ภาคที่ 2: บททดสอบในเงามืดและความจริงใจกลางสลัม
ภาสกรหัวเราะเยาะลั่นห้องโถงโอ่อ่าก่อนจะยกเท้าถีบเข้าที่หัวไหล่ของมะลิจนร่างเล็กของเธอเสียหลักไถลไปกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ถ้วยชาและถาดสเตนเลสที่วางอยู่ใกล้ๆ ส่งเสียงตกกระทบดังก้อง มะลิกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ในปาก แต่เธอกลับไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว นัยน์ตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตาของเธอรีบหันไปมองเจ้าสัวอาทิตย์ที่ยังคงนั่งนิ่งบนรถเข็นไม้เก่าๆ ด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ
“อยากได้ตาแก่หมดสภาพนี่ไปเป็นภาระนักก็เอาไปเลย นังเด็กเหลือขอ!” ภาสกรตวาดพลางแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียม “ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันทั้งคู่ อย่าได้สะเออะกลับมาเหยียบคฤหาสน์หลังนี้อีก ไม่อย่างนั้นฉันจะสั่งให้ลูกน้องหักขาพวกแกทั้งสองคน!”
คุณนายกานดาโบกมือปัดอย่างรังเกียจราวกับกำลังขับไล่แมลงวันตอมสิ่งปฏิกูล เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองสามีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเกือบสี่สิบปี “เก็บเสื้อผ้าขาดๆ ของแกแล้วไสหัวไปซะ เดี๋ยวฉันจะโทรเรียกทนายมาดูเรื่องโอนกรรมสิทธิ์บ้านหลังนี้กับรถเบนซ์ที่ยังพอมีเหลืออยู่ อย่างน้อยก็ต้องรีบขายเอาเงินสดเข้ากระเป๋าก่อนที่เจ้าหนี้จะตามมาเจอ”
เจ้าสัวอาทิตย์แสร้งนั่งคอพับ น้ำลายไหลย้อยตรงมุมปาก ดวงตาเหม่อลอยไร้แววตอบสนอง แต่ภายในอกข้างซ้ายของเขากำลังลุกไหม้ด้วยเพลิงโทสะและความเจ็บปวดแสนสาหัส หญิงสาวที่คุกเข่าปกป้องเขาตรงนี้ไม่ใช่ภรรยาผู้สวมแหวนเพชรสิบล้าน หรือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เขาประคบประหงมมาตั้งแต่เกิด แต่กลับเป็นเพียงมะลิ… เด็กสาวกำพร้าที่เขาเคยหยิบยื่นเศษเงินค่าเล่าเรียนให้เมื่อหลายปีก่อนเท่านั้น
มะลิพยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เธอไม่พูดจาตอบโต้แม้แต่คำเดียว มืออันสั่นเทาเอื้อมไปจับที่จับของรถเข็นเก่าๆ แล้วค่อยๆ เข็นร่างของเจ้าสัวอาทิตย์ก้าวพ้นออกจากประตูรั้วเหล็กดัดสีทองอร่ามของคฤหาสน์ริมแม่น้ำ เสียงประตูปิดตามหลังดัง ‘ปัง’ สนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของสองแม่ลูกที่กำลังเปิดแชมเปญฉลองการขับไล่ตัวภาระ
ข้างนอก ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ละอองน้ำเย็นเฉียบซัดสาดเข้าใส่ร่างของทั้งสอง มะลิรีบถอดเสื้อคลุมตัวบางของตัวเองออกมากางคลุมศีรษะและไหล่ของเจ้าสัวเอาไว้เพื่อกันไม่ให้เขาเปียกฝน ขณะที่ตัวเธอเองยอมเปียกปอนจนสั่นสะท้าน เธอเข็นรถเข็นข้ามถนนใหญ่ ผ่านตรอกซอยคดเคี้ยวเข้าไปยังย่านชุมชนแออัดแถบชานเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องเช่าไม้ชั้นเดียวทรุดโทรมที่เธอพักอาศัยอยู่
“ท่านเจ้าสัวคะ ถึงแล้วค่ะ… ที่นี่อาจจะแคบและซอมซ่อไปหน่อย แต่หนูสัญญาว่าจะดูแลท่านให้ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างหนูจะทำได้ค่ะ” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนหอบเหนื่อย เธอค่อยๆ พยุงร่างท้วมของเจ้าสัวลงจากรถเข็นมานอนบนฟูกเก่าๆ ที่ปูด้วยผ้าปูสะอาดสะอ้าน
ตลอดช่วงสามเดือนต่อมา ชีวิตของมะลิเปลี่ยนเป็นนรกบนดินที่เธอต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง เงินเดือนจากคฤหาสน์ถูกตัดขาด มะลิต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อออกไปเข็นผักในตลาดสด ยามบ่ายรับจ้างล้างจานตามร้านอาหารริมทาง และยามค่ำคืนยังรับจ้างเย็บผ้าโหลจนถึงดึกดื่น รายได้ทั้งหมดที่หามาได้อย่างยากลำบาก เธอไม่เคยคิดเก็บไว้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ตัวเองเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปซื้อโจ๊ก ปลานึ่ง ยาบำรุงราคาแพง และแพมเพิร์สสำหรับผู้ป่วยติดเตียง
มีอยู่วันหนึ่ง มะลิกลับมาจากทำงานด้วยสภาพเนื้อตัวเปียกโชกและมีไข้ขึ้นสูง แต่เธอยังคงฝืนลุกขึ้นมาเช็ดตัวให้เจ้าสัวอาทิตย์ทีละส่วนอย่างเบามือ พูดคุยกับเขาด้วยรอยยิ้มเพื่อให้เขารู้สึกผ่อนคลาย แม้เจ้าสัวจะแสร้งทำเป็นส่งเสียงอึกอักตอบกลับไม่ได้ก็ตาม
“ท่านเจ้าสัวอย่าเพิ่งท้อแท้นะคะ หนูรู้ว่าท่านเคยลำบากสร้างตัวมาได้ วันข้างหน้าท่านจะต้องหายดีแน่ๆ ค่ะ ตอนเด็กๆ ถ้าไม่มีเงินค่าเทอมของท่าน หนูก็คงไม่ได้เรียนหนังสือ หนูยังจำบุญคุณของท่านได้เสมอค่ะ” มะลิเอ่ยพร้อมกับปาดเหงื่อที่หน้าผากตัวเอง ก่อนที่เธอจะหน้ามืดฟุบหลับไปข้างเตียงด้วยความเหนื่อยล้าจนหมดสติ
ในความมืดสลัวของห้องเช่าแคบๆ เจ้าสัวอาทิตย์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความเลอะเลือนหรือไร้เดียงสาอยู่อีกต่อไป เขามองดูมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนของมะลิ น้ำตาของชายชราวัยหกสิบปีไหลรินอาบสองแก้มอย่างเงียบงัน เจ้าสัวเอื้อมมืออันแข็งแรงที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มออกไปลูบศีรษะของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา
ขณะเดียวกัน ข่าวคราวจากคฤหาสน์หรูริมน้ำก็เริ่มเล็ดลอดเข้ามาผ่านสายสืบและนายแพทย์สมศักดิ์ เพื่อนสนิทของเจ้าสัวที่แอบส่งข้อมูลให้ตลอดเวลา คุณนายกานดาและภาสกรกำลังตกที่นั่งลำบากอย่างแท้จริง หลังจากขับไล่เจ้าสัวออกไป ทั้งคู่ต่างใช้ชีวิตอย่างสุรุ่ยสุร่าย ภาสกรเอาเงินสดก้อนสุดท้ายไปผลาญกับบ่อนการพนันจนหมดเกลี้ยง ส่วนกานดาก็ถูกเพื่อนไฮโซหลอกให้ลงทุนในแชร์ลูกโซ่จนสูญเงินหลายสิบล้าน ทั้งสองเริ่มทะเลาะเบาะแว้งและด่าทอกันเองทุกวันราวกับหมาจนตรอก
จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่มะลิกำลังป้อนข้าวต้มให้เจ้าสัวอาทิตย์ ประตูห้องเช่าก็ถูกเตะเปิดออกอย่างรุนแรง ภาสกรยืนอยู่หน้าประตูด้วยสภาพตาขวาง กลิ่นเหล้าหึ่ง ร่างกายซูบผอมและเสื้อผ้าเปรอะเปื้อน
“นังมะลิ! ส่งเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!” ภาสกรคำรามลั่นพร้อมกับชักมีดพับออกมา “ฉันรู้ว่าแกแอบขโมยสมบัติของตาแก่นี่มาใช่ไหม? ส่งเงินมา ไม่อย่างนั้นฉันจะแทงแกให้ไส้ไหลตรงนี้แหละ!“
มะลิสะดุ้งสุดตัว แต่แทนที่เธอจะวิ่งหนี หญิงสาวกลับเอาตัวเข้าขวางระหว่างคมมีดกับร่างของเจ้าสัวอาทิตย์ทันที สองแขนกางออกเพื่อปกป้องเจ้านายเก่า
“หนูไม่มีเงินหรอกค่ะคุณภาสกร! มีแต่เงินค่าข้าวต้มของท่านเจ้าสัวไม่กี่ร้อยบาท อย่าทำร้ายท่านเลยนะคะ ขอร้องเถอะค่ะ!” มะลิวิงวอนทั้งน้ำตา
“งั้นก็ไปตายซะทั้งคู่เถอะ!” ภาสกรเงื้อมีดพุ่งตรงเข้ามาหมายจะแทงเข้าที่ลำคอของมะลิอย่างบ้าคลั่ง มะลิหลับตาแน่นเตรียมยอมรับความตายเพื่อปกป้องชายชราผู้มีพระคุณ
ทว่า ในวินาทีวิกฤตินั้นเอง เสียงฝ่ามือหนาฟาดกระทบใบหน้าอย่างรุนแรงดังก้องไปทั่วห้องไม้!