[Part 2: เปลือกหน้าที่พังทลาย และของขวัญแด่คนทรยศ]
“ชาลี อดทนหน่อยนะ… พองานแต่งวันนี้จบลง พี่จะจัดการเรื่องลูกของเราเอง—”
ถ้อยคำนั้นกรีดลึกลงกลางใจราวกับใบมีดอาบยาพิษ แต่ความเจ็บปวดที่พุ่งพล่านกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบจนน่าขนลุกในชั่วพริบตา ฉันยืนนิ่งสนิทอยู่ในเงามืดของมุมห้องน้ำ ประคองแท่งตรวจครรภ์เปื้อนคราบสองขีดไว้ในอุ้งมือที่กำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
“จัดการยังไงคะพี่วินท์?” ชาลีตัดพ้อ น้ำตารื้นคลอเบ้า มืออีกข้างลูบหน้าท้องที่ยังแบนราบเบาๆ “รินดากำลังจะได้เป็นคุณนายอัครวรโชติต่อหน้าคนทั้งสังคม ส่วนฉันกับลูกล่ะคะ… ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไปจนถึงเมื่อไหร่ ที่ยอมให้พี่แต่งงานกับมันก็เพราะเงินลงทุนสามสิบล้านจากพ่อของมันไม่ใช่เหรอ!”
“พี่บอกแล้วไงว่าพี่รักเธอคนเดียว” ภวินท์ดึงชาลีเข้าไปกอดแนบอก บรรจงจูบขมับของเธออย่างทะนุถนอม สายตาหวานเชื่อมที่เคยใช้มองฉัน ตอนนี้ถูกมอบให้เพื่อนสนิทของฉันอย่างหน้าไม่อาย “อดทนรออีกแค่ปีเดียว ให้พ่อยายรินโอนหุ้นบริษัทในเครือให้พี่เรียบร้อยก่อน แล้วพี่จะหาเรื่องหย่า จัดฉากให้รินดาเป็นฝ่ายผิด ถึงตอนนั้น ทรัพย์สินทั้งหมดก็จะเป็นของพี่กับเธอ และลูกของเราจะได้ใช้นามสกุลอัครวรโชติอย่างสมศักดิ์ศรี”
แผนการเลวทรามถูกเปิดโปงออกมาอย่างหมดเปลือก ชายคนรักที่คบหามาเจ็ดปีกับเพื่อนสนิทที่ฉันเคยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ทุกครั้งที่ลำบาก ทั้งคู่รวมหัวกันหลอกใช้ความรักและเงินทองของครอบครัวฉันเพื่อปูทางให้อนาคตของพวกมัน
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด กลั้นทุกเสียงสะอื้น ยกสมาร์ตโฟนขึ้นบันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียงสนทนาคมชัดระดับสูง ทุกจังหวะคำพูด ทุกสัมผัสที่พวกมันกอดรัดกัน ถูกบันทึกไว้ในคลาวด์อย่างปลอดภัย
เมื่อชาลีเริ่มจัดแต่งทรงผมและเดินออกจากห้องไปก่อนเพื่อไม่ให้ใครสงสัย ภวินท์ก็หยิบสูทมาสวม ฉันรอจนกระทั่งเสียงประตูปิดลงอีกครั้ง ความมืดในห้อง 1808 สะท้อนเงาของเจ้าสาวที่ตายไปแล้ว เหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะบดขยี้คนที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอ
ฉันเดินออกจากห้อง เดินดิ่งลงไปยังห้องควบคุมระบบภาพและเสียงของห้องบอลรูม พนักงานควบคุมหน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่กำลังตรวจเช็กไฟล์พรีเซนเทชันงานแต่ง
“น้องคะ” ฉันเอ่ยเรียกด้วยรอยยิ้มหวานสนิทที่ไปไม่ถึงดวงตา “พี่ขอเปลี่ยนไฟล์วิดีโอเซอร์ไพรส์เจ้าบ่าวตัวสุดท้ายหน่อย พอดีพี่เพิ่งตัดต่อเสร็จเมื่อกี้ เป็นของขวัญพิเศษจากเจ้าสาวน่ะจ้ะ”
ฉันยื่นแฟลชไดรฟ์ที่เพิ่งโอนถ่ายไฟล์สดๆ ร้อนๆ ลงไป พนักงานรับไปด้วยความเกรงใจและยินดี “ได้ครับคุณรินดา เดี๋ยวพอพิธีกรบอกว่าถึงช่วงวิดีโอเส้นทางความรัก ผมจะยิงขึ้นจอหลักทันทีครับ”
“ขอบใจจ้ะ… เปิดเสียงให้ดังที่สุดในห้องเลยนะ”
เวลาหนึ่งทุ่มตรง ประตูบานยักษ์ของห้องแกรนด์บอลรูมเปิดออก เสียงเพลงบรรเลงหวานซึ้งดังก้อง แขกผู้มีเกียรติ ไฮโซ และนักธุรกิจนับร้อยต่างปรบมือต้อนรับ เจ้าบ่าวรูปหล่ออย่างภวินท์ยืนเด่นอยู่บนเวที สายตาของเขาจับจ้องมาที่ฉันด้วยประกายตาแห่งชัยชนะ เขาคงคิดว่าเหยื่อตัวน้อยกำลังเดินเข้ากรงทองอย่างว่าง่าย ด้านข้างเวที ชาลียืนส่งยิ้มอ่อนหวานในฐานะเพื่อนเจ้าสาวคนสำคัญ
ฉันก้าวเดินบนพรมแดงด้วยหลังที่เหยียดตรง ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างสง่างาม ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย พ่อของฉันส่งมือฉันให้ภวินท์ด้วยความไว้วางใจ
“ดูแลลูกสาวพ่อให้ดีนะวินท์” พ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ผมสัญญาด้วยชีวิตครับคุณพ่อ ผมจะรักและทะนุถนอมรินดาให้ดีที่สุด” ภวินท์กล่าวคำปฏิญาณจอมปลอม
เมื่อฉันขึ้นไปยืนเคียงข้างเขา ภวินท์ก้มลงกระซิบข้างหู “รินสวยมากเลยครับวันนี้ พี่โชคดีที่สุดในโลก”
ฉันหันไปสบตาเขา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก “รินก็มีของขวัญชิ้นใหญ่จะมอบให้พี่เหมือนกันค่ะ… เซอร์ไพรส์ที่พี่จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต”
พิธีกรบนเวทีเริ่มดำเนินรายการตามคิว “และลำดับต่อไป ขอเชิญทุกท่านร่วมรับชมวิดีโอประมวลภาพเส้นทางความรักเจ็ดปีอันแสนอบอุ่นของคู่บ่าวสาว ที่เจ้าสาวตั้งใจเตรียมไว้ให้เจ้าบ่าวเป็นพิเศษครับ ขอเสียงปรบมือด้วยครับ!”
แสงไฟในห้องบอลรูมค่อยๆ หรี่มืดลง ทุกสายตาจับจ้องไปที่จอแอลอีดียักษ์ขนาดเท่าตึกสองชั้นตรงกลางเวที
ภาพเปิดไม่ใช่รูปถ่ายคู่ที่ทะเลหรือคลิปขอแต่งงาน
แต่มันคือภาพมุมกว้างของห้อง 1808… เตียงนอนที่ยับยู่ยี่ รอยลิปสติกสีแดงกุหลาบ และสลิปบัตรเครดิตซื้อสร้อยข้อมือทองคำ 3,280 บาท
เสียงแขกเหรื่อเริ่มพึมพำด้วยความสงสัย ภวินท์หน้าถอดสี รีบหันไปมองทีมงาน “เปิดคลิปผิดหรือเปล่า! ปิดเดี๋ยวนี้!”
ทว่า หน้าจอกลับฉายคลิปวิดีโอต่อเนื่อง ภาพของภวินท์ที่กำลังโอบกอดชาลีในชุดเพื่อนเจ้าสาวปรากฏชัดเต็มสองตา พร้อมกับเสียงพูดที่ดังก้องผ่านลำโพงรอบทิศทาง:
“อดทนรออีกแค่ปีเดียว ให้พ่อยายรินโอนหุ้นบริษัทในเครือให้พี่เรียบร้อยก่อน แล้วพี่จะหาเรื่องหย่า… ถึงตอนนั้น ทรัพย์สินทั้งหมดก็จะเป็นของพี่กับเธอ และลูกของเราจะได้ใช้นามสกุลอัครวรโชติอย่างสมศักดิ์ศรี”
ภาพสุดท้ายที่ค้างอยู่บนจอ คือภาพซูมแท่งตรวจครรภ์สองขีดสีแดงเข้ม พร้อมข้อความตัวเบิ้มกลางจอ:
‘ยินดีด้วยกับว่าที่คุณพ่อภวินท์ และว่าที่คุณแม่ชาลี… เพื่อนสนิทที่แทงข้างหลังฉันได้อย่างแนบเนียนที่สุด’
[Part 3: อวสานคนลวงโลก และชีวิตใหม่ที่ไร้มลทิน]
ความเงียบงันแผ่ซ่านปกคลุมทั่วทั้งห้องแกรนด์บอลรูมราวกับป่าช้า ก่อนจะแตกฮือเป็นเสียงกรีดร้องและเสียงซุบซิบนินทาที่ดังระงม แขกเหรื่อหลายร้อยคนต่างยกสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอหน้าจอนั้นอย่างบ้าคลั่ง
ใบหน้าของภวินท์ซีดเผือดจนไร้สีเลือด ขาของเขาสั่นเทาจนแทบทรงตัวไม่อยู่ “ริน… รินดา! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! เธอจัดฉากใส่ร้ายพี่ใช่ไหม!”
“จัดฉากเหรอ?” ฉันดึงไมโครโฟนจากมือพิธีกรที่ยืนอ้าปากค้างขึ้นมาถือไว้ น้ำเสียงของฉันกังวาน นิ่งสงบ แต่เปี่ยมด้วยอำนาจที่สะกดคนทั้งงาน “ทุกภาพ ทุกเสียง เกิดขึ้นที่ห้อง 1808 ชั้นบนของโรงแรมนี้เมื่อไม่ถึงสองชั่วโมงที่ผ่านมา และถ้าทุกคนยังสงสัย… เชิญดูที่ข้อมือของเพื่อนเจ้าสาวแสนดีของฉันสิคะ สร้อยข้อมือราคา 3,280 บาทที่เจ้าบ่าวของฉันรูดซื้อให้เมื่อเช้าตรู่ ยังส่องประกายอยู่บนข้อมือของเธออยู่เลย!”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชาลีทันที ชาลีหน้าซีดสลับแดง ลนลานเอามือซ่อนไว้ด้านหลัง ร่างกายสั่นสะท้าน เธอพยายามจะก้าวขาหนีออกจากงาน แต่แม่ของฉันที่โกรธจนตัวสั่นก้าวเข้าไปขวางทางไว้ พร้อมกับสาดแก้วไวน์แดงในมือเข้าเต็มหน้าของชาลีจนชุดเพื่อนเจ้าสาวสีแชมเปญเปรอะเปื้อนเป็นคราบเลือด
“นังสารเลว! ฉันเอ็นดูแกเหมือนลูกอีกคน เลี้ยงดูปูเสื่อแกสารพัด แกตอบแทนครอบครัวฉันแบบนี้เหรอ!” แม่ของฉันตวาดลั่น
“คุณแม่ครับ! ฟังผมก่อน!” ภวินท์พยายามจะเดินเข้ามาจับแขนฉัน “รินดา พี่อธิบายได้นะ มันเป็นความเข้าใจผิด พี่รักรินคนเดียวนะครับ ยกเลิกงานแต่งไม่ได้นะ แขกผู้ใหญ่มากันเต็มงาน ชื่อเสียงของตระกูลเราจะทำยังไง!”
“ชื่อเสียงตระกูลแกน่ะสิที่ป่นปี้!” เสียงทุ้มหนักแน่นของพ่อฉันดังขึ้น พ่อเดินขึ้นมาบนเวที ดึงฉันไปยืนไว้ข้างหลัง แววตาของนักธุรกิจรุ่นใหญ่จ้องมองภวินท์ราวกับจะฉีกเนื้อ “เงินลงทุนสามสิบล้านที่แกหวังจะได้จากฉัน… ถือเป็นโมฆะทั้งหมด และสัญญาเงินกู้ที่บริษัทของพ่อแกกู้ยืมจากเครือบริษัทฉันอีกห้าสิบล้าน ฉันจะให้ทนายส่งหนังสือทวงถามคืนเต็มจำนวนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้!”
พ่อของภวินท์ที่นั่งอยู่โต๊ะประธานถึงกับกุมขมับ แน่นหน้าอกจนทรุดลงไปกับเก้าอี้ ครอบครัวอัครวรโชติกำลังจะล้มละลายเพราะความโลภและความมักง่ายของลูกชายตัวเอง
ภวินท์หันไปมองชาลีด้วยสายตาเคียดแค้น ความรักที่เคยพร่ำบอกเมื่อชั่วโมงก่อนมลายหายไปสิ้น “เพราะเธอ! เพราะเธอคนเดียวที่สะเพร่า ทิ้งผลตรวจครรภ์ไว้ในห้อง! เธอทำลายอนาคตของฉัน!”
“พี่วินท์จะมาโทษฉันคนเดียวไม่ได้นะ!” ชาลีตะโกนสวนกลับอย่างบ้าคลั่ง น้ำตานองหน้าผสมกับคราบไวน์แดง “พี่เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเกลียดมัน พี่นอนกับฉันตั้งกี่ครั้ง พี่บอกว่าฉันตอบสนองพี่ได้ดีกว่ามัน! พี่สัญญาว่าจะทิ้งมันมาหาฉันไง!”
คำสารภาพอันน่าขยะแขยงหลุดออกมาจากปากของพวกมันเองต่อหน้าธารกำนัล แขกเหรื่อต่างส่งเสียงโห่ร้องและมองดูภาพความพินาศของคนทั้งคู่อย่างสมเพชเวทนา
ฉันยืนมองดูซากปรักหักพังของความรักเจ็ดปีด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความโล่งใจที่แผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ ฉันปลดเวลคลุมหน้าเจ้าสาวออกจากศีรษะ ปลดสร้อยคอเพชรประจำตระกูลอัครวรโชติที่ภวินท์นำมาสวมให้ แล้วโยนมันลงแทบเท้าของเขา
“ภวินท์… ผู้หญิงที่คู่ควรกับตำแหน่ง ‘คุณนายอัครวรโชติ’ คงไม่ใช่ฉันหรอก” ฉันพูดผ่านไมโครโฟนเป็นประโยคสุดท้าย “ยกตำแหน่งนั้นให้ชาลีและลูกในท้องของเธอไปเถอะ ส่วนหนี้สินและคดีฉ้อโกงที่พ่อของฉันกำลังจะฟ้องร้อง… เชิญพวกเธอสองคนไปร่วมทุกข์ร่วมสุขชดใช้กันในศาลเอาเอง”
ฉันหันหลังให้เวที ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังกระหึ่มขึ้นจากแขกในงาน ชายกระโปรงสีขาวสะบัดพริ้วตามจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง พ่อกับแม่เดินเคียงข้างโอบไหล่ฉันไว้แน่น
เมื่อก้าวพ้นประตูห้องบอลรูม สายลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดผ่านกระทบใบหน้า ฉันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอย่างเต็มที่ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ฉันรู้สึกเป็นอิสระอย่างแท้จริง
วันแต่งงานของฉันไม่ได้จบลงด้วยการเป็นภรรยาของใคร
แต่มันคือวันที่ฉันได้ชีวิต ศักดิ์ศรี และอนาคตของตัวเองกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด