ภาคที่ 2: พายุคลั่งแห่งความโลภ (Part 2: มรสุมลูกหลานและการเผชิญหน้า)
ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของคุณหญิงมณฑาแพร่สะพัดไปไกลอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง แต่สิ่งที่ลุกลามเร็วยิ่งกว่าความตายของหญิงชรา คือข่าวลือเรื่องมหาเศรษฐินีไร้ญาติได้ทำพินัยกรรมยกคฤหาสน์ไม้สักโบราณและทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลให้กับหญิงท้องแก่ข้างบ้านผู้ยากจน
เพียงไม่ถึงสามวันหลังจากเจ้าหน้าที่นำร่างของคุณหญิงมณฑาไปประกอบพิธีทางศาสนา ความสงบสุขในซอยหมู่บ้านจัดสรรชานเมืองปทุมธานีก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เสียงเบรกของรถยุโรปหรูหราสามคันดังเอี๊ยดลั่นหน้าปากซอย ก่อนจะแล่นมาจอดเทียบขวางหน้าบ้านทาวน์เฮาส์หลังเล็กของฉัน ประตูรถเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มคนที่ฉันไม่เคยเห็นหน้าค่าตาตลอดระยะเวลาสองปีที่ย้ายมาอยู่ที่นี่
ชายวัยกลางคนสวมสูทราคาแพงท่าทางภูมิฐานแต่แววตากร้าวร้าว ก้าวลงมาจากรถคันแรก เขาคือ ธนา บุตรชายคนโตของคุณหญิงมณฑา ตามมาด้วย รพีพร น้องสาวของเขาที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมประโคมเพชรพลอยแวววาว และเด็กหนุ่มรุ่นลูกอีกสองคนที่ท่าทางไม่ยำเกรงผู้ใด สายตาของพวกเขากวาดมองบ้านปูนเก่าซอมซ่อของฉันด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนที่ธนาจะเดินตรงเข้ามากระชากประตูรั้วเหล็กดัดหน้าบ้านของฉันจนส่งเสียงดังสะเทือน
“นังตัวดี! ออกมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!” เสียงแผดร้องของรพีพรดังแหลมทะลุเข้ามาในบ้าน “อย่าคิดว่าหล่อนจะแอบงาบสมบัติของตระกูลพวกฉันไปได้ง่ายๆ นะ ออกมา!”
ฉันที่กำลังยืนประคองท้องแก่อยู่ข้างหน้าต่างห้องรับแขกถึงกับสะดุ้งตัวโยน ทารกในครรภ์ดิ้นขลุกขลักจนฉันรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าท้อง ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติและความกล้าหาญทั้งหมดที่มี ค่อยๆ เปิดประตูบ้านออกไปยืนเผชิญหน้ากับพวกเขา โดยมีรั้วเหล็กกั้นกลางไว้
“พวกคุณเป็นใครคะ? แล้วมีสิทธิ์อะไรมาโวยวายหน้าบ้านคนอื่นแบบนี้?” ฉันถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น
“มีสิทธิ์อะไรอย่างนั้นเหรอ?” ธนาแค่นยิ้มเหี้ยม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเดือดดาล “ฉันเป็นลูกชายคนโตของคุณแม่มณฑา! เป็นสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลศิริวัฒนากุล! แล้วหล่อนล่ะเป็นใคร? เป็นแค่นังขี้ข้าข้างบ้านที่อาศัยจังหวะแม่ฉันแก่ชราเลอะเลือน วางยาเสน่ห์หรือหลอกล่อให้แม่ฉันเซ็นยกมรดกให้ใช่ไหม! พินัยกรรมเฮงซวยในตู้จดหมายนั่นน่ะ มันคือเอกสารปลอม!”
“หนูไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นค่ะ” ฉันตอบกลับอย่างหนักแน่น แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความกลัว “วันนั้นหนูเห็นหญ้าหน้าบ้านรก กลัวคุณยายจะเป็นไข้เลือดออก หนูเลยช่วยตัดหญ้าให้ หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณยายมีทรัพย์สมบัติอะไร และหนูไม่เคยขออะไรจากท่านเลยแม้แต่อย่างเดียว”
“ตัดหญ้าเหรอ? ตลกสิ้นดี!” รพีพรหัวเราะเยาะเสียงแหลมสูง “หล่อนคิดว่าพวกฉันโง่เหรอฮะ? ตัดหญ้าบ้าบออะไรจะได้ค่าจ้างเป็นบ้านพร้อมที่ดินสองไร่กับเงินสดอีกห้าสิบล้าน! หล่อนต้องวางแผนร่วมกับใครสักคนแน่ๆ ส่งเอกสารทั้งหมดคืนมาให้พวกฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งความจับหล่อนเข้าคุก ให้ไปคลอดลูกในตะราง!”
คำขู่กรรโชกและสายตาที่พร้อมจะฉีกเนื้อฉันเป็นชิ้นๆ ทำให้ฉันก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังบานปลาย รถกระบะเก่าๆ คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบด้านหลังอย่างรีบร้อน กานต์ สามีของฉันเปิดประตูวิ่งลงมาอย่างไม่คิดชีวิต เขารีบก้าวเข้ามายืนขวางหน้าฉันไว้ทันที เนื้อตัวของเขายังเปื้อนฝุ่นปูนจากการทำงานก่อสร้าง แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยสัญชาตญาณของการปกป้องครอบครัว
“พวกคุณอย่าแตะต้องเมียผมนะ!” กานต์ตะโกนเสียงดัง “เมียผมท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว ถ้าเธอเป็นอะไรไปเพราะพวกคุณ ผมไม่ยอมแน่!”
“ไอ้กระจอก!” ลูกชายของธนาตะคอกกลับ “พวกมึงคิดจะยักยอกสมบัติของตระกูลกู ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ คอยดูว่าพวกมึงจะอยู่สุขไหม!”
ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ชาวบ้านในละแวกนั้นเริ่มโผล่หน้าออกมาดูตามหน้าต่างและรั้วบ้าน แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาแทรกแซง จนกระทั่งรถเก๋งสีดำเรียบหรูอีกคันแล่นเข้ามาจอดอย่างสงบ ชายสูงวัยในชุดสูทสากลภูมิฐานสวมแว่นตากรอบทองก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับแฟ้มเอกสารหนาเตอะในมือ
“หยุดส่งเสียงเอะอะโวยวายไร้มารยาทได้แล้วครับ คุณธนา คุณรพีพร” เสียงทุ้มต่ำทรงพลังของชายสูงวัยดังก้องขึ้น
ทั้งธนาและรพีพรชะงักไปทันที สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็นความตระหนก “ทะ…ทนายวิโรจน์?“
ทนายวิโรจน์คือทนายความประจำตระกูลที่รับใช้คุณหญิงมณฑาและสามีผู้ล่วงลับมานานกว่าสี่สิบปี เขาเดินตรงเข้ามา ยืนอยู่ระหว่างสองฝ่าย ก่อนจะจัดแว่นตาแล้วมองไปยังสองพี่น้องด้วยสายตาเย็นชา
“ผมเป็นคนจัดการร่างพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตัวเอง ตามคำสั่งเสียสุดท้ายและเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของคุณหญิงมณฑา” ทนายวิโรจน์กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “คุณหญิงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ มีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลศูนย์ยืนยันความพร้อมทางจิตใจก่อนลงนาม และมีวิดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานอย่างรัดกุม”
“แต่นี่มันไม่ยุติธรรม!” ธนากัดฟันกรอด “พวกเราเป็นลูกนะทนาย! มันเป็นแค่คนแปลกหน้า!”
“ลูกงั้นหรือครับ?” ทนายวิโรจน์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช “สิบปีที่คุณหญิงนอนป่วยอยู่เดียวดาย มีวันไหนบ้างที่พวกคุณแวะมาถามไถ่ว่าท่านกินข้าวหรือยัง? แม้แต่วันเกิดหรือวันสงกรานต์ พวกคุณเคยส่งการ์ดมาสักใบไหม? สิ่งเดียวที่พวกคุณทำ คือโทรมาทวงเงินส่วนแบ่งที่ดิน บังคับให้ท่านขายบ้านมรดกเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้การพนันและปรนเปรอความฟุ่มเฟือยของพวกคุณ จนท่านต้องตรอมใจร้องไห้ทุกค่ำคืน!“
คำพูดของทนายวิโรจน์ทำให้ลูกหลานทั้งสองหน้าชาจนพูดไม่ออก แต่ความโลภที่ฝังลึกไม่ได้ทำให้พวกเขายอมแพ้ง่ายๆ
“กูไม่สน!” ธนาชี้หน้าฉันอย่างเคียดแค้น “พวกกูจะฟ้องศาล! จะยื่นคัดค้านพินัยกรรมให้ถึงที่สุด จะลากพวกมึงขึ้นศาลจนกว่าจะหมดตัวไม่มีเงินสู้คดี ดูซิว่านังเด็กเหลือขอท้องแก่กับไอ้กรรมกรจนๆ จะมีปัญญาจ้างทนายมาสู้กับกูไหม!“
พูดจบ ธนากระแทกเท้ากลับขึ้นรถและสั่งให้ออกรถไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันและความหวาดหวั่นที่ยังอบอวลอยู่ในอากาศ ฉันทรุดตัวลงในอ้อมกอดของกานต์ ร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจเงินและอิทธิพลที่กำลังจะถาโถมเข้ามาทำลายความสงบสุขของชีวิตเราสองคน