แคว่ก!
เสียงผ้าฉีกขาดดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องที่เงียบงัน เป็นเสียงปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดในชีวิตฉันให้จบลงตรงนี้
คมกรรไกรกรีดลึกลงบนผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสั่งตัดพิเศษอย่างไม่ปรานี ฉันออกแรงดึงจนชายกระโปรงพองฟูหลุดรุ่ยแยกออกจากโครงคอร์เซต เศษผ้าลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงบนพื้นไม้โอ๊กสีเข้มเหมือนกลีบดอกไม้เหี่ยวเฉาที่ไร้ค่า ฉันตัด ฉีก และเหวี่ยงมันทิ้งไปทีละชิ้น กระทั่งชุดเจ้าสาวแสนอลังการเหลือเพียงเศษซากกองพะเนินอยู่แทบเท้า
ฉันหายใจหอบเบา ๆ แต่มันกลับเป็นลมหายใจที่โล่งและเป็นอิสระที่สุดในรอบสิบสองปี
ฉันเดินไปหมุนเปิดน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำหินอ่อน ชำระล้างเมคอัพเจ้าสาวที่บรรจงแต่งมาหลายชั่วโมง ลิปสติกสีหวานถูกเช็ดออกจนเหลือเพียงริมฝีปากธรรมชาติ ละอองน้ำชะล้างกลิ่นน้ำหอมหรูหราที่ภวินท์เคยชอบให้หลุดลอยไปกับสายน้ำ เมื่อก้าวออกมา ฉันสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำตัวหลวมและกางเกงขายาวเรียบง่าย ผมที่ถูกเกล้าไว้อย่างประณีตถูกปล่อยสยายทิ้งตัวลงเคลียไหล่
ในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านระเบียงสูงเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ฉันเดินไปเปิดไวน์แดง เทใส่แก้วทรงสูง แล้วหยิบไอแพดเครื่องใหม่ขึ้นมาต่ออินเทอร์เน็ต
หน้าจอไอแพดกะพริบแจ้งเตือนฟีดโซเชียลมีเดียทันที และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพายุที่ฉันรู้ดีว่าจะต้องเกิดขึ้น
เวลา 10:45 น. ณ โรงแรมหรูระดับเวิลด์คลาสใจกลางกรุง
บรรยากาศในห้องแกรนด์บอลรูมที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสุขและความยินดี บัดนี้กลับคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักธุรกิจชั้นนำ และนักข่าวสายสังคมนับร้อยชีวิตเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างออกรส พิธีการตามกำหนดการควรจะเริ่มตั้งแต่สิบโมงเช้า แต่บนเวทีที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ราคาเหยียบล้านกลับว่างเปล่า
ในห้องพักรับรองด้านหลัง ภวินท์กำลังเดินพล่านไปมาเหมือนหนูติดจั่น เหงื่อกาฬซึมตามไรผมจนใบหน้าที่แต่งไว้อย่างดีเริ่มมันเยิ้ม สูทสั่งตัดราคาแพงยับย่นจากการที่เขายกมือขยำศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ริน! รับสายสิริน! โธ่เว้ย!” เขาแผดเสียงลั่นพร้อมกับขว้างโทรศัพท์ลงบนโซฟาหนังอย่างหัวเสีย
“ภวินท์คะ… ดื่มน้ำก่อนนะ ใจเย็น ๆ สิคะ” เชอริลเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ เธอถือแก้วน้ำส่งให้เขาด้วยท่าทางอ่อนหวาน เดรสยาวสีขาวที่เธอจงใจใส่มายังคงโดดเด่น ใบหน้าที่เคยแสร้งซีดเซียวเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งและมีเลือดฝาดอย่างน่าประหลาด “รินคงแค่งอนตามประสาผู้หญิงนั่นแหละค่ะ เดี๋ยวก็คงมา เธอจะกล้าทิ้งงานแต่งใหญ่โตขนาดนี้ได้ยังไงกัน”
“งอนบ้าอะไรกันล่ะเชอริล! อีกสิบห้านาทีจะต้องเริ่มเปิดตัวบ่าวสาวแล้วนะ!” ภวินท์ตะคอกกลับอย่างลืมตัว เขาไม่เคยขึ้นเสียงใส่เชอริลมาก่อน แต่วินาทีนี้ความกดดันจากแขกข้างนอกกำลังจะบดขยี้เขา “แม่ฉัน พ่อฉัน ญาติผู้ใหญ่ทุกคนนั่งรออยู่ในงาน ถ้าเจ้าสาวไม่มา งานนี้ครอบครัวฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”
เชอริลชะงักไปเล็กน้อย แววตาตัดพ้อปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างช่ำชอง “ภวินท์พูดเหมือนโทษเชอริลเลยนะคะ… ถ้าเชอริลรู้ว่าการที่ภวินท์เป็นห่วงสุขภาพของเชอริลจนให้เชอริลนั่งรถคันนั้น จะทำให้รินใจแคบจนทำลายงานแต่งงาน เชอริลยอมตายอยู่ข้างถนนดีกว่าค่ะ…”
เธอเริ่มสะอื้น ยกมือทาบอกทำท่าเหมือนจะหายใจไม่ออกตามสูตรเดิม
หากเป็นในอดีต ภวินท์คงจะรีบเข้าไปกอดปลอบ โทษทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เพื่อไม่ให้เชอริลเสียใจ แต่ในวันนี้ เมื่อเดิมพันคือหน้าตาทางสังคมและเกียรติยศของตระกูล เขากลับมองท่าทางนั้นด้วยสายตาที่เริ่มว่างเปล่าและหงุดหงิด
“พอเถอะเชอริล อย่าเพิ่งมาเป็นอะไรตอนนี้เลย ฉันปวดหัวจะระเบิดอยู่แล้ว!” ภวินท์สะบัดหน้าหนี
ทันใดนั้น ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
“ภวินท์! มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!” คุณหญิงพจนารถ ผู้เป็นแม่ของภวินท์เดินก้าวฉับ ๆ เข้ามา ใบหน้าที่เคลือบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด “แขกผู้ใหญ่รอจนแทบจะลุกกลับกันหมดแล้ว! แล้วแม่รินอยู่ที่ไหน ทำไมยังไม่มาอีก!”
“ผมติดต่อรินไม่ได้ครับแม่ เธอปิดเครื่อง…” ภวินท์ตอบเสียงสั่น
“ปิดเครื่อง?! ผู้หญิงคนนี้ชักจะเหิมเกริมใหญ่แล้วนะ!” คุณหญิงพจนารถตวาดแหว “คิดว่าบ้านตัวเองรวย มีเงินสนับสนุนบริษัทแกหน่อยแล้วจะมาเล่นตัวแบบนี้ได้เหรอ! แค่สละรถให้เพื่อนแกนั่งแค่นี้ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต ไร้การศึกษา ไร้มารยาทที่สุด!”
“คุณป้าคะ… เชอริลขอโทษนะคะ เชอริลเป็นต้นเหตุเอง…” เชอริลรีบแทรกตัวเข้าไปเกาะแขนคุณหญิงพจนารถ แสร้งทำตัวน่าสงสาร
“ไม่ใช่ความผิดของหนูหรอกเชอริล หนูไม่สบาย ภวินท์มันทำถูกแล้วที่มีน้ำใจ” คุณหญิงหันไปตบมือเชอริลเบา ๆ ก่อนจะหันกลับมาสั่งลูกชายเสียงเฉียบ “ไปลากตัวมันมาให้ได้ภวินท์! ส่งคนไปตามที่คอนโด ไปตามที่บ้านพ่อแม่มัน งานนี้จะล่มไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่มีงานแต่งวันนี้ หุ้นบริษัทเราดิ่งเหวแน่!”
คำพูดของคุณหญิงยังไม่ทันขาดคำ เสียงเปิดประตูดังลั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นพ่อและแม่ของฉัน พร้อมด้วยการ์ดส่วนตัวของตระกูลฉันอีกสี่คน
สีหน้าของพ่อฉันเรียบเฉย ทว่าแววตากลับคมกริบและแผ่รังสีอำมหิตที่น่าสะพรึงกลัว แม่ของฉันยืนกอดอก มองดูความวุ่นวายตรงหน้าด้วยสายตาสมเพชเวทนา
“ไม่ต้องไปตามลูกสาวฉันหรอกคุณพจนารถ” พ่อของฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงพลังจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที
“คุณบดินทร์!” คุณหญิงพจนารถปรับสีหน้าแทบไม่ทัน เธอพยายามปั้นยิ้มประจบ “คุณมาพอดีเลยค่ะ ช่วยโทรตามยัยรินทีสิคะ ไม่รู้ไปงอนอะไรตาภวินท์ ปิดเครื่องหนีไปแบบนี้ แขกเหรื่อรอแย่แล้วนะคะ เด็กคนนี้ทำตัวไม่สมกับเป็นลูกสาวตระกูลใหญ่เลย…”
“หุบปากของเธอซะ พจนารถ” แม่ของฉันพูดแทรกขึ้นมาตรง ๆ โดยไม่มีคำว่ารักษามารยาทอีกต่อไป “ก่อนจะสั่งสอนลูกคนอื่น หันไปตักน้ำชะโงกดูเงาหัวลูกชายตัวเองกับอีปลิงข้างตัวมันก่อนดีไหม!”
เชอริลสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังไปหลบหลังภวินท์ทันที
“คุณน้าครับ… มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะครับ” ภวินท์พยายามจะแก้ตัว เขาก้าวเข้ามาหาพ่อแม่ของฉัน ยกมือไหว้ด้วยความลนลาน “ผมแค่… เชอริลเธอป่วยกะทันหัน ผมแค่ให้เธอนั่งรถมารินแค่นั้นเองครับ รินเข้าใจผิด คิดว่าผม…”
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังฉาดใหญ่สะท้อนไปทั่วห้องรับรอง ภวินท์หน้าหันไปตามแรงตบของพ่อฉันจนเซถลา มุมปากของเขามีเลือดซึมออกมาทันที
“พ่อครับ!” ภวินท์กุมแก้มตัวเอง ตกตะลึง
“อย่ามาเรียกฉันว่าพ่อ ฉันไม่มีลูกเขยสารเลว ไร้สมอง และไม่ให้เกียรติลูกสาวฉันขนาดนี้!” พ่อของฉันชี้หน้าเขา นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ “สิบสองปีที่ผ่านมา รินมันรักแก มันยอมแกมาตลอด ฉันกับแม่มันยอมกลืนเลือด ปล่อยให้ลูกสาวเลือกทางเดินตัวเองเพราะคิดว่าแกจะดูแลมันได้ แต่แกกลับเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของมันในวันแต่งงาน… ไล่เจ้าสาวไปขึ้นแท็กซี่เก่า ๆ เพื่อประคองผู้หญิงอื่นขึ้นรถ Rolls-Royce ที่เงินของลูกสาวฉันเป็นคนจ่ายงั้นเหรอ?!”
คุณหญิงพจนารถอ้าปากค้าง ส่วนภวินท์หน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด
“คุณบดินทร์คะ… มันแค่เรื่องเล็กน้อย ลิ้นกับฟัน…” คุณหญิงพยายามจะไกล่เกลี่ย แต่พ่อของฉันไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ
“เรื่องเล็กน้อยงั้นเหรอ?” แม่ของฉันหัวเราะเยาะ “งั้นการถอนการลงทุนทั้งหมดในเครือบริษัทของตระกูลพวกเธอก็คงเป็นเรื่องเล็กน้อยเหมือนกันสินะ”
คำว่า ‘ถอนการลงทุน’ เปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของสองแม่ลูก
ตระกูลของภวินท์เป็นเพียงผู้ดีเก่าที่ธุรกิจกำลังซวนเซ มีแต่เปลือกนอกที่ดูหรูหรา หากไม่มีเม็ดเงินมหาศาลจากตระกูลของฉันค้ำจุนไว้ และหากไม่มีเครดิตจากการดองกันในครั้งนี้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของพวกเขาก็พร้อมจะล้มละลายได้ทุกเมื่อ
“มะ… แม่ครับ…” ภวินท์เริ่มตัวสั่น สายตาเหลือบไปมองเชอริลที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงก ความเป็นห่วงเป็นใยที่เขาเคยมีให้เธอ บัดนี้ถูกกลืนหายไปด้วยความหวาดกลัวต่อหายนะที่กำลังจะมาถึง “คุณน้าครับ… อย่านะครับ ได้โปรด ให้ผมไปคุยกับรินเถอะ ผมจะไปคุกเข่าขอโทษเธอ ผมจะทำทุกอย่าง!”
“สายไปแล้วภวินท์” พ่อของฉันพูดตัดบทอย่างเด็ดขาด “ลูกสาวฉันส่งข้อความมาบอกชัดเจนแล้วว่า ยกเลิกงานแต่งงาน และยกเลิกทุกอย่างที่เกี่ยวกับแก”
พ่อของฉันหันหลังกลับ เดินตรงไปยังประตูก่อนจะหยุดชะงักแล้วหันมามองคนทั้งห้องอีกครั้ง
“อ้อ… อีกอย่างหนึ่งนะ ค่าเช่าสถานที่ ค่าจัดดอกไม้ ค่างานเลี้ยง และค่ารถหรูทั้งสิบสองคันที่สั่งมา รินยกเลิกบัตรเครดิตที่ใช้รูดมัดจำทั้งหมดแล้ว ใบแจ้งหนี้ส่วนที่เหลือจะถูกส่งตรงมาที่บ้านพวกแก… จัดการจ่ายกันเองตามสบาย”
พ่อกับแม่เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้บรรยากาศข้างหลังพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
“ภวินท์! แกทำอะไรลงไป!” คุณหญิงพจนารถกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง เธอหันไปตบหน้าลูกชายซ้ำอีกข้างหนึ่ง “แกปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาทำลายชีวิตแกได้ยังไง! ไล่มันไป! ไล่อีตัวซวยนี่ออกไปเดี๋ยวนี้!”
คุณหญิงหันไปกระชากผมของเชอริลอย่างแรงจนเดรสสีขาวขาดวิ่น เชอริลกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด พยายามจะขอความช่วยเหลือจากภวินท์
“ภวินท์คะ! ช่วยเชอริลด้วย! เชอริลเจ็บ!”
แต่ภวินท์กลับยืนนิ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ว่างเปล่าและด้านชา เขามองดูผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเป็น ‘เพื่อนสนิทที่อ่อนแอและน่าทะนุถนอม’ สลับกับความจริงที่ว่าชีวิตและอนาคตอันสดใสของเขาได้พังพินาศลงคามือตัวเองแล้ว เขาไม่แม้แต่จะยื่นมือไปห้ามแม่ของเขาด้วยซ้ำ
และในวินาทีนั้นเอง แขกในงานข้างนอกก็เริ่มแตกตื่น เมื่อหน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์ในห้องแกรนด์บอลรูม ที่เดิมทีควรจะฉายพรีเวดดิ้งหวานซึ้งของบ่าวสาว จู่ ๆ ก็ดับวูบลง ก่อนจะปรากฏเป็นคลิปวิดีโอใหม่ที่ถูกอัปโหลดขึ้นโดยระบบควบคุมทางไกล
มันคือภาพจากกล้องวงจรปิดของคอนโดเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน…
ภาพของว่าที่เจ้าสาวในชุดหรูหราที่ถูกปล่อยให้ยืนเคว้งคว้าง ภาพของว่าที่เจ้าบ่าวที่กำลังตวาดใส่เธอเพื่อพาผู้หญิงอีกคนในชุดขาวขึ้นรถ Rolls-Royce และภาพของเชอริลที่หันมายิ้มเย้ยหยันให้กล้องอย่างผู้ชนะ ทุกภาพถูกฉายซ้ำอย่างคมชัด พร้อมด้วยเสียงบันทึกบทสนทนาทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกทางลำโพงรอบทิศทางอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งฟลอร์ นักข่าวสายสังคมรัวชัตเตอร์ใส่หน้าจอไม่ยั้ง โทรศัพท์มือถือของทุกคนถูกยกขึ้นมาถ่ายคลิปและอัปโหลดลงสู่โลกโซเชียลในทันที แฮชแท็ก #เจ้าบ่าวบงการ #เพื่อนสนิทหรือเมียน้อย และ #งานแต่งล่ม พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของเทรนด์ทวิตเตอร์ภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที
ชื่อเสียง เกียรติยศ และภาพลักษณ์คนดีที่ตระกูลของภวินท์สร้างมาหลายสิบปี… พังทลายลงในพริบตา
ณ เพนท์เฮาส์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ฉันนั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว จิบไวน์แดงรสเลิศพลางมองดูไลฟ์สดความโกลาหลในห้องบอลรูมผ่านหน้าจอไอแพดด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
กานต์และเพื่อน ๆ ในกลุ่มอีกสามคน ที่ตามฉันมาถึงคอนโดหลังจากงานล่ม ต่างพากันหัวเราะสะใจลั่นห้อง
“สะใจมากพี่ริน! พี่ดูหน้าป้าพจนารถสิ เหมือนจะอกแตกตายกลางงานเลย!” กานต์ตบมือรัว ๆ พลางยื่นจานสตรอว์เบอร์รีสดมาให้ฉัน “แล้วดูนังเชอริล โดนแม่ผัวทิพย์กระชากผมจนวิกแทบหลุด สมน้ำหน้า! นึกว่าจะได้เป็นคุณนาย ที่ไหนได้ กลายเป็นตัวตลกของสังคมไปตลอดชีวิต!”
“นั่นแค่การเริ่มต้นเท่านั้นแหละ” ฉันวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะกระจกอย่างแผ่วเบา
โทรศัพท์สำรองของฉันดังขึ้น เป็นสายจากทนายความประจำตัวของฉัน
“ว่าไงคะคุณทนาย” ฉันกรอกเสียงลงไปอย่างใจเย็น
“คุณรินครับ ทุกอย่างเรียบร้อยตามที่คุณสั่งครับ” เสียงปลายสายรายงานอย่างกระตือรือร้น “เราได้ยื่นหนังสือขอยกเลิกสัญญาร่วมทุนทุกโครงการระหว่างบริษัทของคุณรินกับบริษัทของคุณภวินท์แล้ว รวมถึงสัญญาเงินกู้ระยะสั้นมูลค่าห้าร้อยล้านบาทที่เราเป็นผู้ค้ำประกัน ทางธนาคารได้ส่งหนังสือเร่งรัดหนี้สินไปยังบริษัทของเขาเรียบร้อยแล้วครับ หากไม่มีเงินมาชำระภายในเจ็ดวัน ทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงบ้านพักของคุณหญิงพจนารถจะถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดทันที”
“ขอบคุณมากค่ะคุณทนาย จัดการตามกระบวนการทางกฎหมายให้เด็ดขาดที่สุดนะคะ ไม่ต้องมีการประนีประนอมใด ๆ ทั้งสิ้น”
“รับทราบครับคุณริน”
ฉันกดวางสาย มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แสงแดดยามบ่ายสะท้อนผิวน้ำเจ้าพระยาเป็นประกายระยิบระยับ ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก เช่นเดียวกับชีวิตของฉันที่ต่อจากนี้จะไม่มีเงามืดของความเห็นแก่ตัวเข้ามาบดบังอีกต่อไป
เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น กานต์เดินไปดูกล้องวงจรปิดหน้าประตูก่อนจะหันมาบอกฉันด้วยสีหน้าเอือมระอา
“พี่ริน… ไอ้ภวินท์มันมายืนคุกเข่าอยู่หน้าประตูห้องค่ะ สภาพดูไม่ได้เลย ร้องไห้เหมือนหมาข้างถนน”
ฉันลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าจออินเตอร์คอม ภาพที่ปรากฏคือภวินท์ในสภาพเสื้อสูทหลุดลุ่ย ใบหน้าบวมช้ำจากการโดนตบ เขากำลังคุกเข่าลงกับพื้นกระเบื้อง ยกมือไหว้ประตูห้องอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาและน้ำมูกเปรอะเปื้อนใบหน้าที่ครั้งหนึ่งฉันเคยหลงรัก
“ริน! รินเปิดประตูให้ผมเถอะนะ! ผมผิดไปแล้วริน!” เสียงของเขาเล็ดลอดผ่านระบบอินเตอร์คอมเข้ามา “ผมโง่เอง ผมโดนเชอริลหลอก! ผมไม่ได้รักเธอเลยริน ผมรักรินคนเดียว ได้โปรดเถอะนะ ให้โอกาสผมอีกครั้ง ยกโทษให้ผมเถอะ ถ้าไม่มีริน ครอบครัวผมล้มละลายแน่ รินจะทิ้งความรักสิบสองปีของเราไปแบบนี้จริง ๆ เหรอ!”
ความรักสิบสองปีงั้นเหรอ?
ฉันกดปุ่มไมโครโฟนเพื่อพูดตอบกลับไป น้ำเสียงของฉันราบเรียบ เยือกเย็น ไร้ซึ่งความโกรธ ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเฉยชาที่ส่งผ่านไปตามสาย
“ภวินท์…”
ภวินท์เงยหน้าขึ้นมองกล้องทันทีด้วยประกายความหวัง “ริน! รินฟังผมอยู่ใช่ไหม! ยกโทษให้ผมนะริน!”
“นายจำสิ่งที่นายพูดกับฉันก่อนขึ้นรถได้ไหม?” ฉันเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “นายบอกว่า ‘อย่าเห็นแก่ตัวนักเลย วันนี้เป็นวันของเรา ฉันไม่อยากให้มันพังเพราะความขี้หึงไร้สาระของเธอ’ …ตอนนั้น นายเลือกที่จะเหยียบย่ำหัวใจฉันเพื่อปกป้องผู้หญิงคนนั้น”
“ริน… ผม…”
“สิบสองปีที่ผ่านมา ฉันไม่ได้เสียดายเวลาหรอกนะภวินท์ แต่ฉันเสียดายตัวเองที่ทนโง่ยอมเป็นตัวเลือกของนายมานานขนาดนี้” ฉันเว้นจังหวะ สายตามองร่างที่กำลังสั่นเทาอยู่หน้าประตูอย่างเหยียดหยาม “ตอนนี้ นายได้รถ Rolls-Royce คันนั้นแล้วนี่… นายก็พากันขึ้นไปนั่งกับเชอริลของนายซะสิ นั่งกอดคอกันไปให้สบาย บนเส้นทางสู่ความพินาศที่พวกนายสร้างขึ้นมาเอง”
“ริน! อย่านะริน! เปิดประตู—!”
ฉันกดตัดการเชื่อมต่อสัญญาณทันที ก่อนจะหันไปสั่งรปภ. ประจำคอนโดผ่านระบบรักษาความปลอดภัย
“ช่วยส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นมาลากตัวคนจรจัดหน้าห้องฉันออกไปทีค่ะ ถ้ายังไม่ยอมไป แจ้งตำรวจจับข้อหาบุกรุกและสร้างความเดือดร้อนรำคาญได้เลยนะคะ”
ฉันหมุนตัวเดินกลับมาที่ระเบียงห้อง ปล่อยให้เสียงกรีดร้องและเสียงเคาะประตูของภวินท์ค่อย ๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ สายลมอ่อน ๆ ยามเย็นพัดผ่านกระทบใบหน้า มันสดชื่นและเบาสบายอย่างที่ฉันไม่เคยสัมผัสมานานแสนนาน
บนพื้นห้อง เศษซากชุดเจ้าสาวสีขาวถูกเก็บกวาดทิ้งลงในถังขยะไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนหยัดได้อย่างสง่างามด้วยลำแข้งของตัวเอง
งานแต่งงานของฉันอาจจะพังทลายลงในวันนี้…
แต่นี่ไม่ใช่จุดจบของชีวิตฉัน มันคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ชีวิตที่ฉันจะได้เป็น ‘ตัวจริง’ ในเรื่องราวของตัวเอง โดยไม่ต้องก้มหัวยอมเป็นตัวสำรองของใครอีกต่อไป