Part 2:หกปีที่เลิกรา… เมื่อได้พบกันอีกครั้งในเอาท์ติ้งบริษัท เขากลับบอกทุกคนว่าไม่รู้จักฉัน แต่เจ้าตูบตัวเดิมที่ห่างหายกันไปนาน กลับกระชากสายจูงแล้ววิ่งโผเข้ามากอดฉันต่อหน้าทุกคน

Part 2: รอยแผลในเงามืด

ความเงียบสงัดริมอ่างเก็บน้ำมีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเกลียวคลื่นซัดกระทบฝั่ง แสงไฟสีสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบใบหน้าของอนาวิน ดวงตาคมกริบคู่นั้นคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่เขาพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชาตลอดหลายปีระเบิดออกมาผ่านสายตาที่มองตรงมายังฉัน

“รินดา… บอกฉันมาสิ ว่าเธอรับเงินสองล้านจากแม่ฉัน แล้วทิ้งฉันไปจริง ๆ ใช่ไหม?”

คำถามนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลเดิม ฉันมองดูรูปถ่ายกระดาษสัญญาแผ่นนั้น ลายเซ็นของฉันปรากฏอยู่ตรงมุมขวาล่างเด่นชัด หมึกสีน้ำเงินที่เคยจรดลงไปเมื่อหกปีก่อน วันนี้มันกลับกลายเป็นหลักฐานตอกย้ำว่าฉันคือผู้หญิงหน้าเงินที่ไร้หัวใจในสายตาของเขา

ริมฝีปากของฉันสั่นระริกจนแทบไม่อาจเปล่งเสียง ลมหายใจติดขัด “วิน… ฉัน…”

“ทำไมไม่ตอบล่ะ?” เสียงของเขาเข้มขึ้น แตกพร่าและสั่นเครือ “บอกฉันสิว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง! บอกฉันว่าลายเซ็นนี้เป็นของปลอม! ตลอดหกปีที่ผ่านมา ฉันแทบจะเป็นบ้า ฉันเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าฉันทำอะไรผิด ฉันดูแลเธอไม่ดีตรงไหน หรือเพราะตอนนั้นฉันเป็นแค่วิศวกรจบใหม่ที่ไม่มีอนาคต ไม่มีเงินทองให้เธอสุขสบาย เธอถึงได้ทิ้งฉันไปโดยไม่แม้แต่จะร่ำลา!”

เขาก้าวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิมที่เขาใช้มาตลอด กลิ่นไม้สนอ่อน ๆ ที่เคยให้ความอบอุ่น แต่ในยามนี้มันกลับทำให้หัวใจของฉันบีบรัดจนเจ็บปวด

“แต่พอฉันเห็นเอกสารแผ่นนี้…” อนาวินส่งเสียงหัวเราะเยาะหยันตัวเองในลำคอ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินผ่านโหนกแก้มของเขา “คำตอบทุกอย่างมันชัดเจนยิ่งกว่ากระจกเงา เธอขายความรักหกปีของเรา ขายครอบครัวเล็ก ๆ ที่เราสร้างมาด้วยกัน ทิ้งฉัน… ทิ้งเจ้าขนมปัง แลกกับเศษเงินสองล้านบาทของแม่ฉัน!”

“มันไม่ใช่เศษเงินนะวิน!”

ฉันตะโกนสวนออกไปทั้งน้ำตา เสียงของฉันสั่นไหวและแตกพร่าจนแทบไม่ได้ยิน ความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดมานานหกปีพังทลายลงในชั่วพริบตา

อนาวินชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

“เธอคิดว่าเงินสองล้านบาทในตอนนั้น ฉันเอาไปเสวยสุขอ่างทองคำหรือยังไง?” ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างไม่ขาดสาย ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยแรงสะอื้น “หกปีก่อน วันที่เธอต้องบินไปดูงานที่เยอรมนี วันเดียวกันนั้น… พ่อของฉันล้มหมดสติในห้องน้ำ เส้นเลือดในสมองแตก ต้องผ่าตัดด่วนภายในคืนนั้นทันที ถ้าไม่มีเงินมัดจำค่าผ่าตัดและห้องไอซียูเกือบห้าแสน พ่อฉันจะไม่มีชีวิตรอดข้ามคืนนั้นไปได้เลย!”

อนาวินยืนนิ่งงัน แววตาสับสนวูบไหว “พ่อของเธอ… ป่วยเหรอ? แล้วทำไมเธอไม่บอกฉัน ทำไมไม่ขอความช่วยเหลือจากฉันล่ะรินดา?”

“บอกเธอเหรอ?” ฉันหัวเราะทั้งน้ำตาอย่างน่าเวทนา “ตอนนั้นเธอมีเงินเก็บในบัญชีเท่าไหร่กันเชียว วิน? เงินเดือนหมื่นห้า ค่ามัดจำหอ ค่ากินอยู่ ค่าดูแลขนมปัง เราแทบจะเดือนชนเดือน แล้วเธอเพิ่งจะได้โอกาสทองที่บริษัทส่งไปอบรมดูงานต่างประเทศ ซึ่งเป็นบันไดขั้นเดียวที่จะทำให้เธอเติบโตในสายงาน ถ้าฉันบอกเธอ เธอจะทำยังไง? เธอก็จะสละตั๋วเครื่องบิน ทิ้งอนาคตตัวเอง แล้ววิ่งวุ่นหาทางกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาช่วยฉันใช่ไหม?”

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดก้อนสะอื้นที่แล่นขึ้นมาจุกคอ

“คืนนั้น ฉันโทรหาทุกคนที่พอจะรู้จัก คุกเข่ายืมเงินญาติพี่น้อง แต่ไม่มีใครมีเงินก้อนขนาดนั้นให้เลย จนกระทั่งแม่ของเธอโทรเข้ามาหาฉัน… ท่านรู้เรื่องที่บ้านฉันทุกอย่าง และท่านยื่นข้อเสนอเดียวที่มีอยู่ ท่านบอกว่าครอบครัวมงคลอนันต์ไม่มีวันยอมรับสะใภ้ที่มีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว และถ้าฉันรักเธอจริง ฉันต้องไม่เป็นตัวถ่วงดึงอนาคตของเธอให้จมลงไปในปลักโคลน”

ภาพความทรงจำในค่ำคืนอันโหดร้ายผุดขึ้นมาชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

“ท่านวางเช็คเงินสดสองล้านบาทลงตรงหน้าฉัน พร้อมกับสัญญาสละสิทธิ์และข้อผูกมัดว่าจะต้องหายไปจากชีวิตของเธอตลอดกาล แลกกับค่ารักษาพยาบาล ค่าผ่าตัดของพ่อ และเงินฟื้นฟูร่างกาย… วิน ลองตอบฉันสิ ถ้าเป็นเธอในเวลานั้น ระหว่างศักดิ์ศรี ความรัก กับลมหายใจของพ่อตัวเอง… เธอจะเลือกอะไร?”

คำถามของฉันทำให้ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ อนาวินยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป แขนที่เคยยกขึ้นค้างไว้ค่อย ๆ ตกลงข้างลำตัว โทรศัพท์ในมือเกือบจะร่วงหล่นลงสู่พื้น

“รินดา…” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ไร้ซึ่งร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวหลงเหลืออยู่ มีเพียงความตกใจและสำนึกผิดที่ท่วมท้น “ทำไม… ทำไมแม่ถึงทำแบบนี้”

“เพราะท่านต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกชายของท่านไงล่ะ” ฉันก้มหน้าลง มองหยดน้ำตาที่ร่วงกระทบปลายเท้าของตัวเอง “หลังจากเซ็นสัญญา ฉันก็รีบเอาเงินไปจ่ายค่าผ่าตัด พ่อรอดชีวิตมาได้… แต่ฉันก็ต้องทำตามสัญญา ฉันเก็บกระเป๋าออกจากห้องของเราในคืนที่ฝนตก คืนนั้นขนมปังมันร้องไห้ มันคาบขากางเกงฉันไว้แน่นจนแทบฉีกขาด ฉันต้องแกะฟันของมันออกแล้วปิดประตูใส่หน้ามันทั้งน้ำตา… เธอคิดว่าฉันไม่เจ็บเหรอวิน? หัวใจของฉันมันตายไปตั้งแต่วินาทีนั้นแล้ว”

“โฮ่ง!”

เสียงเห่าเบา ๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระดิ่งทองเหลืองที่สั่นไหว ขนมปังวิ่งเหยาะ ๆ ลัดเลาะผ่านพงหญ้าเข้ามาหาสองเรา มันไม่ได้มีสายจูงพันธนาการอีกต่อไป เจ้าโกลเด้นตัวโตหยุดยืนมองเราสองคน ดวงตาสีน้ำตาลแป๋วแหววของมันจ้องมองใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของฉัน สลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดของอนาวิน

มันเดินเข้ามาใกล้ ค่อย ๆ ยื่นหัวเข้าไปแนบกับต้นขาของฉัน ส่งเสียงครางหงิง ๆ ราวกับจะบอกว่ามันเข้าใจทุกอย่าง จากนั้นมันก็ยกขาหน้าข้างหนึ่งขึ้นมาแตะที่หัวเข่าของอนาวิน

“ริน…” อนาวินก้าวเข้ามาช้า ๆ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างไร้การควบคุม “ฉันขอโทษ… หกปีที่ผ่านมา ฉันเอาแต่เกลียดเธอ เอาแต่คิดว่าเธอใจร้ายและทอดทิ้งฉัน ทั้งที่จริงแล้ว… เธอต้องแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ไว้คนเดียวเพื่อปกป้องฉันงั้นเหรอ?”

เขายกมือที่สั่นเทาขึ้น เอื้อมมาสัมผัสที่ข้างแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยและอบอุ่นนั้นทำให้กำแพงในใจที่ฉันพยายามสร้างมานานหกปีพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

Leave a Comment