ตอนที่ 3 (Part 3) – จบ
คำว่า ‘พ่อ’ จากปากของชายผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงโบสถ์อันเงียบสงบ ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
ภวินท์อ้าปากค้าง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ส่วนปรางทิพย์ทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด หล่อนมองฉันสลับกับเจ้าสัวธนาธิปด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
“พ่อ… งั้นเหรอคะ?” ฉันถามออกไป เสียงของฉันแผ่วเบาราวกับกระซิบ หัวใจเต้นระทึกจนเจ็บหน้าอก
เจ้าสัวธนาธิปพยักหน้าช้าๆ มือที่สั่นเทาของเขายื่นมาแตะที่ฝากล่องไม้สักในมือฉัน “เปิดกล่องเถอะลูก ความจริงทั้งหมดอยู่ในนั้น… กุญแจดอกนี้ แม่ของลูกฝากไว้กับพ่อในวันที่เราจำใจต้องพรากจากกัน”
ท่านหยิบสร้อยคอเส้นหนึ่งออกมาจากใต้คอเสื้อ ที่ปลายสร้อยมีลูกกุญแจทองเหลืองขนาดเล็กห้อยอยู่ ท่านปลดมันออกแล้วส่งให้ฉัน ฉันรับกุญแจดอกนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา เสียบมันลงในรูกุญแจโบราณของกล่องไม้ แล้วบิดเบาๆ
คลิก!
ฝากล่องเปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน… มีจดหมายลายมือแม่ที่เขียนบนกระดาษสีเหลืองนวล ภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าๆ ใบหนึ่ง และเอกสารทางกฎหมายปึกใหญ่
ฉันหยิบภาพถ่ายขึ้นมาดูเป็นสิ่งแรก มันคือภาพของแม่ในวัยสาว สวมชุดเจ้าสาวแบบเดียวกับที่ฉันกำลังสวมใส่ยืนเคียงข้างกับชายหนุ่มใบหน้าคมคาย ซึ่งก็คือคุณธนาธิปในอดีต ทั้งสองคนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่หน้าโบสถ์แห่งนี้
ฉันคลี่จดหมายของแม่ออกอ่าน น้ำตาร่วงเผาะลงบนหน้ากระดาษ:
‘ถึง รินทร์… แก้วตาดวงใจของแม่
หากลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แปลว่าลูกได้สวมชุดที่แม่เคยสวม และยืนอยู่ในที่ที่ความรักบริสุทธิ์ที่สุดของแม่เคยเกิดขึ้นเมื่อสามสิบปีก่อน ในวันที่ลูกอายุครบสามสิบปี สัญญาที่แม่เคยให้ไว้กับตระกูลภักดีเทวาจะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
ในอดีต ตระกูลของพ่อลูกเป็นตระกูลใหญ่ที่ไม่ยอมรับหญิงสาวธรรมดาอย่างแม่ พวกเขาบีบบังคับให้เราแยกทางกัน ขู่ว่าจะทำลายชีวิตและอนาคตของแม่ พ่อของลูกยอมสละทุกอย่างเพื่อจะหนีตามแม่มา แต่แม่รู้ดีว่าเขาไม่อาจทิ้งภาระและวงศ์ตระกูลได้ แม่จึงเลือกที่จะเดินจากมาเงียบๆ พร้อมกับตั้งครรภ์ลูก… โดยทำสัญญากับคุณย่าของลูกไว้ว่า จะไม่เปิดเผยตัวตนจนกว่าลูกจะอายุครบสามสิบปี เพื่อป้องกันไม่ให้ทายาทคนอื่นในตระกูลตามรังควานหรือทำร้ายลูกในวัยเด็ก
แม่เลือกวันที่ 17 กันยายน เวลาเที่ยงตรง เพราะมันคือวันและเวลาที่พ่อกับแม่เคยสาบานรักกันที่โบสถ์แห่งนี้ และแม่เชื่อว่า หากลูกได้พบกับคนที่รักลูกจริงในวันนี้ เขาจะได้เป็นสักขีพยานในการกลับคืนสู่ครอบครัวที่แท้จริงของลูก… แต่หากลูกต้องยืนอยู่เพียงลำพัง ก็ขอให้ลูกรู้ไว้ว่า เลือดของแม่และพ่อที่ไหลเวียนอยู่ในตัวลูก จะทำให้ลูกเข้มแข็งพอที่จะยืนหยัดได้อย่างสง่างามโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร’
ใต้จดหมายฉบับนั้น คือพินัยกรรมและหนังสือรับรองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายที่ถูกจัดทำขึ้นล่วงหน้า ระบุว่า นรินทร์ วรโชติเมธี คือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของเจ้าสัวธนาธิป ภักดีเทวา ผู้มีสิทธิ์ครอบครองหุ้นร้อยละห้าสิบเอ็ดของเครือภักดีเทวากรุ๊ปแต่เพียงผู้เดียว
ฉันเงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้า ม่านน้ำตาบดบังทัศนวิสัย “คุณแม่… ไม่เคยโกรธคุณพ่อเลยค่ะ แม่บอกเสมอว่าพ่อรักรินทร์มาก และสักวันหนึ่งพ่อจะมารับรินทร์”
เจ้าสัวธนาธิปดึงร่างของฉันเข้าไปกอดแนบอกอย่างทะนุถนอม อ้อมกอดของพ่อที่อบอุ่นและมั่นคง อ้อมกอดที่ฉันโหยหามาตลอดสามสิบปีเต็ม “พ่อตามหาพิมพ์กับลูกมาตลอดสิบสี่ปีหลังจากที่คุณย่าเสียชีวิต… จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ลุงสนิทติดต่อไปบอกพ่อเรื่องสัญญานี้ พ่อถึงได้รู้ว่าลูกสาวของพ่ออยู่ที่นี่”
ในขณะที่พ่อลูกกำลังปรับความเข้าใจกัน ภวินท์ที่ยืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกตะลึงก็ค่อยๆ คลานเข่าเข้ามาหาฉัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและละโมบอย่างเห็นได้ชัด
“ริน… รินทร์จ๊ะ!” ภวินท์ละล่ำละลัก เรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “พี่… พี่ขอโทษ! เมื่อกี้พี่แค่ใช้อารมณ์ชั่ววูบ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะยกเลิกงานแต่งจริงๆ นะริน เรารักกันมาตั้งเจ็ดปีนะลูก… เราแต่งงานกันเถอะนะ บาทหลวงยังอยู่แถวนี้ แขกก็ยังกลับไปไม่หมด เราเริ่มพิธีกันใหม่เดี๋ยวนี้เลย!”
เขายื่นมืออันสั่นเทาจะมาจับชายกระโปรงของฉัน แต่ยังไม่ทันที่มือของเขาจะสัมผัสถูกผ้า เจ้าสัวธนาธิปก็ก้าวเข้ามายืนขวางไว้ สายตาของมหาเศรษฐีผู้ทรงอำนาจเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมและดุดันในพริบตา
“ถอยออกไปให้ห่างจากลูกสาวของฉัน!” เจ้าสัวตวาดลั่น เสียงนั้นทรงพลังจนภวินท์สะดุ้งสุดตัว “ฉันยืนฟังพวกเธออยู่ในห้องพักด้านหลังตั้งแต่แรก… ฉันได้ยินทุกคำที่แกดูถูกลูกสาวฉัน ได้ยินความเห็นแก่ตัว ความไม่ซื่อสัตย์ และความต่ำทรามของแกกับผู้หญิงคนนั้นทั้งหมด!”
“ทะ… ท่านเจ้าสัวครับ ฟังผมก่อน…” ภวินท์พยายามจะแก้ตัว เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
“ไม่ต้องพูด!” เจ้าสัวธนาธิปตัดบทอย่างเด็ดขาด “โครงการร่วมทุนมูลค่าห้าร้อยล้านที่บริษัทอัครเดชากุลส่งเรื่องเข้ามา… ฉันขอสั่งระงับทันที และนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เครือภักดีเทวากรุ๊ปและพันธมิตรทั้งหมดจะตัดขาดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับตระกูลของแกทุกกรณี!”
คำสั่งนั้นเปรียบเสมือนคำพิพากษาประหารชีวิตทางธุรกิจของตระกูลอัครเดชากุล ภวินท์ทรุดฮวบลงกับพื้น แววตาว่างเปล่าเหมือนคนสิ้นสติ บริษัทของครอบครัวเขากำลังเผชิญวิกฤติต้องการเงินทุนก้อนนี้เพื่อพยุงกิจการ การถูกตัดขาดครั้งนี้หมายถึงความล่มจมและการล้มละลายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรางทิพย์ที่เห็นท่าไม่ดีรีบคลานเข้ามากอดขาภวินท์ ร้องไห้สะอึกสะอื้น “พี่วินคะ… ทำยังไงดีคะ ช่วยปรางด้วย บริษัทพ่อปรางก็ถือหุ้นในนั้นด้วยนะพี่วิน!”
ภวินท์หันไปมองปรางทิพย์ด้วยสายตาเคียดแค้น ชายหนุ่มสะบัดขาออกจากการเกาะกุมอย่างรุนแรงจนหล่อนล้มกลิ้ง “เพราะเธอคนเดียว! นังตัวซวย! ถ้าเธอไม่หาเรื่องรินทร์ ฉันคงได้เป็นลูกเขยของท่านเจ้าสัวไปแล้ว!”
ทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากด่าทอและโทษกันไปมาต่อหน้าแท่นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ หน้ากากของความรักจอมปลอมและมิตรภาพที่เคยอ้างว่าบริสุทธิ์ฉีกขาดออกจนเห็นเนื้อแท้ที่แสนอัปลักษณ์
ฉันมองดูภาพความพินาศของพวกเขาสองคนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีความแค้น ไม่มีความสะใจ มีเพียงความโล่งใจที่ชีวิตของฉันหลุดพ้นจากหลุมพรางอันดำมืดนี้มาได้ทันเวลา
ฉันหันหลังให้พวกเขาทั้งสองคนอย่างสิ้นเชิง ไม่คิดจะเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวไปมองคนที่ไม่คู่ควรอีกต่อไป
“เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ… คุณพ่อ” ฉันส่งยิ้มบางๆ ให้ชายผู้เป็นพ่อ
เจ้าสัวธนาธิปยิ้มรับด้วยความอบอุ่น ดวงตาเอ่อล้นด้วยความภาคภูมิใจ ท่านเอื้อมมือมาประคองแขนฉันไว้พาเดินเคียงข้างกัน “ไปลูก… กลับบ้านของเรา ที่ที่รอคอยลูกสาวคนเดียวของพ่อมาตลอดสามสิบปี”
เราสองคนพ่อลูกก้าวเดินเคียงคู่กันออกจากโบสถ์ แสงแดดอันอบอุ่นยามบ่ายสาดส่องลงมายังทางเดินเบื้องหน้า ลมหายใจของฉันโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน งานแต่งงานที่ถูกยกเลิกไปในวันนี้ ไม่ใช่จุดจบของชีวิต… แต่มันคือการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง พร้อมกับศักดิ์ศรีและความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันถูกพรากไปได้อีกตลอดกาล.