ภาค 3: รางวัลแห่งหยาดเหงื่อ (บทสรุป)

ภาค 3: รางวัลแห่งหยาดเหงื่อ (บทสรุป)

บรรยากาศภายใน “ประจักษ์–รินดา ซุปเปอร์มาร์เก็ต” อบอวลไปด้วยความสุขและความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ลังกระดาษสองใบใหญ่ที่ประจักษ์ขนข้ามน้ำข้ามทะเลมาถูกเปิดออกกลางห้องทำงานด้านหลังร้าน น้องมะนาวส่งเสียงกรี้ดกร๊าดด้วยความดีใจเมื่อได้เห็นตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ขนปุยสีน้ำตาลที่เธอเคยเคยวาดรูปส่งไปให้พ่อดูในแชตไลน์

“หนูชอบมากเลยจ้ะพ่อ! นุ่มที่สุดในโลกเลย!” เด็กหญิงกอดตุ๊กตาไว้แน่น วิ่งวนไปมารอบโต๊ะทำงาน

ประจักษ์มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะหันมามองรินดาที่กำลังจัดเตรียมน้ำเย็นและผลไม้มาให้เขา ภรรยาของเขาดูเป็นผู้ใหญ่และแกร่งขึ้นมาก แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจของผู้หญิงที่ผ่านมรสุมชีวิตมาได้อย่างสง่างาม

“ทำไมพี่ถึงกลับมากะทันหันแบบนี้ล่ะจ๊ะ ไม่โทรบอกรินล่วงหน้าเลยสักคำ รินนึกว่าจะกลับปลายปีเสียอีก” รินดาถามพลางนั่งลงข้างๆ

“พี่อยากมาเซอร์ไพรส์น่ะสิ” ประจักษ์ยิ้มเจื่อนๆ พลางเกาหัว “แต่ดันกลายเป็นพี่เองที่เกือบหัวใจวาย ตอนนั่งแท็กซี่ไปเห็นคนอื่นอยู่ในบ้านเก่า โทรหาก็ไม่ติด พี่คิดไปไกลเตลิดเปิดเปิงเลยนะริน นึกว่ารินทิ้งพี่ไปแล้ว”

“โถ่ พี่ประจักษ์…” รินดาหัวเราะทั้งน้ำตา “โทรศัพท์รินแบตหมดตั้งแต่เมื่อเช้า วันนี้เป็นวันรับของล็อตใหญ่ รินยุ่งอยู่กับการเช็กสต็อกสินค้าตั้งแต่ตีห้าเลยไม่ได้ชาร์จ ส่วนบ้านหลังนั้น รินไม่ได้คิดจะขายทิ้งนะจ๊ะ รินให้ครูที่เพิ่งย้ายมาใหม่เช่าระยะยาว ค่าเช่าก็เข้าบัญชีส่งค่างวดบ้านพอดี พอหมดสัญญาอีกสองปี ถ้าเราอยากกลับไปอยู่หรือจะปรับปรุงใหม่ก็ค่อยว่ากัน”

รินดาเดินไปเปิดตู้เซฟด้านหลังโต๊ะทำงาน เธอหยิบสมุดบัญชีธนาคาร เอกสารสิทธิ์ที่ดิน และโฉนดตึกแถวสองคูหานี้ออกมาวางตรงหน้าประจักษ์

“นี่คือทุกอย่างที่พี่สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจ้ะ” รินดาพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “เงินทุกบาทที่พี่โอนมา รินไม่เคยเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายแม้แต่สตางค์เดียว รินจัดสรรเป็นเงินเก็บฉุกเฉิน ทุนการศึกษาของมะนาว และเงินหมุนเวียนในร้าน ส่วนตึกนี้ รินใช้เงินก้อนที่เหลือจากการขยายกิจการดาวน์ไว้ และชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม… ก็คือชื่อของพี่”

ประจักษ์เปิดดูสมุดบัญชีและเอกสารต่างๆ มือของเขาสั่นระริก ตัวเลขเงินฝากและมูลค่าทรัพย์สินที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า มันมากมายเกินกว่าที่กรรมกรก่อสร้างอย่างเขาจะเคยฝันถึงในชีวิต

“ริน… เธอทำได้ยังไงขนาดนี้?”

“รินทำคนเดียวไม่ได้หรอกจ้ะ ถ้าไม่มีต้นทุนที่พี่ต้องไปทนแดดทนฝน อดมื้อกินมื้ออยู่ที่ซาอุฯ” รินดากุมมือที่หยาบกร้านของเขาขึ้นมาแนบแก้ม “ตลอดเวลาที่พี่ลำบาก รินคิดเสมอว่ารินจะนั่งงอมืองอเท้ารอเงินจากพี่อย่างเดียวไม่ได้ พี่เสียสละเพื่อครอบครัวขนาดนั้น รินที่เป็นคนอยู่ข้างหลังก็ต้องสู้ให้สุดใจเหมือนกัน เพื่อวันที่พี่กลับมา พี่จะได้ไม่ต้องกลับไปลำบากอีก”

ประจักษ์ดึงกระเป๋าสะพายใบเล็กที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาออกมา เขาเปิดซิปแล้วหยิบเช็คเงินสดก้อนโต ซึ่งเป็นเงินสะสมกวดขันก้อนสุดท้ายบวกกับเงินโบนัสพิเศษจากบริษัทก่อสร้างที่ซาอุดีอาระเบีย วางลงบนโต๊ะข้างๆ โฉนดที่ดิน

“อันนี้… เป็นเงินก้อนสุดท้ายจากหยาดเหงื่อของพี่ที่นู่น” ประจักษ์สบตารินดาด้วยความรักสุดหัวใจ “พี่ตั้งใจเอามาปิดบ้าน และตั้งใจจะเอามาลงทุนเปิดร้านเล็กๆ แต่ดูเหมือนว่าเมียพี่จะสร้างอาณาจักรไว้รอพี่เรียบร้อยแล้ว เงินก้อนนี้ รินเอาไปโปะตึกนี้ให้หมดนะ เราจะได้ไม่มีหนี้สินติดตัวอีกต่อไป”

รินดามองจำนวนเงินในเช็คแล้วโผเข้ากอดสามีแน่น ทั้งสองกอดกันกลมเกลียว น้ำตาแห่งความปลื้มปีติไหลรินอาบสองแก้ม

เย็นวันนั้น ประจักษ์พาครอบครัวและป้าสายหยุดไปเลี้ยงฉลองมื้อใหญ่ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำสุพรรณบุรี เสียงหัวเราะของน้องมะนาว แววตาเปี่ยมสุขของรินดา และคำแซวเหน็บแนมอย่างเอ็นดูของป้าสายหยุด ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา

เมื่อกลับมาถึงร้าน ประจักษ์ยืนมองป้ายไฟหน้าร้านอีกครั้งในยามค่ำคืน ตัวอักษรสีส้มสว่างไสวสะท้อนแสงไฟบนท้องถนน: “ประจักษ์–รินดา ซุปเปอร์มาร์เก็ต”

เขายกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นบนฝ่ามือ รอยแผลที่ได้จากการทำงานหนักท่ามกลางเปลวแดดอันโหดร้ายในดินแดนทะเลทรายตลอดห้าปี บัดนี้ รอยแผลเหล่านั้นไม่ได้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความทุกข์ทรมานอีกต่อไป แต่มันคือเหรียญเกียรติยศแห่งความอดทนและความรักที่เขามอบให้แก่ครอบครัว

ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะไม่ใช่แรงงานไทยพลัดถิ่นที่ต้องทนคิดถึงบ้านอีกต่อไปแล้ว แต่เขาจะได้ตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า เพื่อเปิดประตูร้าน เคียงข้างภรรยาคู่ชีวิต และส่งลูกสาวตัวน้อยไปโรงเรียนด้วยมือของตัวเอง

ความลำบากห้าปีในต่างแดนได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แบบ เหลือไว้เพียงครอบครัวที่พร้อมหน้า และอนาคตที่มั่นคงบนแผ่นดินเกิดที่เขารักที่สุด.

Leave a Comment