ในวันแต่งงาน ว่าที่เจ้าบ่าวบีบให้ฉันกราบขอโทษเพื่อนสนิทผู้หญิงของเขา ไม่อย่างนั้นจะยกเลิกงานแต่ง—แต่พอฉันตกลงยกเลิกอย่างง่ายดาย เขากลับไม่รู้เลยว่า ทำไมฉันถึงยังต้องการใช้โบสถ์ตอนเที่ยงตรง

ตอนที่ 2 (Part 2)

ลมหายใจของฉันสะดุดกึก ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ คำพูดของลุงสนิทดังก้องอยู่ในโสตประสาทซ้ำไปซ้ำมา ‘คนที่เดินทางมาถึงเมื่อเช้าตรู่’ และ ‘เหตุผลที่คุณแม่เลือกวันนี้’

“ใครมางั้นเหรอลุง? แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” ภวินท์ขึ้นเสียงแทรกขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด เขาก้าวเข้ามายืนขวางระหว่างฉันกับลุงสนิท ใบหน้าที่เคยดูดีบัดนี้เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงระคนโกรธจัด “รินทร์! พูดมาเดี๋ยวนี้ว่าเธอปิดบังอะไรพี่ไว้? กล่องนี่คืออะไร แล้วไอ้ผู้ชายคนที่ลุงพูดถึงมันเป็นใคร ชู้รักของเธอใช่ไหม? ถึงว่าล่ะ ทำไมถึงยอมยกเลิกงานแต่งง่ายดายขนาดนี้!”

ปรางทิพย์ที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังรีบขยับเข้ามาเกาะแขนภวินท์พลางทำสีหน้าตื่นตระหนก “พี่วินคะ… ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ปรางว่าพี่รินอาจจะมีเหตุผลจำเป็นจริงๆ ก็ได้ ถึงแม้… ถึงแม้ว่าการนัดผู้ชายคนอื่นมาในวันแต่งงานของตัวเองมันจะดูไม่ให้เกียรติพี่วินเลยก็ตาม”

คำพูดเสแสร้งแกล้งหวังดีแต่ซ่อนคมมีดไว้ของปรางทิพย์ไม่ได้กระทบความรู้สึกของฉันอีกต่อไป ฉันไม่แม้แต่จะมองหน้าหล่อน สายตาของฉันจับจ้องอยู่เพียงกล่องไม้สักในมือ ลวดลายสลักรูปดอกมะลิและลายมืออันคุ้นเคยของแม่ทำให้ขอบตาของฉันร้อนผ่าว ความทรงจำเมื่อสิบสี่ปีที่แล้วผุดขึ้นมาราวกับคลื่นซัดสาด

แม่ของฉัน—พิมพ์ผกา เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายในตอนที่ฉันอายุได้เพียงสิบหกปี ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะดับลง แม่กุมมือฉันไว้แน่นในห้องผู้ป่วย พร้อมกับสั่งเสียด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า เมื่อใดที่ฉันอายุครบสามสิบปี ในวันที่ 17 กันยายน ให้ฉันสวมชุดเจ้าสาวแบบเรียบง่ายที่แม่วาดแบบไว้ให้ในสมุดบันทึก แล้วเดินทางมาที่โบสถ์ริมแม่น้ำแห่งนี้เพียงลำพังตอนเที่ยงตรง เพื่อรับความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดและมรดกชิ้นสุดท้าย

ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นชุดเจ้าสาว และทำไมต้องเป็นวันนี้ แต่ฉันก็ยึดมั่นในคำสัญญามาโดยตลอด เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ภวินท์ขอแต่งงาน ฉันจึงขอร้องให้เขากำหนดวันแต่งงานเป็นวันที่ 17 กันยายน และขอใช้โบสถ์แห่งนี้ ฉันยอมทนเป็นฝ่ายตามใจเขาทุกอย่าง ยอมทนให้เขาพาปรางทิพย์เข้ามามีบทบาทในชีวิตคู่ ยอมกลืนความเจ็บช้ำนับครั้งไม่ถ้วน เพียงเพื่อรักษางานแต่งงานนี้ไว้ให้ถึงกำหนดเวลาของแม่

ทว่าวันนี้ ฉันตาสว่างแล้ว ความรักเจ็ดปีที่ฉันทุ่มเทให้ผู้ชายตรงหน้า มันไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองและคำสัญญาของแม่

“พี่วิน หลีกไปค่ะ” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชาจนคนฟังถึงกับชะงัก

“พี่ไม่หลีก! เธอต้องตอบคำถามพี่มาก่อน!” ภวินท์กระชากข้อมือฉันอย่างแรงจนกล่องไม้เกือบหลุดมือ “คิดว่าพี่เป็นตัวตลกเหรอ? ตระกูลอัครเดชากุลเสียเงินจัดงาน เสียหน้ายกเลิกงานแต่งเพราะอารมณ์บ้าๆ ของเธอ แล้วเธอยังจะกล้าไปหาผู้ชายอื่นในโบสถ์นี้อีกเหรอ!”

“ปล่อยคุณหนูรินเดี๋ยวนี้นะครับคุณ!” ลุงสนิทพยายามเข้ามาห้าม แต่ภวินท์กลับผลักชายชราจนเซถลา

ความอดทนของฉันขาดสะบั้นลงในวินาทีนั้น ฉันสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตคนรักด้วยแววตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“ตระกูลอัครเดชากุลเสียหน้า? แล้วเจ็ดปีที่ผ่านมาล่ะคะ?” ฉันเค้นเสียงถาม “เจ็ดปีที่รินต้องยอมก้มหัวให้เพื่อนสนิทของพี่ เจ็ดปีที่รินต้องทนดูพี่ประคบประหงมผู้หญิงคนอื่นมากกว่าคู่หมั้นตัวเอง แม้กระทั่งวันนี้… ในวันที่ควรจะเป็นวันของริน พี่กลับสั่งให้รินคุกเข่าขอโทษหล่อนเพียงเพราะช่อดอกไม้เจ้าสาว! พี่เคยให้เกียรติรินบ้างไหมภวินท์?!”

ภวินท์อึกอัก สีหน้าซีดเผือดลงเมื่อเห็นประกายไฟในแววตาของฉัน

“ส่วนเรื่องผู้ชายคนนั้น… รินไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้คนนอกอย่างพี่ฟังอีกต่อไป เพราะเราสองคนไม่ได้เกี่ยวข้องกันแล้ว งานแต่งยกเลิกไปแล้วตามที่พี่ต้องการ เชิญพี่กับคุณปรางทิพย์กลับไปเสวยสุขกับความถูกต้องจอมปลอมของพวกพี่เถอะค่ะ”

พูดจบ ฉันก็หันหลังให้พวกเขาทันที ประคองกล่องไม้ไว้แนบอก แล้วเดินตรงไปยังประตูไม้บานใหญ่ของห้องโถงโบสถ์

“รินทร์! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงภวินท์ตะโกนไล่หลังมา พร้อมกับเสียงฝีเท้าของเขากับปรางทิพย์ที่วิ่งตามมาติดๆ พวกเขาไม่ยอมปล่อยฉันไปง่ายๆ แน่นอน ความเย่อหยิ่งของภวินท์ทำให้เขายอมรับไม่ได้ที่ถูกฉันตัดขาดอย่างไม่ไยดี

ลุงสนิทวิ่งนำหน้าไปผลักบานประตูโบสถ์ขนาดใหญ่ให้เปิดอ้าออก แสงแดดจัดจ้าของเวลาใกล้เที่ยงสาดส่องเข้ามาภายในโถงมหาวิหาร เสาหินอ่อนทอดยาวไปสู่แท่นพิธีด้านหน้า บรรยากาศเงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์ เสียงนาฬิกาโบราณบนหอคอยโบสถ์เริ่มส่งเสียงครืดคราง เตรียมจะตีบอกเวลาสิบสองนาฬิกา

และตรงหน้าแท่นพิธีนั้นเอง… ชายคนหนึ่งกำลังยืนรออยู่

เขาเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่ง สง่างามในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม แม้ผมตรงขมับจะเริ่มมีสีดอกเลา แต่ใบหน้าคมคายกลับดูทรงอำนาจและเปี่ยมไปด้วยความสุขุม สายตาคู่นั้นทอดมองตรงมาที่ฉัน และทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของฉันชัดเจน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก

“พิมพ์…” ชายแปลกหน้าพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับเห็นภาพซ้อนของใครบางคนในอดีต

ภวินท์ที่วิ่งตามเข้ามาถึงกับชะงักฝีเท้า สายตาของเขามองไปยังชายวัยกลางคนผู้นั้น ก่อนที่ดวงตาของภวินท์จะเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างถึงที่สุด ตัวของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้

“ท่าน… ท่านเจ้าสัวธนาธิป?!” ภวินท์อุทานออกมาเสียงหลง ขาแทบหมดแรงล้มพับลงกับพื้น

ปรางทิพย์หน้าถอดสี หลุดปากถามด้วยความตื่นตระหนก “พี่วิน… ใครเหรอคะ? เจ้าสัวธนาธิปคือใคร?”

“ประธานใหญ่กลุ่มบริษัทภักดีเทวา…” ภวินท์ตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ… บริษัทที่ครอบครัวของพี่กำลังกราบกรานขอร่วมทุนด้วยแทบเป็นแทบตาย…”

ฉันไม่สนใจท่าทีหวาดกลัวของภวินท์แม้แต่น้อย สองเท้าของฉันก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ มุ่งตรงไปหาชายผู้มีนามว่าธนาธิป นาฬิกาบนหอคอยโบสถ์เริ่มตีบอกเวลา…

เก๊ง… เก๊ง… เก๊ง…

เที่ยงตรงพอดี

ชายวัยกลางคนก้าวลงมาจากแท่นพิธี เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน สายตาของเขาจับจ้องมองชุดเจ้าสาวที่ฉันสวมใส่ ก่อนจะเลื่อนลงมามองกล่องไม้ในมือ น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นได้

“รินทร์ใช่ไหมลูก…” เสียงของเขาสั่นเครือ เต็มไปด้วยความโหยหาและความเจ็บปวดที่ถูกกักขังมานานนับทศวรรษ “พ่อขอโทษ… พ่อขอโทษที่ปล่อยให้ลูกกับแม่ต้องเผชิญโลกอย่างโดดเดี่ยวมานานขนาดนี้”

Leave a Comment