ในวันเกษียณของพ่อ เขาฉีกหน้าฉันต่อหน้าทุกคนว่าไม่มีอนาคต—แต่เมื่อเห็นของขวัญล้ำค่าจากลูกรักของเขา ฉันรู้ทันทีว่าจะต้องมีคนไม่ได้เดินออกจากโรงแรมนี้อย่างเสรี!

Part 2: การเปิดโปงกลางแสงไฟ (คำร้องขอความเมตตาที่สายเกินไป)

คำพูดของอัครินทร์ที่กระซิบข้างหูทำให้รอยยิ้มภาคภูมิใจบนใบหน้าของพ่อแข็งค้าง ดวงตาคู่เดิมที่เคยมองดูโลกอย่างหยิ่งผยองสั่นไหวอย่างรุนแรง

“แกพูดบ้าอะไรของแก อัครินทร์?” พ่อกดเสียงต่ำลงผ่านไมโครโฟนที่ยังเปิดอยู่เล็กน้อย จนเสียงอู้อี้ดังแทรกเข้าไปในระบบลำโพงของห้องแกรนด์บอลรูม “ยัยอันดาน่ะเหรอ? มันก็แค่เด็กมีปัญหา หนีออกจากบ้านไปทำงานต๊อกต๋อยแปดปี มันจะมีปัญญาทำอะไรเราได้!”

เบลล่าที่ยืนอยู่ข้างเวทียังไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอหัวเราะคิกคักพลางเดินเข้ามาคล้องแขนอัครินทร์ “พี่อัครินทร์ขา ไปสนใจพี่อันดาทำไมกันคะ วันนี้เป็นวันของพวกเรานะ ปล่อยให้พี่เขานั่งอิจฉาอยู่ที่ซอกหลืบเถอะค่ะ”

แต่อัครินทร์ไม่ได้มองเบลล่าแม้แต่น้อย เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเขา นิ้วมือที่เคยสง่างามเริ่มสั่นเทาขณะกำสมาร์ตโฟนแน่น ข้อความที่ลูกน้องส่งมาแจ้งเตือนก่อนหน้านี้ไม่เพียงแต่บอกว่ารถตู้ถูกดักจับ แต่ยังระบุชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษที่นำกำลังบุกยึดของกลาง… รายงานตรงต่อ ‘พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อันดา วัฒนากุล’

ฉันก้าวเท้าออกจากเงามืด เดินตรงไปตามทางเดินพรมแดงกลางห้องบอลรูมอย่างช้าๆ รองเท้าคัตชูคู่เก่าที่เบลล่าเพิ่งเยาะเย้ย บัดนี้กระทบพื้นพรมด้วยจังหวะที่มั่นคงและเงียบสงบ แขกเหรื่อหลายร้อยคนเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมา สายตาทุกคู่ค่อยๆ หันมาจับจ้องที่ฉัน

“อันดา! แกจะทำอะไร!” แม่เลี้ยงลัดดารีบปรี่เข้ามายืนขวางหน้าฉัน ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบูดเบี้ยวด้วยความโกรธ “ถอยออกไปเดี๋ยวนี้! อย่ามาทำให้งานเกษียณของสามีฉันพังนะ นังเด็กไร้การศึกษา!”

ฉันหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ไม่ได้หลบสายตาหรือมีทีท่าหวาดกลัวเหมือนเด็กสาวเมื่อแปดปีก่อนอีกต่อไป ฉันเพียงแค่หยิบบัตรประจำตัวข้าราชการสีน้ำเงินเข้มที่มีตราครุฑสีทองอร่ามออกจากกระเป๋าเสื้อสูท แล้วชูขึ้นในระดับสายตาของเธอ

‘กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) — พันตำรวจโทหญิง อันดา วัฒนากุล รองผู้กำกับการ หัวหน้าชุดปฏิบัติการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ’

ดวงตาของลัดดาเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายของเธอชาวาบจนถอยหลังไปชนโต๊ะจีน แก้วไวน์สั่นกระทบกันเสียงดังกริ๊ง

“ท… เจ้าหน้าที่… ไม่จริง แกจะเป็นไปได้ยังไง!” เสียงของลัดดาสั่นเครือ

ฉันไม่เสียเวลาตอบเธอ ฉันก้าวข้ามเธอไป หยุดยืนอยู่หน้าเวที สายตาจับจ้องไปที่พ่อและอัครินทร์

ในวินาทีนั้น ประตูกระจกบานใหญ่ทั้งสี่ทิศของห้องแกรนด์บอลรูมถูกผลักเปิดออกพร้อมกัน เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเจ้าหน้าที่หน่วยหนุมานและชุดปฏิบัติการพิเศษ DSI ในชุดเกราะคอมแบทสีดำสนิทพร้อมอาวุธครบมือกว่าสามสิบนายกรูเข้ามาปิดล้อมทุกทางออก แขกเหรื่อในงานกรีดร้องด้วยความตระหนกตกใจ บางคนลุกขึ้นยืนตัวสั่น บางคนทำช้อนส้อมหลุดมือ

มาร์คเดินถือแฟ้มเอกสารหนาเตอะเคียงข้างนายตำรวจระดับผู้บังคับการเข้ามาหาฉัน เขายกมือทำความเคารพอย่างเฉียบคม

“รายงานครับหัวหน้าอันดา” มาร์คเอ่ยเสียงดังกังวานไปทั่วห้องโถง “ของกลางโบราณวัตถุทั้งหมด 18 รายการในลานจอดรถชั้นใต้ดินถูกควบคุมไว้ได้ทั้งหมดแล้วครับ และเราได้เข้าตรวจสอบระบบตู้เซฟเคลื่อนที่ของบริษัทประมูล พบหลักฐานการฟอกเงินข้ามชาติมูลค่ากว่าสามร้อยล้านบาทครับ”

เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นในหมู่แขกผู้มีเกียรติ ทั้งอดีตผู้อำนวยการเขตการศึกษา ครูบาอาจารย์ และผู้บริหารระดับสูง ต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง

พ่อของฉันยืนตัวแข็งทื่อ ไมโครโฟนในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น ริมฝีปากของเขาสั่นระริก “อันดา… นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? แกพาคนพวกนี้เข้ามาจับใครในงานของพ่อ?!”

“จับคนร้ายค่ะ… พ่อ” ฉันตอบเสียงเรียบนิ่ง แต่ก้องกังวานไปทั้งห้อง

“นายอัครินทร์ ศาลากุล” ฉันหันไปมองชายหนุ่มแว่นตากรอบทองที่กำลังพยายามค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปทางม่านหลังเวที “คุณตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาร่วมกันลักลอบโจรกรรม ครอบครอง และค้าโบราณวัตถุอันเป็นสมบัติของชาติตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และความผิดฐานฟอกเงิน”

อัครินทร์หน้าซีดเผือด เขารู้ดีว่าหมดทางหนี แต่ด้วยความตื่นตระหนก เขาชี้หน้ามาที่พ่อของฉันทันที!

“อย่านะ! ผมไม่ได้ทำคนเดียว!” อัครินทร์ตะโกนลั่นห้องบอลรูมจนทุกคนสะดุ้ง “ผอ. ประเสริฐเป็นคนเซ็นเอกสารรับรองว่าโบราณวัตถุพวกนี้เป็นของสะสมส่วนตัวที่ได้รับสืบทอดมาอย่างถูกต้อง! เขาเป็นคนเปิดช่องทางขนส่งและใช้ตำแหน่งข้าราชการระดับสูงเซ็นผ่านด่านศุลกากรให้ผม! สัญญาก็เพิ่งเซ็นไปเมื่อบ่ายนี้ เขาเอาเงินก้อนแรกไปแล้วยี่สิบล้าน!”

คำสารภาพนั้นดังทะลุไมโครโฟน ทุกสายตาในห้องหันขวับไปมองพ่อด้วยความรังเกียจและขยะแขยงทันที

“ไม่จริง! แกโกหก!” พ่อตะโกนลั่น หน้าแดงก่ำจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “ฉันไม่รู้เรื่อง! ฉันนึกว่ามันเป็นของขวัญ… ฉันนึกว่าแกจะให้ตำแหน่งที่ปรึกษาฉันจริงๆ!”

“คุณพ่อคะ…” เบลล่าทรุดลงไปนั่งกับพื้น น้ำตานองหน้า “พี่อัครินทร์… นี่มันเรื่องอะไรกันคะ? ไหนพี่บอกว่าของพวกนี้ถูกกฎหมายไงคะ!”

“หุบปากไปเลยนังโง่!” อัครินทร์ตวาดกลับอย่างไร้ความปรานี “ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแกมีเส้นสายข้าราชการเก่า ฉันจะลดตัวมาคบกับผู้หญิงไร้สมองอย่างแกเหรอ!”

คำด่าทอนั้นเปรียบเสมือนตบหน้าเบลล่าและแม่เลี้ยงลัดดาอย่างจัง ทั้งสองคนกอดกันร้องไห้โฮ ความฝันที่จะได้เป็นคุณนายไฮโซและมีลูกเขยเศรษฐีพังทลายลงในชั่วพริบตา

พ่อเดินโซซัดโซเซลงมาจากเวที เดินตรงเข้ามาหาฉัน แววตาที่เคยมองฉันอย่างเหยียดหยามแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวและสิ้นหวัง เขายื่นมือที่สั่นเทามาจับแขนเสื้อของฉันไว้แน่น

“อันดา… ลูกรัก… ช่วยพ่อด้วย” น้ำเสียงของเขาแตกพร่า ไร้ซึ่งความทะนงตนที่เคยมีมาตลอดชีวิต “พ่อคือพ่อนะลูก… แกเป็นหัวหน้า เป็นคนคุมคดีนี้ แกต้องช่วยพ่อได้สิ แกแอบทำลายเอกสารสัญญานั่นทิ้งไปได้ไหม? บอกทุกคนว่าพ่อถูกหลอก พ่อไม่รู้เรื่องนะอันดา! ถ้าพ่อติดคุก ชื่อเสียงที่พ่อสร้างมาทั้งชีวิต… เกียรติยศของตระกูลเราจะพังหมดนะลูก!”

ฉันมองมือที่กำลังเกาะกุมแขนเสื้อของฉัน มือคู่นี้… ที่เคยชี้หน้าไล่ฉันออกจากบ้านในคืนฝนตก มือคู่นี้… ที่ฉีกใบสมัครสอบนายร้อยตำรวจของฉันทิ้งอย่างไม่ไยดีเมื่อแปดปีก่อน เพียงเพราะฉันไม่ยอมเดินตามเส้นทางที่เขาขีดไว้

“เกียรติยศเหรอคะ?” ฉันค่อยๆ ดึงมือของเขาออกจากแขนเสื้อของฉันอย่างสุภาพแต่เย็นชา “เกียรติยศที่สร้างขึ้นมาจากการดูถูกลูกแท้ๆ ของตัวเอง แล้วไปกราบไหว้โจรเพียงเพราะมันเอาเศษเงินมาล่อตาอย่างนั้นเหรอคะ?”

“อันดา! พ่อขอร้องล่ะลูก!” พ่อคุกเข่าลงต่อหน้าฉัน ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อที่เป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของเขานับร้อยชีวิต “แกจะใจดำเห็นพ่อแท้ๆ ติดคุกตอนแก่ไม่ได้นะ!”

ฉันสูดหายใจเข้าลึก หลับตาลงชั่วครู่เพื่อกดทับความเจ็บปวดในอดีตที่ฝังลึกในใจ ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว

“เจ้าหน้าที่” ฉันหันไปสั่งการเสียงเฉียบขาด “ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคน ใส่กุญแจมือ และนำตัวไปสอบสวนที่สำนักงาน DSI เดี๋ยวนี้!”