วันแต่งงานที่ฉันถูกทิ้งไว้ข้างทาง — แต่บนชั้นดาดฟ้า ฉันได้พบกับชีวิตใหม่
ในวันแต่งงานของฉันเอง ผู้ชายที่ฉันรักกลับอุ้มผู้หญิงอีกคนขึ้นรถเจ้าสาว—แถมยังมอบช่อดอกไม้ที่ฉันเฝ้ารอมาถึงเจ็ดปีให้เธอถือเดินเข้างานแต่ง เมื่อฉันบอกว่าฉันต่างหากคือเจ้าสาวตัวจริง เขากลับตอบหน้าตาเฉยว่า “นั่งแทaks ไปก็แล้วกัน อย่ามาทำลายความสุขของคนอื่นเลย”
แต่เขาไม่รู้เลยว่า ก่อนที่วันนั้นจะจบลง จะมีผู้ชายอีกคนเอ่ยปากถามคำถามที่เขาไม่มีวันคาดคิด… “เธอสนใจแต่งงานกับฉันแทนไหม?”
ฉันชื่อมารา อายุยี่สิบแปดปี ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ฉันมอบหัวใจทั้งหมดให้กันต์ เราเจอกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ฝันด้วยกัน เก็บเงินด้วยกัน และวางแผนสร้างอนาคตด้วยกันมาตลอด ฉันคิดว่าหลังผ่านไปเจ็ดปี ไม่มีอะไรจะพรากเราออกจากกันได้อีกแล้ว
แต่ฉันคิดผิด เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งคั่นกลางระหว่างเราเสมอ… บิวตี้ เพื่อนสนิทสมัยเด็กของกันต์ ทุกครั้งที่มีวันเกิด งานเลี้ยงครอบครัว หรือทริปพักผ่อน บิวตี้จะต้องอยู่ที่นั่นเสมอ เวลาเธอลำบาก แค่โทรมาครั้งเดียว กันต์ก็วิ่งแจ้นไปหาทันที ฉันมักจะได้ยินคำแก้ตัวเดิมๆ ว่า “เขาก็แค่เพื่อนสนิท มาราก็เหมือนน้องสาวคนหนึ่ง”
ฉันยอมเชื่อคำเหล่านั้นเรื่อยมา… จนกระทั่งถึงวันแต่งงานของเราที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ก่อนพิธีจะเริ่ม เพื่อนเจ้าสาวจัดเกมสนุกๆ ขึ้นมาเกมหนึ่ง กันต์ถูกปิดตาและต้องตามหาฉันในห้องที่ฉันกับบิวตี้กำลังยืนรออยู่ กติกาก็คือ ใครที่เขาเลือก คนนั้นจะได้นั่งรถเจ้าสาวคันหรูไปที่จัดงาน
ฉันใจเต้นระรัว ตัดสินใจสวมกำไลเงินที่เขาเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันครบรอบปีแรก เรามีกำไลคู่กัน และตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาฉันแทบไม่เคยถอดมันออกเลย ฉันมั่นใจว่าเขาต้องจำได้
กันต์เดินเข้ามา คว้ามือฉันไว้ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนกำไลข้อมือ ฉันรู้สึกได้ว่าเขาชะงักไปนิดหนึ่ง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ฉันเผลอยิ้มออกมา
แต่แล้ว… เขากลับปล่อยมือฉัน เดินตรงไปพบกับบิวตี้ และท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อทุกคน เขากลับอุ้มเธอขึ้นเดินออกไป!
เสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงแซวของแขกดังลั่น
“โหย เคมีเข้ากันสุดๆ!”
“คู่นี้แต่งกันเองน่าจะเหมาะกว่านะ!”
ทุกคนหัวingหัวเราะสนุกสนาน ยกเว้นฉันคนเดียวที่ยืนแข็งทื่อ ฉันวิ่งตามพวกเขาไปจนถึงหน้าโรงแรม
“กันต์! ฉันคือเจ้าสาวของคุณนะ!”
เขาหยุดเดิน แต่ไม่ยอมปล่อยบิวตี้ลงจากอ้อมแขน “กติกาก็คือติกาสะสิ มารา ทำไมตะโกนบอกตั้งแต่แรกเล่า?”
“คุณจับโดนกำไลของเรานะ!”
เขากลอกตาด้วยความรำคาญ “ก็แค่เกม อย่าคิดมากน่า”
เมื่อถึงรถเจ้าสาว เขาวางบิวตี้ลงที่เบาะหลังอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็ยื่นช่อดอกไม้ของฉันให้เธอ
“กันต์ แล้วฉันล่ะ?”
เขากล่าวถอนหายใจยาว “รถเต็มแล้ว เธอนั่งแท็กซี่ตามมาก็แล้วกัน”
เหมือนมีใครเอามีดมากรีดหัวใจ ผู้หญิงที่ควรจะได้นั่งเคียงข้างเขาในรถเจ้าสาว กลับถูกทิ้งให้ยืนเคียงข้างถนนแบบนี้ ขณะที่ฉันยืนมองรถยนต์คันนั้นแล่นออกไป รถเก๋งสีดำคันหนึ่งก็แล่นมาจอดเทียบข้างฉัน กระจกฝั่งคนขับลดลง ปรากฏใบหน้าของ กรณ์ แฟนหนุ่มของบิวตี้ ฉันรู้จักเขาดีเพราะเรามักจะเจอกันในงานกลุ่มบ่อยๆ กรณ์เปิดประตูรถเงียบๆ “ขึ้นมาเถอะมารา เดี๋ยวผมไปส่ง”
ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “กรณ์… คุณไม่เจ็บปวดบ้างเลยเหรอ?”
กรณ์มองตามท้ายรถเจ้าสาวคันนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า “เจ็บสิ… แต่เจ็บกว่าถ้าต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
พอเราเดินทางมาถึงโรงแรม งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้นแล้ว บนป้ายต้อนรับหน้างาน มีเพียงชื่อของกันต์คนเดียว เมื่อญาติๆ บางคนเห็นฉันเดินเข้ามา พวกเขาก็รีบปรี่เข้ามาหาทันที
“มารา อย่าไปถือสาเลยน่า แค่เล่นเกมกันเอง!”
“แค่วันเดียวเอง อย่าทำลายงานแต่งงานเลยลูก”
สักพักกันต์เดินมาเห็นฉันเข้า สีหน้าของเขาบึ้งตึงทันที “ทำไมเธอถึงมากับกรณ์ได้?”
“เขาเป็นคนมาส่งฉัน”
“เธอทำแบบนี้เพื่อประชดฉันรึไง?”
ฉันมองหน้าเขาอย่างเหลืออด “คุณทิ้งฉันไว้ข้างทาง แล้วยังจะมาโทษฉันอีกเหรอ?”
ก่อนที่กันต์จะทันอ้าปากเถียง บิวตี้ก็เดินเข้ามา เธอสวมดอกไม้ติดหน้าอกที่ควรจะเป็นของฉัน “มารา ขอโทษจริงๆ นะ ถ้าเธออยากได้ดอกไม้คืน เดี๋ยวฉันเอาให้…”
แต่แทนที่จะปลอบใจฉัน กันต์กลับปกป้องบิวตี้ทันที “บิวตี้ อย่าไปขอโทษเธอเลย เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
แขกหลายคนพากันพยักหน้าเห็นด้วย กลายเป็นว่าฉันกลายเป็นตัวร้ายในสายตาคนอื่นอีกครั้ง
ผ่านไปสักครู่ พิธีกรประกาศให้บ่าวสาวขึ้นไปทำพิธีดื่มไวน์ฉลองมงคลสมรส ฉันยืนมองนิ่งๆ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงบิวตี้กระซิบถามขึ้นมา
“กันต์ ในเมื่อฉันชนะเกมรถเจ้าสาว ฉันต้องขึ้นไปดื่มไวน์กับคุณด้วยไหมเนี่ย?”
กันต์ยิ้มกว้าง “งั้นก็เล่นเกมให้จบๆ ไปเถอะ”
และต่อหน้าแขกกว่าสองร้อยคน เขาก็โอบไหล่บิวตี้ ทั้งคู่คล้องแขนดื่มไวน์ด้วยกันท่ามกลางเสียงปรบมือ เสียงกรี๊ด และเสียงหัวingครื้นเครง
ส่วนฉัน—เจ้าสาวตัวจริง กลับยืนเคว้งคว้างอยู่ข้างล่างเวที
ฉันได้ยินเพื่อนสนิทของกันต์กระซิบแซว “เฮ้ย แบบนี้มาราไม่ทิ้งแกแน่เหรอวะ”
กันต์หัวเราะร่วน “ไม่มีทางหพวก เราคบกันมาเจ็ดปีแล้ว ยังไงเขาก็ต้องกลับมาง้อฉันเหมือนเดิมทุกที”
วินาทีนั้นเองที่ฉันตื่นจากความฝัน… เขาไม่ได้กลัวฉันหายไปไหนเลย เพราะเขามั่นใจเหลือเกินว่าฉันไม่มีวันกล้าทิ้งเขาไปไหนได้
ฉันนั่งลงเงียบๆ กรณ์สังเกตเห็นรอยแผลที่ข้อเท้าของฉันซึ่งเกิดจากรองเท้าเจ้าสาวกัด เขาหยิบพลาสเตอร์ยาออกมาส่งให้ “มารา… เธอจะยอมให้คนพวกนี้ปฏิบัติกับเธอแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่?”
ฉันเงียบไปนาน ก่อนจะค่อยๆ ถอดแหวนแต่งงานออกจากนิ้ว แล้ววางมันลงบนโต๊ะ “ถึงเวลาพอแค่นี้แล้วล่ะ”
เราสองคนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงโดยไม่มีใครเหลียวแลมอง
ขณะที่ยืนรอลิฟต์ กรณ์ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “เมื่อกี้ในรถ เธอบอกว่าถ้าคนเราเลือกเจ้าสาวผิดคนได้ งั้นเราก็คงเลือกคู่ชีวิตใหม่ได้เหมือนกัน… ที่พูดนั่น จริงจังรึเปล่า?”
ฉันหันไปมองหน้าเขา “ฉันจริงจัง… ฉันจะไม่กลับไปหากันต์อีกแล้ว”
กรณ์พยักหน้ารับเบาๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก “แม่ครับ… ห้องจัดเลี้ยงบนดาดฟ้าตอนนี้ยังว่างอยู่รึเปล่าครับ?”
ฉันขมวดคิ้วมองเขาด้วยความงงงวย “กรณ์ คุณกำลังทำอะไรเนี่ย?”
กรณ์หันมาสบตาฉัน รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้า “มีเจ้าสาวคนหนึ่งกำลังรอคอยงานแต่งงานที่เธอสมควรได้รับอยู่… และมีผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะเลือกเธอมานานแสนนานแล้ว”
ก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ประตูลิฟต์ก็เปิดออก เผยให้เห็นห้องบอลรูมบนดาดฟ้าที่ตกแต่งไว้อย่างงดงามราวกับความฝัน
และท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ กรณ์ก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง พร้อมกับเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงขนาดเล็กในมือ…
คุณช่วยบอกฉันหน่อยสิคะ… ว่าฉันควรจะตอบเขาว่าอย่างไรดี?
ตอนที่ 2 (ตอนจบ)
ตอนที่ 2: บทเพลงใหม่บนดาดฟ้า และคำตอบของหัวใจ
ความเงียบสงบชั่วขณะหนึ่งแผ่ปกคลุมไปทั่วระเบียงดาดฟ้า มีเพียงเสียงสายลมยามเย็นที่พัดผ่านยอดตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ และแสงไฟระยิบระยับของเมืองเบื้องล่างที่เริ่มส่องประกายแข่งกับแสงดาว
หัวใจของฉันเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตกใจ สับสน ตื้นตัน และหวาดกลัวเล็กๆ ภาพของกันต์กับบิวตี้ในห้องจัดเลี้ยงชั้นล่างยังคงติดตา แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้า—ผู้ชายคนนี้ที่ยืนหยัดเคียงข้างฉันในวินาทีที่แตกสลายที่สุด—กลับให้ความรู้สึกมั่นคงราวกับผืนดินที่รองรับฝ่าเท้าหลังจากพายุโหมกระหน่ำ
ในกล่องกำมะหยี่สีแดงนั้น แหวนเพชรเม็ดงามเปล่งประกายล้อกับแสงไฟ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันสะท้อนใจยิ่งกว่าคือแววตาของกรณ์ แววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจัง ความอ่อนโยน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แบบที่ฉันไม่เคยได้รับจากกันต์มาตลอดเจ็ดปี
“เธอควรจะตอบเขาว่าอย่างไรดี?” คำถามนั้นก้องอยู่ในใจของฉันเอง
ฉันก้มลงมองกรณ์ที่ยังคงคุกเข่ารอคอยคำตอบอย่างอดทน รอยแผลที่ข้อเท้าจากรองเท้าเจ้าสาวคู่เดิมยังคงแปลบปลาศ แต่มันกลับเตือนใจฉันว่า ฉันได้ก้าวพ้นผ่านนรกขุมนั้นมาแล้วจริงๆ
“กรณ์…” เสียงของฉันสั่นเครือเล็กน้อย “คุณแน่ใจแล้วเหรอ? คุณทำแบบนี้เพราะอยากช่วยฉันประชดกันต์ หรือเพราะสงสารฉันกันแน่?”
กรณ์ส่ายหัวช้าๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “มารา ตั้งแต่วันแรกที่ผมเห็นคุณในกลุ่มเพื่อน ผมไม่เคยคิดจะมองผู้หญิงคนอื่นเลย แม้แต่ตอนที่ผมคบกับบิวตี้… ผมรู้ดีว่าหัวใจของเธออยู่ที่ไหน และผมก็รู้ว่าเธอกำลังเจ็บปวดแค่ไหนกับความเพิกเฉยของกันต์ ผมไม่ได้ทำเพื่อประชดใคร และผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น ผมแค่อยากให้ผู้หญิงที่แสนดีและเข้มแข็งอย่างคุณ ได้รับความรักที่เธอควรจะได้มาตั้งนานแล้ว”
คำพูดของเขาเหมือนกุญแจที่ไขประตูบานสุดท้ายในใจฉัน
เจ็ดปีที่ผ่านมา ฉันพยายามพิสูจน์ตัวเอง พยายามอดทน พยายามเป็น ‘คนรักที่ดีพอ’ สำหรับกันต์ เผื่อว่าสักวันเขาจะหันมามองเห็นคุณค่าของฉัน แต่ความจริงก็คือ คนที่ไม่เห็นคุณค่าของเรา ต่อให้เราทำดีจนตาย เขาก็จะมองเห็นคนอื่นดีกว่าเสมอ
แต่กับกรณ์… แค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เราเผชิญชะตากรรมเดียวกัน เขากลับมองเห็นตัวตนของฉัน มองเห็นน้ำตาที่ฉันพยายามซ่อนไว้ และพร้อมจะหยิบยื่นเกียรติยศที่ฉันถูกพรากไปกลับคืนมา
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอื้อมมือไปประคองแขนของเขาให้ลุกขึ้นยืนด้วยกัน
“ฉันจะตอบว่า…” ฉันเว้นจังหวะ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ฉันยินดีรับข้อเสนอของคุณค่ะ กรณ์”
รอยยิ้มกว้างระบายบนใบหน้าของกรณ์ทันที เขาหยิบแหวนออกจากกล่องแล้วบรรจงสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของฉัน ขนาดมันพอดีเป๊ะ ราวกับว่าเขาแอบจำหรือจินตนาการถึงมันมานานแสนนานแล้วจริงๆ
ทันทีที่แหวนสัมผัสผิว ประตูห้องกระจกบนดาดฟ้าก็เปิดออก เสียงปรบมือและเสียงเฮดังลั่น!
ฉันสะดุ้งด้วยความตกใจ หันไปมองก็พบว่าเพื่อนสนิทไม่กี่คนของกรณ์ รวมถึงพนักงานโรงแรมบางส่วนที่ช่วยกันเตรียมการอย่างกะทันหัน ต่างพากันถือดอกไม้และแก้วแชมเปญออกมาร่วมแสดงความยินดี บรรยากาศบนดาดฟ้าถูกเนรมิตรให้กลายเป็นงานแต่งงานขนาดเล็กที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างแท้จริง ไม่มีบทละครตบตา ไม่มีเกมงี่เง่า และไม่มีใครถูกทิ้งให้อยู่ข้างทาง
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องจัดเลี้ยงหรูหราอลังการที่ชั้นล่าง งานฉลองมงคลสมรสระหว่างกันต์กับบิวตี้กำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนาน เสียงเพลงคลอเบาๆ พร้อมกับแขกเหรื่อที่กำลังทยอยรับประทานอาหาร
กันต์ถือแก้วไวน์เดินทักทายแขกผู้ใหญ่ด้วยความภาคภูมิใจ แม้ในใจลึกๆ เขาจะรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่ตอนเดินออกจากลิฟต์ไม่เห็นมาราแล้ว แต่เขาก็คิดเข้าข้างตัวเองตามเคยว่า ‘เดี๋ยวคงนั่งแท็กซี่กลับไปร้องไห้ฟูมฟายที่ห้องเหมือนเดิมแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงโทรมาง้อเอง’
“นี่ กันต์…” บิวตี้เดินเข้ามาหาเขาด้วยชุดเจ้าสาวจำแลงที่เธอยังคงสวมอยู่ สีหน้าของเธอมีความกังวลเล็กน้อย “แกเห็นมาราตั้งแต่ตอนออกจากโบสถ์ไหม? ฉันรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ ทำไมเขาถึงเงียบหายไปเลยล่ะ?”
กันต์หัวเราะในลำคออย่างไม่ใส่ใจ “ช่างเขาเถอะบิวตี้ เขาก็แค่เรียกร้องความสนใจ อยากทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเหมือนทุกทีแหละ เดี๋ยวพอฉันไม่ตามง้อ เขาก็เลิกงอนไปเองนั่นแหละ กินต่อเถอะน่า”
แต่ความมั่นใจของกันต์ต้องสั่นคลอน เมื่อประตูห้องจัดเลี้ยงถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขาหน้าตาตื่นวิ่งเข้ามาหา
“เฮ้ย กันต์! แย่แล้ววะ!”
“มีอะไรวะ หน้าตาตื่นมาเชียว” กันต์ขมวดคิ้ว
“แก… แกออกไปดูที่หน้าโรงแรม หรือไม่ก็ลองเช็กอินโซเชียลดูสิ” เพื่อนคนนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “มีคนถ่ายรูปบนดาดฟ้าโรงแรมเราเมื่อกี้… มาราเขากำลังแต่งงานใหม่วะ!”
“ว่าไงนะ?!” กันต์ตาโต อุทานเสียงดังจนแขกโต๊ะข้างๆ หันมามอง “แต่งงานใหม่บ้าอะไร! อย่ามาอำเล่นน่า!”
บิวตี้หน้าถอดสี รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูฟีดข่าวและสตอรี่ของเพื่อนร่วมงานทันที และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา มือของเธอก็สั่นเทาจนโทรศัพท์เกือบหลุดมือ
บนหน้าจอ คือภาพถ่ายมุมสูงจากดาดฟ้าของโรงแรมเดียวกันนี้เอง ผู้หญิงในชุดเดรสสีขาวเรียบหรูแต่สง่างามกำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ขณะที่ผู้ชายหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังสวมแหวนให้เธอด้านหน้าซุ้มดอกไม้บนดาดฟ้า โดยมีป้ายชื่อแสดงความยินดีชัดเจน—‘งานมงคลสมรส กรณ์ & มารา’
กันต์แย่งโทรศัพท์มือถือมาจากมือของบิวตี้ ตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง สมองขาวโพลนไปหมด ภาพของผู้หญิงคนที่เขาเพิ่งทิ้งไว้ข้างทางเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กำลังเข้าพิธีแต่งงานกับ ‘กรณ์’ ผู้ชายที่เคยเป็นแฟนของเพื่อนสนิทตัวเอง และเป็นคนที่เพิ่งมาส่งเธอที่นี่!
“เป็นไปไม่ได้…” กันต์พึมพำออกมาเสียงสั่น “เขาคบกับฉันมาเจ็ดปีนะ… เขาไม่มีทางทิ้งฉันไปแต่งงานกับคนอื่นภายในวันเดียวหรอก!”
เขารีบควAโทรศัพท์ของตัวเองมากดโทรออกเบอร์ของมาราทันที
ตู๊ด… ตู๊ด…
ไม่มีเสียงรับสาย
เขากดโทรซ้ำอีกครั้ง… และอีกครั้ง จนกระทั่งมีเสียงระบบตอบรับอัตโนมัติแจ้งว่า “หมายเลขที่คุณเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”
เขากดบล็อกเบอร์หรือลบเขาออกจากชีวิตไปแล้วจริงๆ…
ในวินาทีนั้นเอง กันต์เพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้เป็น ‘ศูนย์กลางจักรวาล’ ของมาราอย่างที่เขาหลงระเริงมาตลอด และความอดทนของคนเรามันมีขีดจำกัด เมื่อความรักและความภักดีถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี สิ่งที่เหลืออยู่ก็ไม่ใช่ความอาลัยอาวรณ์อีกต่อไป แต่คือความว่างเปล่าและการก้าวเดินจากไปอย่างไม่หวนกลับ
ตัดกลับมาที่บรรยากาศบนดาดฟ้า เสียงเพลงบรรเลงเพลงรักหวานซึ้ง กรณ์โอบเอวฉันเบาๆ ขณะที่เรากำลังเต้นรำด้วยกันภายใต้แสงจันทร์และหมู่ดาว
ความเจ็บปวดจากอดีตเจ็ดปีไม่ได้หายไปในพริบตา แต่มันถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความหวังครั้งใหม่ ฉันมองแหวนเพชรที่นิ้วนางข้างซ้าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับกรณ์ ผู้ชายที่ทำให้ฉันรู้ว่า การเป็น ‘คนสำคัญ’ ของใครสักคนมันรู้สึกอย่างไร
“มีความสุขไหมครับคุณเจ้าสาว?” กรณ์กระซิบถาม พร้อมรอยยิ้มละมุนที่ทำให้ใจฉันเต้นผิดจังหวะ
ฉันยิ้มกว้างออกมาจากใจจริง เป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
“มีความสุขมากค่ะ… และขอบคุณนะ กรณ์ ที่ทำให้ฉันรู้ว่า ชีวิตใหม่ของฉันมันงดงามแค่ไหน”
ลมหนาวพัดโชยมาเบาๆ แต่ฉันไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไปแล้ว เพราะฉันรู้ดีว่า… บนเส้นทางข้างหน้า จะมีมือคู่นี้ที่คอยกุมมือฉันเดินไปจับอนาคตด้วยกันอย่างแท้จริง