมอบให้เธอได้เลยตลอดห้าปีที่แต่งงานกัน
อานนท์ลูบปลายนิ้วไปบนภาพถ่ายนั้น น้ำตาหยดลงกระทบใบหน้าของหญิงสาวในรูป
เขาหยิบกุญแจรถ คว้าเสื้อโค้ต และเตรียมที่จะก้าวออกจากห้องทำงาน แต่แล้วฝีเท้าของเขากลับหยุดชะงักลงที่หน้าประตู
เขามองไปยังภาพถ่ายในมืออีกครั้ง…
รอยยิ้มของรินลดาในภาพนั้น มันช่างบริสุทธิ์และไร้ซึ่งเงาของความเศร้า หากเขาก้าวเข้าไปในชีวิตของเธออีกครั้ง เงาแห่งความมืดมน อดีตอันโหดร้าย และความทรงจำเรื่องการตายของแม่เขา จะต้องตามกลับไปหลอกหลอนเธอและลูกอย่างแน่นอน
ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่การครอบครองเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดของตัวเอง…
อานนท์ค่อยๆ วางกุญแจรถลงบนโต๊ะ
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หยิบปากกาขึ้นมา แล้วเปิดสมุดบัญชีธนาคารเล่มใหม่ พร้อมเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์หุ้นทั้งหมดในส่วนของเขา รวมถึงอสังหาริมทรัพย์และมรดกทุกชิ้น ให้ตกเป็นของเด็กที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ภายใต้ชื่อของรินลดาแต่เพียงผู้เดียว โดยมีเงื่อนไขเดียวคือ ห้ามไม่ให้เธอรู้ว่าใครเป็นผู้มอบให้ จนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ
เขาเลือกที่จะเฝ้ามองเธอจากมุมที่มืดมิดที่สุด ปล่อยให้เธอได้ใช้ชีวิตใหม่ที่มีแสงสว่างอย่างที่เธอสมควรได้รับ
อานนท์ วรโชติเมธี ซีอีโอผู้มีพร้อมทุกอย่างในสายตาคนทั้งโลก ต้องนั่งอยู่ท่ามกลางความสำเร็จอันว่างเปล่าและคฤหาสน์ที่เหน็บหนาว โทษทัณฑ์ที่เขาก่อไว้ในสามวันแห่งความสุขชั่วคราวที่ภูเก็ต จะต้องถูกชดใช้ด้วยความโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่… โดยไม่มีวันได้รับการอภัย