ครอบครัวหัวเราะเยาะและตัดขาดจากผม เมื่อผมแต่งงานกับเศรษฐินีวัย 60 ปี—แต่เมื่อผมเลิกชายกระโปรงของเธอขึ้นในคืนแรก สิ่งที่ผมค้นพบกลับเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล

ตอนที่ 2 (Part 2): ความจริงใต้หน้ากากและมรดกเลือด

ผมถอยกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับขอบตู้ไม้สักหนา สายตายังคงจับจ้องไปที่เรียวขาคู่นั้นด้วยความตกตะลึง ผิวพรรณที่เนียนละเอียด กระชับ และขาวผ่องดั่งหยกชั้นดี ปราศจากเส้นเลือดขอด รอยกระ หรือความเหี่ยวย่นตามกาลเวลาของคนวัยหกสิบปีโดยสิ้นเชิง ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องนอนกว้าง มีเพียงเสียงลมหายใจที่ถี่กระชั้นของผมเท่านั้นที่สะท้อนก้อง

ร่างที่นั่งอยู่บนปลายเตียงค่อย ๆ หัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับไม่ใช่น้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือของหญิงชราที่ผมเคยได้ยินอีกต่อไป แต่กลับเป็นเสียงใส กังวาน และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของหญิงสาววัยเยาว์

มือเรียวยกขึ้นปลดหมุดที่ยึดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกอย่างช้า ๆ ผ้าลูกไม้ผืนหนาเลื่อนหลุดลงสู่ตัก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ลมหายใจของผมแทบจะหยุดชะงัก

ดวงตากลมโตสุกสกาวดั่งดาวประกายพฤกษ์ จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากอิ่มสีกลีบกุหลาบ ใบหน้ารูปไข่ไร้ริ้วรอยใด ๆ เธอคือหญิงสาวสะคราญโฉมที่มีอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบห้าปีด้วยซ้ำ! เธอสวมวิกผมสีดอกเลาที่แนบเนียน และบริเวณลำคอยังมีคราบกาวซิลิโคนสังเคราะห์ชนิดพิเศษที่ใช้จำลองรอยย่นของผิวหนังติดอยู่ประปราย

“ตกใจมากเลยเหรอนนท์?” หญิงสาวตรงหน้าเอ่ยถามพลางแย้มยิ้มน้อย ๆ สายตาของเธอทอดมองผมด้วยความเอ็นดูระคนเห็นใจ

“คุณ… คุณไม่ใช่คุณหญิงดารินทร์! คุณเป็นใครกันแน่?! แล้วคุณหญิงตัวจริงอยู่ที่ไหน?!” ผมละล่ำละลักถาม ละสายตาจากความงามที่เย้ายวนนั้นไม่ได้ แต่ในอกกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและสับสนจนปั่นป่วนไปหมด

หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ปล่อยให้ชายกระโปรงลูกไม้ทิ้งตัวลงอย่างสง่างาม เธอเดินตรงมาหาผมแล้วยื่นมือเรียวขาวมาตรงหน้า

“ลุกขึ้นเถอะนนท์ นั่งบนพื้นเย็น ๆ แบบนั้นเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้นะ”

ผมชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของเธอ สัมผัสนั้นนุ่มนวลและอบอุ่น ไร้ร่องรอยกระด้างของคนผ่านโลกมาหลายทศวรรษ เธอดึงผมให้ลุกขึ้นแล้วจูงพาไปนั่งที่โซฟากลางห้อง ก่อนที่เธอจะถอนหายใจยาว แววตาสดใสพลันหม่นแสงลงด้วยความโศกเศร้าลึกซึ้ง

“ฉันชื่อ ‘ดาว’… ดาริกา อัครเดชโภคิน” เธอเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงความเจ็บปวด “คุณหญิงดารินทร์ตัวจริงน่ะ… คือคุณย่าของฉันเอง ท่านจากโลกนี้ไปอย่างสงบได้เกือบหกเดือนแล้ว”

คำสารภาพนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ “คุณย่าของคุณตายไปแล้ว?! แล้วทำไม… ทำไมถึงต้องปิดบังทุกคน? แล้วเรื่องงานแต่งงานนี้ล่ะครับ มันคืออะไรกันแน่?!”

ดาริกาลุกขึ้นเดินไปเปิดเซฟลับที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ เธอหยิบแฟ้มเอกสารหนาเตอะออกมาสองสามเล่ม แล้วนำมาวางตรงหน้าผม

“เพราะถ้าคนภายนอกรู้ว่าคุณย่าเสียชีวิต… ฉันคงไม่มีชีวิตรอดมายืนคุยกับเธอในคืนนี้หรอกนนท์”

เธอเปิดเอกสารทีละหน้าให้ผมดู มันคือหลักฐานการยักยอกเงิน การโอนหุ้นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และบันทึกการวางยาพิษระยะยาว

“ตระกูลอัครเดชโภคินไม่ได้อบอุ่นเหมือนที่คนนอกเห็น คุณย่าสร้างอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมมูลค่านับหมื่นล้านมาด้วยน้ำพักน้ำแรง แต่คนในตระกูล—ทั้งลุง ป้า และลูกพี่ลูกน้องของฉัน ทุกคนต่างเป็นแร้งกาที่จ้องจะรุมทึ้งสมบัติ พวกเขาคิดว่าคุณย่าทำพินัยกรรมยกทุกอย่างให้พวกเขา แต่ความจริงแล้ว คุณย่ามองเห็นความโลภและสันดานดิบของคนพวกนั้นมาตลอด ท่านจึงตั้งใจจะยกมรดกทั้งหมดให้ฉันเพียงคนเดียว”

ดาริกากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แววตามีรอยแค้นพาดผ่าน “ลุงของฉันแอบผสมสารพิษลงในอาหารเสริมของคุณย่าทีละนิดเพื่อให้ท่านดูเหมือนป่วยตายตามธรรมชาติ คุณย่ารู้ตัวก่อนจะสิ้นลม ท่านจึงวางแผนการครั้งใหญ่ร่วมกับทนายความประจำตระกูล… นั่นคือการแกล้งทำเป็นว่าท่านยังไม่ตาย และกักตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์ห่างไกลผู้คน โดยมีฉันสวมรอย ปลอมเสียง และแต่งหน้าเอฟเฟกต์แปลงโฉมเป็นท่านเรื่อยมา เพื่อถ่วงเวลาให้ทนายความรวบรวมหลักฐานเอาผิดคนพวกนั้น”

“แล้ว… แล้วเรื่องของผมล่ะครับ?” ผมถามขึ้น หัวใจเต้นแรงด้วยความอยากรู้ “คุณย่าของคุณมารู้จักผมได้ยังไง? แล้วทำไมต้องจ่ายเงินสามล้านช่วยแม่ผม แล้วเจาะจงให้ผมมาแต่งงานด้วย?”

ดาริกายิ้มบาง ๆ เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ

“เธอจำเมื่อห้าปีก่อนได้ไหมนนท์? ที่ชายหาดบางแสน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกคลื่นซัดออกไปติดอยู่ตรงโขดหินลึก น้ำกำลังขึ้นจนมิดหัว ทุกคนบนฝั่งได้แต่ยืนมองและกรีดร้องอย่างหวาดกลัว แต่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมแรงออกไปช่วยเธอ ลากเธอขึ้นมาบนฝั่งจนตัวเองเกือบจะจมน้ำตายและหมดสติไป”

ความทรงจำในอดีตพรั่งพรูเข้ามาในหัวของผมทันที “เด็กผู้หญิงคนนั้น… คือคุณเหรอ?”

“ใช่… เด็กคนนั้นคือฉันเอง” ดาริกาพยักหน้า น้ำตาเม็ดใสเอ่อคลอเบ้า “คุณย่าเฝ้ามองดูเธอตั้งแต่วันนั้น ท่านส่งคนไปคอยสืบข่าวคราวของเธอมาตลอด ท่านรู้ว่าเธอเป็นคนซื่อสัตย์ กตัญญู และพร้อมจะสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ตอนที่แม่เธอป่วยหนักจนต้องใช้เงินสามล้าน คุณย่ารู้ว่านี่คือโอกาสตอบแทนบุญคุณ และเป็นช่วงเวลาที่พินัยกรรมมีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งระบุไว้พอดี”

“เงื่อนไขอะไรครับ?”

“พินัยกรรมของคุณย่าระบุไว้ชัดเจนว่า ฉันจะได้รับมรดกและอำนาจบริหารทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ต่อเมื่อฉันแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับผู้ชายที่ผ่านการคัดเลือกจากคุณย่าเท่านั้น—และคน ๆ นั้นก็คือ ‘เธอ’ นนท์”

ดาริกาเอื้อมมือมากุมมือผมไว้แน่น สัมผัสถึงความจริงใจที่ไม่เสแสร้ง

“คุณย่าต้องการให้ฉันมีคู่ชีวิตที่ไว้ใจได้จริง ๆ ไม่ใช่คนที่วิ่งเข้ามาหาเพราะเงินทอง และท่านก็รู้ดีว่าพวกญาติ ๆ กำลังเตรียมการจะฮุบทุกอย่าง ท่านจึงให้ฉันใช้สถานะ ‘คุณหญิงดารินทร์’ ในการสู่ขอเธอ เพื่อทดสอบว่าเธอจะยอมรับคำครหาของคนทั้งโลก ยอมทนให้ครอบครัวตัวเองเหยียบย่ำ เพื่อแลกกับความอยู่รอดของแม่เธอหรือไม่… และเธอก็พิสูจน์แล้ว ว่าความกตัญญูและความจงรักภักดีของเธอมีค่ามากกว่าศักดิ์ศรีจอมปลอมที่คนอื่นพูดถึง”

ผมนั่งนิ่ง อึ้งจนพูดไม่ออก ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกแม่และพี่ชายตัดขาดเมื่อไม่กี่วันก่อนผุดขึ้นมาในอก แต่คราวนี้มันไม่ได้มีแต่ความขมขื่นอีกต่อไป มันกลับถูกแทนที่ด้วยความตื้นตันและโล่งอกอย่างประหลาด

“แต่เรื่องยังไม่จบหรอกนะนนท์…” ดาริกาเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น “พวกญาติ ๆ เริ่มสงสัยแล้วว่าคุณย่ายังมีชีวิตอยู่จริงไหม พวกเขารู้ว่ามีการจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้น และตอนนี้พวกเขากำลังส่งคนมาที่นี่… เพื่อพิสูจน์ความจริง และอาจจะกำจัดพวกเราทั้งคู่เพื่อฮุบสมบัติทั้งหมด”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไร เสียงเบรกของรถยนต์หลายคันก็ดังสนั่นขึ้นที่หน้าคฤหาสน์ ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูด้านล่างอย่างบ้าคลั่ง!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *