เพราะเขา ฉันถึงยอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเป็นตำรวจ เพราะเขา ฉันถึงทนต่อบาดแผล ความเสี่ยง และค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่แทบไม่ได้กลับบ้านแบบมีลมหายใจ
แต่ในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปราย ภาพที่เห็นเขากางร่มให้ผู้หญิงอีกคนกลับทำให้ฉันตาสว่าง
ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ แต่เป็นเพราะผู้หญิงที่เขาอยากทะนุถนอม…ไม่เคยเป็นฉันเลยต่างหาก
เวลาตีหนึ่งครึ่ง ฉันเดินกอดแฟ้มคดีหนาเตอะสามเล่มออกมาจากห้องเก็บหลักฐาน กองบังคับการปราบปราม ไหล่ซ้ายของเครื่องแบบเปียกชื้น ไอร้อนชื้นปนหนาวเหน็บของละอองฝนยามดึกในกรุงเทพฯ ซึมลึกผ่านเนื้อผ้า
เมื่อก้าวมาถึงสุดทางเดินกระจก สายตาก็พลันหยุดชะงัก
ด้านนอกประตูหน้าอาคาร พันตำรวจโท ภีมเดช ยืนถือร่มคันใหญ่สีดำ
ข้างกายเขาคือ หมอนลิน แพทย์นิติเวชสาวที่เพิ่งย้ายมาร่วมงานกับแผนกเราได้เพียงสองเดือน
นลินกำลังพูดอะไรบางอย่างพลางคลี่ยิ้มหวาน สารวัตรภีมโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อตั้งใจฟังเธอ ก่อนที่มุมปากคมคายคู่นั้นจะยกยิ้มตาม
ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาทแบบที่เขาใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่น ละมุนตา ราวกับว่าโลกทั้งใบผ่อนคลายลงเพียงเพราะมีเธออยู่ตรงหน้า
ไหล่ขวาของเขาเปียกฝนจนชุ่มโชก แต่เขากลับเอียงร่มไปทางเธอเกือบทั้งหมด ยอมให้ตัวเองเปียกปอนดีกว่าปล่อยให้ละอองฝนแตะต้องตัวเธอแม้แต่น้อย
ฉันยกมือกุมหน้าอกที่ปวดแปลบ
แปดปี… แปดปีที่ฉันเฝ้ารอเพียงเศษเสี้ยวของรอยยิ้มแบบนั้น
ตอนอายุสิบแปด ฉันเจอเขาครั้งแรกในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติข้าราชการตำรวจดีเด่นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอนนั้นเขาอายุยี่สิบหก เป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรงอนาคตไกล ยืนสง่างามบนเวทีด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว ส่วนฉันเป็นเพียงเด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาที่ยังเคว้งคว้างกับอนาคต
คืนนั้นคืนเดียวทำให้ฉันมีเป้าหมาย
ฉันอยากเก่งเหมือนเขา… หรือพูดให้ตรงกว่านั้น ฉันอยากยืนอยู่เคียงข้างเขา
แม่โกรธแทบขาดใจตอนรู้ว่าฉันจะเบนเข็มไปสอบเข้านายร้อยตำรวจหญิง
“ลูกเอ๊ย ผู้หญิงไปเป็นตำรวจมันลำบาก ทำไมไม่เรียนครูอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก?”
ฉันได้แต่นิ่งเงียบ กัดฟันอ่านหนังสือ ฝึกร่างกายอย่างหนักหน่วงทุกวัน โดนทุบตีล้มลุกคลุกคลานในค่ายฝึก หัวเข่าถลอก ฝ่ามือแตกเป็นแผล คืนแล้วคืนเล่าที่แอบนอนร้องไห้เพราะความเหนื่อยล้า แต่ฉันไม่เคยยอมแพ้
เมื่อเรียนจบและได้ติดยศ ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา จึงทำเรื่องขอบรรจุลงกองกำกับการสืบสวนสอบสวน หน่วยเดียวกับที่สารวัตรภีมประจำการอยู่
สามปีเต็มที่ทำงานใต้บังคับบัญชาของเขา ตื่นแต่เช้ามืด ไล่ล่าคนร้าย บุกตะลุยไปยังจุดเสี่ยงอันตรายที่แม้แต่นายตำรวจชายยังต้องคิดหนัก คดีฆาตกรรมแรกในชีวิตทำให้ฉันตกใจจนวิ่งออกมาอาเจียน แต่ก็รีบเช็ดปากแล้วกลับเข้าไปทำงานต่อ
คราวที่วิ่งไล่จับคนร้ายมีอาวุธปืนจนแขนขวาโดนเศษแก้วบาดลึก เย็บไปสิบสี่เข็ม สารวัตรภีมแวะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลตำรวจ
เขายืนอยู่แค่ตรงกรอบประตูห้อง
“เป็นยังไงบ้าง”
ฉันยิ้มกว้างทั้งที่ปวดระบม “สบายมากค่ะสารวัตร แผลแค่นิดเดียว”
เขาพยักหน้ารับ “ดีแล้ว พักผ่อนให้หายไวๆ”
แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ แต่ความห่วงใยอันน้อยนิดนั้นกลับทำให้ฉันนอนยิ้มคนเดียวได้ทั้งคืน
ฉันเป็นคนเดียวที่คอยชงกาแฟร้อนวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขาทุกเช้า
เป็นคนช่วยจัดเรียงสำนวนคดีเก่าๆ ยามเขาต้องอยู่เวรดึก
แอบสั่งข้าวกล่องมาวางให้เวลาเห็นเขาทำงานจนลืมกิน
และเป็นคนแรกที่ยกมืออาสาเสมอเมื่อมีภารกิจเสี่ยงตาย
คนทั้งกองกำกับการรู้ดีว่าฉันคิดอย่างไรกับเขา ดาบชัย ตำรวจรุ่นพี่ประจำแผนกเคยเอ่ยแซวตรงๆ
“หมวดริสา อยู่มาสามปีแล้วนะ ยังไม่ถอดใจจากสารวัตรอีกเหรอ?”
ฉันทำได้เพียงยิ้มเจื่อน “สักวันสารวัตรคงมองเห็นบ้างค่ะพี่ดาบ”
ทว่าภาพกลางสายฝนคืนนี้ได้ตัดสายป่านความหวังเส้นสุดท้ายลงอย่างเด็ดขาด
สารวัตรภีมไม่ได้เป็นคนไร้หัวใจ เขาเป็นห่วงคนอื่นเป็น เขายิ้มหวานเป็น และเขายอมเปียกฝนเพื่อปกป้องใครสักคนได้… แค่คนๆ นั้นไม่ใช่ฉัน
ฉันเดินกลับเข้าห้องทำงานที่เงียบสงัด เปิดลิ้นชักชั้นล่างสุด หยิบแบบฟอร์มคำร้องขอย้ายราชการที่ซุกซ่อนไว้กว่าหกเดือนออกมา
มีตำแหน่งว่างในพื้นที่ห่างไกลแถบชายแดนภาคใต้ พื้นที่สีแดง กำลังพลขาดแคลน คดีคั่งค้าง และแทบไม่มีใครอยากย้ายไป
ฉันหยิบปากกา จรดหมึกเขียนชื่อตัวเอง
ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา พงศ์พิจิตร
ระบุหน่วยงานปลายทาง: สภ. แว้ง จังหวัดนราธิวาส
ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันยื่นใบคำร้องต่อฝ่ายกำลังพลทันที นายตำรวจฝ่ายอำนวยการเรียกฉันเข้าไปคุยด้วยสีหน้ากังวล
“หมวดริสา แน่ใจแล้วเหรอ? พื้นที่ตรงนั้นมันอันตรายมากนะ รู้ใช่ไหม?”
“ทราบดีค่ะผู้การ ดิฉันมั่นใจ”
“มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าถึงอยากลงไปที่นั่น?”
ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ดิฉันอยากพิสูจน์ตัวเองในงานสืบสวนคดีความมั่นคงค่ะ”
นั่นไม่ใช่เรื่องโกหก… แต่ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
เพราะเป็นพื้นที่ขาดแคลนกำลังพล คำสั่งโยกย้ายจึงได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วเป็นกรณีพิเศษ ฉันมีเวลาเคลียร์งานและเตรียมตัวเพียงหนึ่งสัปดาห์
ตลอดสัปดาห์นั้น ฉันทำงานตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่ชงกาแฟไปวางที่โต๊ะของเขาอีกต่อไป
ไม่คอยถามไถ่ว่าเขากินข้าวแล้วหรือยัง
และไม่รอส่งเขากลับบ้านหลังเลิกเวร
มีอยู่วันหนึ่ง เขาเดินมามองโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าแล้วหันมาทัก
“หมวดริสา”
ฉันเงยหน้าขึ้น “คะ สารวัตร?”
“ช่วงนี้ไม่ได้ชงกาแฟเหรอ?”
ฉันสบตาเขานิ่ง ส่งยิ้มสุภาพตามระเบียบราชการ “ในห้องพักเวรมีกาแฟแคปซูลของส่วนกลางแล้วค่ะ สะดวกกว่า”
สารวัตรภีมจ้องหน้าฉันอยู่ครู่ใหญ่ เหมือนมีบางอย่างจะพูด แต่เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน และเช่นเคย งานต้องมาก่อนเสมอ
ในค่ำคืนสุดท้าย ฉันเก็บเอกสารและส่งมอบงานทั้งหมดลงกล่อง ลังกระดาษใบเล็กบรรจุของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
แก้วน้ำใบเก่า
สมุดบันทึก
ต้นไม้จิ๋วที่รดน้ำมาสามปี
และรูปถ่ายจากปฏิบัติการปิดล้อมจับกุมครั้งแรก ในรูปนั้นฉันยืนอยู่เยื้องด้านหลัง กำลังแอบมองแผ่นหลังของสารวัตรภีม ขณะที่สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า
ฉันยิ้มเยาะให้ตัวเองในรูป… แม้แต่ในภาพถ่าย ก็มีเพียงฉันคนเดียวที่เฝ้ามองเขา
ฉันยกต้นไม้ส่งให้ดาบชัย
“ฝากดูแลต่อนะคะพี่ดาบ”
“อ้าว จะไปไหนล่ะหมวด?”
“ฉันได้รับคำสั่งย้ายไปประจำที่ใหม่น่ะค่ะ”
ดาบชัยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “แล้ว… สารวัตรภีมรู้เรื่องหรือยัง?”
ฉันส่ายหน้าเบาๆ “เดี๋ยวสารวัตรก็คงทราบตามขั้นตอนค่ะ”
ตีห้าตรงของวันรุ่งขึ้น ฉันก้าวขึ้นรถไฟขบวนล่องใต้ออกจากสถานีกลางกรุง
ไม่มีข้อความลาส่งหาเขา
ไม่มีจดหมายทิ้งไว้
และไม่มีการสารภาพความรู้สึกใดๆ
เป็นครั้งแรกในรอบแปดปีที่ฉันไม่ต้องเอ่ยคำร่ำลากับผู้ชายที่ไม่เคยเอ่ยปากขอให้ฉันอยู่
สามชั่วโมงหลังรถไฟเคลื่อนขบวน สารวัตรภีมก้าวเข้ามาในห้องทำงาน สายตาคมสะดุดเข้ากับโต๊ะที่ว่างเปล่าไร้ร่องรอยข้าวของของฉัน
เขาเดินตรงเข้าไปถามทันที “หมวดริสาไปไหน?”
ดาบชัยเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “อ้าว ย้ายไปแล้วครับสารวัตร คำสั่งลงปลายทางสามจังหวัดชายแดนใต้ ออกเดินทางไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”
ใบหน้าของสารวัตรภีมแข็งค้าง นัยน์ตาวูบไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ตั้งแต่เมื่อไหร่… ทำไมไม่มีใครรายงานผม?”
“เรื่องส่งผ่านฝ่ายกำลังพลไปเรียบร้อยแล้วครับ พวกผมก็นึกว่าสารวัตรเซ็นรับทราบเรื่องแล้วเสียอีก”
ภีมเดชหยิบแฟ้มสรุปงานที่ฉันทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาเปิด ปลายกระดาษแผ่นสุดท้ายมีลายมือสั้นๆ เขียนไว้
ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะตลอดสามปีที่ผ่านมาค่ะ ขอให้สารวัตรปลอดภัยและประสบความสำเร็จในทุกภารกิจ
ไม่มีคำว่าคิดถึง
ไม่มีคำว่าดูแลตัวเองด้วย
ไม่มีข้อความส่วนตัวใดๆ แม้แต่คำเดียว
หมอนลินเดินถือแฟ้มผลชันสูตรเข้ามาพอดี “สารวัตรภีมคะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ สีหน้าดูไม่ดีเลย”
แต่คราวนี้ภีมเดชไม่ได้หันไปตอบเธอ เขากดโทรศัพท์ต่อสายหาฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครั้งที่หนึ่ง…
ครั้งที่สอง…
ครั้งที่สาม…
มีเพียงเสียงสัญญาณรอสายที่ไร้คนตอบรับ
ขณะที่เขากำลังยืนจ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความสับสนและร้อนรน เสียงโทรศัพท์สายตรงบนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้น
ปลายสายคือผู้บังคับการกองปราบปราม
“ภีมเดช เรื่องหมวดริสาย้ายลงใต้ คุณรู้เรื่องแล้วใช่ไหม?”
“…เพิ่งทราบครับผู้การ”
“งั้นคุณคงยังไม่รู้เบื้องลึกว่าทำไมทางนั้นถึงเจาะจงขอตัวเธอไปเป็นกรณีพิเศษ”
คิ้วของภีมเดชขมวดมุ่น หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาด “หมายความว่ายังไงครับ?”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่น้ำเสียงเคร่งขรึมของผู้บังคับบัญชาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ
“ภีม… คดีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่มาริสาลงไปตามสืบที่นั่น คือเครือข่ายเดียวกับที่วางระเบิดลอบสังหารคุณจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อสามปีก่อน และที่สำคัญที่สุด… มีความจริงเรื่องประวัติเบื้องหลังของเธอ ที่เธอยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกปิดไม่ให้คุณรู้”
ตอนที่ 2 (ตอนจบ)
เสียงสัญญาณสายถูกตัดไปแล้ว แต่ถ้อยคำของผู้บังคับการยังคงดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของภีมเดชราวกับเสียงฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม
มือหนาที่กำกระบอกโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สารวัตรหนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้องทำงานที่ไร้ซึ่งเงาของร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของเธอที่เคยมียังคงลอยอวลอยู่ในความทรงจำ แต่สิ่งของบนโต๊ะกลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย
“สารวัตรภีมคะ… เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ?”
หมอนลินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของแพทย์นิติเวชสาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เพราะตลอดสองเดือนที่ทำงานร่วมกันมา เธอไม่เคยเห็นนายตำรวจผู้สุขุม เยือกเย็น และควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยมนายนี้ มีแววตาที่สั่นระริกและแตกซ่านถึงเพียงนี้มาก่อน
“ไม่มีอะไรครับหมอ… ผมขอตัวสักครู่”
ภีมเดชตอบสั้นห้วนจนเกือบกลายเป็นเย็นชา เขาไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบจากเธอ สองขายาวรีบก้าวออกจากห้องทำงาน มุ่งหน้าตรงไปยังห้องทำงานของผู้บังคับการกองปราบปรามทันทีโดยไม่สนสายตาของลูกน้องที่มองตามด้วยความแปลกใจ
บานประตูห้องทำงานผู้การถูกผลักออก ภีมเดชไม่ได้ทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างครบถ้วนด้วยซ้ำ ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด
“ผู้การครับ ที่ท่านพูดเมื่อกี้… หมายความว่ายังไง?”
พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มสีแดงเข้มที่มีตราประทับ ‘ลับที่สุด’ เขาถอนหายใจยาว วางแว่นตาลงบนโต๊ะไม้สักขัดมัน
“นั่งลงก่อนสิภีมเดช”
“ผมขอยืนครับผู้การ กรุณาบอกผม… หมวดริสาเกี่ยวอะไรกับพวกมัน? แล้วทำไมเธอต้องลงไปที่นราธิวาส?”
ผู้การสุรเชษฐ์เลื่อนแฟ้มสีแดงเล่มนั้นมาข้างหน้า “คุณยังจำเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรถตรวจการณ์เมื่อสามปีก่อนได้ไหม วันที่คุณรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์แต่มีอาการบาดเจ็บสาหัส ตับฉีกขาด และเสียเลือดมากจนแทบไม่พ้นข้ามคืน”
“จำได้ครับ” ภีมเดชขมวดคิ้ว แผลเป็นยาวใต้ชายโครงขวาเตือนความทรงจำนั้นเสมอ “โรงพยาบาลศูนย์หาเลือดกรุ๊ปพิเศษมาให้ผมได้ทันเวลา แพทย์บอกว่าเป็นเลือดบริจาคเร่งด่วนจากเจ้าหน้าที่ในสังกัด”
“ไม่ใช่เจ้าหน้าที่คนไหนหรอกภีมเดช… เลือดนั่น มาจากนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง มาริสา พงศ์พิจิตร”
ราวกับมีค้อนยักษ์เหวี่ยงเข้าปะทะหน้าอกของเขาอย่างจัง
“อะไรนะครับ…”
“คืนนั้น เธอฝึกภาคสนามอยู่แถวนั้นพอดี ทันทีที่เธอได้ยินว่าคุณโดนลอบโจมตีและต้องการเลือดกรุ๊ปหายาก เธอก็วิ่งบุกฝ่าพายุฝนเข้าไปที่โรงพยาบาล ยืนยันจะถ่ายเลือดให้คุณ เธอให้เลือดไปจนแทบจะหมดสติคาเตียงเพื่อยื้อชีวิตคุณไว้ แต่เธอกลับขอร้อง ผอ.โรงพยาบาลและผม ไม่ให้บอกเรื่องนี้กับคุณเด็ดขาด”
ภีมเดชนิ่งงัน ลมหายใจสะดุด ความทรงจำย้อนกลับไปในคืนอันมืดมิดเมื่อสามปีก่อน คืนที่เขารู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังหลุดลอยออกจากร่าง ท่ามกลางความเจ็บปวดเจียนตาย เขารู้สึกได้ถึงมืออันสั่นเทาของใครบางคนที่กุมมือเขาไว้แน่น พร้อมหยดน้ำตาอุ่นๆ ที่หยดลงบนหลังมือของเขา
‘อย่าเป็นอะไรนะคะสารวัตร… ห้ามตายเด็ดขาดนะ…’
เขาเคยคิดว่าเสียงแผ่วเบานั้นเป็นเพียงภาพหลอนจากฤทธิ์มอร์ฟีน แต่ไม่ใช่เลย… มันคือเสียงของมาริสา ผู้หญิงที่เขามองข้ามมาตลอดแปดปี
“แล้วเรื่องคดีล่ะครับ?” น้ำเสียงของภีมเดชเริ่มสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่
“ขบวนการของ ‘นายพลซาการียา’ เครือข่ายค้ายาเสพติดและฟอกเงินข้ามชาติที่สั่งเก็บคุณเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้กบดานอยู่แถวชายแดนแว้ง” ผู้การกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พ่อของมาริสา… อดีตสารวัตรมนัส พงศ์พิจิตร เคยเป็นสายลับฝังตัวอยู่ในขบวนการนี้เมื่อสิบปีก่อน และถูกพวกมันทรมานจนเสียชีวิต มาริสาไม่ได้อยากเป็นตำรวจแค่เพื่อตามคุณหรอกภีมเดช เธอเข้ามาเพื่อสานต่องานของพ่อ และเพื่อปกป้องคุณไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของพวกมันอีกรอบ”
“ทำไมเธอไม่บอกผม… ทำไมเธอต้องแบกรับเรื่องบ้าๆ พวกนี้ไว้คนเดียว!” ภีมเดชตวาดออกมาอย่างลืมตัว ดวงตาคมกล้าแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดและความโกรธที่พุ่งพล่าน—โกรธตัวเอง โกรธความโง่เขลาและความตาบอดของตัวเอง
“เพราะเธอรู้ดีว่าคุณเป็นคนยังไง” ผู้การมองหน้าภีมเดชตรงๆ “ถ้าคุณรู้ คุณจะไม่มีวันยอมให้เธอทำงานนี้ คุณจะกักเธอไว้ข้างหลัง และคุณจะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงแทนเธอเหมือนที่เคยทำกับลูกน้องทุกคน เธอยอมถูกคุณมองข้าม เธอยอมเป็นแค่ ‘เด็กชงกาแฟ’ เป็นแค่ผู้หมวดธรรมดาที่ไม่สำคัญ เพื่อรอคอยจังหวะที่หน่วยข่าวกรองสืบพบร่องรอยของพวกมันที่ชายแดนใต้ และเมื่อคำขอย้ายเปิดออก… เธอก็ใช้สิทธิ์บุตรผู้เสียชีวิตในหน้าที่เพื่อลงไปทันที”
ภีมเดชก้มมองแฟ้มคดี มือของเขาสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตราชการ
แปดปี…
แปดปีที่เด็กสาวคนหนึ่งยอมสละความสุขของวัยรุ่น ยอมทิ้งความฝันที่จะเป็นครู ยอมฝึกฝนจนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ยอมเสี่ยงชีวิตสละเลือดเนื้อเพื่อต่อลมหายใจให้เขา
และตลอดสามปีที่เธอทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชา สิ่งที่เขาตอบแทนเธอกลับมีเพียงความเฉยชา คำพูดทักทายตามระเบียบ และการกระทำที่เหยียบย่ำหัวใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภาพเมื่อคืนที่ผ่านมาหวนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม
คืนที่ฝนตกหนัก… หมอนลินลืมร่มไว้ในห้องผ่าตัด และกำลังจะเดินตากฝนกลับแฟลต เขาเห็นเธอในฐานะเพื่อนร่วมงานใหม่ที่เป็นผู้หญิง จึงมีน้ำใจเอาร่มไปกางให้ และระหว่างทาง นลินก็แค่เล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับอาจารย์หมอสมัยเรียนให้ฟัง เขาถึงได้ยิ้มออกมา…
เขารู้สึกได้ว่ามีใครบางคนมองมาจากมุมมืดของอาคาร แต่เขาไม่ได้หันไปดู
เขาไม่เคยรู้เลยว่า รอยยิ้มและการกางร่มที่แสนธรรมดานั้น ได้กลายเป็นดาบเล่มสุดท้ายที่กรีดเฉือนทำลายความหวังและความอดทนตลอดแปดปีของมาริสาจนแหลกสลาย
“เธอไปถึงไหนแล้วครับ” ภีมเดชถาม เสียงของเขาแหบแห้ง
“รถไฟขบวนล่องใต้ออกเดินทางไปตั้งแต่ตีห้า ตอนนี้น่าจะผ่านช่วงประจวบคีรีขันธ์ไปแล้ว”
“ผมขอทำเรื่องย้ายตามเธอไปครับ” ภีมเดชพูดทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว “เซ็นคำสั่งให้ผมเดี๋ยวนี้เลยครับผู้การ ส่งผมไปช่วยราชการที่ สภ. แว้ง หรือหน่วยเฉพาะกิจไหนก็ได้ ผมต้องไป!”
“ภีมเดช! คุณมีสติหน่อยสิ!” ผู้การสุรเชษฐ์ตบโต๊ะเสียงดัง “คุณเป็นถึงสารวัตรกองปราบฯ มีคดีสำคัญในกรุงเทพฯ ที่คุณต้องรับผิดชอบอีกเป็นสิบ การจะย้ายนายตำรวจระดับคุณลงไปในพื้นที่สีแดงมันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ตามอำเภอใจในห้านาทีสิบนาที!”
“แล้วจะให้ผมยืนดูผู้หญิงที่สละชีวิตเพื่อผม เดินเข้าดงกระสุนคนเดียวเหรอครับ?!” ภีมเดชตะโกนออกมาทั้งน้ำตาคลอเบ้า ความสุขุมเยือกเย็นที่เขาสร้างมาทั้งชีวิตพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี “แปดปีที่ผ่านมา ผมเป็นไอ้งี่เง่าที่มองไม่เห็นอะไรเลย… ผมทำร้ายเธอมามากพอแล้วผู้การ ถ้าเธอเป็นอะไรไปที่นั่น ผมจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปจนวันตาย!”
ผู้การสุรเชษฐ์มองนายตำรวจหนุ่มตรงหน้าด้วยความสะเทือนใจ เขาไม่เคยเห็นภีมเดชสิ้นไร้ความเยือกเย็นขนาดนี้มาก่อน
“ผมส่งคุณไปในฐานะกำลังเสริมอย่างเป็นทางการไม่ได้ทันทีหรอกนะภีมเดช แต่… มีหนังสือขอตัวชุดสืบสวนพิเศษเพื่อประสานคดีข้ามชาติส่งมาจากตำรวจภูธรภาคเก้า ถ้าคุณอยากไป คุณต้องไปในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ซึ่งต้องใช้เวลาทำเรื่องอนุมัติอย่างน้อยสี่สิบแปดชั่วโมง”
“สี่สิบแปดชั่วโมงมันนานเกินไปครับ!”
“แต่นั่นคือวิธีเดียวที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ!” ผู้การตวาดเตือนสติ “ถ้าคุณบุ่มบ่ามลงไปเองโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ คุณจะทำลายแผนการแทรกซึมที่มาริสาเตรียมการไว้ทั้งหมด และนั่นจะยิ่งผลักเธอไปสู่ความตายเร็วขึ้น!”
ภีมเดชกัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน ลมหายใจเข้าออกหนักหน่วงและเจ็บปวดในอก เขารู้ว่าผู้การพูดถูก ในดงศัตรูที่อันตราย การกระทำโดยพลการของเขาอาจกลายเป็นตัวจุดชนวนหายนะ
“สี่สิบแปดชั่วโมง…” ภีมเดชพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่เปลี่ยนเป็นความดุดัน “ผมจะจัดการงานทั้งหมดที่ค้างอยู่ให้เสร็จภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง และเมื่อหนังสืออนุมัติออก ผมจะออกเดินทางทันที”
เสียงหวูดรถไฟดังก้องกังวาน ปลุกมาริสาให้ตื่นจากภวังค์
เธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ ทิวทัศน์ของตึกสูงในเมืองหลวงแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้า สวนยางพารา และแนวทิวเขาสลับซับซ้อน ลมร้อนปนกลิ่นไอดินพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มเข้ามาปะทะใบหน้า
บนตักของเธอคือแฟ้มประวัติเก่าคร่ำคร่าของบิดา และรูปถ่ายใบเล็กของพ่อในเครื่องแบบเต็มยศ
“พ่อคะ… ริสากำลังจะไปหาพ่อแล้วนะ” เธอพึมพำเบาๆ น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงอาบแก้มเนียน ก่อนที่เธอจะรีบยกหลังมือขึ้นปาดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว
ตลอดแปดปีที่ผ่านมา เธอวิ่งตามหลังภีมเดชมาโดยตลอด เธอใช้ความรักที่มีต่อเขาเป็นแรงขับเคลื่อนในการมีชีวิตรอดจากการฝึกอันแสนหฤโหด ใช้รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยของเขาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจในวันที่เหนื่อยล้าแทบขาดใจ
แต่ตอนนี้… เมื่อไม่มีความหวังเรื่องความรักนั้นอีกต่อไป หัวใจของเธอกลับว่างเปล่าอย่างประหลาด
มันไม่เจ็บปวดรุนแรงเหมือนคืนที่ฝนพรำอีกแล้ว หากแต่กลายเป็นความด้านชา เป็นความเงียบสงัดที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความตาย
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสั่นเตือนเป็นระยะ มาริสาหยิบมันขึ้นมาดู
มีสายที่ไม่ได้รับสิบเจ็ดสาย… ทั้งหมดมาจาก ‘สารวัตรภีมเดช’
และยังมีข้อความสั้นๆ อีกนับสิบข้อความที่ถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
‘หมวดริสา คุณอยู่ที่ไหน?’‘รับสายผมเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง’‘ริสา… ได้โปรด โทรกลับหาผมเถอะ’‘ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว… เรื่องเลือด เรื่องพ่อของคุณ เรื่องพวกมัน… ริสา หยุดรถไฟแล้วรอผมก่อน!’
นิ้วเรียวของมาริสาสั่นระริกเมื่ออ่านข้อความสุดท้าย
เขารู้แล้วงั้นหรือ?
รู้แล้วอย่างไรล่ะ… ความจริงที่เปิดเผยออกมาตอนนี้ มันจะเปลี่ยนอะไรได้?
เขาคงแค่รู้สึกผิด คงแค่รู้สึกมีหนี้บุญคุณที่ต้องชดใช้ หรือไม่ก็คงรู้สึกสงสารลูกน้องคนหนึ่งที่โง่งมวิ่งตามเขามาตลอดแปดปี
แต่สิ่งที่เธอต้องการ ไม่ใช่ความสงสาร
เธอไม่ต้องการให้เขามองเธอด้วยสายตาของคนที่แบกรับความรู้สึกผิด เธอไม่ต้องการเป็น ‘ภาระ’ หรือ ‘หนี้บุญคุณ’ ในชีวิตของเขา
มาริสาสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความเข้มแข็งทั้งหมดที่เหลืออยู่ เธอเปิดฝาหลังโทรศัพท์มือถือ ดึงซิมการ์ดออกมาช้าๆ แล้วหักมันออกเป็นสองท่อนด้วยมือของตัวเอง ก่อนจะโยนเศษพลาสติกชิ้นเล็กนั้นทิ้งออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ ปล่อยให้มันปลิวหายไปกับสายลมและรางเหล็กเบื้องล่าง
ตัดขาดทุกสิ่ง…
ตัดขาดอดีต แปดปีแห่งความฝันลมๆ แล้งๆ จบลงตรงนี้
เมื่อรถไฟเทียบชานชาลาสถานีสุไหงโก-ลกในช่วงบ่ายแก่ๆ มาริสาก้าวลงจากขบวนรถพร้อมกระเป๋าสัมภาระใบเดียว อากาศที่นี่ร้อนอบอ้าวและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตึงเครียด เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจติดอาวุธครบมือเดินลาดตระเวนอยู่ทั่วบริเวณ
นายตำรวจร่างทึบ ผิวกรำแดด เดินตรงเข้ามาหาเธอ “ผู้หมวดมาริสาใช่ไหมครับ?”
มาริสายกมือทำความเคารพอย่างกระฉับกระเฉง “ใช่ค่ะ ร้อยตำรวจโทหญิง มาริสา พงศ์พิจิตร มารายงานตัวค่ะ”
“ผม ร้อยตำรวจเอก ตะวัน รองสารวัตรสืบสวน สภ. แว้ง ผู้การสั่งให้ผมมารับคุณโดยเฉพาะ” ผู้กองตะวันมองประเมินร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาที่เจือความกังขา “ตัวเล็กกว่าที่คิดแฮะ… แน่ใจนะหมวด ว่าพร้อมรับมือกับนรกที่นี่? พวกซาการียามันไม่ได้เล่นขายของนะ ถ้าพลาดคือตายสถานเดียว”
มาริสาสบตานายตำรวจรุ่นพี่อย่างไม่เกรงกลัว แววตาของเธอสงบนิ่งและเยือกเย็นราวกับผืนน้ำลึก
“ถ้าฉันกลัวตาย ฉันคงไม่เลือกมาที่นี่ตั้งแต่แรกค่ะผู้กอง เริ่มงานได้เลยค่ะ”
ตะวันเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดี! งั้นขึ้นรถ คืนนี้เรามีงานด่วน แหล่งข่าวรายงานว่าสายส่งยาของพวกมันจะมีการส่งมอบสินค้าล็อตใหญ่ที่แนวป่าตะเข็บชายแดน คืนนี้เธอต้องลงพื้นที่จริงทันที”
ในขณะเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปราม กรุงเทพมหานคร
ภีมเดชไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน เขานั่งจมอยู่กับกองเอกสารและข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับเครือข่ายของนายพลซาการียา สายตาที่เคยคมกริบตอนนี้มีเส้นเลือดฝอยสีแดงพาดผ่านด้วยความเหนื่อยล้า แต่เปลวไฟในดวงตากลับลุกโชนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
เขาพยายามโทรหาเธออีกครั้ง แต่เสียงตอบรับอัตโนมัติแจ้งว่า ‘ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก’
เธอปิดเครื่อง… หรือไม่ก็ทิ้งเบอร์นั้นไปแล้ว
ความรู้สึกสูญเสียและหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังกัดกินหัวใจของสารวัตรหนุ่ม เขากลัวเหลือเกินว่าเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดคำว่าขอโทษ กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้บอกเธอว่า… แปดปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้เย็นชาเพราะไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นเพราะเขากลัวว่าโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายและความตายของเขา จะดึงเธอเข้ามาแปดเปื้อน
เขาผลักไสเธอให้อยู่ในระยะห่างที่ปลอดภัยมาตลอด เพราะคิดว่าการทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาที่เข้มงวด จะทำให้เธอถอดใจและกลับไปใช้ชีวิตที่สงบสุข
เขาคิดผิด… คิดผิดอย่างมหันต์
ความห่างเหินของเขาไม่ได้ปกป้องเธอ แต่มันกลับผลักไสให้เธอเดินเข้าสู่ปากเหวด้วยตัวของเธอเอง
“สารวัตรภีมครับ!”
ดาบชัยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับชูแผ่นกระดาษในมือ “คำสั่งอนุมัติจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาแล้วครับ! ชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติได้รับไฟเขียว สารวัตรมีอำนาจเต็มในการคุมกำลังลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้!”
ภีมเดชผุดลุกขึ้นยืนทันที คว้าเสื้อเกราะกันกระสุนและซองปืนพกคู่กายมาสวมอย่างรวดเร็ว
“เตรียมฮัมวี่และประสานงานกับกองบินตำรวจ เราจะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ด่วนที่สุด” ภีมเดชสั่งเสียงกร้าว
“รับทราบครับสารวัตร! แล้ว… ทีมงานจะให้ใครไปบ้างครับ?”
“เอาคนที่มีฝีมือที่สุดไปแปดนาย” ภีมเดชก้าวเดินอย่างฉับไว มุ่งหน้าสู่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ “ดาบชัย… บอกทุกคนให้เตรียมพร้อมรบระดับสูงสุด เรากำลังจะไประเบิดรังของพวกมัน”
ในใจของภีมเดชมีเพียงความคิดเดียวที่ดังก้องวนเวียนอยู่ซ้ำๆ
ริสา… ได้โปรด มีชีวิตรอดอยู่รอผมอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปเด็ดขาด… ขอโอกาสให้ผมได้ยืนอยู่ข้างหน้าคุณบ้าง ขอให้ผมได้เป็นคนปกป้องคุณ… แม้จะต้องแลกด้วยลมหายใจของผมก็ตาม
สายฝนในกรุงเทพฯ เริ่มตั้งเค้าและโปรยปรายลงมาอีกครั้ง แต่ในค่ำคืนนี้ นายตำรวจหนุ่มไม่ได้ต้องการร่มคันใหญ่เพื่อหลบฝนอีกต่อไป เขาวิ่งฝ่าสายน้ำที่เชี่ยวกราก มุ่งหน้าสู่สมรภูมิแดนใต้… เพื่อทวงหัวใจที่เขาทำหล่นหายกลับคืนมา