สามทายα… กับเงินค่าหย่า 60 ล้านบาท

สามทายα… กับเงินค่าหย่า 60 ล้านบาท

ตอนที่หมอบอกว่าในท้องของฉันมีลูก สามคน สิ่งแรกที่ฉันทำคือการคำนวณราคาค่านม ค่าผ้าอ้อม และค่าคลอดในหัวอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่สติจะหลุดกระเจิง อีเมลฉบับหนึ่งก็เด้งขึ้นมาจากผู้ชายที่เป็นสามีตามสัญญาทางกฎหมายมาครบหนึ่งปีเต็ม เขาต้องการจบการแต่งงานนี้และยินดีจ่ายเงินชดเชยให้ 60 ล้านบาท—ดังนั้น ในวันถัดมา ฉันจึงจรดปากกาเซ็นชื่อ รับเงินก้อนโตมา แล้วหนีหายไปก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่าฉันกำลังอุ้มท้องลูกของเขาถึงสามคน

ตอนที่ 1

ฉันชื่อ มารา ศันสนีย์ อายุ 29 ปี

เป็นภรรยาในนามของ นพ. อดิเทพ ลิมปิยากร หรือ หมอติณห์ อายุ 31 ปี อดีตศัลยแพทย์ฝีมือดีผู้ผันตัวมาบริหารเครือโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำอย่าง ลิมเวลล์ เมดิคอล กรุ๊ป

จุดเริ่มต้นของเราไม่ได้โรแมนติกเลยแม้แต่น้อย

หมอติณห์ต้องการภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อจัดการเรื่องทรัพย์สินและโครงสร้างผู้ถือหุ้นของครอบครัว ส่วนฉัน… ฉันกำลังต้องการเงินก้อนโตไปใช้หนี้สินก้อนใหญ่ที่พ่อทิ้งไว้หลังจากล้มป่วยลง

หนึ่งปี

นั่นคือสัญญาที่เราตกลงกันไว้
อยู่บ้านเดียวกัน แต่คนละห้อง
ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน
และเมื่อครบกำหนดสัญญา ฉันจะได้เงินก้อนตามตกลง แยกย้ายกันไป ต่างคนต่างเป็นอิสระ

ทุกอย่างควรจะง่ายดายแบบนั้น…

จนกระทั่งคืนหนึ่งหลังจากงานเลี้ยงฉลองครบรอบบริษัท เราสองคนดื่มกันไปค่อนข้างมาก
ความผิดพลาดครั้งเดียว
ค่ำคืนที่ไม่มีใครเอ่ยถึงมันอีกเลย
และอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา แถบสีแดงสองขีดก็ปรากฏขึ้นบนชุดตรวจครรภ์

ฉันไม่ได้บอกหมอติณห์ทันที
ฉันอยากมั่นใจเสียก่อน วันนั้นฉันจึงตัดสินใจไปพบสูตินรีแพทย์ด้วยตัวเอง

แพทย์หญิงผู้ตรวจใช้เครื่องอัลตราซาวนด์วนบนหน้าท้องอยู่นาน สลับกับขมวดคิ้ว
“ตั้งครรภ์ธรรมชาติเหรอคะคุณมารา?”
“ค่ะ”
เธอเลื่อนหัวตรวจไปอีกนิด จ้องมองหน้าจออยู่นานสองนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มกว้างให้
“คุณมาราคะ… ในนี้มีสามคนค่ะ”

ฉันกะพริบตาปริบๆ
“สามอะไรนะคะ?”
“ทารกสามคนค่ะ”

ฉันเด้งตัวขึ้นจากเตียงตรวจเล็กน้อย
“คะ?!”
เธอยื่นหน้าจอให้ดู “ครรภ์แฝดสามค่ะ ถุงตั้งครรภ์สามถุงและตัวอ่อนกำลังพัฒนาเติบโตตามปกติเลยค่ะ”

ฉันยกมือขึ้นกุมท้องแบนราบของตัวเองทันที
แค่คนเดียวก็น่ากลัวจะแย่แล้ว
แต่นี่… สามคน?!

พอลืมตาตื่นจากอาการช็อกแล้วเดินออกมาจากคลินิก ฉันก็นั่งลงที่ม้านั่งตรงโถงทางเดิน หยิบโทรศัพท์มือถือเปิดเครื่องคิดเลขขึ้นมาทันที

ค่านม
ค่าผ้าอ้อม
ค่าฝากครรภ์และทำคลอด
ค่าวัคซีน
ค่าพี่เลี้ยงเด็ก
ค่าเล่าเรียนอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย
ค่าใช้จ่ายจิปาถะ…

พอมองตัวเลขยอดรวมที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ฉันก็เกือบจะเป็นลม
เงินเดือน 72,000 บาทของฉันในฐานะหัวหน้าห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ จะไปพออะไร?
ฉันอาจจะพอเลี้ยงลูกคนเดียวได้ถ้าประหยัดสุดๆ
แต่ถ้าสามคนล่ะ?!

ฉันเงยหน้ามองเพดาน แล้วพึมพำเบาๆ
“ลูกจ๋า… ขอทยอยมาทีละคนไม่ได้เหรอคะ?”

จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้น
มีอีเมลเข้ามา
ผู้ส่งคือ… หมอติณห์

ฉันขมวดคิ้วมุ่น ปกติเขาแทบไม่เคยส่งอีเมลหาฉันโดยตรง เรื่องเอกสารหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ผู้ช่วยของเขาจะเป็นคนจัดการทั้งหมด

ฉันกดเปิดอ่าน

“มารา
ผมตัดสินใจที่จะยุติสัญญาการแต่งงานของเราตามเงื่อนไขในข้อตกลง เอกสารการหย่าและเงินชดเชยถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว คุณจะได้รับเงินจำนวน 60,000,000 บาท เป็นค่าชดเชยและค่าตั้งตัว
คุณสามารถย้ายออกจากบ้านได้ภายในสิ้นเดือนนี้
กรุณาประสานงานกับทนายความเพื่อเซ็นเอกสาร
อดิเทพ”

ฉันจ้องมองตัวเลข 60,000,000 บาท
นับเลขศูนย์…
อีกรอบ…
ถูกต้องครบถ้วน

ฉันเหลือบมองซองผลอัลตราซาวนด์ในมือ
แล้วมองหน้าจออีเมลอีกครั้ง
ลูกสามคน
เงินหาสิบล้าน

“คนละยี่สิบล้าน… ก็ไม่เลวนะ”
ฉันหลุดยิ้มออกมา
“เด็กๆ ลูกมีเงินซื้อนมแล้วล่ะ”

ฉันพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
“ตกลงค่ะ พรุ่งนี้เช้าเราไปจัดการให้เรียบร้อยเลยก็ได้ ฉันว่างทั้งวัน”

วันรุ่งขึ้น ฉันไปถึงสำนักงานทนายความก่อนเวลาเสียด้วยซ้ำ
หมอติณห์ไม่ได้มา
คนที่มาคือทนายความส่วนตัวของเขา พร้อมแฟ้มเอกสาร
“คุณมารา เชิญอ่านรายละเอียดก่อนได้ครับ”
“เงินหาสิบล้านถ้วนใช่ไหมคะ?”
“ถูกต้องครับ”
“ไม่มีหักภาษีหรือค่าธรรมเนียมอะไรนะ?”
“ไม่มีครับ โอนเข้าบัญชีทันทีหลังเซ็นเอกสาร”

ฉันหยิบปากกาขึ้นมา
“คุณมาราครับ ไม่รอคุณหมอติณห์หน่อยเหรอเผื่อมี—”
จรดปลายปากกาลงไป
แคว่ก— (เสียงเซ็นชื่อ)

ทนายความชะงัก
“คุณไม่อยากพูดอะไรกับเขาหน่อยเหรอครับ?”
ฉันชะงักมือที่กำลังเก็บกระเป๋า นึกถึงซองอัลตราซาวนด์ในนั้น
มีสิ
ลูกตั้งสามคน
แต่ในเมื่อเขาอยากจบความสัมพันธ์นี้โดยเร็ว ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาเด็กมาผูกมัดหรือรั้งเขาไว้
“ไม่ล่ะค่ะ”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ยอดเงิน 60 ล้านบาทก็โอนเข้าบัญชีของฉันเรียบร้อย

ฉันกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลลิมเพื่อเก็บของ
ใช้เวลาไม่นาน กระเป๋าเป้ใบเดียวก็จุของใช้ส่วนตัวของฉันจนหมด เพราะอันที่จริงแล้ว ฉันไม่เคยมีตัวตนในบ้านหลังนี้อย่างแท้จริงอยู่แล้ว

ก่อนจะก้าวออกจากห้อง ฉันเหลือบไปเห็นโต๊ะข้างเตียงของหมอติณห์
กระปุกยาโรคกระเพาะของเขาวางอยู่ตรงนั้น
ยาใกล้หมดแล้ว
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ฉันเป็นคนคอยแอบซื้อและจัดหายานี้ให้เขาเงียบๆ โดยที่เขาไม่เคยรู้
คิดว่าแม่บ้านคงเป็นคนจัดการเสียอีก

ฉันเกือบจะหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อสั่งยาให้เขาเพิ่ม
แต่แล้วก็ชะงักมือ
ฉันไม่ใช่ภรรยาของหมอติณห์อีกต่อไปแล้ว ตามข้อตกลงของเรา
และฉันก็ไม่มีหน้าที่ต้องมาใส่ใจผู้ชายที่แม้แต่วันเซ็นใบหย่ายังไม่ยอมโผล่หน้ามาเจอหน้ากันด้วยซ้ำ

ฉันวางกระปุกยาไว้ที่เดิม
“ดูแลตัวเองก็แล้วกันนะหมอ”
จากนั้น ฉันก็หันหลังเดินออกจากบ้านหลังนั้นทันที

ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฉันซื้อบ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นในย่านรังสิตที่มีพื้นที่สนามหญ้ากว้างขวาง ราคา 28 ล้านบาท
บ้านหลังนี้มีสี่ห้องนอน
สามห้องนอนถูกจัดเตรียมไว้สำหรับลูกๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้า

ฉันหยิบมือถือโทรหาแม่
“แม่คะ หนูซื้อบ้านใหม่แล้วนะ”
“ลูกเอาเงินจากไหนมาซื้อบ้านแพงขนาดนั้น?”
“เงินค่าหย่าค่ะแม่”
“เท่าไหร่?”
“หกสิบ…”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่แม่จะอุทานเสียงดัง
“หา?! หกสิบล้าน?!”
“เรื่องมันยาวค่ะแม่”
“แล้วหมอติณห์ล่ะ?”
“ช่างเขาเถอะค่ะ”

ฉันก้มมองหน้าท้องที่ยังแบนราบอยู่ แต่หัวใจกลับพองโต
“แม่คะ…”
“อะไรอีก อย่าบอกนะว่ามีเรื่องให้อกขวัญหนีฝ่ออีก”
“หนูมีเรื่องจะบอกเพิ่มค่ะ”
“ว่ามา!”
“หนูท้องค่ะแม่”
ความเงียบโรยตัวลงอีกครั้ง นานกว่าเดิม
“ท้อง… เหรอ?”
“ค่ะ”
“กี่เดือนแล้ว?”
“สามคนค่ะแม่”

คราวนี้ปลายสายเงียบสนิทไปเลย
“สามคน?!”

ฉันหัวเราะคิกคัก “ใช่ค่ะ สามคนเลย”

ตอนนั้นฉันยังไม่รู้เลยว่า… ระหว่างที่ฉันกำลังมีความสุขกับการวางแผนตกแต่งห้องนอนเด็กอยู่ที่บ้านใหม่ ฝันร้ายกำลังเกิดขึ้นที่คฤหาสน์หลังที่ฉันเพิ่งเดินจากมา

หมอติณห์กลับมาจากดูงานที่ต่างประเทศเร็กว่ากำหนดสองวัน
ทันทีที่ก้าวเข้าห้องนอน สิ่งแรกที่เขาเห็นคือตู้เสื้อผ้าฝั่งที่เคยมีเสื้อผ้าของฉัน… ว่างเปล่าสนิท
จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นกระปุกยาบนโต๊ะข้างเตียง
ยาหมดเกลี้ยง
เขาขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด จึงกดเรียกแม่บ้านขึ้นมาสอบถาม
“ทำไมยังไม่ซื้อยามาเติม?”
แม่บ้านทำหน้าตกใจ “คุณหนู… เอ้ย คุณหมอหมายถึงยาอะไรคะ?”
“ยากระเพาะของฉัน”
“อ๋อ… ปกติคุณมาราเป็นคนจัดการซื้อหามาให้ตลอดนี่คะ ดิฉันไม่ได้เป็นคนซื้อค่ะ”

ร่างสูงของหมอติณห์ชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบ
“ใครนะ?”
“คุณมาราค่ะ”

ความตระหนกวาบขึ้นในอกเป็นครั้งแรก
แต่เรื่องนั้นยังไม่น่าตกใจเท่ากับตอนที่เขาเดินไปหยิบเอกสารเก่าที่เครื่องพิมพ์ตั้งโต๊ะ แล้วบังเอิญเหลือบไปเห็นเศษกระดาษใบเล็กๆ ที่ร่วงอยู่ใต้ถาดรองกระดาษ

มันคือใบเสร็จและใบผลตรวจจากคลินิกสูตินรีแพทย์
ชื่อผู้ป่วย:
นางสาวมารา ศันสนีย์
วันที่ตรวจ:
หนึ่งวันก่อนหน้าที่เธอจะเซ็นสัญญาหย่า

และข้อความบรรทัดล่างสุดที่ทำให้โลกรอบตัวของนายแพทย์หนุ่มผู้เย่อหยิ่งพังทลายลงในพริบตา:
MULTIPLE PREGNANCY — TRIPLETS (ครรภ์แฝดสาม)

รปภ. หน้าหมู่บ้านของคฤหาสน์ตระกูลลิมให้การภายหลังว่า นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาเห็นคุณหมอผู้สุขุมและเยือกเย็น วิ่งหน้าตาตื่นออกจากบ้านโดยไม่แม้แต่จะหยิบเสื้อสูทหรือกุญแจรถสำรอง

และในวันถัดมา ทีมงานและคนสนิททุกคนที่หมอติณห์สามารถสั่งการได้ ต่างก็ได้รับคำสั่งเดียวกันอย่างเร่งด่วนที่สุด

ตามหาตัวเธอให้พบ
ผู้หญิงที่เขาเพิ่งจ่ายเงิน 60 ล้านบาทไล่ให้ไปไกลๆ—
พร้อมกับลูกอีกสามคนที่เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นพ่อคน

ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ตอนที่ 2: รังใหม่ของแม่เสือสาวกับสามก้อนทองคำ

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นเป็นรอบที่สามในบ่ายวันอังคาร ฉันที่กำลังยืนงงอยู่หน้าคู่มือประกอบเตียงเด็กอ่อน (ที่ซื้อมาประกอบเองแล้วพบว่าชิ้นส่วนมันเกินมาสามชิ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้) จึงต้องยอมวางประแจในมือแล้วเดินมาที่ประตู

ผ่านจออินเตอร์คอม ฉันเห็นไปรษณีย์พ่วงด้วยพัสดุกล่องใหญ่ยักษ์สามกล่องวางกองอยู่

“คุณมาราครับ! มีพัสดุส่งมาจากห้างหรูใจกลางเมืองครับ เซ็นรับด้วยครับ!” เสียงเจ้าหน้าที่ตะโกนผ่านลำโพง

ฉันขมวดคิ้วเดินไปเปิดประตูรั้ว รับพัสดุมาด้วยความงุนงง เพราะช่วงนี้ฉันไม่ได้สั่งซื้ออะไรที่เป็นชิ้นใหญ่ขนาดนี้เลย พอแกะกล่องแรกออกดูก็ต้องอ้าปากค้าง

ข้างในคือชุดเด็กอ่อนแบรนด์ยุโรปราคาชุดละหลายหมื่นบาท ไล่ไปตั้งแต่แรกเกิดจนถึงขวบปีแรก เนื้อผ้านุ่มนิ่มละมุนมือราวกับปุยเมฆ กล่องที่สองคือรถเข็นเด็กแฝดสามรุ่นท็อปสุดที่ต้องสั่งนำเข้าพิเศษ และกล่องที่สามคือเครื่องนึ่งขวดนมดิจิทัลอัจฉริยะที่ราคาซื้อรถมอเตอร์ไซค์มือสองได้คันสบายๆ

“ใครส่งมาเนี่ย…” ฉันพึมพำกับตัวเองขณะหยพใบเสร็จที่แนบมา

ชื่อผู้ส่ง: ไม่ระบุ
ที่อยู่ผู้ส่ง: บริการจัดส่งพิเศษระดับวีไอพี

สมองของฉันแล่นปิ๊ดปรอดย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน คนเดียวในโลกใบนี้ที่มีปัญญาและรสนิยมแบบนี้ พร้อมทั้งรู้ที่อยู่ใหม่ของฉันอย่างรวดเร็ว มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น…

หมอติณห์!

ฉันรีบควաโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดเบอร์โทรออกหาเขาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเราจะหย่าขาดกันแล้ว และฉันตั้งใจว่าจะตัดขาดให้เด็ดขาด แต่การส่งข้าวของราคาแพงมหาศาลขนาดนี้มาถึงหน้าบ้านโดยไม่บอกกล่าว มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกคุกคามความเป็นส่วนตัว!

รอสายอยู่ครู่เดียว ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับถือโทรศัพท์รอเอาไว้ตลอดเวลา

“มารา…” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเจือความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด “คุณ… รับสายผมแล้ว”

“หมอติณห์ เอาของพวกนี้คืนไปเลยนะ!” ฉันเปิดฉากใส่ทันทีโดยไม่รอให้เขาได้พูดทักทาย “คุณส่งอะไรมาเนี่ย มันเปลืองเงินรู้ไหม ถึงคุณจะรวยแต่ฉันไม่อยากได้ของพวกนี้!”

ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาวออกมา

“นั่นของลูก…” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างประหลาด “และมันก็เป็นหน้าที่ของผมในฐานะพ่อที่จะต้องดูแลพวกเขารวมถึงคุณด้วย”

“พ่อ?” ฉันแค่นั้นหัวเราะในลำคอ “คุณเพิ่งเซ็นใบหย่าไล่ฉันออกจากบ้านไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แถมตอนนั้นเรายังไม่ได้หย่ากันด้วยซ้ำเพราะคุณไม่โผล่หน้ามา ฉันอุ้มท้องลูกของคุณไปตั้งสามคนโดยที่คุณไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้สำนึกเป็นพ่อขึ้นมาแล้วเหรอคะ?”

“มารา… ผมขอโทษ” คำขอโทษที่หลุดออกมาจากปากของนพ.อดิเทพ ลิมปิยากร ผู้เย่อหยิ่งและรักความสมบูรณ์แบบ เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้ยินในชีวิตนี้ “วันนั้น… ผมบินไปประชุมด่วนที่สวิสเซอร์แลนด์จริงๆ เรื่องเอกสารการหย่าผมมอบหมายให้ทนายจัดการ เพราะคิดว่าเราตกลงกันไว้แล้ว… แต่ผมไม่รู้ว่าคุณท้อง…”

“แล้วตอนนี้รู้แล้วไงคะ?” ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้นในอก “เงิน 60 ล้านบาทที่คุณโอนให้ฉันวันนั้น ฉันถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายและค่าเลี้ยงดูเด็กๆ ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วค่ะ เราต่างฝ่ายต่างจ่ายขาดกันแล้ว ไม่มีติดค้างอะไรกันอีก”

“หกสิบล้านมันไม่พอหรอก…” เสียงของเขาเริ่มมีความดื้อรั้นเจือเข้ามา “ลูกตั้งสามคน ค่าใช้จ่ายในอนาคต ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และที่สำคัญ… คุณค่าของความเป็นแม่ของลูกผม มันประเมินค่าไม่ได้ด้วยเงินแค่ก้อนเดียว”

“คุณหมอติณห์!” ฉันเริ่มโมโห “อย่ามาทำเป็นพูดจาหลักการแถวนี้ ฉันดูแลตัวเองและลูกๆ ได้ เงินหกสิบล้านของคณน่ะ ฉันบริหารจัดการได้สบายจนพวกเขากินอิ่มนอนหลับเรียนจบปริญญาตรีแน่นอน ไม่ต้องเป็นห่วง!”

“แล้วผมล่ะ?”

คำถามนั้นทำให้ฉันชะงัก กลิ่นอายความเงียบงันโรยตัวเข้ามาคั่นกลางระหว่างสายโทรศัพท์

“คุณเกี่ยวอะไรด้วยล่ะคะ?” ฉันถามเสียงแข็ง

“ผมเป็นพ่อของเด็กๆ นะมารา…” เสียงของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย เจือความเวทนาและจริงจังจนน่าใจหาย “คุณจะใจร้ายให้ลูกเติบโตมาโดยไม่มีพ่อ คอยตอบคำถามเพื่อนๆ ที่โรงเรียนว่าพ่อไปไหนอย่างนั้นเหรอ? หรือคุณคิดจะกีดกันไม่ให้ผมได้อุ้มลูก ได้เห็นพวกเขาก้าวเดินครั้งแรก ได้ยินคำว่าป๊ะป๋าครั้งแรกอย่างนั้นเหรอ?”

ประโยคหลังของเขาเล่นเอาขอบตาของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
บ้าจริง… ฮอร์โมนคนท้องนี่มันอ่อนไไวง่ายเกินไปแล้ว!

“ฉันไม่ได้กีดกัน…” ฉันเถียงเสียงอู้อี้ “แต่เราหย่ากันแล้ว สถานะของเรามันจบลงตั้งแต่วันที่เราเซ็นเอกสารในห้องทนายแล้วค่ะคุณหมอ”

“ใบหย่าก็แค่กระดาษแผ่นเดียว!” หมอติณห์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดขาดชนิดที่ถ้าเขายังยืนอยู่ตรงหน้า ฉันคงเห็นแววตาคมกริบที่พร้อมจะกินเลือดกินเนื้อ “ในเมื่อเรามีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันถึงสามคนผูกพันกันอยู่ คุณคิดเหรอมาราว่าผมจะยอมปล่อยให้ภรรยาและลูกของผมไปเรื่อยเปื่อยคนเดียวในโลกใบนี้?”

“ฉันไม่ได้ไปเรื่อยเปื่อยนะ! ฉันมีบ้าน มีเงิน มีงานมีการทำ!”

“งั้นเหรอ?” เสียงของเขาหัวเราะในลำคอเบาๆ แบบที่ฉันเกลียดนักหนา “งั้นพรุ่งนี้เช้า… เตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน”

“คุณจะทำอะไร?!”

“ผมจะไปหาคุณที่บ้าน… ไปคุยกันต่อหน้า ในฐานะ ‘พ่อของลูก’ และ… ในฐานะผู้ชายที่ตั้งใจจะจีบคุณใหม่อีกรอบ”

ติ๊ด!

เขากดตัดสายไปหน้าตาเฉย!

ฉันยืนถือโทรศัพท์ค้างเติ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น มองกล่องของใช้เด็กอ่อนกองโตตรงหน้าสลับกับหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลง สมองตีกันยุ่งเหยิงราวกับเส้นด้ายที่ถูกแมวขยำ

จังหวะนั้นเอง เจ้าตัวแสบในท้องทั้งสามก็พร้อมใจกันถีบพุงน้อยๆ ของฉันเข้าอย่างจังจนฉันต้องสูดปากร้อง โอ๊ย เบาๆ

“โอייה… ลูกจ๋า พ่อพวกหนูเขาน่ากลัวเป็นบ้าเลยรู้ไหม?” ฉันก้มลงกระซิบกับหน้าท้องตัวเองเบาๆ พลางลูบมันเบาๆ “เราหนีมาตั้งไกล ตั้งย่านรังสิตแล้วเชียวนะ ทำไมคุณพ่อเขาถึงตามกลิ่นเก่งนักล่ะเนี่ย…”

เช้าวันถัดมา เวลา 08:30 น. เป๊ะ

เสียงรถยนต์หรูคันยาวที่คุ้นตาเป็นอย่างดีแล่นมาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าบ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นของฉัน ประตูรั้วอัตโนมัติยังไม่ทันได้เปิดดี ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเทาเข้มเนี๊ยบกริบ ทรงผมเซ็ตเข้ารูป และใบหน้าหล่อเหลาที่ดูเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ก็ก้าวลงจากรถ ตรงดิ่งมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านของฉันเรียบร้อยแล้ว

เขากดกริ่งหน้าบ้านรัวๆ สามครั้งติดกันทันที

ฉันที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ กำลังยืนถือแก้วนมสดอุ่นๆ อยู่ในห้องครัว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ วางแก้วลงบนเคาน์เตอร์ แล้วเดินไปเปิดประตูบ้านด้วยสีหน้าบึ้งตึง

ทันทีที่ประตูเปิดออก ดวงตาคมกริบของนพ.อดิเทพก็กวาดมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าของฉันอย่างรวดเร็ว ราวกับสแกนเนอร์ทางการแพทย์ที่กำลังเช็กว่าฉันผอมลงหรืออ้วนขึ้นตรงไหนบ้าง

“คุณเข้ามาได้ยังไงเนี่ย รั้วบ้านฉันปิดอยู่นะ!” ฉันกอดอกมองเขา

“ผมกดรหัสผ่านบ้านคุณ… มันคือวันเกิดคุณใช่ไหมล่ะ?” เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆ

ฉันอ้าปากค้าง “คุณรู้ได้ยังไง?!”

“จำไม่เห็นยากเลย” เขาพูดหน้าตาเฉย ก่อนจะก้าวเท้าพรวดเดียวเข้ามาในบ้านโดยไม่รอให้ฉันอนุญาต ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้บ้านชั้นเดียวหลังย่อมของฉันดูแคบลงไปถนัดตา “แล้วทำไมปล่อยให้บ้านรกแบบนี้? กล่องพัสดุพวกนั้นทำไมยังไม่แกะประกอบให้เรียบร้อย?”

“นี่มันบ้านฉันนะคะคุณหมอ! คุณมีสิทธิ์อะไรมาเดินตรวจตราห้องนั่งเล่นคนอื่นเขาเนี่ย!” ฉันเดินตามหลังเขาต้อยๆ พร้อมกับโวยวาย

หมอติณห์หันขวับกลับมามองฉัน สายตาของเขาอ่อนลงวูบหนึ่งเมื่อกวาดสายตามาหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่เข้าสู่เดือนที่สาม มือหนาของเขาเผลอยื่นออกมาทำท่าจะเอื้อมมาแตะ แต่ก็ชะงักค้างกลางอากาศแล้วชักมือกลับไปเงียบๆ

“มารา…” เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอย่างที่ฉันไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก “ย้ายกลับบ้านเถอะ ที่นั่นปลอดภัยกว่า มีแม่บ้าน มีห้องนอนเด็กที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีทีมแพทย์ส่วนตัวคอยดูแลคุณกับลูกตลอด 24 ชั่วโมง”

ฉันส่ายหัวพรืดทันที “ไม่ค่ะ! ฉันไม่อยากกลับไปเป็นภรรยาในนามของคุณอีกแล้วนะหมอติณห์ เราเซ็นใบหย่ากันเรียบร้อยแล้ว กฎหมายก็สิ้นสุดแล้วด้วย!”

“ใครบอกว่าผมจะให้คุณกลับไปเป็น ‘ภรรยาในนาม’ แบบเดิมล่ะ?” เขาขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนฉันต้องถอยหลังกรูดไปจนแผ่นหลังชนติดกับชั้นวางหนังสือ “ในเมื่อเรามีลูกด้วยกันถึงสามคน… สถานะของเรามันเปลี่ยนไปแล้ว”

“เปลี่ยนเป็นอะไรคะ?” ฉันเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอกก็ตาม

“เป็นสามีภรรยาจริงๆ… แบบจดทะเบียนสมรส และรักกันจริงๆ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน “ผมให้เวลาคุณปรับตัวหนึ่งเดือน หลังจากนั้น… ผมจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่ด้วยกันกับคุณและลูกๆ”

ฉันอ้าปากค้างเป็นรอบที่ร้อยของวัน

นี่ผู้ชายคนนี้… นอกจากจะจ่ายเงินค่าหย่าให้ 60 ล้านแล้ว ยังคิดจะแถมตัวเองพ่วงพุุงเข้ามาเป็นปลิงเกาะติดฉันตลอดชีวิตที่เหลืออีกเหรอเนี่ย?!

สามก้อนทองคำในท้องของฉันดิ้นดุ๊กดิ๊กรับคำประกาศกร้าวของผู้เป็นพ่อราวกับจะเห็นดีเห็นงามด้วย—ให้ตายเถอะ ชีวิตใหม่ของมาราคนนี้ คงไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไปแล้วจริงๆ!

Leave a Comment