Part 2: เผยธาตุแท้ในห้องขังและหลักฐานชิ้นสุดท้าย
เสียงไซเรนของรถตำรวจสองคันดังหวูดก้องไปตามถนนเลียบคลองดำเนินสะดวกในยามค่ำคืน ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความเงียบสงัดและเศษซากงานเลี้ยงวันเกิดที่พังทลาย เค้กช็อกโกแลตตัวเลข 70 ละลายเยิ้มอยู่บนโต๊ะกลางลานบ้าน เช่นเดียวกับรอยยิ้มของตาเดชาที่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาแตกสลายของชายชราวัยเจ็ดสิบที่เพิ่งตระหนักว่า ลูกชายแท้ๆ สองคนที่ตนเองประคบประหงมมาตั้งแต่แบเบาะ พร้อมจะเหยียบย่ำชีวิตน้องสาวและทรยศพ่อบังเกิดเกล้าเพียงเพื่อเศษเงินหกล้านบาท
ที่โรงพยาบาล ฉันนั่งอยู่บนเตียงตรวจฉุกเฉิน พยาบาลกำลังทำแผลฟกช้ำที่โหนกแก้มและข้อมือทั้งสองข้างที่มีรอยเขียวช้ำเป็นปื้นจากการถูกกระชากและมัดบิดอย่างรุนแรง พ่อไม่ยอมห่างจากเตียงของฉันแม้แต่ก้าวเดียว มืออันเหี่ยวย่นและสั่นเทาของท่านกุมมือฉันไว้แน่น น้ำตาของชายชราหยดลงบนหลังมือของฉันครั้งแล้วครั้งเล่า
“รินดา… พ่อมันตาบอดเอง พ่อเกือบทำให้ลูกต้องตายในท้ายรถคันนั้น” เสียงของพ่อแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“พ่ออย่าโทษตัวเองเลยค่ะ ถ้าไม่มีพ่อเดินนำตำรวจเข้ามาในโรงรถ รินดาอาจจะโดนพี่อาร์ตเอาเหล็กฟาดไปแล้วก็ได้” ฉันบีบมือพ่อตอบ พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้พ่อต้องสะเทือนใจไปมากกว่านี้
ร้อยตำรวจเอก ชัยยุทธ เจ้าของคดี เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมกับแฟ้มสำนวนและเครื่องบันทึกเสียง “คุณรินดาครับ อาการปลอดภัยแล้วใช่ไหมครับ? ทางตำรวจได้คุมตัวนายอาร์ตและนายเบิร์ดไปไว้ที่ห้องขัง สภ.ดำเนินสะดวก เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ข้อหาเบื้องต้นคือ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย และพยายามกรรโชกทรัพย์ แต่มีเรื่องสำคัญที่ผมอยากให้คุณและคุณพ่อทราบครับ”
สารวัตรเปิดไฟล์เสียงจากอุปกรณ์ SOS ที่บันทึกไว้ในระบบ เสียงพูดคุยอันยโสของเบิร์ดและอาร์ตในโรงรถดังชัดเจนทุกถ้อยคำ ทั้งเรื่องการจัดงานวันเกิดเพื่อหลอกล่อให้พ่อเซ็นมอบอำนาจ และแผนการที่จะใส่ร้ายว่าฉันขโมยเงินเพื่อตัดขาดฉันออกจากกองมรดก แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือช่วงท้ายของไฟล์เสียงก่อนที่ตำรวจจะเข้าชาร์จ มีเสียงเบิร์ดพูดพึมพำกับอาร์ตประโยคหนึ่งที่ทำให้ฉันและพ่อต้องชาวาบไปทั้งตัว
‘ถ้าได้เงินหกล้านมา มึงอย่าลืมจัดการเรื่องเอกสารของแม่ที่ซ่อนอยู่ในตู้ไม้เก่าหลังบ้านนะเว้ย ไม่งั้นเรื่องที่ดินอีกแปลงจะแดงขึ้นมา’
พ่อเงยหน้าขึ้นทันที แววตาที่เคยหม่นหมองเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก “เอกสารของแม่รึ? แม่เอ็งไม่มีทรัพย์สินอะไรซ่อนไว้นี่นา…”
“พ่อคะ เราต้องกลับไปดูที่บ้านเดี๋ยวนี้” ฉันตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงทันที แม้ร่างกายจะยังระบม แต่สัญชาตญาณบอกฉันว่า แผนชั่วของพี่ชายทั้งสองไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในคืนนี้ มันอาจถูกวางแผนและฝังรากมานานหลายปีแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านสวน ฉันและพ่อพร้อมด้วยตำรวจสองนายเดินตรงไปยังห้องเก็บเครื่องมือช่างไม้หลังบ้าน ตู้ไม้สักเก่าที่แม่เคยใช้เก็บผ้าขาวม้าและของใช้ส่วนตัวตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ใต้แผ่นไม้กระดานก้นตู้ที่ถูกงัดจนเผยอ มีกล่องเหล็กขึ้นสนิมใบหนึ่งซ่อนอยู่ข้างใน เมื่อเปิดออกดู สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้พ่อถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้น
มันไม่ใช่แค่โฉนดที่ดิน… แต่มันคือ พินัยกรรมฉบับจริงของแม่ ที่ทำไว้ก่อนเสียชีวิต พร้อมด้วยสมุดบัญชีเงินฝากประจำอีกกว่าแปดแสนบาท ซึ่งแม่ระบุไว้ชัดเจนด้วยลายมือและมีทนายความเซ็นรับรองว่า เงินก้อนนี้เป็นเงินเก็บส่วนตัวที่แม่ตั้งใจยกให้รินดาเพื่อเป็นทุนในการดูแลรักษาพ่อในบั้นปลายชีวิต และที่ดินสวนมะพร้าวแปลงติดกันแม่ก็ยกให้รินดาดูแล เพราะรู้ดีว่าพี่ชายทั้งสองคนติดการพนันและไม่เคยคิดจะกลับมาเหลียวแลบ้านเกิด
ข้างๆ พินัยกรรม มีกระดาษจำนำทองและสลิปหนี้พนันบอลออนไลน์ของนายอาร์ตและนายเบิร์ดรวมกันเกือบสามล้านบาท!
พวกมันขโมยพินัยกรรมของแม่ไปซ่อนไว้ตั้งแต่แม่เสียชีวิต ยักยอกเงินเก็บของแม่ไปใช้หนี้พนันจนหมด และเมื่อหนี้สินก้อนใหม่เริ่มรุมเร้าจนเจ้าหนี้ตามทวงถึงที่ทำงาน พวกมันจึงย้อนกลับมาที่บ้านหลังนี้ วางแผนสร้างภาพเป็นลูกกตัญญูจัดงานวันเกิดครบรอบเจ็ดสิบปีให้พ่อ หลอกใช้ฉันเป็นคนจ่ายค่าจัดงาน บังคับให้เซ็นยินยอมขายบ้านไม้สักทองอันเป็นความทรงจำสุดท้ายของแม่ และหากฉันขัดขืน พวกมันก็พร้อมจะกำจัดฉันให้พ้นทางอย่างไร้มนุษยธรรม
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องสอบสวน สภ.ดำเนินสะดวก อาร์ตและเบิร์ดนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ในชุดผู้ต้องหา เมื่อเห็นฉันเดินเข้ามาพร้อมกับพ่อและกล่องเหล็กใบนั้น ทั้งสองคนก็เริ่มตัวสั่น
“รินดา! ช่วยพี่ด้วย! พี่ขอโทษ!” เบิร์ดร้องไห้โฮ พยายามยื่นมือข้ามโต๊ะมาหาฉัน “พวกพี่โดนโต๊ะบอลขู่ฆ่า ถ้าไม่ได้เงินหกล้านไปคืน พวกมันจะตัดนิ้วพวกพี่! พ่อครับ… ช่วยคุยกับตำรวจให้ถอนแจ้งความทีเถอะครับ พวกเราเป็นลูกพ่อนะ!”
อาร์ตทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นห้องสอบสวน “พ่อครับ ยกโทษให้ผมเถอะ ผมสัญญากับแม่ไว้แล้วว่าจะดูแลน้อง แต่ผีพนันมันเข้าสิง… อย่าส่งพวกผมเข้าคุกเลยนะพ่อ!”
พ่อยืนนิ่ง ใบหน้าของชายชราไร้น้ำตาอีกต่อไป มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดชีวิต พ่อก้มลงมองลูกชายทั้งสองคนที่คุกเข่าอ้อนวอนอย่างน่าสมเพช ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“พวกเอ็งไม่ได้สำนึกผิดเพราะรักพ่อหรือรักน้อง… พวกเอ็งแค่กลัวคุก และกลัวตายจากหนี้ที่พวกเอ็งก่อขึ้นมาเอง”