ตอนที่ 3 (ตอนจบ)

ตอนที่ 3 (ตอนจบ)

เวลาผ่านไปเพียงสองสัปดาห์ ร่างกายของฉันฟื้นตัวเร็วกว่าที่แพทย์คาดไว้มาก ฉันสามารถพยุงตัวลุกเดินด้วยไม้เท้าช่วยพยุง และย้ายกลับมาพักฟื้นที่เพนต์เฮาส์ส่วนตัวสุดหรูย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ฉันซื้อไว้ด้วยชื่อของตัวเอง และไม่เคยอนุญาตให้ใครในครอบครัวรู้สถานที่ตั้งหรือเหยียบย่างเข้ามาแม้แต่ครั้งเดียว ที่นี่มีระบบรักษาความปลอดภัยชั้นเลิศ พร้อมทั้งพยาบาลพิเศษคอยดูแลตลอดเวลา

ในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งจิบชาร้อนมองวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ผ่านกระจกบานใหญ่ ทนายความส่วนตัวของฉัน คุณวรเวช ก็เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสรุปความคืบหน้า

“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการทางกฎหมายครับคุณรินลดา” คุณวรเวชกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม “บริษัทของพ่อคุณไม่สามารถหาเงินสดมาหมุนเวียนได้ทันหลังจากที่คุณถอนการค้ำประกัน ทางธนาคารได้ระงับวงเงินเบิกเกินบัญชีทั้งหมดแล้ว และเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด ทางเราได้ยื่นฟ้องเพื่อบังคับหลักประกันและเตรียมเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย”

ฉันพยักหน้ารับอย่างสงบ “แล้วเรื่องบ้านที่ราชพฤกษ์ล่ะคะ?”

“ครบกำหนดสามสิบวันตามหนังสือบอกเลิกสัญญาในวันพรุ่งนี้ครับ ทางทีมรักษาความปลอดภัยและตัวแทนฝ่ายกฎหมายของเราจะเข้าไปดำเนินการเปลี่ยนระบบล็อกทั้งหมด หากพวกเขายังปฏิเสธที่จะย้ายออก เราจะแจ้งข้อหาบุกรุกทันที”

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น เสียงโทรศัพท์สายด่วนของฉันดังขึ้น เป็นสายจากแผนกต้อนรับด้านล่างของอาคารเพนต์เฮาส์ พนักงานแจ้งว่ามีผู้สูงอายุสองคนและหญิงสาวหนึ่งคนมายืนส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่ที่ล็อบบี้ อ้างว่าเป็นพ่อแม่และพี่สาวของฉัน ต้องการจะขึ้นมาพบให้ได้ ฉันสั่งให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยควบคุมตัวพวกเขาไว้ที่ห้องรับรองแขกด้านล่าง และบอกว่าฉันจะลงไปพบด้วยตัวเอง

ฉันสวมชุดเดรสเรียบหรู ค่อยๆ ก้าวเดินโดยใช้ไม้เท้าช่วยพยุงลงมาที่ชั้นล่าง ลิฟต์ส่วนตัวเปิดออกสู่ห้องรับรอง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือครอบครัวที่เคยหยิ่งผยองและใช้ชีวิตดั่งเจ้าขุนมูลนาย บัดนี้พวกเขามีสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากคนที่สิ้นหวัง พ่อดูแก่ชราลงไปนับสิบปี เส้นผมขาวโพลนและไหล่ที่เคยผึ่งผายกลับห่อเหี่ยว แม่มีรอยคล้ำใต้ตาอย่างเห็นได้ชัดและเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูยับเยิน ส่วนพิมพ์ชนกไม่มีคราบของสาวสังคมผู้หรูหราอีกต่อไป ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอางราคาแพงและดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก

ทันทีที่เห็นฉันเดินเข้ามา แม่ก็ถลาเข้ามาทรุดตัวลงคุกเข่าแทบเท้าของฉัน น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม

“รินลดา… ลูกรัก ยกโทษให้แม่เถอะนะลูก!” แม่สะอึกสะอื้น สองมือพยายามจะเอื้อมมาจับชายกระโปรงของฉัน “แม่รู้แล้วว่าแม่ผิด แม่มันตาบอดที่มองไม่เห็นความดีของลูก พ่อกับแม่กำลังจะไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้วลูก ข้าวของในบ้านโดนยึดหมด บริษัทของพ่อก็จะถูกปิด อย่าทำกับพวกเราแบบนี้เลยนะลูกนะ เลือดข้นกว่าน้ำไม่ใช่เหรอ…”

ฉันยืนนิ่ง ก้มมองผู้หญิงที่ให้กำเนิดฉันด้วยแววตาที่ว่างเปล่า “เลือดข้นกว่าน้ำเหรอคะแม่? คำนี้หายไปไหนในวันที่หนูนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดลำพัง? คำนี้หายไปไหนตอนที่พี่พิมพ์ส่งข้อความมาหัวเราะเยาะว่าพวกคุณทิ้งหนูเพื่อไปกินเค้กวันเกิด?”

พ่อที่ยืนอยู่ด้านหลังค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกมือกุมขมับด้วยความอับอายและสำนึกผิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ริน… พ่อขอโทษ พ่อมันเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้ พ่อหลงระเริงไปกับเงินทองที่ลูกหามาให้จนลืมไปว่าลูกต้องเหนื่อยยากขนาดไหน อย่าฟ้องล้มละลายพ่อเลยนะ ถือว่าเห็นแก่หน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้ายเถอะ”

“หน้าตาของคุณพ่อ คุณพ่อทำลายมันด้วยตัวคุณพ่อเองค่ะ” ฉันหันไปสบตากับพ่อตรงๆ “ตลอดสิบปีที่ผ่านมา หนูหาเงินมาอุดรอยรั่วให้ธุรกิจที่ไร้ประสิทธิภาพของพ่อไปไม่ต่ำกว่าห้าสิบแปดล้านบาท แต่สิ่งที่หนูได้รับตอบแทนคือคำด่าทอหาว่าหนูอวดดีเมื่อไหร่ก็ตามที่หนูปฏิเสธจะให้เงินเพิ่ม”

จากนั้นฉันหันไปมองพิมพ์ชนกที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นอยู่ข้างๆ “ส่วนพี่พิมพ์… พี่ใช้ชีวิตอยู่บนความสบายโดยเหยียบย่ำความรู้สึกของฉันมาทั้งชีวิต พี่คิดว่าพี่เหนือกว่าฉันเสมอเพียงเพราะพ่อกับแม่รักพี่มากกว่า แต่พี่ลืมไปอย่างหนึ่ง ความรักที่ไร้แก่นสารของพ่อแม่ไม่ได้ช่วยจ่ายค่าเช่าบ้าน ไม่ได้ช่วยผ่อนรถสปอร์ต และไม่ได้ช่วยซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้พี่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว สิ่งที่สร้างตัวตนจอมปลอมของพี่ขึ้นมา… มันคือเงินของฉันล้วนๆ”

พิมพ์ชนกปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น “ริน… พี่ขอโทษ พี่อิจฉาเธอ พี่กลัวว่าพ่อแม่จะรักเธอมากกว่าเพราะเธอหาเงินเก่ง พี่ถึงได้ทำตัวงี่เง่าแบบนั้น ได้โปรดเถอะนะริน อย่าเอาบ้านไปเลยนะ เพื่อนๆ รู้เรื่องหมดแล้ว พี่ไม่เหลือใครแล้วจริงๆ…”

“การเรียนรู้ที่จะยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง เป็นบทเรียนแรกที่พี่ควรจะเรียนรู้ตั้งแต่อายุยี่สิบ ไม่ใช่รอจนอายุสามสิบห้าแบบนี้” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและปราศจากความลังเล “ฉันจะยุติการฟ้องร้องคดีอาญาเรื่องการบุกรุก แต่พวกคุณทุกคนต้องย้ายออกจากบ้านราชพฤกษ์ภายในเที่ยงวันพรุ่งนี้ ฉันจะมอบเงินสดให้พ่อกับแม่คนละสองแสนบาท เพื่อไปหาเช่าอพาร์ตเมนต์เล็กๆ อยู่ชานเมือง และนั่นจะเป็นเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตที่พวกคุณจะได้รับจากฉัน”

“แล้วพิมพ์ล่ะลูก? พิมพ์จะไปอยู่ที่ไหน?!” แม่ร้องถามด้วยความตกใจ

“พี่พิมพ์มีมือ มีเท้า มีการศึกษา ถ้าไม่อยากอดตาย ก็จงไปหางานทำเหมือนคนปกติทั่วไปค่ะ” ฉันตอบอย่างไม่ไยดี “นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันขอตัดขาดความสัมพันธ์ในฐานะครอบครัวกับพวกคุณทุกคน หากมีการติดต่อ มารบกวน หรือสร้างความรำคาญไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ฉันจะสั่งให้ทีมทนายดำเนินคดีแพ่งเรียกคืนทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ทันที”

ฉันหมุนตัวกลับ ไม่แม้แต่จะหันไปมองเสียงร้องไห้อ้อนวอนที่ดังระงมอยู่เบื้องหลัง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินเข้ามากันพวกเขาทั้งสามคนออกจากพื้นที่อาคารอย่างรวดเร็ว

เมื่อประตูกระจกล็อบบี้ปิดลง ความเงียบสงบก็กลับคืนมาสู่ชีวิตของฉันอีกครั้ง ฉันก้าวเดินกลับขึ้นมายังเพนต์เฮาส์อย่างช้าๆ แต่ละย่างก้าวมีความมั่นคงและเบาสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ได้เพียงแค่รักษาอาการทางกายภาพให้หายดี แต่มันได้ผ่าตัดเอาเนื้อร้ายทางอารมณ์และภาระอันหนักอึ้งที่ฉันแบกไว้มาทั้งชีวิตออกไปจนหมดสิ้น

ในที่สุด ฉันก็ได้ยืนหยัดอยู่บนเส้นทางชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง ด้วยศักดิ์ศรี ความเข้มแข็ง และอิสรภาพที่ไม่มีใครสามารถพรากไปจากฉันได้อีกต่อไป

Leave a Comment