ตอนที่ 2 (EPISODE 2): ความลับในกำแพงหิน และความจริงที่ถูกเปิดโปง
ฝุ่นปูนและเศษอิฐมอญฟุ้งกระจายจนฉันต้องยกชายเสื้อขึ้นมาปิดจมูกพร้อมกับถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งยังคงประคองหน้าท้องที่นูนเด่นด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ หัวใจของฉันเต้นระรัวราวกับกลองศึก เสียงอิฐที่พังทลายลงมาทำให้ความเงียบสงัดของป่าเขารอบตัวดูวังเวงขึ้นเป็นทวีคูณ สายลมเย็นเยียบที่พัดโชยออกมาจากโพรงมืดด้านหลังกำแพงส่งกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นสนิมเหล็กโบราณจนชวนขนลุก
ฉันยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่หน้าจอแตกลายงาขึ้นมาเปิดไฟฉาย แสงไฟสีขาวสลัวส่องฝ่าความมืดเข้าไปในช่องว่างขนาดประมาณหนึ่งคนลอดได้ สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ห้องลับขนาดใหญ่ แต่เป็นช่องโพรงลึกที่ก่อด้วยแผ่นไม้สักทองอย่างประณีต ด้านในสุดมีกล่องเหล็กโบราณขนาดเท่ากล่องใส่ขนมปังตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นไม้ ตัวกล่องถูกล่ามด้วยโซ่เส้นหนาและมีแม่กุญแจทองเหลืองล็อกไว้ ทว่ากาลเวลาเกือบยี่สิบปีทำให้สนิมกัดกร่อนจนเนื้อโลหะเปราะบาง
ฉันเดินเข้าไปใกล้ด้วยความระมัดระวัง ใช้ท่อนไม้เก่าที่ตกอยู่แถวนั้นงัดห่วงคล้องโซ่เบาๆ เพียงสองสามครั้ง ข้อต่อที่ผุกร่อนก็แตกหักออกอย่างง่ายดาย มือของฉันสั่นเทาขณะเปิดฝากล่องเหล็กที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู
ภายในกล่อง ไม่มีสมบัติเพชรนิลจินดาอย่างที่นึกจินตนาการ แต่กลับมีสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มหนึ่งเล่ม ซองเอกสารสีน้ำตาลผูกเชือกมิดชิด ปึกธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทรุ่นเก่าหลายสิบมัด และที่น่าตกใจที่สุดคือสร้อยคอทองคำหนักห้าบาทพร้อมพระเลี่ยมทององค์หนึ่ง
ฉันเปิดซองเอกสารออกดูด้วยความอยากรู้ เอกสารฉบับแรกคือโฉนดที่ดินฉบับจริงของบ้านและพื้นที่เนินเขารอบบริเวณนี้ทั้งหมดรวมกว่า 35 ไร่ ซึ่งไม่ได้มีแค่แปลงที่ดินตัวบ้านที่ทางเทศบาลประกาศขายเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงไร่ชาและสวนผลไม้ที่ทอดยาวลงไปถึงตีนเขา แต่สิ่งที่ทำให้ฉันต้องทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความตกตะลึง คือชื่อของผู้ครอบครองและผู้รับพินัยกรรมที่ระบุไว้ในเอกสารลายลักษณ์อักษรของทนายความ
เจ้าของเดิมของคฤหาสน์และที่ดินผืนนี้คือ “นายอนันต์ อัครเดชโภคิน” มหาเศรษฐีเจ้าของสวนกาแฟผู้ล่วงลับ และในบันทึกพินัยกรรมฉบับลับที่แนบมา มีข้อความเขียนไว้ชัดเจนว่า:
“หากข้าพเจ้าเสียชีวิตลง ทรัพย์สินทั้งหมดในที่ดินผืนนี้ รวมถึงเงินสดและสิทธิประโยชน์จากการเพาะปลูก ขอมอบให้แก่บุตรชายเพียงคนเดียวของข้าพเจ้าที่เกิดจากนางสายทอง… เด็กชายกิตติ”
“พี่กิตติ…” เสียงของฉันสั่นเครือ น้ำตาแห่งความตกตะลึงไหลอาบสองแก้ม กิตติ สามีผู้ล่วงลับของฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนในชีวิต เขาเติบโตมาโดยคิดว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกป้าจำเนียรเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ ป้าจำเนียรมักจะดุด่า ตบตี และใช้งานเขาเยี่ยงทาสตั้งแต่เด็กจนโต คอยกรอกหูเสมอว่าเขาเป็นเพียงภาระและต้องกตัญญูด้วยการหาเงินมาให้ครอบครัวใช้
ฉันรีบเปิดสมุดบันทึกปกหนังอ่านทีละหน้า ตัวอักษรที่บันทึกไว้เปิดเผยความจริงอันดำมืดทั้งหมด นายอนันต์ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของกิตติรู้ดีว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้ายและกำลังจะหมดลมหายใจ เขาไม่มีญาติที่ไว้ใจได้ จึงได้ฝากฝังลูกชายวัยทารกพร้อมเงินสดก้อนโตไว้กับจำเนียร ซึ่งในเวลานั้นเป็นเพียงคนรับใช้ในบ้าน โดยทำสัญญาสัญญาใจว่าจะมอบบ้านและที่ดินผืนนี้ให้กิตติเมื่อเขาอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ แต่จำเนียรกลับโลภมาก เมื่อนายอนันต์เสียชีวิต เธอกลับขโมยเงินสดก้อนนั้นไปแล้วพากิตติหนีออกจากพื้นที่ ปล่อยให้บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างจนถูกยึดขายทอดตลาดเพราะไม่มีใครจ่ายภาษี เธอจงใจปิดบังชาติกำเนิดของกิตติเพื่อหลอกใช้เขาเป็นเครื่องมือหาเงินตลอดชีวิต!
ในขณะที่ฉันกำลังจมอยู่กับความจริงที่น่าตกใจ เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันเก่าก็แผดเสียงดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน ตามมาด้วยเสียงตะโกนอันคุ้นเคยที่ทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัว
“เฮ้ย! มาดูตรงนี้ดิ๊ ประตูเปิดอยู่จริงๆ ด้วย มันหนีมาอยู่นี่จริงๆ แม่!” เสียงของเดชาดังลั่นขึ้น
ไม่กี่อึดใจ ป้าจำเนียรและเดชาก็เดินก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถง สภาพของทั้งสองคนเต็มไปด้วยเหงื่อไคลจากการขี่รถตามรอยฉันขึ้นมา ป้าจำเนียรกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านด้วยสีหน้าแปลกประหลาด มีทั้งความหวาดระแวงและความทรงจำในอดีตที่ผุดขึ้นมา แต่เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นกำแพงอิฐที่พังทลายและกล่องเหล็กโบราณที่วางอยู่บนพื้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความโลภและตกใจสุดขีด
“นังนิล! แกทำอะไรกับผนังนั่น!” ป้าจำเนียรกรีดร้องพลางพุ่งตรงเข้ามาหาฉัน เดชารีบวิ่งตามเข้ามาขวางทางออกไว้
“พวกคุณตามฉันมาที่นี่ทำไมอีก ฉันไม่มีเงินให้พวกคุณแล้ว!” ฉันกอดกล่องเอกสารไว้แน่นในอ้อมอก พยายามถอยหลังหนีเข้าไปชิดมุมห้อง
“อย่ามาตอแหล! แกเจอกล่องสมบัติของตาแก่ใช่ไหม!” ป้าจำเนียรชี้หน้าฉัน มือไม้สั่นเทาด้วยความคลั่ง “ฉันตามหาห้องลับนี้มาตลอดตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน ตาแก่นั่นมันซ่อนไว้ตรงไหนฉันหาไม่เคยเจอ ส่งกล่องนั่นมาเดี๋ยวนี้! บ้านหลังนี้ ที่ดินผืนนี้ และเงินทุกบาททุกสตางค์มันต้องเป็นของฉันกับไอ้เดชา!”
“มันไม่ใช่ของคุณ!” ฉันตะโกนสวนกลับไปด้วยความกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อน ความกลัวในอดีตมลายหายไปจนสิ้นเมื่อนึกถึงความอยุติธรรมที่กิตติต้องเผชิญมาทั้งชีวิต “นี่คือของพี่กิตติ! พ่อของเขาทำพินัยกรรมยกให้เขา และตอนนี้พี่กิตติจากไปแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดนี้เป็นมรดกตกทอดสู่ลูกในท้องของฉันตามกฎหมาย! คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่ตารางนิ้วเดียว!”
เดชาแสยะยิ้มชั่วร้ายพร้อมกับหยิบมีดพกสั้นขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง “กฎหมงกฎหมายอะไร ไม่ต้องพูดมากแม่ แย่งเอากล่องนั่นมา แล้วผลักมันตกลงไปในบ่อน้ำข้างหลังบ้านซะ ใครจะมารู้ว่าคนท้องเดินพลัดตกเขาตายไปเอง!”
เดชาพุ่งเข้ามาหมายจะกระชากกล่องเอกสารจากมือของฉัน แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงไซเรนรถตำรวจสองคันก็ดังก้องกังวานแหวกความเงียบของหุบเขา แสงไฟวับวาบสีแดงและน้ำเงินสะท้อนผ่านหน้าต่างที่แตกละเอียดเข้ามาในห้องโถงอย่างกะทันหัน…