ไอความชื้นของป่าดิบชื้นแถบเทือกเขาสันกาลาคีรีคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นดินเปียกและกลิ่นสนิมของเหล็กกล้า ค่ำคืนนี้ไร้แสงจันทร์ มีเพียงสายฝนพรำหนาทึบที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย มาริสาในชุดพรางสีเข้มแนบตัว หมอบนิ่งอยู่หลังโขดหินใหญ่ริมลำธารสายแคบ นิ้วชี้ขวาของเธอแตะอยู่ที่โกร่งไกปืนทราโวร์ (Tavor TAR-21) หัวใจเต้นหนักแน่นเป็นจังหวะคงที่
สามสิบเมตรข้างหน้า โรงเลื่อยร้างกลางหุบเขาคือรังลับชั่วคราวของพวกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธสงครามเดินตรวจตราอยู่รอบนอกสี่คน
“เป้าหมายยืนยันแล้ว” เสียงกระซิบผ่านวิทยุสื่อสารแนบหูของผู้กองตะวันดังลอดมา “รถตู้บรรทุกสารตั้งต้นยาเสพติดและลังอาวุธมาถึงแล้ว ชายสวมเสื้อกั๊กหนังกลางกลุ่มคือ ‘อิบราฮิม’ มือขวาของนายพลซาการียา คนที่คุมสายส่งและเป็นคนสั่งการลอบยิงสารวัตรมนัสเมื่อสิบปีก่อน”
คำว่า ‘สารวัตรมนัส’ ดังก้องเข้าสู่โสตประสาทของมาริสา เลือดในกายของเธอพลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความผิดหวังในรัก กลับกลายเป็นประกายคมกล้าและเย็นเยียบ
นี่คือวินาทีที่เธอรอคอยมาตลอดทั้งชีวิต ไม่ใช่เพื่อใคร… แต่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้พ่อของเธอ
“ชุดที่หนึ่ง เข้าโอบล้อมปีกซ้าย” ตะวันสั่งการ “หมวดริสา ประจำจุดคุ้มกันมุมสูง อย่าเพิ่งเปิดฉากยิงจนกว่าเราจะตัดกระแสไฟ”
“รับทราบค่ะ”
ทว่า แผนการไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด
เปรี้ยง!
เสียงปืนไรเฟิลซุ่มยิงดังสนั่นขึ้นจากเนินเขาฝั่งตรงข้าม ร่างของตำรวจนายหนึ่งในชุดที่หนึ่งทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสดพุ่งกระฉูด
“กับดัก! พวกมันมีสไนเปอร์คอยระวังหลัง!” ตะวันตะโกนลั่นผ่านสัญญาณวิทยุ “ถอยก่อน! หาที่กำบัง!”
เสียงปืนกลอาก้ากราดยิงตอบโต้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่า เปลวไฟจากปากกระบอกปืนสว่างวาบเป็นจังหวะ ตัดผ่านม่านฝนที่โปรยปราย กระสุนพุ่งเจาะใบไม้และกิ่งไม้หักกระจาย มาริสาขบกรามแน่น เธอไม่ยอมถอย สายตาของเธอจับจ้องไปยังอิบราฮิมที่กำลังเร่งรีบขนกระเป๋าเอกสารและแฟ้มข้อมูลสำคัญขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อหลบหนี
ถ้าปล่อยให้มันหนีไปได้ในคืนนี้ หลักฐานที่จะลากตัวนายพลซาการียาและล้างมลทินให้พ่อของเธอจะหายสาบสูญไปตลอดกาล
มาริสาลุกขึ้น ยิงสกัดเปิดทางให้ชุดจู่โจม ปลอกกระสุนดีดกระดอนตกกระทบโขดหิน เธอเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ว่องไวและไร้ความลังเล เธอวิ่งฝ่าดงกระสุนเลาะไปตามแนวลำธาร อาศัยเงาไม้ใหญ่บดบังตัว ปืนในมือลั่นกระสุนสังหารลูกน้องของพวกมันร่วงลงไปทีละคน
“หมวดริสา! ถอยออกมา! อย่าบุกเดี่ยว!” เสียงตะวันตะโกนก้อง แต่เสียงสายฝนและเสียงระเบิดกลบคำเตือนนั้นจนมิด
เธอพุ่งตัวเข้าไปประชิดตัวรถขับเคลื่อนสี่ล้อ อิบราฮิมหันมาเห็น ควักปืนพกขนาดเก้ามิลลิเมตรขึ้นเล็ง มาริสาเตะเสยข้อมือของมันจนปืนกระเด็นหลุดมือ แล้วเหวี่ยงสันปืนฟาดเข้าที่ขมับของมันจนทรุดลงกับโคลน เธอใช้เข่ากดแผ่นหลังของมันไว้ ควักกุญแจมือออกมาล็อกแขนทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว
“หยุด! ขยับแม้แต่นิดเดียวฉันยิง!”
“นังตำรวจสวะ…” อิบราฮิมพ่นเลือดและน้ำลายลงพื้น “คิดว่าจะรอดออกไปจากป่านี้ได้เหรอวะ!”
ทันใดนั้น เสียงผิวปากเป็นรหัสแหลมสูงก็ดังขึ้นจากยอดไม้
มาริสาเงยหน้าขึ้น สัญชาตญาณร้องเตือนถึงอันตรายถึงชีวิต แสงเลเซอร์สีแดงจากกล้องเล็งซุ่มยิงกำลังทาบลงบนหน้าอกเสื้อเกราะของเธอตรงจุดที่ไม่มีแผ่นเหล็กป้องกัน
มือปืนซุ่มยิงของพวกมันอยู่บนหอสังเกตการณ์เก่า และนิ้วของมันกำลังจะเหนี่ยวไก
ระยะห่างขนาดนี้ ไม่มีที่ให้หลบ ไม่มีเวลาให้ก้มตัว
พ่อคะ… ริสาทำหน้าที่สำเร็จแล้วนะ
มาริสาหลับตาลง ยอมรับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ปัง!
เสียงปืนไรเฟิลดังขึ้นหนึ่งนัด
แต่กลับไม่มีความเจ็บปวดใดๆ แล่นผ่านร่างของเธอ มีเพียงแรงกระแทกมหาศาลจากน้ำหนักของใครบางคนที่พุ่งเข้ามากอดรัดเธอไว้แน่น แล้วพาเธอกลิ้งหลบเข้าหลังซากตู้คอนเทนเนอร์เก่า
กลิ่นโคโลญจน์ผสมกลิ่นดินปืนที่คุ้นเคย… กลิ่นที่เธอจำได้ขึ้นใจตลอดแปดปี
“อึ่ก!” เสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นเหนือศีรษะของเธอ
มาริสาลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ ใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าดินปืนและหยาดเหงื่อกำลังก้มมองเธอ นัยน์ตาคู่คมสีเข้มที่เคยเยือกเย็นเสมอ บัดนี้แดงก่ำและสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวอย่างบ้าคลั่ง
“สะ…สารวัตรภีม?!”
“คุณปลอดภัย… พระเจ้ายกโทษให้ผมด้วย คุณปลอดภัย…” ภีมเดชละล่ำละลักพูด ลมหายใจของเขาหอบถี่ แขนแกร่งทั้งสองข้างกอดรัดร่างของเธอแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปกับสายฝน
“ปล่อยค่ะ! สารวัตรมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?!” มาริสาพยายามดิ้นรนผลักเขาออก แต่เมื่อมือของเธอสัมผัสเข้ากับแผ่นหลังของเขา ความรู้สึกอุ่นชื้นและเหนียวเหนอะหนะก็เปรอะเปื้อนฝ่ามือ
เธอยกมือขึ้นดู… มันคือเลือด
เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกจากบาดแผลบริเวณไหล่ขวาและชายโครงด้านหลังของเขา กระสุนเจาะทะลุผ่านขอบเสื้อเกราะ
“คุณโดนยิง!” เสียงของเธอสั่นสะท้าน ความเยือกเย็นที่สร้างขึ้นมาพังทลายลงในเสี้ยววินาที
“แผลแค่นี้… นิดเดียว” ภีมเดชฝืนยิ้ม มุมปากของเขาเปื้อนรอยเลือด เขาใช้คำพูดเดียวกับที่เธอเคยพูดกับเขาที่โรงพยาบาลตำรวจเมื่อสามปีก่อน “ผมไม่เป็นไร… ริสา ขอแค่คุณปลอดภัย”
“ทำไม… ทำไมต้องเอาตัวมารับแทนฉัน?!” น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วเอ่อล้นทะลักเบ้าตา มาริสาตวาดทั้งน้ำตา “สารวัตรไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้! ฉันไม่ได้ต้องการให้สารวัตรมาชดใช้หนี้บุญคุณอะไรทั้งนั้น!”
“มันไม่ใช่เรื่องหนี้บุญคุณ!” ภีมเดชตะคอกกลับด้วยเสียงที่เจ็บปวดจากก้นบึ้งของหัวใจ เขาใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บประคองใบหน้าของเธอไว้ นิ้วโป้งที่สั่นเทาเกลี่ยคราบน้ำตาและหยาดฝนออกจากแก้มเนียน “ฟังผมนะริสา… ตลอดแปดปีที่ผ่านมา ผมมันโง่เอง ผมเป็นคนขี้ขลาดที่ซ่อนความรู้สึกไว้ใต้เครื่องแบบและหน้าที่ ผมเห็นคุณมาตลอด… ผมเห็นสายตาของคุณ เห็นความพยายามของคุณ แต่ผมกลัว กลัวว่าถ้าผมรักคุณ ถ้าผมดึงคุณเข้ามาในชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของผม วันหนึ่งคุณจะต้องมาตายเพราะผม”
ภีมเดชกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง แต่ดวงตายังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างเว้าวอน
“คืนที่ฝนตก… ผมไม่ได้มีอะไรกับหมอนลินเลย เธอแค่เป็นเพื่อนร่วมงาน ผมไม่เคยรักใคร… แปดปีที่ผ่านมา ในสายตาของผมไม่เคยมีใครอื่นนอกจากคุณ แต่วันที่ผมรู้ว่าคุณเดินจากไป วันที่โต๊ะของคุณว่างเปล่า… โลกของผมมันพังทลายลงไปหมดแล้วริสา ถ้าชีวิตนี้ไม่มีคุณอยู่เคียงข้าง การมีลมหายใจอยู่ต่อไปมันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย”
ตูม!
เสียงระเบิดดังขึ้นจากทางเข้าค่าย พร้อมกับเสียงตะโกนกึกก้องของกำลังเสริม
“อยู่นิ่งๆ! ตำรวจกองปราบปรามและชุดเฉพาะกิจภาคเก้าเข้าควบคุมพื้นที่แล้ว! วางอาวุธเดี๋ยวนี้!” ดาบชัยและกำลังพลคอมมานโดบุกทะลวงเข้ามา กวาดล้างพวกคนร้ายที่เหลือจนราบคาบ มือปืนบนหอคอยถูกสไนเปอร์ของชุดเฉพาะกิจยิงร่วงลงมา
สถานการณ์ถูกควบคุมได้ทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่นาที
แต่อุณหภูมิในร่างกายของภีมเดชกำลังลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือด ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ทรุดตัวลงพิงไหล่ของมาริสา
“สารวัตร! ภีม! อย่าหลับนะ!” มาริสากรีดร้อง พยายามใช้มือกดปากแผลที่หลังของเขาเพื่อห้ามเลือด แต่เลือดอุ่นๆ ยังคงทะลักผ่านร่องนิ้วของเธอ “ช่วยด้วย! หมอสนามอยู่ไหน! ตามหมอมาเดี๋ยวนี้!”
“ริสา…” เสียงของภีมเดชแผ่วเบาลงเรื่อยๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ไร้สีเลือด “อย่าร้องไห้… กาแฟของคุณ… ผมยังไม่ได้ดื่มเลยนะ… ชงให้ผม… อีกสักแก้ว… ได้ไหม…”
ดวงตาคมคู่นั้นค่อยๆ ปิดสนิทลง พร้อมกับมือหนาที่ทิ้งน้ำหนักลงบนตักของเธอ
“ไม่นะภีม! ไม่! ลืมตาสิ! ฉันสั่งให้คุณลืมตา!” มาริสากอดร่างของเขาไว้แน่น ก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนอยู่กลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ “ฉันยกโทษให้คุณแล้ว… ฉันรักคุณ ได้ยินไหมภีม! ตื่นขึ้นมาฟังฉันก่อนสิ!”
หกเดือนต่อมา
ณ ลานอนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
แดดยามเช้าทอแสงอบอุ่นสาดส่องลงมาบนยอดไม้ ดอกแก้วส่งกลิ่นหอมรวยรินไปทั่วบริเวณ พิธีมอบเหรียญเกียรติยศและเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษเพิ่งเสร็จสิ้นลง
เครือข่ายของนายพลซาการียาถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น หลักฐานที่ยึดมาได้จากอิบราฮิมทำให้สามารถเปิดโปงข้าราชการระดับสูงที่คอยหนุนหลังพวกมันได้ทั้งหมด ชื่อเสียงของ พันตำรวจโท มนัส พงศ์พิจิตร ได้รับการล้างมลทินและจารึกไว้ในฐานะวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อแผ่นดินอย่างสมเกียรติ
ร้อยตำรวจเอกหญิง มาริสา พงศ์พิจิตร ในชุดเครื่องแบบสีขาวบริสุทธิ์เต็มยศ ยืนมองป้ายชื่อของพ่อที่สลักอยู่บนแผ่นหินอ่อนสีดำ เธอเอื้อมมือไปลูบตัวอักษรนั้นเบาๆ ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
“พ่อคะ… ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วนะคะ”
เสียงฝีเท้าก้าวอย่างสม่ำเสมอเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเธอ
มาริสาไม่ได้หันกลับไปมอง แต่รอยยิ้มบนริมฝีปากของเธอกว้างขึ้น
“ผู้กองมาริสา มายืนอู้อยู่นี่เอง ปล่อยให้ผู้บังคับบัญชารอนานแบบนี้ มีความผิดทางวินัยนะรู้ไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยเอ่ยขึ้นอย่างหยอกเย้า
มาริสาหันกลับไปทำความเคารพอย่างสง่างาม “ขออภัยค่ะ พันตำรวจโท ภีมเดช”
ภีมเดชยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่สง่างาม ใบหน้าของเขากลับมามีเลือดฝาดและคมคายดังเดิม แม้ที่ไหล่ขวาจะยังมีอาการตึงจากแผลเป็นผ่าตัดใหญ่ที่ต้องนอนพักฟื้นอยู่ในห้องไอซียูนานเกือบสองสัปดาห์ แต่แววตาของเขาในวันนี้ ไม่มีความเย็นชาหรือความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
มีเพียงความรัก ความอบอุ่น และความทะนุถนอมที่เปิดเผยอย่างหมดเปลือก
“หมวดริสา… ไม่สิ ต้องเรียกผู้กองริสาแล้วสินะ” ภีมเดชก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงคืบ “คำสั่งย้ายของคุณกลับมากองปราบปราม ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้วนะ มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป”
มาริสาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แกล้งทำหน้านิ่ง “ใครบอกสารวัตรคะว่าฉันจะยอมย้ายกลับมา? ทาง สภ. แว้ง กำลังจะเสนอชื่อให้ฉันเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนคดีพิเศษประจำพื้นที่ต่อนะคะ”
สีหน้าของภีมเดชเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างน่าเอ็นดู “ไม่ได้นะ! คุณจะกลับไปที่นั่นอีกไม่ได้แล้ว ผมไม่ยอมเด็ดขาด!”
“สารวัตรมีสิทธิ์อะไรมาห้ามคะ? ในทางราชการ เรายศห่างกันแค่ขั้นเดียวแล้วนะ” มาริสายกยิ้มเจ้าเล่ห์
ภีมเดชถอนหายใจยาว ก่อนจะจับมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นมากุมไว้แน่นต่อหน้าอนุสาวรีย์และสายตาของเพื่อนข้าราชการตำรวจหลายนายที่เดินผ่านไปมา เขาไม่สนใจระเบียบหรือสายตาของใครอีกต่อไปแล้ว
“ในทางราชการ ผมอาจจะสั่งคุณไม่ได้…” ภีมเดชสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและจริงจังจนหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ “แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง… ผู้ชายที่เกือบจะเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไปเพราะความโง่ของตัวเอง ผมขอร้อง… อย่าไปไหนไกลจากสายตาผมอีกเลยนะริสา แปดปีที่คุณวิ่งตามผม มันทรมานมากพอแล้ว จากนี้ไป… ให้ผมเป็นฝ่ายวิ่งตามคุณบ้าง ให้ผมได้ดูแลคุณ ได้ปกป้องคุณ ไปตลอดชีวิตของผม”
ภีมเดชล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาเปิดออก
ด้านในไม่ใช่แหวนเพชรเม็ดโตหรูหรา หากแต่เป็นแหวนทองคำขาวเรียบเกลี้ยง สลักหมายเลขรหัสนายร้อยตำรวจของเขากับของเธอคู่กัน
“แต่งงานกับผมนะ ริสา”
มาริสามองแหวนวงนั้น แล้วมองใบหน้าของผู้ชายที่เธอรักมาตั้งแต่อายุสิบแปด ปีแล้วปีเล่าที่เธอเคยคิดว่าความรักนี้เป็นเพียงเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ ค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่เธอเคยร้องไห้ใต้สายฝนเพียงลำพัง
แต่ในวันนี้ ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น ปลายทางของความอดทนแปดปีได้ปรากฏขึ้นแล้วตรงหน้า
หยาดน้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นคลอเบ้า มาริสายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสที่สุดในชีวิต
“มีข้อแม้นะคะ”
ภีมเดชชะงักไปนิดหนึ่ง “ข้อแม้อะไรครับ? ร้อยข้อผมก็ยอม”
“นับจากนี้ไป… ทุกเช้า สารวัตรต้องเป็นคนชงกาแฟมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของฉัน และถ้าวันไหนฝนตก…” มาริสาสบตาเขาอย่างมีความหมาย “ร่มคันนั้น ต้องมีไว้กางให้ฉันแค่คนเดียว”
ภีมเดชหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข รอยยิ้มที่กว้างที่สุดและอบอุ่นที่สุดที่เคยมีมาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เขาบรรจงสวมแหวนเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่างนุ่มนวล ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของดาบชัยและเพื่อนตำรวจร่วมแผนกที่แอบยืนดูอยู่ไม่ไกล
“ตกลงครับ… ไม่ใช่แค่ร่มคันเดียว แต่ทั้งชีวิต ลมหายใจ และหัวใจของผม… จะเป็นของคุณคนเดียวตลอดไป มาริสา”
สายลมยามเช้าพัดผ่าน พากลิ่นหอมของดอกแก้วโชยละมุน ค่ำคืนที่เหน็บหนาวและสายฝนที่เคยกรีดเฉือนหัวใจได้ผ่านพ้นไปแล้ว เหลือไว้เพียงแสงตะวันอันอบอุ่นที่จะส่องสว่างนำทางชีวิตของคนทั้งสอง… เคียงคู่กันไปตราบจนนิรันดร์