สายลมยามบ่ายพัดผ่านระเบียงบ้านไม้เรือนไทยโบราณจนม่านลูกไม้ไหวระริก ทว่าบรรยากาศทั่วทั้งลานเรือนกลับเงียบสนิทราวกับเวลาหยุดเดิน เสียงล้างจานจากก๊อกน้ำหลังบ้านที่เคยดังแว่วหยุดชะงักลง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของสามพี่น้องที่ยืนเบิกตากว้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
ท่านนายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี ผู้มีอิทธิพลกว้างขวางและเป็นที่นับหน้าถือตาของทั้งจังหวัด กำลังยืนค้อมตัวลงต่ำ สองมือพนมไหว้ชายร่างผอมเกร็งในชุดม่อฮ่อมเปื้อนโคลนด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเคารพยำเกรงอย่างแท้จริง
“ชาวนางั้นเหรอ?” ท่านนายกฯ ทวนคำถามของนนท์ด้วยสีหน้าฉงนระคนตกตะลึง ก่อนจะหันมองใบหน้าซีดเผือดของนนท์ หมอแพร และบอย สลับกับใบหน้าสงบนิ่งของพี่กล้า
“นี่พวกคุณไม่รู้จริงๆ หรือว่า เสี่ยกล้า… คือผู้ถือหุ้นใหญ่และประธานกรรมการบริหารของกลุ่มบริษัท ‘รัตนโชติ กรีนเทค แอนด์ อะกรีฟู้ดส์’ ผู้ส่งออกข้าวออร์แกนิกและนวัตกรรมแปรรูปการเกษตรรายใหญ่ที่สุดในภาคกลาง!”
ถ้อยคำนั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลของสามพี่น้อง นามบัตรโรงพยาบาลในมือหมอแพรร่วงหล่นลงสู่พื้นกระดานไม้โดยไม่รู้ตัว บอยยืนตัวแข็งทื่อ ขากรรไกรค้าง มือที่เคยวางมาดถือกระเป๋าเอกสารหรูสั่นระริก ส่วนนนท์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก
“ปะ… ประธานบริษัท… ส่งออกข้าว?” นนท์ละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือ “จะเป็นไปได้ยังไง… พี่กล้าไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ วันๆ เห็นมีแต่ขลุกอยู่กับโคลนตม ขับอีแต๋นเก่าๆ… ท่านนายกฯ จำคนผิดหรือเปล่าครับ!”
“ผมจะจำคนที่บริจาคที่ดินสามสิบไร่และทุนสร้างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลผิดได้ยังไงกัน!” ท่านนายกฯ ขึ้นเสียงเข้มอย่างมีน้ำโหเมื่อได้ยินคำสบประมาท “ไม่ใช่แค่นั้นนะ ศูนย์กระจายสินค้าการเกษตรมูลค่าหลายร้อยล้านที่กำลังสร้างอยู่ ก็เป็นโครงการร่วมทุนที่ท่านเสี่ยกล้าเป็นผู้ริเริ่มเพื่อช่วยปลดหนี้ให้ชาวบ้านทั้งอำเภอ ที่ดินทำกินที่พวกคุณเหยียบอยู่ ตลอดจนผืนนาเกือบพันไร่ในตำบลนี้ ล้วนเป็นแปลงเกษตรพันธสัญญาและศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวของพี่ชายพวกคุณทั้งนั้น!”
พี่กล้าวางผ้าเช็ดมือลงบนอ่างล้างจาน เดินก้าวออกมาจากครัวช้าๆ รอยยิ้มอบอุ่นและสายตาเปี่ยมเมตตาคูเดิมยังคงแต้มอยู่บนใบหน้าคล้ำแดด เขาพนมมือรับไหว้นายกเทศมนตรีอย่างนอบน้อม
“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกครับท่านนายกฯ มาเหนื่อยๆ เชิญนั่งพัก ดื่มน้ำท่าก่อนครับ วันนี้เป็นงานรวมญาติธรรมดาๆ ไม่ต้องเรียกเสี่ยหรอกครับ เรียกผมว่ากล้าเหมือนเดิมเถอะ” พี่กล้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ไม่ได้หรอกครับเสี่ยบุญคุณที่เสี่ยช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรและค้ำจุนชาวบ้านตลอดสิบกว่าปีมานี้ มันยิ่งใหญ่นัก วันนี้ผมตั้งใจนำเอกสารรับรองสิทธิบัตรสายพันธุ์ข้าวหอมทิพย์สุพรรณที่คุณกล้าส่งประกวดชนะเลิศระดับโลกมามอบให้ด้วยตัวเองครับ” นายกเทศมนตรีผายมือให้เลขาฯ ส่วนตัวก้าวเข้ามาเปิดแฟ้มหนังสีทองหรูหรา ภายในนั้นมีตราประทับระดับนานาชาติพร้อมเอกสารสิทธิบัตรมูลค่ามหาศาล
ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ที่นั่งล้อมวงอยู่ในเรือนไทยต่างพากันส่งเสียงฮือฮา บางคนยกมือทาบอกด้วยความตื้นตัน บางคนหันไปซุบซิบมองดูสามพี่น้องที่ยืนหน้าชาไร้สีเลือด
ในจังหวะนั้นเอง หญิงชราผมขาวโพลนผู้เป็นมารดาค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นจากตั่งไม้สัก เธอมองดูลูกๆ ทั้งสามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดระคนเวทนา ก่อนจะเอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้น
“พวกแกสามคน… คงคิดว่าตัวเองเก่งกล้าสามารถจนบินสูงได้ด้วยปีกของตัวเองสินะ”
เสียงแหบพร่าของแม่ดังก้องไปทั่วเรือนไทย ทุกสายตาหันกลับมาจับจ้องที่เธอ
“แม่… หมายความว่ายังไงครับ” บอยถามเสียงแผ่ว ความมั่นใจในฐานะผู้สอบบัญชีระดับสูงพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
“พวกแกจำได้ไหม วันที่พ่อจากไปอย่างกะทันหัน บ้านเราติดหนี้เงินกู้นอกระบบเท่าไหร่?” แม่พูดพลางปาดน้ำตาที่รื้นขอบตา “ตอนนั้นครอบครัวเราแทบไม่มีข้าวกิน บ้านหลังนี้เกือบถูกยึด นนท์เพิ่งสอบติดวิศวะ แพรเพิ่งสอบติดแพทย์ บอยก็กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนค่าเทอมเทอมละหลายหมื่น… ใครล่ะที่สละโควตาทุนเรียนต่อวิศวกรรมการเกษตรที่ญี่ปุ่น ทั้งที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด?”
คำพูดของแม่เปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางอกของทั้งสามคน
“พี่กล้า… สอบได้ทุนญี่ปุ่นเหรอคะ?” หมอแพรเอ่ยถาม น้ำตาเริ่มเอ่อล้นคลอเบ้า