ตอนที่ 2: ความจริงใต้รอยแผลเป็น
บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะอื้นของลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง พยาบาลสาววัยกลางคนยืนนิ่งอยู่หน้าประตู สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความตกใจกลายเป็นความเคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ตอบคำถามอันหยาบคายของกรันต์ แต่กลับก้าวเข้ามายืนขวางระหว่างเตียงคนไข้กับชายหนุ่มในชุดสูทเปียกชื้น
“ขอโทษนะคะคุณ ที่นี่เป็นห้องพักฟื้นผู้ป่วยหลังคลอด ไม่อนุญาตให้ส่งเสียงดังหรือรบกวนคนไข้ค่ะ” พยาบาลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “และข้อมูลประวัติการรักษาเป็นความลับของผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลไม่มีสิทธิ์เปิดเผยให้บุคคลอื่นทราบ หากคุณไม่ได้มีชื่อเป็นผู้ติดต่อหรือได้รับความยินยอมจากคุณแม่ กรุณาถอยออกไปก่อนค่ะ”
กรันต์กำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาคมกริบคู่เดิมที่ฉันเคยหลงรักบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความระแวงและทิฐิ “ผมเป็นอดีตสามีของเธอ! เราเพิ่งหย่ากันไปได้แค่หกเดือน แล้วจู่ๆ เธอก็มาคลอดลูกวันนี้ จะไม่ให้ผมถามได้ยังไงว่าเด็กคนนี้เป็นลูกใคร!”
เสียงตวาดกร้าวของเขาทำให้ลูกในอกฉันผวา รินทร์กอดกระชับร่างเล็กๆ แนบแน่น แม้แผลผ่าตัดใต้หน้าท้องจะตึงเปรี๊ยะจนเจ็บร้าวไปถึงกระดูกสันหลัง แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่งให้ฉันต้องเข้มแข็ง ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ แววตาของฉันไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความเย็นชาที่ผ่านการตกผลึกมาจากหยดน้ำตานับพันหยดตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“กรันต์… เด็กคนนี้จะมีพ่อเป็นใคร มันไม่ใช่เรื่องของคุณอีกต่อไปแล้ว” ฉันพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “ในวันที่เราเซ็นใบหย่าที่สำนักงานเขต คุณจำไม่ได้เหรอว่าคุณพูดอะไรไว้? คุณบอกว่าหลังจากวันนั้น เราสองคนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก คุณจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้หญิงที่เหมาะสมกับคุณ และขอร้องไม่ให้ฉันโผล่หน้าไปทำลายความสุขของคุณอีก”
“แต่นี่มันเรื่องลูก!” เขากระแทกเสียง “ถ้าเป็นลูกของผมจริงๆ คุณไม่มีสิทธิ์ซ่อนเขาไว้แบบนี้!”
“ลูกของคุณงั้นเหรอ?” ฉันแค่นยิ้มทั้งน้ำตา “ตลอดสามปีที่เราแต่งงานกัน คุณเคยสนใจจริงจังเรื่องการมีลูกด้วยเหรอ? ทุกครั้งที่ฉันพูดถึง คุณมักจะบอกว่ามันน่ารำคาญ เป็นภาระ และทำให้ชีวิตการทำงานของคุณสะดุด แล้วในคืนนั้น… คืนที่ฝนตกหนักก่อนที่เราจะหย่ากันขาด คืนที่คุณเมามายกลับมาแล้วบอกว่าคิดถึงฉัน บอกว่าเสียดายช่วงเวลาของเรา ฉันยอมเปิดใจให้อภัย ยอมนอนกอดคุณทั้งคืนเพื่อหวังว่ามันจะช่วยประสานรอยร้าวของเราได้ แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้นล่ะกรันต์? คุณทิ้งเงินไว้บนโต๊ะสองหมื่นบาทเหมือนฉันเป็นผู้หญิงขายบริการ แล้วคุณก็เดินออกจากคอนโดไปลองชุดแต่งงานกับณิชา!”
คำพูดของฉันเสียดแทงเข้าไปในความเงียบ กรันต์ชะงักไป ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อความทรงจำในเช้าวันนั้นถูกกระชากกลับมา
“รินทร์… เรื่องเงินนั่น ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น…” น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นคลอน
“พอเถอะค่ะ” ฉันสูดหายใจลึก พยายามกดข่มความเจ็บปวด “ตอนที่ฉันตรวจพบว่าตั้งท้อง ฉันนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในห้องเช่าแคบๆ มือถือเปิดเบอร์คุณค้างไว้เป็นชั่วโมง แต่ภาพที่คุณยืนโอบเอวณิชาออกงานสังคม ภาพข่าวงานหมั้นของคุณที่แพร่สะพัดไปทั่วโซเชียล มันเตือนสติฉันว่า ฉันไม่ควรดึงเด็กบริสุทธิ์คนนี้เข้าไปอยู่ในวังวนความเห็นแก่ตัวของคุณอีก ฉันยอมลำบาก อุ้มท้องขึ้นรถเมล์ไปตรวจครรภ์คนเดียว กินข้าวคนเดียว ทนแพ้ท้องคนเดียว เพื่อให้ลูกของฉันเติบโตมาโดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘ภาระ’ ของใคร”
ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นพี่ภาที่เพิ่งกลับมาพร้อมปิ่นโตใส่อาหารและกระเป๋าเสื้อผ้า เมื่อพี่ภาเห็นกรันต์ยืนอยู่กลางห้องพร้อมกับท่าทางคุกคาม เธอก็วางของลงทันทีแล้วปราดเข้ามาผลักอกกรันต์ออกห่างจากเตียง
“ไอ้กรันต์! แกมีหน้าโผล่หัวมาที่นี่อีกเหรอ!” พี่ภาตะโกนด่าอย่างไม่ไว้หน้า “ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ! น้องสาวฉันเจ็บท้องแทบตาย ผ่าคลอดมายังไม่ทันได้พัก แกยังตามมาราวีถึงนี่อีกเหรอ รปภ. คะ! ช่วยด้วยค่ะ มีคนบุกรุก!”
“พี่ภา หลบไป ผมมีเรื่องต้องคุยกับรินทร์ให้รู้เรื่อง!” กรันต์พยายามจะแทรกตัวเข้ามา แต่พยาบาลรีบกดสัญญาณฉุกเฉินเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
“คุยอะไร! งานแต่งแกจะมีขึ้นวันเสาร์หน้าไม่ใช่เหรอ? ป่านนี้ว่าที่เจ้าสาวของแกคงนั่งเลือกช่อดอกไม้อยู่ในโรงแรมหรู แกเอาเวลาที่มาตามสืบเรื่องรินทร์ไปดูแลเมียใหม่แกโน่น!” พี่ภาตอกกลับอย่างเจ็บแสบ “เด็กคนนี้รินทร์เขาเลี้ยงของเขาเองได้ ทะเบียนเกิดก็ไม่ต้องใช้นามสกุลแก เพราะในสายตาของครอบครัวเรา แกตายไปตั้งแต่วันที่แกทิ้งน้องฉันแล้ว!”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนวิ่งเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วและตรงเข้าควบคุมตัวกรันต์ตามคำร้องขอของพยาบาล กรันต์ดิ้นรน สายตาของเขายังคงจ้องมองมาที่ทารกในอ้อมแขนฉัน ใบหน้าของเด็กน้อยเริ่มคลายความหวาดกลัวและซุกเข้าหาไออุ่นจากอกแม่
“รินทร์! ผมไม่ยอมจบแค่นี้แน่!” กรันต์ตะโกนลั่นทางเดินขณะถูกนำตัวออกไป “ถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกผมจริงๆ ผมจะฟ้องศาลตรวจดีเอ็นเอ! ผมจะไม่ยอมให้ลูกของตระกูลเมธาวีรกุลเติบโตมาแบบไม่มีพ่อ!”
เสียงตะโกนของเขาค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดินยาวของโรงพยาบาล ทิ้งไว้เพียงความเงียบและเสียงหัวใจที่เต้นรัวของฉัน พี่ภารีบเดินเข้ามาทรุดตัวลงข้างเตียง กุมมือข้างที่ยังเสียบสายน้ำเกลือของฉันไว้แน่น น้ำตาที่ฉันพยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอาบสองแก้ม
“ไม่เป็นไรแล้วนะรินทร์… พี่อยู่นี่แล้ว ปลอดภัยแล้วนะลูก” พี่ภาปลอบประโลมพร้อมกับลูบหลังฉันเบาๆ
ฉันก้มลงมองใบหน้าของลูกชายตัวน้อยที่หลับพริ้มไปอีกครั้งด้วยความเหนื่อยอ่อน มือเล็กๆ กำนิ้วชี้ของฉันไว้แน่น สัมผัสอุ่นๆ นั้นทำให้ฉันตระหนักได้ว่า พายุลูกใหญ่กำลังจะพัดกระหน่ำเข้ามาในชีวิตอีกระลอก แต่นี่จะไม่ใช่การต่อสู้เพื่อตัวฉันเองคนเดียวอีกต่อไป ฉันพร้อมจะเผชิญหน้ากับอำนาจ เงินตรา และความเย่อหยิ่งของกรันต์ เพื่อปกป้องสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของฉันชิ้นนี้