ตอนที่ 2: จุดเริ่มต้นแห่งหายนะและเงาความจริง
เสียงแก้วแชมเปญกระทบกันดังกังวานก้องไปทั่วห้องโถงโอ่อ่าของคฤหาสน์วรโชติเมธากุล รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของบรรดาญาติมิตรดังขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้อิสรภาพของกวิน และการกลับมาครองคู่เคียงข้างศศิรินทร์อย่างสมเกียรติ ทุกคนมองการก้าวพ้นประตูคฤหาสน์ของพราวพิรุณเป็นเพียงการขจัดเสนียดจัญไรและกาฝากที่สูบเงินทองออกไปจากตระกูล
แต่ความรื่นเริงนั้นดำรงอยู่ได้ไม่ทันข้ามคืน
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด เสียงโทรศัพท์บ้านในห้องรับแขกกรีดร้องขึ้นอย่างบ้าคลั่ง คุณหญิงดวงเดือน แม่ของกวิน ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดพลางยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับสาย
“สวัสดีค่ะ นี่จากสถาบันระบบประสาทและศูนย์วิจัยการแพทย์ระดับสูงใช่ไหมครับ?” ปลายสายเป็นน้ำเสียงร้อนรนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับศาสตราจารย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ที่รับผิดชอบอาการของกวินมาโดยตลอด
“ใช่ค่ะคุณหมอ มีอะไรด่วนหรือคะ? กวินลูกชายของฉันเพิ่งออกจากโรงพยาบาลและอาการดีขึ้นมาก ตอนนี้เรากำลังฉลองกันอยู่เลยค่ะ” คุณหญิงดวงเดือนตอบด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
“คุณหญิง! รีบส่งตัวคุณกวินกลับมาที่โรงพยาบาลด่วนที่สุดเลยครับ! ผลตรวจเลือดเชิงลึกรอบล่าสุดและสแกนคลื่นสมองที่เพิ่งส่งมาจากห้องแล็บของเยอรมนีเพิ่งมาถึง… เซลล์ประสาทของเขาไม่ได้ฟื้นตัวด้วยยาปกติหรือกายภาพบำบัดทั่วไปเลยครับ แต่มันเกิดจากสารสกัดชีวภาพพิเศษที่มีฤทธิ์กระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ประสาทสมองโดยเฉพาะ ซึ่งสกัดมาจากสมุนไพรหายากที่ศูนย์วิจัยของเราไม่เคยรู้จักมาก่อน!”
คุณหญิงดวงเดือนชะงักงัน “หมายความว่ายังไงคะคุณหมอ? ยาพวกนั้นคุณหมอไม่ได้เป็นคนจัดให้เหรอคะ?”
“ไม่ใช่ครับคุณหญิง! ตลอดสามปีที่ผ่านมา ภรรยาของคุณกวิน… คุณพราวพิรุณ เป็นคนเดียวที่นำยาน้ำสกัดสูตรเฉพาะมาให้ทางทีมแพทย์ตรวจสอบและผสมให้คนไข้ทุกๆ วัน คุณพราวเป็นคนควบคุมปริมาณเองทั้งหมด หากขาดสารตัวนี้เกิน 48 ชั่วโมง วงจรประสาทส่วนกลางที่เพิ่งเชื่อมต่อใหม่อาจเกิดภาวะช็อกและยุบตัวลงอย่างถาวร เขาจะกลับไปเป็นอัมพาตและอาจเข้าสู่ภาวะสมองตายที่ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีกเลย!”
คำพูดของหมอเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง
โทรศัพท์หลุดออกจากมือของคุณหญิงดวงเดือนตกลงกระแทกพื้นพรมดังอั่ก ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนไร้สีเลือด ก่อนที่เธอจะทันได้อ้าปากเล่าเรื่องให้ทุกคนฟัง เสียงกรีดร้องลั่นบ้านของศศิรินทร์ก็ดังลงมาจากชั้นบน
“กวิน! กวินเป็นอะไรไปคะ! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
ทุกคนในบ้านวิ่งกรูขึ้นไปที่ห้องนอนใหญ่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ กวินกำลังนอนชักกระตุกอย่างรุนแรงบนเตียง ดวงตาทั้งสองข้างเหลือกค้าง ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ลมหายใจขาดห้วง ร่างกายที่เคยยืนตรงได้อย่างสง่างามเมื่อหัวค่ำ บัดนี้บิดเกร็งจนน่ากลัว ข้าวของและกล่องยาที่คุณพราวทิ้งไว้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
“ศศิรินทร์! เธอให้กวินกินอะไรเข้าไป?!” คุณหญิงดวงเดือนกรีดร้องถามด้วยความตกใจ
“หนู… หนูแค่เอายาบำรุงราคาแพงจากอเมริกาที่หนูซื้อมาให้เขากินแทนยาต้มกลิ่นเหม็นๆ ของนังพราวค่ะ! หนูนึกว่ายานั่นเป็นแค่พวกยาผีบอกไร้สาระ หนูเลยโยนทิ้งลงชักโครกไปหมดแล้ว!” ศศิรินทร์พูดพร้อมกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที รถพยาบาลฉุกเฉินแล่นเข้ามาด้วยเสียงไซเรนกึกก้อง ร่างของกวินถูกหามส่งห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน
และราวกับว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ในเช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่กวินยังนอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู ข่าวร้ายทางธุรกิจก็ถล่มใส่ตระกูลวรโชติเมธากุลอย่างไม่ทันตั้งตัว โครงการประมูลระดับหมื่นล้านที่คิดว่านอนมาอย่างไร้คู่แข่ง ถูกยกเลิกกะทันหันเนื่องจากมีข้อร้องเรียนเรื่องการตรวจสอบความโปร่งใส หุ้นของบริษัทวรโชติกรุ๊ปร่วงดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบสิบปี พันธมิตรต่างชาติที่เคยสัญญาว่าจะร่วมทุนต่างพากันถอนตัวออกไปอย่างเป็นปริศนา
คุณปู่ของกวินที่เคยหายป่วย จู่ๆ โรคหัวใจก็กำเริบขึ้นมาเฉียบพลันจนต้องนำส่งโรงพยาบาลอีกคน คำทำนายของหมอดูแห่งศาลเจ้าพ่อเสือที่ทุกคนเคยหัวเราะเยาะผุดขึ้นมาในหัวของคุณหญิงดวงเดือนดั่งเสียงหลอน:
“บุญบารมีที่ไร้ผู้เห็นคุณค่า ย่อมมลายหายไปในพริบตา…”
“พราวพิรุณ… ตามหานังพราวพิรุณให้เจอ!” คุณหญิงดวงเดือนกรีดร้องกลางโรงพยาบาล “ไม่ว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ คุกเข่าอ้อนวอนแค่ไหน ต้องพามันกลับมารักษากวินให้ได้!”
พวกเขาใช้เส้นสายทั้งหมด ทั้งตำรวจ นักสืบเอกชน และอิทธิพลทางธุรกิจ เพื่อตามหาตัวพราวพิรุณ แต่ข้อมูลทั้งหมดของเธอในระบบราชการกลับถูกปิดผนึกไว้ในระดับชั้นความลับสูงสุด ไม่มีใครสามารถสืบหาที่อยู่เดิมหรือประวัติส่วนตัวของเธอได้เลย
จนกระทั่งเย็นวันนั้น กวินเริ่มได้สติขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ร่างกายซีกซ้ายของเขาชาดิกจนขยับไม่ได้ ลิ้นแข็งจนแทบพูดไม่เป็นคำ เขารู้สึกถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ
ในที่สุด สายสืบคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานว่า มีผู้พบเห็นพราวพิรุณอยู่ที่อาคารสำนักงานใหญ่ของกลุ่มทุนการแพทย์ข้ามชาติย่านสีลม
กวินที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยสภาพทรุดโทรม ใบหน้าตอบซูบ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สั่งให้คนขับรถพาเขา คุณหญิงดวงเดือน และศศิรินทร์ มุ่งหน้าไปยังตึกสูงระฟ้าแห่งนั้นทันที โดยไม่สนว่าร่างกายของตนจะรับไหวหรือไม่
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าล็อบบี้ พนักงานรักษาความปลอดภัยกลับขัดขวางไม่ยอมให้ขึ้นไป จนกระทั่งประตูกระจกบานใหญ่ด้านในเปิดออก
หญิงสาวคนหนึ่งก้าวเดินออกมาด้วยความสง่างาม เธอสวมชุดสูทสีขาวตัดเย็บประณีต มีบอดี้การ์ดและทีมนักวิจัยระดับแนวหน้าเดินตามหลังเป็นขบวน
เธอไม่ใช่หญิงสาวสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ยอมก้มหน้าก้มตาเช็ดตัวให้เขาตลอดสามปีอีกต่อไป
แต่เธอคือ ดร.พราวพิรุณ อัครเดชเดชา ทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของเจ้าของเครือบริษัทยาและสมุนไพรเวชสำอางที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งเคยปิดบังตัวตนเพื่อทดลองงานวิจัยและทำหน้าที่ชดใช้บุญคุณเก่าแก่ในอดีต
กวินมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง หัวใจของเขาหล่นวูบลงสู่ห้วงเหวแห่งความสิ้นหวัง