Part 2: เสียงสะท้อนในห้องจัดเลี้ยง และการพังทลายของหน้ากากผู้ดี
ณ ห้องแกรนด์บอลรูมชั้นบน บรรยากาศงานเลี้ยงมงคลสมรสที่เคยเคล้าคลอไปด้วยเสียงเพลงแจ๊สอันนุ่มนวลและเสียงพูดคุยเฮฮาของแขกเหรื่อกว่าสามร้อยชีวิต กลับต้องหยุดชะงักลงราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเวลา เมื่อสัญญาณเสียงแหลมสูงดังหวีดหวิวออกมาจากตู้ลำโพงคอนเสิร์ตรอบทิศทาง
ตามด้วยเสียงหอบหายใจอย่างทรมานและเสียงสะอึกสะอื้นที่คุ้นเคย…
“แขกผู้มีเกียรติทุกท่านคะ… ถ้าใครได้ยินเสียงนี้ ได้โปรดตามพ่อกับแม่ของฉันมาที่ห้องสปาชั้นล่างเดี๋ยวนี้… เพราะครอบครัวของเจ้าบ่าวกำลังขังฉันไว้ในห้องซาวน่าความร้อนสูง เพื่อบีบบังคับเอาทรัพย์สิน… และพวกเขากำลังจะฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็นในคืนนี้…”
ทุกบทสนทนาในห้องจัดเลี้ยงเงียบกริบลงในเสี้ยววินาที ช้อนส้อมและแก้วไวน์ถูกวางนิ่งอยู่กับที่ ผู้คนต่างหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ลำโพงจะถ่ายทอดเสียงบทสนทนาจากชั้นล่างออกมาอย่างชัดเจนแจ่มชัด ไร้ซึ่งการตัดต่อใดๆ
“เบล! มัวพร่ำเพ้ออะไรอยู่คนเดียว!” เสียงของวิน น้องชายเจ้าบ่าว ดังแทรกเข้ามาอย่างหยาบคาย “จะบอกให้นะ ร้อนแค่นี้ยังไม่ถึงตายหรอกน่า! แค่เขียนใบมอบอำนาจโอนกรรมสิทธิ์รถ Toyota คันนั้นให้ผมกับมือ เรื่องก็จบ จะได้ออกไปทำหน้าที่เจ้าสาวต่อ อย่ามาสำออยทำเป็นทนไม่ได้หน่อยเลย!”
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะอย่างเยือกเย็นของคุณนายประกายดาวที่ดังสนั่นกังวานไปทั่วงาน
“หนูเบลเอ๋ย… คิดว่าครอบครัวเธอรวยมาจากร้านขายของชำต๊อกต๋อยแล้วจะมาเชิดหน้าชูตาในตระกูลฉันได้งั้นเหรอ? รถคันแค่นี้ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ลูกชายฉันยอมแต่งงานกับลูกแม่ค้าอย่างเธอก็บุญหัวแล้ว จำไว้ว่าถ้าไม่ยอมเชื่อฟังแม่ผัว ต่อไปในบ้านหลังนี้เธอจะไม่มีแม้แต่ที่ยืน!”
และหมัดฮุกสุดท้ายที่สะเทือนขวัญแขกทั้งงาน คือเสียงของธันวา เจ้าบ่าวผู้แสนสุภาพในสายตาทุกคน
“เบล… เซ็นๆ ไปเถอะ อย่าทำให้แม่โมโหไปมากกว่านี้เลย คิดถึงหน้าผมบ้าง ถ้ารถคันนี้ทำให้แม่กับวินสบายใจ คุณก็สละเพื่อครอบครัวเราไม่ได้เหรอ…”
ทันทีที่สิ้นสุดประโยคนั้น เสียงฮือฮาและเสียงสาปแช่งระงมไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง ญาติฝั่งเจ้าสาว เพื่อนร่วมงาน และแขกผู้ใหญ่หลายคนเริ่มลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธแค้น
“นั่นมันเสียงลูกเบล!” พ่อของเบลลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ล้มระเนนระนาด ดวงตาของชายสูงวัยที่เคยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มบัดนี้แดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ “พวกสารเลว! มันกล้าทำกับลูกสาวกูขนาดนี้เชียวเหรอ!”
แม่ของเบลถึงกับเป็นลมทรุดลงไปนั่งกับพื้น โดยมีเพื่อนๆ ครูคอยประคองปฐมพยาบาล
“ทุกคนตามผมมา! ไปช่วยน้องเบล!” เสียงของพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเบลตะโกนลั่น พร้อมกับกลุ่มเพื่อนสนิทและญาติฝั่งเจ้าสาวเกือบสามสิบคน กรูวิ่งลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินทันที พนักงานของรีสอร์ตและผู้จัดการงานแต่งรีบหยิบคีย์การ์ดสำรองและอุปกรณ์ช่างวิ่งตามไปด้วยความตื่นตระหนก
ที่หน้าห้องซาวน่าโซนสปา วินยังคงยืนยิ้มเยาะกอดอกพิงผนัง โดยมีคุณนายประกายดาวยืนแต่งหน้าส่องกระจกอย่างสบายอารมณ์ ส่วนธันวายืนก้มหน้ากระสับกระส่าย ทั้งสามคนยังไม่รู้ชะตากรรมว่าสิ่งที่พวกตนพูด ได้ถูกถ่ายทอดสดต่อหน้าคนนับร้อยด้านบน
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าหนักๆ นับสิบคู่ดังกระหึ่มมาจากทางเดิน วินสะดุ้งหันไปมอง ก่อนจะพบกับสายตาดุดันของกลุ่มคนร่างใหญ่ที่นำทัพโดยพ่อของเบล
“เฮ้ย! พวกคุณลงมาทำไมกันเยอะแยะ—”
ยังไม่ทันที่วินจะพูดจบ พ่อของเบลก็ปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อของวินจนตัวลอย กระแทกหลังติดผนังอย่างจัง
“กุญแจอยู่ไหน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!” พ่อตะคอกเสียงกร้าวแววตาน่ากลัวจนวินหน้าซีดเผือด
“นี่มันอะไรกันคะคุณตา! ป่าเถื่อนที่สุด ปล่อยลูกชายฉันนะ!” คุณนายประกายดาวกรีดร้อง พลางเอากระเป๋าแบรนด์เนมตีใส่ “พวกไม่มีการศึกษา มารังแกคนในที่ส่วนบุคคลได้ยังไง!”
“หลีกไป!” ผู้จัดการรีสอร์ตใช้คีย์การ์ดมาสเตอร์พร้อมคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ตัดแม่กุญแจที่วินนำมาคล้องล็อกเสริมไว้อย่างเร่งด่วน ประตูไม้หนาถูกกระชากเปิดออกกว้าง
ไอร้อนระอุและควันขาวพวยพุ่งออกมาจากห้องราวกับเตาเผา ร่างของเบลในชุดแต่งงานเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบเนื้อ เส้นผมลู่ติดใบหน้า เธอสลบไสลหมดสติล้มพับอยู่บนพื้นไม้ ริมฝีปากแห้งแตกและซีดเซียว ร่างกายร้อนจัดจนน่ากลัว
“เบล! ลูกพ่อ!” พ่อของเบลพุ่งตัวเข้าไปอุ้มร่างลูกสาวออกมาแนบอกอย่างไม่กลัวความร้อน น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม “เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า! ลูกกูไม่หายใจแล้ว!”
หน่วยปฐมพยาบาลของรีสอร์ตและทีมแพทย์ฉุกเฉินที่ถูกตามตัว รีบเข้ามารับช่วงต่อ นำถังออกซิเจนมาครอบใบหน้าของเบล และใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามร่างกายเพื่อลดอุณหภูมิอย่างโกลาหล
ธันวาที่เพิ่งได้สติพยายามจะเดินเข้ามาจับมือเบล “เบล… เบลได้ยินผมไหม เบลเป็นยังไงบ้าง…”
ผลั่ก!
หมัดหนักๆ จากพี่ชายของเบลซัดเข้าเต็มกรามของธันวาจนเขาล้มคว่ำลงไปกองกับพื้น เลือดกบปาก
“อย่าเอามือสกปรกของมึงมาแตะต้องน้องกู!” พี่ชายชี้หน้าด่าด้วยความเกรี้ยวกราด “มึงยืนดูแม่กับน้องมึงขังเมียมึงไว้ในเตาอบเนี่ยนะ มึงยังมีความเป็นคนอยู่ไหมไอ้ขี้ขลาด!”
“ลูกฉันไม่ผิดนะ!” คุณนายประกายดาวแผดเสียงแก้ตัวอย่างหน้าด้านๆ “พวกเราแค่สั่งสอนสะใภ้ขี้เหนียว! แค่ให้เหงื่อออกสั่งสอนนิดหน่อย ไม่คิดว่ามันจะสำออยเป็นลมไปเองแบบนี้!”
“สั่งสอนเหรอครับคุณนาย?” เสียงอันทรงพลังของผู้การตำรวจท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแขกผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเดินก้าวออกมาจากฝูงชน พร้อมกับโชว์โทรศัพท์ที่กำลังบันทึกภาพทุกอย่างไว้ “การกักขังหน่วงเหนี่ยวในสถานที่ปิดที่มีความร้อนเกิน 70 องศาเซลเซียส พร้อมถอดสวิตช์นิรภัยฉุกเฉินออก และมีการข่มขู่กรรโชกทรัพย์… ทางกฎหมายถือเป็นความผิดฐาน พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ กรรโชกทรัพย์ ครับ”
วินาทีนั้น หน้าของประกายดาวและวินซีดเผือดจนไร้สีเลือด ทั้งคู่หันมองรอบตัวและพบว่า แขกผู้ใหญ่ ไฮโซ และเพื่อนร่วมงานที่พวกเธอเคยโอ้อวดไว้นั้น กำลังมองมาที่ครอบครัวของเธอด้วยสายตารังเกียจเหยียดหยามราวกับมองสิ่งปฏิกูลในท่อน้ำทิ้ง