แม่ยายพาหลานชายคนโปรดมาพักที่บ้านเราอีกแล้ว แม้ลูกสาวผมจะต้องเป็นฝ่ายเสียสละห้องนอนทุกครั้ง—ผมไม่ได้ทะเลาะด้วย แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ผมพาลูกสาวบินลัดฟ้าไปยุโรปทันที ปล่อยให้ทุกคนยืนอึ้งอยู่ข้างหลัง

Part 2: การเผชิญหน้ากับความจริง และเที่ยวบินสู่โลกใบใหม่

แผ่นกระดาษใบคำร้องถอนเงินจากธนาคารที่วางอยู่ตรงหน้าผม ดูราวกับมีน้ำหนักนับพันกิโลกรัม ลายเซ็นอันคุ้นเคยของกานดาปรากฏอยู่เด่นชัด เคียงข้างตราประทับและเลขที่บัญชีปลายทางที่เป็นชื่อของ “นางสาววิภาดา” พี่สาวของเธอเอง เงินจำนวนสามแสนห้าหมื่นบาทก้อนนี้ไม่ใช่เงินเก็บธรรมดา แต่มันคือเงินกองทุนการศึกษาที่ผมเปิดร่วมไว้ให้น้องพิมพ์ตั้งแต่ลูกสาวลืมตาดูโลก เป็นเงินที่ผมหยอดกระปุกสะสมอย่างมีวินัยทุกเดือนด้วยความตั้งใจที่จะมอบอนาคตที่ดีที่สุดให้แก่ลูกสาวคนเดียวของผม

“ทางธนาคารยอมให้ทำรายการได้อย่างไรครับ ในเมื่อบัญชีนี้เป็นชื่อร่วม?” ผมถามทนายกิตติศักดิ์ด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธอย่างถึงที่สุด

“คุณกานดาใช้หนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อของคุณซึ่งเซ็นทิ้งไว้เมื่อครั้งทำเรื่องซื้อบ้าน และอ้างเหตุจำเป็นทางการแพทย์เร่งด่วนของครอบครัวครับ” ทนายกิตติศักดิ์ตอบพร้อมดันแว่นขึ้น “ทางนิตินัยถือว่ามีพิรุธชัดเจน หากคุณธีรภัทรประสงค์จะดำเนินคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์หรือปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ ก็สามารถทำได้ทันทีครับ และในแง่ของคดีครอบครัว หากมีการฟ้องหย่า เอกสารชุดนี้จะเป็นหมัดเด็ดที่ทำให้คุณได้สิทธิ์การปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว เพราะมารดามีพฤติกรรมถ่ายโอนผลประโยชน์และทรัพย์สินของบุตรมิชอบ”

ผมนั่งนิ่ง หลับตาลงสูดลมหายใจยาว ความลังเลใจ ความสงสาร หรือความผูกพันสิบปีที่มีต่อกานดา พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเด็ดเดี่ยวของคนเป็นพ่อที่จะต้องปกป้องลูกสาวให้ปลอดภัยจากวงจรความเห็นแก่ตัวนี้

“เตรียมเอกสารฟ้องหย่าและฟ้องเรียกทรัพย์คืนไว้เลยครับทนาย” ผมกล่าวอย่างเด็ดขาด “แต่ช่วงสองสัปดาห์นี้ ผมจะพาน้องพิมพ์เดินทางออกนอกประเทศตามแผนที่เตรียมไว้ รบกวนทนายส่งหนังสือเตือนและโนติสตามไปที่บ้านหลังจากที่เครื่องบินของพวกเราขึ้นบินแล้วนะครับ”

“ได้ครับคุณธีร์ ขอให้คุณและน้องพิมพ์เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ”

ผมเดินออกจากสำนักงานกฎหมาย มุ่งหน้ากลับบ้านพักที่เงียบสงบในยามบ่าย กานดาไม่อยู่บ้านเพราะออกไปทำงาน ส่วนแม่ยายก็ออกไปเดินตลาดซื้อวัตถุดิบเตรียมทำอาหารรอต้อนรับหลานชายคนโปรดที่จะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้ บ้านหลังใหญ่จึงตกอยู่ในความเงียบงัน ผมเดินขึ้นไปบนชั้นสอง เข้าไปในห้องนอนของพิมพ์ ลูกสาวตัวน้อยกำลังนั่งวาดภาพระบายสีอยู่บนโต๊ะตัวเล็ก

“พิมพ์ลูก” ผมเรียกเธอด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “จำที่คุณครูเคยเล่าเรื่องเมืองในเทพนิยาย ปราสาทสีขาว และทุ่งหญ้ากว้างๆ ที่มีรถไฟแล่นผ่านได้ไหม?”

ดวงตากลมโตของพิมพ์เปล่งประกายขึ้นทันที “จำได้ค่ะปะป๊า ที่สวิตเซอร์แลนด์กับออสเตรียใช่ไหมคะ?”

“ใช่แล้วลูก ปะป๊าจองตั๋วเครื่องบินและเตรียมทริปในฝันไว้ให้พิมพ์แล้วนะ เย็นนี้เราจะจัดกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปเที่ยวกันสองคนปะป๊าลูกยาวๆ เลย ดีไหมครับ?”

เด็กหญิงตัวน้อยกระโดดกอดคอผมแน่นด้วยความดีใจจนตัวลอย “จริงเหรอคะปะป๊า! พิมพ์ไม่ต้องย้ายของไปห้องอื่นแล้วใช่ไหมคะ? พิมพ์ได้ไปเที่ยวจริงๆ ใช่ไหม?”

คำถามไร้เดียงสาของลูกยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้ว่า การพาลูกหนีจากบรรยากาศอันเป็นพิษนี้คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เราสองคนช่วยกันจัดเสื้อกันหนาว รองเท้าบูทตัวเก่ง และของใช้จำเป็นลงในกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ ผมเก็บพาสปอร์ต วีซ่าเชงเกนที่ผมแอบทำเรื่องไว้อย่างเงียบๆ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา รวมถึงเอกสารสำคัญทางการเงินทั้งหมดใส่กระเป๋าสะพายอย่างมิดชิด

เวลาประมาณสองทุ่ม กานดากลับมาถึงบ้านพร้อมกับถุงของเล่นและขนมเต็มสองมือ เธอยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีเพราะพรุ่งนี้หลานชายสุดที่รักจะมาถึง เธอเดินตรงไปที่ห้องนอนของพิมพ์เพื่อจะเริ่มเก็บข้าวของของลูกสาวตามคำสั่งของแม่ยาย แต่กลับพบว่าห้องว่างเปล่า ข้าวของบนโต๊ะเขียนหนังสือถูกเก็บเกลี้ยง และกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ตั้งรออยู่หน้าประตู

“พี่ธีร์… นี่มันอะไรกันคะ? ทำไมเก็บของแบบนี้?” กานดาถามด้วยสีหน้างุนงงและเริ่มตระหนก

“ฉันกับพิมพ์จะไปเที่ยวพักผ่อน” ผมตอบเรียบๆ ขณะสวมเสื้อแจ็กเก็ต

“ไปเที่ยว? ไปไหนกันคะ! พรุ่งนี้ตานนท์กับพี่วิภาก็จะมาถึงแล้วนะ พี่ลืมเหรอว่าต้องไปรับหลานที่สถานีรถไฟแต่เช้า!” กานดาขึ้นเสียง เริ่มแสดงความไม่พอใจ “แล้วนี่พี่จะทิ้งให้กานดารับหน้าแม่กับพี่วิคนเดียวได้ยังไง? ยกเลิกทริปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

“กานดา…” ผมหันไปสบตากับเธอตรงๆ แววตาของผมเยือกเย็นจนเธอต้องชะงัก “นนท์ไม่ใช่ลูกของฉัน และวิภาก็ไม่ใช่คนที่ฉันต้องรับผิดชอบ ฉันบอกเธอแล้วว่า ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำความรู้สึกของพิมพ์ในบ้านหลังนี้อีกต่อไป”

“พี่ธีร์อย่ามาไร้เหตุผลนะ! นนท์เป็นเด็กน่าสงสาร พ่อเขาก็ทิ้งไป พี่จะใจแคบแย่งความสุขของเด็กคนหนึ่งไปทำไม!”

“แล้วใครแย่งความสุขของลูกเราไปล่ะกานดา?” ผมถามกลับเสียงนิ่ง แต่ทรงพลังจนห้องเงียบกริบ “เธอคิดว่าฉันไม่รู้เหรอ เรื่องเงินสามแสนห้าหมื่นบาทในบัญชีการศึกษาของพิมพ์ที่เธอแอบโอนให้พี่สาวเธอเมื่อเดือนก่อน?”

ใบหน้าของกานดาซีดเผือดลงทันทีในชั่วพริบตา ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกตกใจอย่างขีดสุด “พี่… พี่รู้ได้ยังไง…”

“เธอกล้าขโมยเงินอนาคตของลูกสาวตัวเอง ไปประเคนให้พี่สาวกับหลานชายที่เอาแต่กอบโกย เธอรักครอบครัวเดิมของเธอจนลืมหน้าที่แม่ ลืมศีลธรรม ลืมแม้กระทั่งความถูกต้อง” ผมส่ายหน้าอย่างช้าๆ “ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับเธออีกแล้วกานดา เตรียมคุยกับทนายของฉันก็แล้วกัน”

“พี่ธีร์! เดี๋ยวก่อน! ฟังฟังกานดาอธิบายก่อนนะ พี่วิเขาเดือดร้อนจริงๆ เขาไม่มีเงินจ่ายหนี้เงินกู้นอกระบบ กานดาแค่ยืมมาให้เขาก่อน เดี๋ยวเขาก็คืน!” กานดาวิ่งเข้ามาดึงแขนเสื้อผมไว้ น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัว

ผมค่อยๆ แกะมือของเธอออกอย่างสุภาพแต่หนักแน่น “สามปีที่ผ่านมา เธอพูดคำว่า ‘เดี๋ยวเขาก็คืน’ มากี่ครั้งแล้ว? พอเถอะกานดา… ละครบทนี้มันจบลงแล้ว”

ผมจูงมือน้องพิมพ์ที่สะพายกระเป๋าใบเล็กเดินลงบันไดบ้าน พิมพ์มองแม่ของเธอด้วยแววตาที่สับสน แต่เมื่อผมบีบมือน้อยๆ นั้นเบาๆ เธอก็ก้าวเดินตามผมอย่างมั่นคง เราก้าวขึ้นรถแท็กซี่ที่เรียกไว้ล่วงหน้า มุ่งหน้าตรงสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ทิ้งให้กานดายืนร้องไห้ทุบอกตัวเองอยู่หน้าบ้านอย่างโดดเดี่ยว

ณ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ท่ามกลางแสงไฟสว่างไสว น้องพิมพ์มองดูตารางบินขนาดใหญ่ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ไฟลต์บินมุ่งหน้าสู่นครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำลังเปิดรับผู้โดยสาร เมื่อเราสองคนปะป๊าลูกก้าวเดินผ่านสะพานเทียบเครื่องบินและนั่งลงประจำที่บนเก้าอี้โดยสารชั้นธุรกิจที่ผมตั้งใจมอบเป็นของขวัญปลอบประโลมหัวใจให้ลูกสาว เครื่องบินลำใหญ่ค่อยๆ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน ทิ้งความทุกข์ ความกดดัน และความอยุติธรรมทั้งมวลไว้เบื้องล่าง

พิมพ์หันมายิ้มให้ผม ดวงตาเป็นประกายสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานนับปี “ปะป๊าคะ หนังเรื่องใหม่ของชีวิตเรากำลังจะเริ่มแล้วใช่ไหมคะ?”

“ใช่แล้วลูกรัก” ผมลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ “จากนี้ไป… จะไม่มีใครแย่งความสุขของลูกไปได้อีกแล้ว”