Part 2: ความลับในเงามืดและหยดน้ำตาที่ถูกซ่อน

Part 2: ความลับในเงามืดและหยดน้ำตาที่ถูกซ่อน

บรรยากาศภายในห้องนอนเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาเดิน อาร์ตยืนตัวแข็งทื่อ ปลายนิ้วที่จับสมุดบันทึกเล่มเล็กสั่นระริก สายตาของเขาจับจ้องไปยังแม่สมศรีที่ยืนหน้าซีดเผือด ริมฝีปากของแม่สั่นจนพูดไม่ออก ความหยิ่งผยองที่เคยมีมาตลอดสามเดือนมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา

“แม่… ตอบผมมาสิครับ!” อาร์ตเค้นเสียงต่ำ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดร้าวระคนผิดหวัง “นี่แม่ทำอะไรกับเมียและลูกของผมลงไป? ยาอะไรที่แม่เอามารวมในน้ำดื่มให้มินทร์กินทุกวัน? แล้วแม่พาน้องนนท์ออกไปหาใครข้างนอก?!”

แม่สมศรีพยายามรวบรวมสติ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว พลางโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน “ต…ตาอาร์ต อย่าไปเชื่อมัน! นังมินทร์มันเสียสติ มันเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด มันแต่งเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายแม่ทั้งนั้น! ยาอะไร แม่ไม่เคยให้มันกิน แม่จะไปเอายามาจากไหน ส่วนเรื่องน้องนนท์… แม่ก็แค่พาหลานไปเดินเล่นรับลมหน้าหมู่บ้านเท่านั้นเอง แกจะไปเชื่อคนนอกมากกว่าแม่บังเกิดเกล้าของแกเหรอ?!”

“คนนอกเหรอครับแม่? มินทร์คือภรรยาของผม คือแม่ของลูกผม!” อาร์ตตวาดเสียงดังจนเพดานห้องแทบสะเทือน “แล้วนี่ล่ะครับ! ซุปปลาช่อนที่ผมตื่นมาเคี่ยวให้มินทร์ตั้งแต่ตีสี่ แม่เพิ่งเทมันลงถังขยะต่อหน้าต่อตาผมเมื่อกี้! นี่ก็มินทร์แต่งเรื่องเหรอครับแม่?! ข้าวเย็นชืดกับเศษผักกาดดองถ้วยนี้ มินทร์ก็เสกขึ้นมาเองงั้นเหรอ?!”

แม่สมศรีสะอึก พูดอะไรไม่ออก ดวงตาหลุกลงต่ำ หลบสายตาอันเจ็บปวดของลูกชายคนเดียว

ฉันนอนมองภาพนั้นทั้งน้ำตา ร่างกายที่ผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกพยายามพยุงตัวขึ้นพิงหัวเตียง ความเจ็บแปลบที่แผลผ่าตัดแล่นริ้วขึ้นมา แต่ความเจ็บปวดในหัวใจมันสาหัสกว่านั้นร้อยเท่า ฉันสูดหายใจลึก รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่เพื่อพูดความจริงที่ถูกฝังไว้ตลอดสามเดือน

“ไม่ใช่แค่พาเดินเล่นหรอกค่ะอาร์ต…” ฉันเอ่ยเสียงแผ่ว แต่มันกลับดังก้องในความเงียบ “สองสัปดาห์ก่อน ฉันนอนสะลึมสะลืออยู่ในห้อง ได้ยินเสียงแม่คุยโทรศัพท์กับใครบางคน แม่บอกว่า ‘เด็กคนนี้น่ารัก ผิวขาวเหมือนพ่อของเขา คุณนายต้องชอบแน่ๆ เย็นนี้ฉันจะพาไปให้ดูตัวที่บ้านในสวน’ ตอนนั้นฉันพยายามจะลุกขึ้นไปดูลูก แต่ขาฉันไม่มีแรงเลย… เพราะยาลดน้ำนมและยานอนหลับชนิดน้ำที่แม่แอบหยดใส่แก้วน้ำให้ฉันกินทุกวัน”

อาร์ตหันขวับกลับมามองฉัน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “ยา… ยานอนหลับกับยาลดน้ำนมเหรอ?!”

“ใช่ค่ะ…” ฉันสะอื้นจนตัวโยน ชี้มือไปที่ตู้เก็บของใต้โต๊ะเครื่องแป้ง “ขวดยาเล็กๆ ฝาสีชา มันยังซ่อนอยู่หลังกระปุกแป้งของแม่ในตู้ ลองไปค้นดูสิคะ แม่จะเอามันผสมน้ำให้ฉันดื่มหลังอาหารเช้าทุกวัน ฉันถึงได้เวียนหัว ไม่มีแรง และหลับลึกจนไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตื่นขึ้นมาอีกทีน้ำนมก็เริ่มแห้งลงเรื่อยๆ จนฉันไม่สามารถให้นมน้องนนท์ได้เอง และต้องยอมให้แม่ชงนมผงให้ลูกแทน”

เมื่อได้ยินดังนั้น อาร์ตไม่รอช้า เขาสาวเท้าตรงดิ่งไปยังโต๊ะเครื่องแป้งและกระชากลิ้นชักเปิดออกอย่างแรง ข้าวของตกกระจายเกลื่อนพื้น และในที่สุด ปลายนิ้วของเขาก็ควานไปเจอกล่องยาต้องสงสัยสองขวดตามที่ฉันบอก ฉลากยาที่เขียนด้วยลายมือระบุชัดเจนว่าเป็นยานอนหลับชนิดรุนแรงและยาควบคุมฮอร์โมนที่สั่งจ่ายเฉพาะทาง

“แม่…” อาร์ตกำขวดยาไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อล้นเบ้าตา “ทำไมแม่ถึงทำแบบนี้? มินทร์ไปทำอะไรให้แม่นักหนา? เขาเป็นคนที่ผมรัก เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดในห้องผ่าตัดเพื่อคลอดหลานให้แม่นะ!”

“ก็เพราะมันไม่คู่ควรกับแกไงล่ะ!” แม่สมศรีระเบิดอารมณ์ออกมาในที่สุด เมื่อเห็นว่าไม่มีทางแก้ตัวได้อีกแล้ว แววตาของหญิงชราแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังอย่างเปิดเผย “มันเป็นแค่เด็กกำพร้าจนๆ ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมาสักชิ้น! แกควรจะได้แต่งงานกับหนูแพรว ลูกสาวเจ้าของโรงสีโน่น! ถ้าแกแต่งกับหนูแพรว ครอบครัวเราคงสบายไปทั้งชาติแล้ว ไม่ต้องมาจมปลักทำงานงกๆ แบบนี้!”

แม่สมศรีชี้หน้าฉันด้วยความเคียดแค้น “ฉันทนเห็นมันเสวยสุขในบ้านหลังนี้ไม่ได้! และที่ฉันพาน้องนนท์ไปบ้านคุณนายแพรว ก็เพราะคุณนายแพรวเขายังรักแกอยู่ เขายังไม่มีลูก เขาบอกว่าถ้าฉันยอมเอาเด็กไปให้เขาช่วยเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม และให้แกหย่ากับนังมินทร์แล้วไปแต่งงานกับเขา เขาจะยกที่ดินริมแม่น้ำสิบไร่ให้เป็นของขวัญแต่งงาน! แกเข้าใจไหมตาอาร์ต ฉันทำทุกอย่างก็เพื่ออนาคตของแก เพื่อวงศ์ตระกูลของเรา!”

คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของแม่แท้ๆ ทำให้อาร์ตทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง เขากุมขมับ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความช็อกและรังเกียจในสิ่งที่ได้ยิน แม่ที่เขาเคารพรักมาตลอดชีวิต แม่ที่เขาวางใจให้ดูแลดวงใจทั้งสองดวง กลับกลายเป็นคนที่วางแผนทำลายชีวิตครอบครัวของเขาอย่างเลือดเย็น เพียงเพื่อแลกกับเงินทองและที่ดิน

“แม่ไม่ได้ทำเพื่อผมหรอกครับ…” อาร์ตพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา “แม่ทำเพื่อความโลภและความเห็นแก่ตัวของแม่เองต่างหาก แม่ขายได้แม้กระทั่งหลานแท้ๆ ในไส้ แม่ทำร้ายผู้หญิงบริสุทธิ์ที่ยอมเจ็บเจียนตายเพื่อคลอดลูกให้ผม… แม่ยังมีความเป็นคนอยู่ไหมครับ?”

“ตาอาร์ต! นี่แกกล้าด่าแม่เพราะนังกาฝากนี่เหรอ?!” แม่สมศรีแผดเสียงลั่น

“หยุดเรียกมินทร์ว่านังกาฝากเดี๋ยวนี้!” อาร์ตลุกขึ้นยืนประจันหน้า สูงตระหง่านเหนือแม่ของเขา แววตาอบอุ่นใจดีที่เคยมีบัดนี้เปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดที่ไม่มีใครสั่นคลอนได้ “ออกไปจากห้องนี้ครับแม่… ออกไปก่อนที่ผมจะทนไม่ไหว แล้วโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้!”

แม่สมศรีกัดฟันแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น เธอสะบัดหน้าแล้วเดินกระทืบเท้าออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงปิดประตูดังสนั่น

ทันทีที่ประตูปิดลง อาร์ตก็เดินตรงเข้ามาคุกเข่าลงข้างเตียงของฉัน เขาดึงมืออันผอมแห้งและเย็นเฉียบของฉันไปแนบกับแก้มของเขา ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ

“มินทร์… พี่ขอโทษ พี่ขอโทษที่ตาบอด พี่ขอโทษที่ทิ้งให้มินทร์ต้องเผชิญกับนรกนี้คนเดียว…” น้ำตาอุ่นๆ ของเขาหยดลงบนหลังมือของฉัน “พี่ยกโทษให้ตัวเองไม่ได้เลยมินทร์… พี่สัญญา ต่อแต่นี้ไป พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายมินทร์กับลูกอีก แม้กระทั่งคนๆ นั้นจะเป็นแม่ของพี่ก็ตาม”

ฉันยื่นมืออีกข้างไปลูบศีรษะของเขาเบาๆ ความเจ็บปวดที่อัดอั้นมานานสามเดือนพังทลายลงกลายเป็นหยดน้ำตาแห่งความโล่งอก อย่างน้อยที่สุด ในวันที่มืดมนที่สุดในชีวิต สามีของฉันก็ไม่ได้หันหลังให้ฉัน แต่เรื่องราวยังไม่จบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้ เมื่อแม่สมศรียังคงยืนกรานว่าจะไม่ยอมแพ้ และนั่นนำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาล

Leave a Comment