Part 2: การเปิดโปงคนทรยศและการเผชิญหน้า
ร่างที่พุ่งกระโจนข้ามโต๊ะประชุมด้วยความบ้าคลั่งไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น คุณกิตติศักดิ์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ชายผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทียังคงนั่งจิบกาแฟดำและดูถูกผมว่าเป็นเพียงมดปลวกไร้ค่า
มือของกิตติศักดิ์เอื้อมสุดแขน หวังจะคว้าเอาเอกสารมอบอำนาจลับแผ่นนั้นมาฉีกทำลาย แต่บอดี้การ์ดร่างยักษ์ของคณะผู้แทนเยอรมันที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังไวกว่า พวกเขาก้าวเข้ามาขวางหน้าโต๊ะ พร้อมใช้ท่อนแขนอันทรงพลังผลักร่างของกิตติศักดิ์จนเซถลาล้มก้นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
เอกสารแผ่นสำคัญร่วงลงสู่พื้นห้องประชุมอย่างช้าๆ ต่อหน้าสายตาทุกคู่
“กิตติศักดิ์! นี่มันหมายความว่ายังไง!” เสียงของประธานวิชัยตวาดก้องจนห้องบอร์ดรูมสั่นสะเทือน ความสุขุมเยือกเย็นที่เคยมีมลายหายไป สิ้นสุดลงด้วยความเกรี้ยวกราดที่แฝงไปด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง
กิตติศักดิ์หน้าซีดจนไร้สีเลือด เขาลนลานยันตัวลุกขึ้น มือไม้สั่นเทา พยายามปั้นยิ้มกลบเกลื่อนแต่ริมฝีปากกลับกระตุกไม่หยุด “ท… ท่านประธานครับ อย่าไปเชื่อเอกสารปลอมนั่น! ทางเยอรมันอาจจะเล่นตุกติกจัดฉากขึ้นมาก็ได้ครับ ผมทำงานให้บริษัทนี้มาสิบห้าปี ผมจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ได้ยังไง!”
“เอกสารปลอมอย่างนั้นหรือ?” ผมพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน
ผมก้าวเข้าไปหยิบเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาจากพื้น ส่งมอบให้ประธานวิชัยถึงมือ จากนั้นหันไปมองหัวหน้าคณะผู้แทนเยอรมัน ชายชาวเยอรมันมองกิตติศักดิ์ด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตส่วนตัวขึ้นมาเปิดไฟล์บางอย่าง แล้วหันหน้าจอมาทางผมพร้อมพูดภาษาเยอรมันรัวเร็ว
ผมตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ ก่อนจะหันมาแปลเป็นภาษาไทยอย่างตรงไปตรงมา
“ท่านประธานครับ ทางเยอรมันยืนยันว่านี่ไม่ใช่เอกสารปลอม แต่เป็นสัญญาข้อตกลงล่วงหน้าที่คุณกิตติศักดิ์และคุณอัครพล ล่ามคนนี้ บินไปลงนามลับๆ ที่นครแฟรงก์เฟิร์ตเมื่อสองสัปดาห์ก่อน โดยในสัญญาแนบท้ายฉบับดิจิทัลระบุชัดเจนว่า หากสัญญาร่วมทุนปลอมๆ ฉบับนี้ได้รับการลงนามจากท่านประธานในวันนี้ เทคโนโลยีหลักทั้งหมดของสยามเทคจะตกเป็นของบริษัทร่วมทุนในเยอรมนีทันที และจะมีเงินโอนเข้าบัญชีลับในประเทศสวิตเซอร์แลนด์จำนวน 1,500 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายให้คุณกิตติศักดิ์ 1,200 ล้านบาท และอีก 300 ล้านบาทเป็นค่าจ้างปิดปากและบิดเบือนการแปลของคุณอัครพลครับ!”
ทันทีที่ตัวเลข 1,500 ล้านบาทหลุดออกจากปากของผม อัครพลที่ยืนสั่นอยู่ข้างเก้าอี้ก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น
“ไม่จริง! ผม… ผมไม่ได้อยากทำ! คุณกิตติศักดิ์เป็นคนบังคับผม!” อัครพลร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร เขารีบคลานเข้าไปหาประธานวิชัย “ท่านประธานครับ ยกโทษให้ผมด้วย! คุณกิตติศักดิ์ขู่ว่าจะทำลายชื่อเสียงในวงการของผมถ้าผมไม่ยอมร่วมมือ เขาบอกว่าบริษัทนี้ใกล้จะถึงทางตันแล้ว มีแต่ต้องขายเทคโนโลยีเอาเงินก้อนโตเท่านั้น!”
“หุบปากนะไอ้อัครพล! มึงพูดบ้าอะไรของมึง!” กิตติศักดิ์คำรามลั่นเหมือนหมาจนตรอก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ก่อนจะตวัดสายตามาจ้องผมราวกับอยากจะฉีกเนื้อผมเป็นชิ้นๆ “ไอ้เด็กเวร! มึงเป็นแค่เด็กเสิร์ฟน้ำ มึงสะเออะมารู้เรื่องอะไรด้วย! มึงรับเงินจากใครมาใส่ร้ายกู!”
กิตติศักดิ์พุ่งปรี่ตรงเข้ามาหาผม หมายจะคว้าคอเสื้อของผมเพื่อระบายอารมณ์ แต่ก่อนที่มือของเขาจะแตะถึงตัวผม ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของตึกสามคนพร้อมด้วยตำรวจนอกเครื่องแบบที่ถูกเรียกมารออยู่ด้านนอกก็พังประตูห้องประชุมเข้ามา คว้าแขนกิตติศักดิ์ล็อกไว้กับพื้นอย่างแน่นหนา
ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความโกลาหล คุณวิภาวรรณ หัวหน้าฝ่ายธุรการ ยืนเอามือทาบอก หน้าซีดเผือดจนแทบจะเป็นลม เธอจำได้ดีว่าเมื่อเช้านี้เธอเพิ่งสั่งสอนและเหยียดหยามผมไว้ขนาดไหน ขณะที่ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายนั่งกุมขมับ เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวด้วยความละอายใจที่ไม่สามารถตรวจพบกลโกงนี้ได้ด้วยตัวเอง
ประธานวิชัยก้มมองเอกสารในมืออย่างละเอียด ลายเซ็นบนเอกสารมอบอำนาจนั้นเป็นของกิตติศักดิ์จริงๆ ตราประทับฝ่ายปฏิบัติการก็เป็นของจริง และเมื่อเปิดดูหลักฐานดิจิทัลที่คณะผู้แทนเยอรมันส่งมอบให้ รายละเอียดการติดต่อสื่อสารและบัญชีธนาคารปลายทางก็ตรงกับชื่อบัญชีลับของกิตติศักดิ์ทุกประการ
ชายชราผู้กุมชะตาบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของประเทศหลับตาลงช้าๆ พยายามควบคุมอารมณ์ที่ปะทุอยู่ในอก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาด้วยแววตาที่เด็ดขาดและเย็นเยียบ
“คุมตัวพวกเขาสองคนออกไป ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งข้อหาฉ้อโกง ทรยศต่อหน้าที่ และการฟอกเงินข้ามชาติ อย่าให้ประกันตัวเด็ดขาด” ประธานวิชัยสั่งการด้วยเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจ
ตำรวจพาตัวกิตติศักดิ์ที่ยังคงสบถด่าทอไม่หยุด และอัครพลที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนคนเสียสติออกจากห้องประชุมไป ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบอร์ดรูมอันกว้างใหญ่อีกครั้ง
ประธานวิชัยหันกลับมามองคณะผู้แทนชาวเยอรมันที่กำลังนั่งรอท่าทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด การเจรจาการค้าระดับ 80,000 ล้านบาทกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสององค์กรแทบจะพังทลายลงในพริบตา หากจัดการไม่ถูกต้อง การเจรจาครั้งนี้อาจกลายเป็นชนวนฟ้องร้องระดับระหว่างประเทศที่จะทำลายชื่อเสียงของสยามเทคไปตลอดกาล
ท่านประธานมองไปที่ฝ่ายกฎหมายและผู้บริหารที่เหลือ ทุกคนต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูด ไม่มีใครมีความสามารถทางภาษาเยอรมันในระดับธุรกิจพอที่จะคลี่คลายวิกฤติตรงหน้านี้ได้
ในที่สุด สายตาของชายชราก็เลื่อนมาหยุดลงที่ผม
“เธอชื่ออะไรนะ?” ประธานวิชัยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ชานนท์ สุริยวงศ์ ครับท่าน… เรียกผมว่า นนท์ ก็ได้ครับ” ผมตอบอย่างนอบน้อม
ประธานวิชัยพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้ประจำตำแหน่งของล่ามที่ว่างลง ซึ่งอยู่ติดกับเก้าอี้ของท่านเอง
“คุณชานนท์… ช่วยมานั่งตรงนี้ที” ประธานวิชัยกล่าวชัดถ้อยชัดคำ “การเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัทเรา จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ตอนนี้ขึ้นอยู่กับคุณคนเดียวแล้ว”