ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท

ในวันแต่งงานของฉัน ว่าที่เจ้าบ่าวกลับไล่ฉันไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อยกขบวนรถหรูคันหลักให้ผู้ช่วยคนสนิท — ฉันก้าวขึ้นรถแล้วบอกคนขับเรียบ ๆ: “ลุงคะ… ไม่ต้องไปที่โรงแรม”

“ริน ยกรถเจ้าสาวให้เชอริลนั่งไปก่อนนะ เธอไปนั่งแท็กซี่คันหลังสุดแทนแล้วกัน…”

ขบวนรถหรูสีดำขลับสิบสองคันจอดเรียงรายอยู่ใต้คอนโดหรูใจกลางสุขุมวิท คันหน้าสุดคือ Rolls-Royce Phantom ป้ายแดงคันงาม รถเจ้าสาวที่ฉันเป็นคนเลือกและจัดแจงด้วยตัวเอง ถูกประดับประดาด้วยกุหลาบสีแดงสดและดอกเบบี้บรีธนับพันดอก

วันนี้คือวันแต่งงานของฉัน ฉันยืนมองตัวเองในกระจก สวมชุดเจ้าสาวลูกไม้ฝรั่งเศสสั่งตัดพิเศษจากดีไซเนอร์ระดับแนวหน้า ช่างแต่งหน้าแต้มลิปสติกสีหวานลงบนริมฝีปากเป็นขั้นตอนสุดท้ายพลางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “คุณรินคะ ตั้งแต่แต่งหน้าเจ้าสาวมา คุณรินสวยและสง่าที่สุดเลยค่ะ”

ฉันยิ้มรับบางเบา คว้าชายกระโปรง สวมรองเท้าส้นสูงคู่หรู Jimmy Choo แล้วก้าวเท้าเตรียมมุ่งหน้าไปยังโรงแรมเพื่อเริ่มพิธี

แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าลิฟต์ ภวินท์ ว่าที่เจ้าบ่าวของฉันก็รีบร้อนปรี่เข้ามา เขาดูหล่อเหลาไร้ที่ติในชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบ แต่แววตาคู่นั้นกลับไม่มีร่องรอยของความสุขเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความกังวลและกระสับกระส่าย เขากระชากข้อมือฉันอย่างแรงจนผิวขาวเริ่มขึ้นรอยแดง

“ริน คุยกันก่อน ขอร้องล่ะ… ช่วยฉันสักครั้งเถอะ” เขาพูดรัวเร็ว โดยไม่ได้มองความสวยของฉันในชุดเจ้าสาวเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ฉันจ้องหน้าเขา “มีอะไรคะภวินท์ เกิดอะไรขึ้น?”

“โรคหัวใจของเชอริลกำเริบอีกแล้ว”

เชอริล… อีกแล้วสินะ ตั้งแต่วันแรกที่ฉันได้รู้จักกับผู้หญิงคนนี้—คนที่เขาเรียกว่า ‘เพื่อนสนิทวัยเด็กและผู้ช่วยคนสำคัญ’ ดูเหมือนโรคหัวใจของเธอจะไม่เคยปกติเลย ทุกครั้งที่มีวันสำคัญหรือช่วงเวลาพิเศษระหว่างฉันกับภวินท์ เธอจะต้องมีอาการกำเริบขึ้นมาเสมอ

“หมอบอกว่าห้ามเธอโดนลมหรือเจออากาศร้อนเด็ดขาด” ภวินท์อธิบายหน้าตาตื่น “เธอให้เชอริลนั่ง Rolls-Royce ไปก่อนได้ไหม ข้างในมันกว้าง แอร์เย็นกว่า แล้วก็สบายกว่ามาก”

ฉันขมวดคิ้ว “ว่าไงนะ? รถ Rolls-Royce เนี่ยนะภวินท์? นั่นมันรถเจ้าสาว วันนี้ฉันเป็นเจ้าสาวนะ”

“ฉันรู้! แต่เธอหัดมีน้ำใจหน่อยสิริน!” เขาตวาดเสียงแข็ง แม้จะพยายามกดเสียงให้เบาเพราะคนรอบข้างเริ่มหันมามอง “เธอจะไปนั่งคันไหนก็ได้ ไปนั่งคันหลังสุดกับพวกเพื่อนเจ้าสาวสิ ที่ว่างเยอะแยะ!”

ฉันมองตามปลายนิ้วที่เขาชี้ไป ท้ายขบวนรถหรูสิบสองคัน มีรถแท็กซี่อัลติสสีเขียวเหลืองสภาพเก่าทรุดโทรมจอดอยู่คันหนึ่ง กระจกหลังมีสติกเกอร์ยับ ๆ แปะว่า “JUST MARRIED” ตัวถังมีรอยขูดขีดรอบคัน เหมือนพร้อมจะดับได้ทุกเมื่อบนถนนกรุงเทพฯ มันเป็นแค่รถสำรองฉุกเฉินที่ทีมงานเช่ามาเผื่อไว้

และข้างรถ Rolls-Royce Phantom คันนั้น เชอริลกำลังยืนอยู่ เธอไม่ได้ใส่ชุดเพื่อนเจ้าสาว แต่กลับสวมเดรสยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่มองเผิน ๆ แทบไม่ต่างจากชุดแต่งงาน หน้าผมจัดเต็มประณีต เมื่อสายตาเราสบกัน เธอก็ค่อย ๆ ยกมือทาบอกแล้วแสร้งไอเบา ๆ ทว่าแววตากลับฉายประกายเย้ยหยัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะ

รอยยิ้มที่กำลังบอกฉันว่า: ภวินท์เป็นของฉัน ต่อให้เป็นวันแต่งงานของเธอ เขาก็เลือกฉันก่อนอยู่ดี

ภวินท์บีบมือฉันแน่นขึ้น สายตาของเขาเว้าวอนปนกดดัน “ริน แค่ครั้งเดียวเอง อย่ามาทำตัวมีปัญหาตอนนี้ได้ไหม คนเขากำลังป่วย อย่าเห็นแก่ตัวนักเลย วันนี้เป็นวันของเรา ฉันไม่อยากให้มันพังเพราะความขี้หึงไร้สาระของเธอ”

ขี้หึงงั้นเหรอ?

ฉันจ้องมองชายที่ฉันทุ่มเทรักมาตลอดสิบสองปี ญาติผู้ใหญ่ ช่างภาพ ทีมงาน และกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวต่างเงียบกริบ ทุกคนยืนนิ่งรอดูว่าฉันจะกรีดร้อง จะร้องไห้ หรือระเบิดอารมณ์ออกมา

ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง… ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นชาและไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์

“ได้สิ” ฉันตอบสั้น ๆ

ภวินท์ถอนหายใจยาวเหมือนยกภูเขาออกจากอก “ขอบใจนะริน! เดี๋ยวเจอกันที่โรงแรมนะ เดินทางระวังด้วยล่ะ”

เขาปล่อยมือฉันทันทีโดยไม่แม้แต่จะช่วยจับชายกระโปรงที่ยาวเฟื้อย เขารีบวิ่งกลับไปหาเชอริล ประคองเอวเธออย่างทะนุถนอม เปิดประตูรถ Rolls-Royce ให้ และเอามือบังขอบประตูด้านบนไว้ไม่ให้หัวของเธอชน ก่อนก้าวขึ้นรถ เชอริลหันกลับมาสบตาฉันอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความลำพองใจพลางโบกมือให้ราวกับราชินี

หัวใจของฉันชาวาบ ความเจ็บปวดแล่นพล่าน แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ฉันยอมถอย ยอมเสียสละ และยอมเข้าใจคำว่า “แค่เพื่อนสนิท” มาโดยตลอด แต่วินาทีนี้ ทุกอย่างกระจ่างชัดในสมองอย่างเยือกเย็น

ฉันรวบชายกระโปรงหนักอึ้งแล้วเดินตรงไปยังแท็กซี่คันเก่าท้ายขบวน

“พี่ริน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมพี่ถึงยอมล่ะคะ?!” กานต์ เพื่อนสนิทและเพื่อนเจ้าสาววิ่งตามมาถามด้วยสีหน้าโกรธจัดและเป็นห่วง

ฉันหันไปสบตาน้องแล้วส่งยิ้มบาง “กานต์ พาทุกคนขึ้นรถตู้ไปก่อนเลยนะ ไปที่โรงแรมตามปกติ”

“แล้วพี่ล่ะ?!”

“พี่มีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อย”

ฉันก้าวขึ้นไปนั่งเบาะหลังของแท็กซี่ กลิ่นในรถอบอวลไปด้วยกลิ่นใบเตยแห้งปนกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลุงคนขับสวมเสื้อยืดเก่า ๆ หันมองผ่านกระจกหลังด้วยสีหน้างุนงง

“หนู… คันนี้ก็รถในขบวนแต่งงานเหรอ? แล้วจะให้ลุงไปส่งที่โบสถ์หรือโรงแรมไหนล่ะเนี่ย?”

มองลอดกระจกออกไป ฉันเห็นภวินท์ยืนอยู่ข้างรถแฟนธอม เขายิ้มและโบกมือส่งสัญญาณทำนองว่า ‘ขอบคุณนะ เดี๋ยวฉันชดเชยให้ทีหลัง’

ฉันเบือนสายตาหนี เลื่อนกระจกรถขึ้นจนสุด แล้วหันไปสบตากับคนขับ

“ลุงคะ… ไม่ต้องไปโรงแรมหรอกค่ะ”

ลุงคนขับขมวดคิ้ว “อ้าว? แล้วจะให้ไปไหนล่ะคุณหนู วันนี้วันแต่งงานไม่ใช่เหรอ?”

ฉันหยิบแบงก์พันสองใบส่งให้ลุง พร้อมบอกชื่อคอนโดเพนท์เฮาส์ย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา—ที่ที่ฉันซื้อไว้ด้วยเงินเก็บส่วนตัวของตัวเองคนเดียว โดยที่ภวินท์ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย

“ไปส่งหนูที่นี่ค่ะลุง เหยียบให้ไวที่สุดเลยนะคะ” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เครื่องยนต์แท็กซี่ส่งเสียงครางกระหึ่มก่อนจะค่อย ๆ เลี้ยวเบี่ยงออกจากแถวขบวนรถหรู ขณะที่ขบวนขันหมากและรถ Rolls-Royce กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงแรมห้าดาว ฉันกลับแล่นสวนทางมุ่งหน้าสู่อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ

เพียงไม่กี่นาทีต่อมา โทรศัพท์ในกระเป๋าก็เริ่มสั่นรัว

ภวินท์ โทรเข้า…

ฉันกดตัดสาย

ภวินท์ โทรเข้า…

ฉันกดตัดสายซ้ำอีกครั้ง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า… จนกระทั่งข้อความจากทางครอบครัวของเขาเริ่มกระหน่ำส่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน

ฉันปิดเครื่องอย่างไม่ไยดี แล้วหยิบโทรศัพท์สำรองอีกเครื่องขึ้นมาเปลี่ยนซิมใหม่ นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัว:

“พ่อคะ แม่คะ รินขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมดค่ะ ฝากบอกแขกทุกคนให้กลับบ้านได้เลยนะคะ รินสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง รินจะไม่แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยเลือกตัวรินเองเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต”

เมื่อถึงหน้าคอนโด ฉันเดินลากชุดเจ้าสาวแสนหนักขึ้นลิฟต์ส่วนตัวเพียงลำพัง แตะลายนิ้วมือเปิดประตูห้อง โถงห้องนั่งเล่นโอ่โถงเงียบสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของภวินท์ ไร้ซึ่งเงาของเชอริล และไม่มีเสียงบงการจากครอบครัวของเขาอีกต่อไป

ฉันถอดรองเท้า Jimmy Choo ทิ้งไว้ข้างทาง เดินเท้าเปล่าไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่สะท้อนทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นขอบฟ้าของเมืองหลวง

ฉันยังคงสวยงามและสง่า แต่ชุดเจ้าสาวชุดนี้… มันคือสัญลักษณ์แห่งความอดทนอันโง่เขลาตลอด 12 ปีที่ฉันยอมเป็นแค่ตัวสำรองของผู้ชายคนนั้น

ฉันเดินไปหยิบกรรไกรเล่มใหญ่จากเคาน์เตอร์ครัว เดินกลับมายืนกลางห้อง ปลดชายกระโปรงผ้าลูกไม้ราคาหลักแสนออกแผ่ลงกับพื้น

จ่อคมกรรไกรลงบนผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์…

แคว่ก!

เสียงผ้าฉีกขาดดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องที่เงียบงัน เป็นเสียงปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดในชีวิตฉันให้จบลงตรงนี้

ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

คมกรรไกรกรีดลึกลงบนผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสั่งตัดพิเศษอย่างไม่ปรานี ฉันออกแรงดึงจนชายกระโปรงพองฟูหลุดรุ่ยแยกออกจากโครงคอร์เซต เศษผ้าลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงบนพื้นไม้โอ๊กสีเข้มเหมือนกลีบดอกไม้เหี่ยวเฉาที่ไร้ค่า ฉันตัด ฉีก และเหวี่ยงมันทิ้งไปทีละชิ้น กระทั่งชุดเจ้าสาวแสนอลังการเหลือเพียงเศษซากกองพะเนินอยู่แทบเท้า

ฉันหายใจหอบเบา ๆ แต่มันกลับเป็นลมหายใจที่โล่งและเป็นอิสระที่สุดในรอบสิบสองปี

ฉันเดินไปหมุนเปิดน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำหินอ่อน ชำระล้างเมคอัพเจ้าสาวที่บรรจงแต่งมาหลายชั่วโมง ลิปสติกสีหวานถูกเช็ดออกจนเหลือเพียงริมฝีปากธรรมชาติ ละอองน้ำชะล้างกลิ่นน้ำหอมหรูหราที่ภวินท์เคยชอบให้หลุดลอยไปกับสายน้ำ เมื่อก้าวออกมา ฉันสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำตัวหลวมและกางเกงขายาวเรียบง่าย ผมที่ถูกเกล้าไว้อย่างประณีตถูกปล่อยสยายทิ้งตัวลงเคลียไหล่

ในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านระเบียงสูงเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ฉันเดินไปเปิดไวน์แดง เทใส่แก้วทรงสูง แล้วหยิบไอแพดเครื่องใหม่ขึ้นมาต่ออินเทอร์เน็ต

หน้าจอไอแพดกะพริบแจ้งเตือนฟีดโซเชียลมีเดียทันที และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพายุที่ฉันรู้ดีว่าจะต้องเกิดขึ้น

เวลา 10:45 น. ณ โรงแรมหรูระดับเวิลด์คลาสใจกลางกรุง

บรรยากาศในห้องแกรนด์บอลรูมที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสุขและความยินดี บัดนี้กลับคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักธุรกิจชั้นนำ และนักข่าวสายสังคมนับร้อยชีวิตเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างออกรส พิธีการตามกำหนดการควรจะเริ่มตั้งแต่สิบโมงเช้า แต่บนเวทีที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ราคาเหยียบล้านกลับว่างเปล่า

ในห้องพักรับรองด้านหลัง ภวินท์กำลังเดินพล่านไปมาเหมือนหนูติดจั่น เหงื่อกาฬซึมตามไรผมจนใบหน้าที่แต่งไว้อย่างดีเริ่มมันเยิ้ม สูทสั่งตัดราคาแพงยับย่นจากการที่เขายกมือขยำศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ริน! รับสายสิริน! โธ่เว้ย!” เขาแผดเสียงลั่นพร้อมกับขว้างโทรศัพท์ลงบนโซฟาหนังอย่างหัวเสีย

“ภวินท์คะ… ดื่มน้ำก่อนนะ ใจเย็น ๆ สิคะ” เชอริลเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ เธอถือแก้วน้ำส่งให้เขาด้วยท่าทางอ่อนหวาน เดรสยาวสีขาวที่เธอจงใจใส่มายังคงโดดเด่น ใบหน้าที่เคยแสร้งซีดเซียวเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งและมีเลือดฝาดอย่างน่าประหลาด “รินคงแค่งอนตามประสาผู้หญิงนั่นแหละค่ะ เดี๋ยวก็คงมา เธอจะกล้าทิ้งงานแต่งใหญ่โตขนาดนี้ได้ยังไงกัน”

“งอนบ้าอะไรกันล่ะเชอริล! อีกสิบห้านาทีจะต้องเริ่มเปิดตัวบ่าวสาวแล้วนะ!” ภวินท์ตะคอกกลับอย่างลืมตัว เขาไม่เคยขึ้นเสียงใส่เชอริลมาก่อน แต่วินาทีนี้ความกดดันจากแขกข้างนอกกำลังจะบดขยี้เขา “แม่ฉัน พ่อฉัน ญาติผู้ใหญ่ทุกคนนั่งรออยู่ในงาน ถ้าเจ้าสาวไม่มา งานนี้ครอบครัวฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

เชอริลชะงักไปเล็กน้อย แววตาตัดพ้อปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างช่ำชอง “ภวินท์พูดเหมือนโทษเชอริลเลยนะคะ… ถ้าเชอริลรู้ว่าการที่ภวินท์เป็นห่วงสุขภาพของเชอริลจนให้เชอริลนั่งรถคันนั้น จะทำให้รินใจแคบจนทำลายงานแต่งงาน เชอริลยอมตายอยู่ข้างถนนดีกว่าค่ะ…”

เธอเริ่มสะอื้น ยกมือทาบอกทำท่าเหมือนจะหายใจไม่ออกตามสูตรเดิม

หากเป็นในอดีต ภวินท์คงจะรีบเข้าไปกอดปลอบ โทษทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เพื่อไม่ให้เชอริลเสียใจ แต่ในวันนี้ เมื่อเดิมพันคือหน้าตาทางสังคมและเกียรติยศของตระกูล เขากลับมองท่าทางนั้นด้วยสายตาที่เริ่มว่างเปล่าและหงุดหงิด

“พอเถอะเชอริล อย่าเพิ่งมาเป็นอะไรตอนนี้เลย ฉันปวดหัวจะระเบิดอยู่แล้ว!” ภวินท์สะบัดหน้าหนี

ทันใดนั้น ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง

“ภวินท์! มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!” คุณหญิงพจนารถ ผู้เป็นแม่ของภวินท์เดินก้าวฉับ ๆ เข้ามา ใบหน้าที่เคลือบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด “แขกผู้ใหญ่รอจนแทบจะลุกกลับกันหมดแล้ว! แล้วแม่รินอยู่ที่ไหน ทำไมยังไม่มาอีก!”

“ผมติดต่อรินไม่ได้ครับแม่ เธอปิดเครื่อง…” ภวินท์ตอบเสียงสั่น

“ปิดเครื่อง?! ผู้หญิงคนนี้ชักจะเหิมเกริมใหญ่แล้วนะ!” คุณหญิงพจนารถตวาดแหว “คิดว่าบ้านตัวเองรวย มีเงินสนับสนุนบริษัทแกหน่อยแล้วจะมาเล่นตัวแบบนี้ได้เหรอ! แค่สละรถให้เพื่อนแกนั่งแค่นี้ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต ไร้การศึกษา ไร้มารยาทที่สุด!”

“คุณป้าคะ… เชอริลขอโทษนะคะ เชอริลเป็นต้นเหตุเอง…” เชอริลรีบแทรกตัวเข้าไปเกาะแขนคุณหญิงพจนารถ แสร้งทำตัวน่าสงสาร

“ไม่ใช่ความผิดของหนูหรอกเชอริล หนูไม่สบาย ภวินท์มันทำถูกแล้วที่มีน้ำใจ” คุณหญิงหันไปตบมือเชอริลเบา ๆ ก่อนจะหันกลับมาสั่งลูกชายเสียงเฉียบ “ไปลากตัวมันมาให้ได้ภวินท์! ส่งคนไปตามที่คอนโด ไปตามที่บ้านพ่อแม่มัน งานนี้จะล่มไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่มีงานแต่งวันนี้ หุ้นบริษัทเราดิ่งเหวแน่!”

คำพูดของคุณหญิงยังไม่ทันขาดคำ เสียงเปิดประตูดังลั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นพ่อและแม่ของฉัน พร้อมด้วยการ์ดส่วนตัวของตระกูลฉันอีกสี่คน

สีหน้าของพ่อฉันเรียบเฉย ทว่าแววตากลับคมกริบและแผ่รังสีอำมหิตที่น่าสะพรึงกลัว แม่ของฉันยืนกอดอก มองดูความวุ่นวายตรงหน้าด้วยสายตาสมเพชเวทนา

“ไม่ต้องไปตามลูกสาวฉันหรอกคุณพจนารถ” พ่อของฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงพลังจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที

“คุณบดินทร์!” คุณหญิงพจนารถปรับสีหน้าแทบไม่ทัน เธอพยายามปั้นยิ้มประจบ “คุณมาพอดีเลยค่ะ ช่วยโทรตามยัยรินทีสิคะ ไม่รู้ไปงอนอะไรตาภวินท์ ปิดเครื่องหนีไปแบบนี้ แขกเหรื่อรอแย่แล้วนะคะ เด็กคนนี้ทำตัวไม่สมกับเป็นลูกสาวตระกูลใหญ่เลย…”

“หุบปากของเธอซะ พจนารถ” แม่ของฉันพูดแทรกขึ้นมาตรง ๆ โดยไม่มีคำว่ารักษามารยาทอีกต่อไป “ก่อนจะสั่งสอนลูกคนอื่น หันไปตักน้ำชะโงกดูเงาหัวลูกชายตัวเองกับอีปลิงข้างตัวมันก่อนดีไหม!”

เชอริลสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังไปหลบหลังภวินท์ทันที

“คุณน้าครับ… มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะครับ” ภวินท์พยายามจะแก้ตัว เขาก้าวเข้ามาหาพ่อแม่ของฉัน ยกมือไหว้ด้วยความลนลาน “ผมแค่… เชอริลเธอป่วยกะทันหัน ผมแค่ให้เธอนั่งรถมารินแค่นั้นเองครับ รินเข้าใจผิด คิดว่าผม…”

เพียะ!

เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังฉาดใหญ่สะท้อนไปทั่วห้องรับรอง ภวินท์หน้าหันไปตามแรงตบของพ่อฉันจนเซถลา มุมปากของเขามีเลือดซึมออกมาทันที

“พ่อครับ!” ภวินท์กุมแก้มตัวเอง ตกตะลึง

“อย่ามาเรียกฉันว่าพ่อ ฉันไม่มีลูกเขยสารเลว ไร้สมอง และไม่ให้เกียรติลูกสาวฉันขนาดนี้!” พ่อของฉันชี้หน้าเขา นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ “สิบสองปีที่ผ่านมา รินมันรักแก มันยอมแกมาตลอด ฉันกับแม่มันยอมกลืนเลือด ปล่อยให้ลูกสาวเลือกทางเดินตัวเองเพราะคิดว่าแกจะดูแลมันได้ แต่แกกลับเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของมันในวันแต่งงาน… ไล่เจ้าสาวไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อประคองผู้หญิงอื่นขึ้นรถ Rolls-Royce ที่เงินของลูกสาวฉันเป็นคนจ่ายงั้นเหรอ?!”

คุณหญิงพจนารถอ้าปากค้าง ส่วนภวินท์หน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด

“คุณบดินทร์คะ… มันแค่เรื่องเล็กน้อย ลิ้นกับฟัน…” คุณหญิงพยายามจะไกล่เกลี่ย แต่พ่อของฉันไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ

“เรื่องเล็กน้อยงั้นเหรอ?” แม่ของฉันหัวเราะเยาะ “งั้นการถอนการลงทุนทั้งหมดในเครือบริษัทของตระกูลพวกเธอก็คงเป็นเรื่องเล็กน้อยเหมือนกันสินะ”

คำว่า ‘ถอนการลงทุน’ เปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของสองแม่ลูก

ตระกูลของภวินท์เป็นเพียงผู้ดีเก่าที่ธุรกิจกำลังซวนเซ มีแต่เปลือกนอกที่ดูหรูหรา หากไม่มีเม็ดเงินมหาศาลจากตระกูลของฉันค้ำจุนไว้ และหากไม่มีเครดิตจากการดองกันในครั้งนี้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของพวกเขาก็พร้อมจะล้มละลายได้ทุกเมื่อ

“มะ… แม่ครับ…” ภวินท์เริ่มตัวสั่น สายตาเหลือบไปมองเชอริลที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงก ความเป็นห่วงเป็นใยที่เขาเคยมีให้เธอ บัดนี้ถูกกลืนหายไปด้วยความหวาดกลัวต่อหายนะที่กำลังจะมาถึง “คุณน้าครับ… อย่านะครับ ได้โปรด ให้ผมไปคุยกับรินเถอะ ผมจะไปคุกเข่าขอโทษเธอ ผมจะทำทุกอย่าง!”

“สายไปแล้วภวินท์” พ่อของฉันพูดตัดบทอย่างเด็ดขาด “ลูกสาวฉันส่งข้อความมาบอกชัดเจนแล้วว่า ยกเลิกงานแต่งงาน และยกเลิกทุกอย่างที่เกี่ยวกับแก”

พ่อของฉันหันหลังกลับ เดินตรงไปยังประตูก่อนจะหยุดชะงักแล้วหันมามองคนทั้งห้องอีกครั้ง

“อ้อ… อีกอย่างหนึ่งนะ ค่าเช่าสถานที่ ค่าจัดดอกไม้ ค่างานเลี้ยง และค่ารถหรูทั้งสิบสองคันที่สั่งมา รินยกเลิกบัตรเครดิตที่ใช้รูดมัดจำทั้งหมดแล้ว ใบแจ้งหนี้ส่วนที่เหลือจะถูกส่งตรงมาที่บ้านพวกแก… จัดการจ่ายกันเองตามสบาย”

พ่อกับแม่เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้บรรยากาศข้างหลังพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

“ภวินท์! แกทำอะไรลงไป!” คุณหญิงพจนารถกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง เธอหันไปตบหน้าลูกชายซ้ำอีกข้างหนึ่ง “แกปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาทำลายชีวิตแกได้ยังไง! ไล่มันไป! ไล่อีตัวซวยนี่ออกไปเดี๋ยวนี้!”

คุณหญิงหันไปกระชากผมของเชอริลอย่างแรงจนเดรสสีขาวขาดวิ่น เชอริลกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด พยายามจะขอความช่วยเหลือจากภวินท์

“ภวินท์คะ! ช่วยเชอริลด้วย! เชอริลเจ็บ!”

แต่ภวินท์กลับยืนนิ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ว่างเปล่าและด้านชา เขามองดูผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเป็น ‘เพื่อนสนิทที่อ่อนแอและน่าทะนุถนอม’ สลับกับความจริงที่ว่าชีวิตและอนาคตอันสดใสของเขาได้พังพินาศลงคามือตัวเองแล้ว เขาไม่แม้แต่จะยื่นมือไปห้ามแม่ของเขาด้วยซ้ำ

และในวินาทีนั้นเอง แขกในงานข้างนอกก็เริ่มแตกตื่น เมื่อหน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์ในห้องแกรนด์บอลรูม ที่เดิมทีควรจะฉายพรีเวดดิ้งหวานซึ้งของบ่าวสาว จู่ ๆ ก็ดับวูบลง ก่อนจะปรากฏเป็นคลิปวิดีโอใหม่ที่ถูกอัปโหลดขึ้นโดยระบบควบคุมทางไกล

มันคือภาพจากกล้องวงจรปิดของคอนโดเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน…

ภาพของว่าที่เจ้าสาวในชุดหรูหราที่ถูกปล่อยให้ยืนเคว้งคว้าง ภาพของว่าที่เจ้าบ่าวที่กำลังตวาดใส่เธอเพื่อพาผู้หญิงอีกคนในชุดขาวขึ้นรถ Rolls-Royce และภาพของเชอริลที่หันมายิ้มเย้ยหยันให้กล้องอย่างผู้ชนะ ทุกภาพถูกฉายซ้ำอย่างคมชัด พร้อมด้วยเสียงบันทึกบทสนทนาทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกทางลำโพงรอบทิศทางอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งฟลอร์ นักข่าวสายสังคมรัวชัตเตอร์ใส่หน้าจอไม่ยั้ง โทรศัพท์มือถือของทุกคนถูกยกขึ้นมาถ่ายคลิปและอัปโหลดลงสู่โลกโซเชียลในทันที แฮชแท็ก #เจ้าบ่าวบงการ #เพื่อนสนิทหรือเมียน้อย และ #งานแต่งล่ม พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของเทรนด์ทวิตเตอร์ภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที

ชื่อเสียง เกียรติยศ และภาพลักษณ์คนดีที่ตระกูลของภวินท์สร้างมาหลายสิบปี… พังทลายลงในพริบตา

ณ เพนท์เฮาส์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ฉันนั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว จิบไวน์แดงรสเลิศพลางมองดูไลฟ์สดความโกลาหลในห้องบอลรูมผ่านหน้าจอไอแพดด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น

กานต์และเพื่อน ๆ ในกลุ่มอีกสามคน ที่ตามฉันมาถึงคอนโดหลังจากงานล่ม ต่างพากันหัวเราะสะใจลั่นห้อง

“สะใจมากพี่ริน! พี่ดูหน้าป้าพจนารถสิ เหมือนจะอกแตกตายกลางงานเลย!” กานต์ตบมือรัว ๆ พลางยื่นจานสตรอว์เบอร์รีสดมาให้ฉัน “แล้วดูนังเชอริล โดนแม่ผัวทิพย์กระชากผมจนวิกแทบหลุด สมน้ำหน้า! นึกว่าจะได้เป็นคุณนาย ที่ไหนได้ กลายเป็นตัวตลกของสังคมไปตลอดชีวิต!”

“นั่นแค่การเริ่มต้นเท่านั้นแหละ” ฉันวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะกระจกอย่างแผ่วเบา

โทรศัพท์สำรองของฉันดังขึ้น เป็นสายจากทนายความประจำตัวของฉัน

“ว่าไงคะคุณทนาย” ฉันกรอกเสียงลงไปอย่างใจเย็น

“คุณรินครับ ทุกอย่างเรียบร้อยตามที่คุณสั่งครับ” เสียงปลายสายรายงานอย่างกระตือรือร้น “เราได้ยื่นหนังสือขอยกเลิกสัญญาร่วมทุนทุกโครงการระหว่างบริษัทของคุณรินกับบริษัทของคุณภวินท์แล้ว รวมถึงสัญญาเงินกู้ระยะสั้นมูลค่าห้าร้อยล้านบาทที่เราเป็นผู้ค้ำประกัน ทางธนาคารได้ส่งหนังสือเร่งรัดหนี้สินไปยังบริษัทของเขาเรียบร้อยแล้วครับ หากไม่มีเงินมาชำระภายในเจ็ดวัน ทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงบ้านพักของคุณหญิงพจนารถจะถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดทันที”

“ขอบคุณมากค่ะคุณทนาย จัดการตามกระบวนการทางกฎหมายให้เด็ดขาดที่สุดนะคะ ไม่ต้องมีการประนีประนอมใด ๆ ทั้งสิ้น”

“รับทราบครับคุณริน”

ฉันกดวางสาย มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แสงแดดยามบ่ายสะท้อนผิวน้ำเจ้าพระยาเป็นประกายระยิบระยับ ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก เช่นเดียวกับชีวิตของฉันที่ต่อจากนี้จะไม่มีเงามืดของความเห็นแก่ตัวเข้ามาบดบังอีกต่อไป

เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น กานต์เดินไปดูกล้องวงจรปิดหน้าประตูก่อนจะหันมาบอกฉันด้วยสีหน้าเอือมระอา

“พี่ริน… ไอ้ภวินท์มันมายืนคุกเข่าอยู่หน้าประตูห้องค่ะ สภาพดูไม่ได้เลย ร้องไห้เหมือนหมาข้างถนน”

ฉันลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าจออินเตอร์คอม ภาพที่ปรากฏคือภวินท์ในสภาพเสื้อสูทหลุดลุ่ย ใบหน้าบวมช้ำจากการโดนตบ เขากำลังคุกเข่าลงกับพื้นกระเบื้อง ยกมือไหว้ประตูห้องอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาและน้ำมูกเปรอะเปื้อนใบหน้าที่ครั้งหนึ่งฉันเคยหลงรัก

“ริน! รินเปิดประตูให้ผมเถอะนะ! ผมผิดไปแล้วริน!” เสียงของเขาเล็ดลอดผ่านระบบอินเตอร์คอมเข้ามา “ผมโง่เอง ผมโดนเชอริลหลอก! ผมไม่ได้รักเธอเลยริน ผมรักรินคนเดียว ได้โปรดเถอะนะ ให้โอกาสผมอีกครั้ง ยกโทษให้ผมเถอะ ถ้าไม่มีริน ครอบครัวผมล้มละลายแน่ รินจะทิ้งความรักสิบสองปีของเราไปแบบนี้จริง ๆ เหรอ!”

ความรักสิบสองปีงั้นเหรอ?

ฉันกดปุ่มไมโครโฟนเพื่อพูดตอบกลับไป น้ำเสียงของฉันราบเรียบ เยือกเย็น ไร้ซึ่งความโกรธ ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเฉยชาที่ส่งผ่านไปตามสาย

“ภวินท์…”

ภวินท์เงยหน้าขึ้นมองกล้องทันทีด้วยประกายความหวัง “ริน! รินฟังผมอยู่ใช่ไหม! ยกโทษให้ผมนะริน!”

“นายจำสิ่งที่นายพูดกับฉันก่อนขึ้นรถได้ไหม?” ฉันเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “นายบอกว่า ‘อย่าเห็นแก่ตัวนักเลย วันนี้เป็นวันของเรา ฉันไม่อยากให้มันพังเพราะความขี้หึงไร้สาระของเธอ’ …ตอนนั้น นายเลือกที่จะเหยียบย่ำหัวใจฉันเพื่อปกป้องผู้หญิงคนนั้น”

“ริน… ผม…”

“สิบสองปีที่ผ่านมา ฉันไม่ได้เสียดายเวลาหรอกนะภวินท์ แต่ฉันเสียดายตัวเองที่ทนโง่ยอมเป็นตัวเลือกของนายมานานขนาดนี้” ฉันเว้นจังหวะ สายตามองร่างที่กำลังสั่นเทาอยู่หน้าประตูอย่างเหยียดหยาม “ตอนนี้ นายได้รถ Rolls-Royce คันนั้นแล้วนี่… นายก็พากันขึ้นไปนั่งกับเชอริลของนายซะสิ นั่งกอดคอกันไปให้สบาย บนเส้นทางสู่ความพินาศที่พวกนายสร้างขึ้นมาเอง”

“ริน! อย่านะริน! เปิดประตู—!”

ฉันกดตัดการเชื่อมต่อสัญญาณทันที ก่อนจะหันไปสั่งรปภ. ประจำคอนโดผ่านระบบรักษาความปลอดภัย

“ช่วยส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นมาลากตัวคนจรจัดหน้าห้องฉันออกไปทีค่ะ ถ้ายังไม่ยอมไป แจ้งตำรวจจับข้อหาบุกรุกและสร้างความเดือดร้อนรำคาญได้เลยนะคะ”

ฉันหมุนตัวเดินกลับมาที่ระเบียงห้อง ปล่อยให้เสียงกรีดร้องและเสียงเคาะประตูของภวินท์ค่อย ๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ สายลมอ่อน ๆ ยามเย็นพัดผ่านกระทบใบหน้า มันสดชื่นและเบาสบายอย่างที่ฉันไม่เคยสัมผัสมานานแสนนาน

บนพื้นห้อง เศษซากชุดเจ้าสาวสีขาวถูกเก็บกวาดทิ้งลงในถังขยะไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนหยัดได้อย่างสง่างามด้วยลำแข้งของตัวเอง

งานแต่งงานของฉันอาจจะพังทลายลงในวันนี้…

แต่นี่ไม่ใช่จุดจบของชีวิตฉัน มันคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ชีวิตที่ฉันจะได้เป็น ‘ตัวจริง’ ในเรื่องราวของตัวเอง โดยไม่ต้องก้มหัวยอมเป็นตัวสำรองของใครอีกต่อไป

Leave a Comment