ตอนที่ 2
ท่ามกลางลานดินหน้าบ้านไม้เก่า สายลมยามบ่ายเหมือนจะหยุดพัดลงกะทันหัน บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน น้าเดชที่ยืนเกาะรั้วร้านชำตาค้าง แก้วเหล้าขาวในมือสั่นระริกจนน้ำเหล้ากระฉอกรดหลังมือ แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเช็ด ชายขี้เมาทุกคนในวงต่างอ้าปากค้าง ขนลุกเกรียวไปทั่วแผ่นหลัง
นายพลระดับสูงในเครื่องแบบลายพรางประดับดาวสี่ดวงบนอินทรธนู หน้าอกซ้ายแน่นขนัดไปด้วยแถบแพรและเหรียญเกียรติยศชั้นสูงสุด กำลังยืนตรงแน่วในท่าวันทยหัตถ์ ส้นรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นดินแน่นสนิท สายตาที่เฉียบคมและผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนจับจ้องมองชายหนุ่มในเสื้อกล้ามสีซีดด้วยความเคารพจากก้นบึ้งของหัวใจ
ก้องภพวางไม้กวาดทางมะพร้าวลงพิงข้างเสาเรือนอย่างช้าๆ แววตาที่เคยมัวหม่นลึกโหลพลันเปล่งประกายคมปลาบขึ้นชั่วขณะ เขายืดแผ่นหลังตรง ส้นเท้าชิด ยกมือขวาขึ้นทำความเคารพตอบกลับด้วยท่วงท่าที่เฉียบคม หนักแน่น และไร้ที่ติ ท่วงท่าของทหารสายเลือดแท้ที่ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา
“พันเอกพิเศษ ก้องภพ ภักดีดำรงค์… ผมในนามของกองบัญชาการกองทัพไทย และตัวแทนของพี่น้องร่วมชาติ ขอแสดงความเคารพต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของคุณ” เสียงของนายพลก้องกังวาน หนักแน่นและทรงพลังจนดังก้องไปถึงหน้าร้านค้าป้าสมศรี
ชาวบ้านที่แอบมุงดูอยู่รอบๆ สะดุ้งเฮือกพร้อมกัน คำว่า พันเอกพิเศษ ดังกระแทกหูของทุกคนราวกับสายฟ้าฟาดกลางแดดเปรี้ยง
“พันเอก… ไอก้องมันเป็นถึงพันเอกเลยเหรอวะ?” น้าเดชพึมพำเสียงสั่น แข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงกับพื้นไม้หน้าร้าน ป้าสมศรีทำกระป๋องนมข้นตกกลิ้งลงพื้นโดยไม่รู้ตัว
นายพลลดมือลง ก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะยื่นมือทั้งสองข้างเข้ากุมมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของก้องภพไว้แน่น แววตาของผู้นำกองทัพฉายแววสะเทือนใจอย่างสุดซึ้งเมื่อมองรอยแผลเป็นลึกที่พาดผ่านแก้มซ้ายลงไปถึงขากรรไกรของชายหนุ่ม
“หกปีเต็มที่เธอต้องอยู่อย่างไร้ตัวตน… ภารกิจลับระดับความมั่นคงสูงสุดในนามหน่วย ‘เงาพยัคฆ์’ จบลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เอกสารปลดระวางและบันทึกประวัติศาสตร์ลับเพิ่งได้รับการลงนามอนุมัติเมื่อเช้านี้ ฉันจึงต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง เพื่อนำสิ่งนี้มาคืนให้เธอ”
นายพลหันไปพยักหน้าให้นายทหารคนสนิทด้านหลัง นายทหารหนุ่มก้าวออกมารายงานตัวอย่างพร้อมเพรียง ในมือประคองกล่องกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูขนาดใหญ่ลวดลายทองอร่ามเดินเข้ามาด้วยความระมัดระวัง
กล่องนั้นถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ทันทีที่ฝากล่องอ้ากว้าง ประกายสีทองและสีเงินจากเหรียญตราข้างในก็สะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนแสบตา ไม่ใช่แค่เหรียญเดียว แต่มีถึงห้าเหรียญวางเรียงรายกันอย่างสมเกียรติ ทั้งเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุดประดับช่อชัยพฤกษ์ เหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้นที่หนึ่ง และเหรียญราชการสงครามลับที่มีเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ชาติที่จะได้รับ
“ตลอดเวลาที่เธอแทรกซึมเข้าไปในแดนข้าศึกและเครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติ เธอไม่อาจมีชื่อ ไม่อาจมียศ ไม่อาจพกพาเหรียญเกียรติยศใดๆ ติดตัวได้เลย แม้แต่แม่ของเธอก็ต้องรับรู้เพียงว่าเธอเป็นเพียงทหารเกณฑ์ธรรมดา เพราะหากตัวตนของเธอรั่วไหลเพียงเสี้ยววินาที ไม่เพียงแต่ชีวิตของเธอเท่านั้นที่จะดับสูญ แต่ความมั่นคงของประเทศชาติและครอบครัวของเธอจะถูกลบหายไปด้วย”
นายพลกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย พลางชี้ไปยังรอยแผลเป็นบนแขนและลำคอของก้องภพ
“รอยแผลที่คอนี่… เธอได้มันมาตอนที่กระโดดเข้ารับสะเก็ดระเบิดแทนลูกทีมสี่คนในบังเกอร์ลับชายแดน รอยแผลที่แก้มซ้าย… คือรอยกระสุนเฉียดตายตอนที่เธอสกัดกั้นขบวนการขนส่งอาวุธสงครามเพียงลำพังจนกองกำลังหลักเข้าสมทบได้ทัน และการที่เธอซูบผอมจนแทบจำไม่ได้แบบนี้ เพราะเธอต้องถูกทรมานในค่ายกักกันลับนานถึงสามเดือนเต็มโดยไม่ยอมปริปากทรยศต่อแผ่นดินแม้แต่คำเดียว!”
เสียงพูดของนายพลไม่ได้เบาลงเลยแม้แต่น้อย มันดังก้องสะท้อนไปทั่วลานหมู่บ้าน คำพูดเหล่านั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในจิตใจของชาวบ้านทุกคนที่เคยหัวเราะเยาะเขา
น้าเดชหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ความรู้สึกละอายใจตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพที่เขาเคยหัวเราะเยาะว่าก้องภพ สะดุดยอดหญ้าล้ม และ มุดหัวอยู่ในบังเกอร์ ผุดขึ้นมาในหัวจนทำให้เขาอยากจะแทรกแผ่นดินหนีลงไปในทันที ชายขี้เมาคนอื่นๆ ในวงต่างพากันก้มหน้ามองดิน ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับใคร
แม่ของก้องภพที่ได้ยินเสียงเอะอะค่อยๆ เดินกะเผลกออกมาจากในบ้าน หญิงชรามองภาพนายทหารยศนายพลและแถวทหารเกียรติยศด้วยความตกใจและสับสน
นายพลหันไปมองหญิงชรา ก่อนจะถอดหมวกหม้อตาลออก ถือไว้แนบอก แล้วก้มศีรษะลงคำนับหญิงชราอย่างนอบน้อม
“คุณแม่ครับ… ประเทศชาติเป็นหนี้ชีวิตลูกชายของคุณแม่ และเป็นหนี้หัวใจอันยิ่งใหญ่ของคุณแม่ที่เลี้ยงดูลูกชายผู้กล้าหาญคนนี้ขึ้นมา ลูกชายของคุณแม่ไม่ได้เป็นคนขี้ขลาด แต่เขาคือวีรบุรุษที่ปิดทองหลังพระ ปกป้องพวกเราทุกคนให้หลับสบายมาตลอดหกปีเต็ม”
น้ำตาของหญิงชราไหลรินอาบสองแก้มที่เหี่ยวย่น ความอัดอั้นตันใจ ความเจ็บปวดจากคำนินทาว่าร้ายของเพื่อนบ้านที่เธอต้องทนฟังมาตลอดหลายสัปดาห์ พลันพังทลายลงกลายเป็นความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ เธอยกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นบนใบหน้าของลูกชายเบาๆ
ก้องภพมองแม่ของตนด้วยสายตาที่อ่อนโยน เขากุมมือแม่ไว้แน่น รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่กร้านศึกเป็นครั้งแรกตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน
“ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วครับแม่… ลูกกลับบ้านแล้ว” ก้องภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
นายพลสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะหยิบเอกสารสำคัญอีกฉบับหนึ่งขึ้นมาจากแฟ้มหนังสีดำ ส่งมอบให้แก่ก้องภพต่อหน้าทุกคนที่กำลังเฝ้ามอง
“แต่นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเกียรติยศของเธอ ก้องภพ… กองทัพและรัฐบาลมีบางสิ่งที่จะต้องมอบให้เพื่อตอบแทนหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อที่เธอได้สละไป” นายพลกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม