ซีอีโอดื่มด่ำความสุข 3 วันกับเลขาฯ ส่วนตัวที่ต่างประเทศ—พอกลับมา แม่แท้ๆ สิ้นใจ ภรรยาหายตัว ทิ้งไว้เพียงใบหย่าและความจริงสุดอำมหิต

ตอนที่ 2 (Part 2): ความจริงที่ถูกฉีกหน้ากากและการเผชิญหน้า

มือของอัครินทร์สั่นระริกจนแทบประคองแผ่นกระดาษในซองเอกสารไว้ไม่อยู่ ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววมั่นใจของผู้นำธุรกิจบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตระหนก ภาพบันทึกหน้าจอ ประวัติการเชื่อมต่อระบบ และข้อความสำรองจากคลาวด์ในโทรศัพท์เครื่องเก่า ปรากฏชัดเจนราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกะโหลกศีรษะ

ในคืนนั้น… คืนที่เขากำลังเมามายด้วยไวน์และกลิ่นอายความโรแมนติกริมชายหาดบาหลี โทรศัพท์ของเขาไม่ได้แบตเตอรี่หมด และเขาไม่ได้เป็นคนกดปิดเครื่องด้วยตัวเอง

เบญญาภาคือคนที่หยิบโทรศัพท์ของเขาไปจากโต๊ะข้างเตียงในขณะที่เขาเดินไปเข้าห้องน้ำ เธอเห็นสายเรียกเข้าซ้ำๆ จาก “คุณแม่” และข้อความฉุกเฉินที่รินรดาส่งมาพร้อมผลตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจของแม่สิรินทร์ที่ระบุว่า ‘คุณแม่ช็อกหมดสติ อยู่ห้องฉุกเฉิน รีบกลับมาด่วน’ แต่สิ่งที่เบญญาภาทำกลับไม่ใช่การรีบยื่นโทรศัพท์ให้เขา

เธอกดลบข้อความเหล่านั้นทิ้งทีละข้อความ บล็อกเบอร์บ้าน บล็อกเบอร์โรงพยาบาล และจงใจปิดสัญญาณเครื่อง จากนั้นจึงส่งข้อความเย้ยหยันกลับไปหารินรดาผ่านแอปพลิเคชันลับว่า: ‘เลิกโทรมาขัดจังหวะพวกเราได้แล้ว คืนนี้คุณอัครินทร์เป็นของฉัน และเขาก็กำลังมีความสุขมากเกินกว่าจะสนใจเรื่องไร้สาระของบ้านเธอ’

รินรดาได้กู้ข้อมูลดิจิทัลทั้งหมดนี้ผ่านศูนย์เทคโนโลยีของบริษัทก่อนที่เธอจะก้าวออกจากคฤหาสน์ ทุกตัวอักษร ทุกวินาทีที่ถูกประทับเวลา ชี้ชัดว่าความตายของแม่สิรินทร์ไม่ได้เกิดจากโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกเร่งด้วยความอำมหิตของหญิงแพศยาที่เขาหลงใหลจนหน้ามืดตามัว

“เบญญาภา…” อัครินทร์คำรามออกมาทั้งน้ำตา เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความคลั่งแค้นและเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือด เขาทรุดตัวลงกราบแทบเท้าพ่อเกริกและแม่วรรณา แต่ผู้เฒ่าทั้งสองเพียงแต่มองเขาด้วยสายตาสมเพชและปิดประตูบ้านใส่หน้าอย่างไม่ไยดี

อัครินทร์ไม่รอช้า เขากระชากประตูรถยนต์หรู เหยียบคันเร่งมิดไมล์มุ่งหน้ากลับสู่ตึกสำนักงานใหญ่เครือวรโชติ กรุ๊ป ย่านสาทรในทันที พายุอารมณ์ในอกกำลังปะทุจนพร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง

เมื่อลิฟต์ผู้บริหารเปิดออกสู่ชั้นสูงสุด บรรยากาศในออฟฟิศเงียบสงัด พนักงานต่างก้มหน้าทำงานด้วยความหวาดเกรง เบญญาภากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องทำงานของเขา เธอสวมชุดเดรสเข้ารูปสีแดงสด ใบหน้าแต่งแต้มไว้อย่างงดงาม รอยยิ้มหวานหยดย้อยปรากฏขึ้นทันทีที่เห็นร่างสูงเดินเข้ามา

“คุณอัครินทร์คะ กลับมาเร็วจังเลยค่ะ… วันนี้เบญเตรียมกาแฟเอสเปรสโซที่คุณชอบไว้ให้ในห้องแล้วนะคะ แล้วก็มีเอกสารสัญญาที่บาหลีรอให้คุณเซ็น—”

เพล้ง!

ยังไม่ทันที่เบญญาภาจะพูดจบประโยค แก้วกาแฟร้อนจัดบนโต๊ะก็ถูกอัครินทร์ปัดทิ้งลงพื้นอย่างแรงจนแตกกระจาย น้ำกาแฟสีดำสนิทกระเด็นเปรอะเปื้อนชายกระโปรงหรูของเธอ

“ว๊าย! คุณอัครินทร์! เกิดอะไรขึ้นคะ? โกรธเรื่องอะไรเบญหรือเปล่า?” เบญญาภาทำตาโต แสร้งทำสีหน้าไร้เดียงสาและหวาดกลัวพลางก้าวเข้ามาหมายจะแตะแขนเขาเพื่อปลอบประโลม

“อย่าเอามือสกปรกของเธอมาแตะต้องตัวฉัน!” อัครินทร์ตวาดลั่นเสียงดังก้องไปทั่วทั้งชั้น พนักงานทุกคนสะดุ้งสุดตัวและชะงักนิ่ง

เขากระชากซองเอกสารและโทรศัพท์เครื่องเก่าเหวี่ยงใส่หน้าของเบญญาภาอย่างแรง แผ่นกระดาษหลักฐานนับสิบใบปลิวว่อนร่วงหล่นลงแทบเท้าของเธอ

“ก้มลงไปดู! ดูสิ่งที่เธอทำไว้สิ นังสารเลว!”

เบญญาภาหน้าซีดเผือดลงทันตาเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นภาพแคปหน้าจอข้อความที่เธอเคยส่งจากโทรศัพท์ของอัครินทร์ในคืนนั้น มือเรียวสวยเริ่มสั่นระริก เหงื่อกาฬซึมออกมาตามขมับ

“นี่มัน… นี่มันอะไรกันคะ? เบญ… เบญไม่รู้เรื่องนะคะคุณอัครินทร์ รินรดาต้องใส่ร้ายเบญแน่ๆ! ยัยนั่นอิจฉาเบญ ยัยนั่นอยากกำจัดเบญออกจากชีวิตคุณ!” เธอพยายามละล่ำละลักแก้ตัว น้ำตาหยดใสไหลอาบแก้มอย่างรวดเร็วเพื่อเรียกความเห็นใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

“ใส่ร้ายงั้นเหรอ?” อัครินทร์ก้าวเข้าไปประชิดตัว ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ “รหัสผ่านเครื่องของฉัน มีแค่เธอกับฉันที่รู้! เวลาที่ส่งข้อความนี้ คือเวลาที่ฉันอยู่ในห้องน้ำที่วิลล่า! เธอตัดสายแม่ฉัน เธอลบข้อความขอความช่วยเหลือของรินรดา และเธอยังกล้าส่งข้อความไปเยาะเย้ยตอนที่แม่ฉันกำลังหมดสติอยู่บนพื้นห้องน้ำ!”

“เบญ… เบญไม่ได้ตั้งใจนะคะ…” เบญญาภาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ยกมือไหว้ปลกๆ เมื่อเห็นว่าหลักฐานทางดิจิทัลดิ้นไม่หลุด “เบญแค่กลัว… เบญกลัวว่าถ้าคุณรู้เรื่อง คุณจะบินกลับกรุงเทพฯ ทันที เบญแค่รักคุณ อยากให้คุณอยู่กับเบญ เบญไม่คิดว่าคุณท่านจะเป็นอะไรจริงๆ… เบญขอโทษค่ะคุณอัครินทร์ ยกโทษให้เบญเถอะนะคะ!”

“รักฉันงั้นเหรอ? เธอไม่ได้รักฉัน เบญญาภา! เธอรักเงิน รักตำแหน่ง และรักอำนาจของตระกูลวรโชติ!” อัครินทร์ก้มลงมองเธอด้วยสายตาขยะแขยงจนถึงขั้วหัวใจ “เพราะความเห็นแก่ตัวอันโสมมของเธอ แม่ของฉันถึงต้องตายโดยไม่มีลูกชายอยู่เคียงข้าง และเพราะความโง่เขลาของฉัน ฉันถึงได้เสียภรรยาที่ดีที่สุดในชีวิตไป!”

ในขณะนั้นเอง ประตูลิฟต์ก็เปิดออกอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสามนายพร้อมด้วยฝ่ายกฎหมายของบริษัทเดินตรงเข้ามาตามคำสั่งที่อัครินทร์ได้ประสานงานไว้ล่วงหน้าก่อนหน้านี้

“คุณเบญญาภา เรืองทรัพย์สิน ทางเราขอควบคุมตัวคุณในข้อหาฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์สินบริษัท และกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงคดีละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย” หัวหน้าฝ่ายกฎหมายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“ไม่จริง! คุณอัครินทร์ช่วยเบญด้วย! เบญทำทุกอย่างเพื่อคุณนะคะ!” เบญญาภาร้องกรี๊ดลั่น พยายามคลานเข้ามาเกาะขากางเกงของอัครินทร์อย่างน่าเวทนา

แต่อัครินทร์เพียงแค่สะบัดขาออกอย่างไร้ความปรานี “ลากตัวมันออกไปให้พ้นหน้าฉัน อย่าให้มันได้เหยียบเข้ามาในตึกนี้อีกเป็นอันขาด และตรวจสอบบัญชีย้อนหลังของมันทุกบาททุกสตางค์ ถ้ามันโกงเงินบริษัทไปแม้แต่แดงเดียว ให้ฟ้องจนกว่ามันจะไม่มีที่ซุกหัวนอน!”

เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวเบญญาภาที่กำลังกรีดร้องและขัดขืน ดึงร่างของเธอเข้าไปในลิฟต์ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุกบนชั้นผู้บริหาร

อัครินทร์เดินโซเซกลับเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่กว้างขวาง เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพิงบานกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า ทว่าในหัวใจของเขากลับกลวงเปล่าและมืดมิด

ความแค้นถูกสะสาง คนผิดถูกลงโทษ แต่ความเจ็บปวดในอกไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย มันกลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ไม่ใช่ใครอื่น… แต่คือตัวเขาเอง ชายที่หลงระเริงในกิเลสจนทำลายครอบครัวของตัวเองด้วยมือคู่นี้

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดดูรูปถ่ายเก่าๆ ในอัลบั้ม รูปของแม่สิรินทร์ที่กำลังยิ้มอบอุ่น และรูปของรินรดาที่กำลังจัดเนกไทให้เขาก่อนไปทำงานในวันแต่งงานปีแรก น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินลงมาไม่ขาดสาย

“ริน… ผมจะไปตามหาคุณได้ที่ไหน…” เขาพึมพำกับความว่างเปล่า หัวใจแตกสลายอย่างไม่มีชิ้นดี