ตอนที่ 2: ตาสว่างในวันที่สายเกินไปและการไล่ล่าที่ว่างเปล่า (Part 2)
ความเงียบงันภายในคฤหาสน์หรูย่านทองหล่อไม่เคยบาดลึกถึงขั้วหัวใจของธนิน วรโชติเมธา เท่ากับเช้าวันนี้มาก่อน เสียงโทรศัพท์ในมือของเขาร่วงหล่นลงบนพรมหนานุ่มทันทีที่เลขาฯ รายงานว่าเที่ยวบินของพิมพ์ดาวมุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอนไปแล้ว
ธนินยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องแต่งตัวที่เปิดโล่ง ตู้เสื้อผ้าฝั่งของภรรยาว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของน้ำหอมกลิ่นดอกมะลิที่เธอชอบใช้ สิ่งที่ตอกย้ำความสูญเสียจนทำให้เขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก คือห้องนอนเล็กของน้องพราว เตียงนอนรูปปราสาทเจ้าหญิงที่เขาเป็นคนเลือกให้ลูกสาวด้วยความภูมิใจ บัดนี้เหลือเพียงฟูกเปล่า ผ้าปูที่นอนลายการ์ตูน ตุ๊กตากระต่ายเน่าตัวโปรดที่ลูกสาวต้องกอดทุกคืน และโกศกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่บรรจุเถ้ากระดูกของลูก… ทั้งหมดหายไปแล้ว พิมพ์ดาวไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เขาได้ดูต่างหน้าเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
“พิมพ์… คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง…” ธนินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นห้องของลูก น้ำตาของชายผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครในแวดวงธุรกิจไหลรินอาบสองแก้ม ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาฉายซ้ำเหมือนใบมีดที่กรีดเฉือนหัวใจ วันที่น้องพราวเกิด วันที่แกหัดเรียก ‘พ่อ’ และสายตาใสซื่อคู่นั้นที่เคยเฝ้ารอคอยเขาอยู่หน้าประตูรั้วโรงเรียน… เขาเป็นคนฆ่าลูกด้วยความประมาทเลินเล่อของตัวเอง เขาเลือกที่จะไปถือเค้กวันเกิดให้อรินทร์ เพียงเพราะคำออดอ้อนและภาพลวงตาของอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว
เสียงรองเท้าส้นสูงดังกระทบพื้นหินอ่อนด้านหลัง ปลุกให้ธนินตื่นจากภวังค์ อรินทร์เดินนวยนาดเข้ามาในชุดนอนผ้าซาตินหรูหรา ใบหน้าสวยหวานไร้เครื่องสำอางยังคงดูงดงาม แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความรำคาญใจเมื่อเห็นสภาพของเขา
“ธนินคะ คุณมานั่งทำอะไรตรงนี้? อรินทร์ตื่นมาไม่เจอคุณเลย” เธอเดินเข้ามาใกล้ พยายามจะดึงแขนเขาให้ลุกขึ้น “ช่างคุณพิมพ์เถอะค่ะ เธออยากจะไปก็ปล่อยเธอไป ผู้หญิงงี่เง่าที่ไม่รู้จักหน้าที่ภรรยา ปล่อยให้สามีต้องเหนื่อยอยู่คนเดียว พอมีเรื่องแค่นี้ก็หนีเตลิดไปต่างประเทศ อีกไม่นานเดี๋ยวเงินหมดก็ซมซานกลับมาหาคุณเองแหละค่ะ ตอนนี้คุณมีอรินทร์อยู่ทั้งคนแล้วนะคะ เรามาเริ่มต้นครอบครัวใหม่ด้วยกันดีกว่า…”
คำพูดที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจนั้นดังทะลุผ่านโสตประสาทของธนิน เหมือนมีฟ้าผ่าลงกลางใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า สร้อยเพชรน้ำงามที่เธอสวมอยู่บนคอยังคงส่องประกายวิบวับ—สร้อยคอที่เขาเคยสั่งทำพิเศษเพื่อจะมอบให้ภรรยาในวันครบรอบแต่งงาน แต่กลับถูกอรินทร์หยิบฉวยไปหน้าตาเฉย และเขาก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะทวงคืน
“ออกไป…” ธนินเอ่ยเสียงต่ำ สั่นเครือด้วยความโกรธ
“คะ? คุณว่าอะไรนะธนิน?” อรินทร์ชะงัก
“ผมบอกให้คุณไสหัวออกไปจากบ้านของผมเดี๋ยวนี้!” ธนินตวาดลั่นจนหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว แววตาของเขาที่มองเธอในตอนนี้ไม่มีความเสน่หาหรือความผูกพันในวัยเยาว์หลงเหลืออยู่อีกต่อไป มันมีเพียงความรังเกียจและความเคียดแค้น “ถ้าวันนั้นผมไม่ไปหาคุณ… ถ้าน้องสาวผมไม่โทรตามผมไปช่วยจัดงานบ้าบอของคุณ… ลูกของผมก็คงไม่ต้องนั่งรอจนเกิดเรื่อง! พราวคงยังไม่ตาย!”
“คุณจะมาโทษอรินทร์ไม่ได้นะ!” อรินทร์ขึ้นเสียงแหลม “คุณเป็นคนตัดสินใจมาหาอรินทร์เอง! คุณเลือกอรินทร์เองนะธนิน!”
“ใช่! ผมมันโง่เอง! ผมมันเลวเองที่ทิ้งลูกเมียเพื่อผู้หญิงเห็นแก่ตัวอย่างคุณ!” ธนินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กระชากสายตาเย็นชาใส่เธอ “ถอดสร้อยเส้นนั้นออก แล้วไสหัวออกไปให้พ้นหน้าผม อย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก!”
อรินทร์ตกใจกับท่าทีเกรี้ยวกราดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เธอรีบปลดสร้อยเพชรโยนลงบนพื้นก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีออกจากบ้านไปด้วยความโกรธแค้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกผิดในใจของธนินลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
สองสัปดาห์ต่อมา ธนินเคลียร์งานทั้งหมดและตีตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่งมุ่งตรงสู่กรุงลอนดอน เขาใช้เส้นสายและอำนาจเงินมหาศาลสืบหาจนรู้ที่อยู่ใหม่และสำนักงานที่พิมพ์ดาวทำงานอยู่ เขาเชื่อมั่นในความรักอันยาวนานแปดปีที่พิมพ์ดาวมีให้เขา เขาคิดเข้าข้างตัวเองว่าหากเขาคุกเข่าอ้อนวอน ขอโทษ และแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ เธอจะยอมให้อภัยและกลับมาเริ่มต้นใหม่กับเขา
ท่ามกลางสายฝนพรำและอากาศหนาวเหน็บของลอนดอน ธนินยืนรออยู่หน้าอาคารกระจกสูงตระหง่านของบริษัทยักษ์ใหญ่ริมแม่น้ำเทมส์ ชายหนุ่มถือช่อดอกไฮเดรนเยียสีขาวที่พิมพ์ดาวเคยชอบ ร่างกายของเขาสูบผอมลง ดวงตาคล้ำลึกจากการนอนไม่หลับมาตลอดหลายสัปดาห์
จนกระทั่งเวลาเลิกงาน ประตูกระจกเปิดออก พิมพ์ดาวก้าวออกมาในชุดโค้ตผ้าวูลสีเบจเรียบหรู ผมยาวสลวยถูกตัดสั้นลงจนถึงบ่า ทำให้เธอดูทะมัดทะแมง มั่นใจ และสง่างามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แววตาของเธอที่เคยมองเขาด้วยความอ่อนโยน บัดนี้กลายเป็นความสุขุม นิ่งสงบ และเยือกเย็น
“พิมพ์!” ธนินก้าวเข้าไปขวางหน้าเธอด้วยหัวใจที่เต้นรัว “พิมพ์… ในที่สุดผมก็หาคุณเจอ”
พิมพ์ดาวชะงักฝีเท้า เธอไม่ได้แสดงอาการตกใจ กรีดร้อง หรือโกรธแค้นใดๆ ทั้งสิ้น เธอเพียงแค่หยุดมองเขาเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้าที่เดินผ่านมาตามท้องถนน
“คุณมาทำไมที่นี่ ธนิน?” น้ำเสียงของเธอราบเรียบจนทำให้คนฟังรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก
“ผมมาหาคุณ… พิมพ์ ผมรู้แล้วว่าผมผิดไป ผมตัดขาดกับอรินทร์แล้ว ผมไล่เธอออกไปจากชีวิตแล้วนะพิมพ์” ธนินพูดรัวเร็ว น้ำตาคลอเบ้า พยายามจะยื่นมือไปจับมือของเธอ “กลับบ้านเราเถอะนะพิมพ์… กลับไปเริ่มต้นใหม่กัน ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ บ้านเรามันเงียบเกินไป… ผมคิดถึงคุณ คิดถึงลูก…”
พิมพ์ดาวถอยหลังก้าวหนึ่ง หลบเลี่ยงสัมผัสของเขาอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด
“บ้านของเราพังไปตั้งแต่วันที่น้องพราวหยุดหายใจแล้วค่ะธนิน” เธอสบตาเขานิ่ง “และคนที่ทำลายมัน… ก็คือตัวคุณเอง อย่าพูดชื่อลูกออกมาเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลงเลย มันทุเรศ”
“พิมพ์… ได้โปรดเถอะนะ ให้โอกาสผมสักครั้ง ผมยินดีจะชดใช้ทุกอย่าง…” ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่าลงบนทางเท้าที่เปียกแฉะ ไม่อายสายตาของฝรั่งและผู้คนที่เดินผ่านไปมา มหาเศรษฐีผู้หยิ่งผยองกำลังร้องไห้อ้อนวอนผู้หญิงที่เขาทอดทิ้ง
พิมพ์ดาวมองดูภาพนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความรัก ความผูกพัน ความเจ็บปวดที่เคยท่วมท้น… บัดนี้ได้มอดดับลงจนเหลือเพียงเถ้าถ่านที่เย็นชืด
“การชดใช้ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ คือการอยู่กับความรู้สึกผิดนั้นไปตลอดชีวิตค่ะ” เธอพูดทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเงาของเขาอีกเลย