ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์) : การชำระแค้นและการเริ่มต้นใหม่
สายตาอันเหี้ยมเกรียมของเจ้าสัวอนันต์ทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทนายธนินทร์ไม่รอช้า เขาเปิดแฟ้มเอกสารฉบับที่สองและเริ่มดำเนินการตามแผนการที่คุณตาได้วางเอาไว้อย่างรัดกุม
— “ตามคำสั่งของท่านเจ้าสัวอนันต์ ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเจ้าหนี้หลักของบริษัท ภัคดีเดชา คอนสตรัคชั่น” ทนายธนินทร์ประกาศด้วยเสียงอันกึกก้อง “ทางเราได้ดำเนินการยกเลิกสัญญาค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดกับสถาบันการเงิน และได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลในข้อหายักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์สิน และฟอกเงินเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้านี้”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของภูริชและคุณหญิงวรรณาก็ดังขึ้นพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง
ภูริชมือสั่นเทาขณะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย เสียงปลายสายจากธนาคารและหุ้นส่วนบริษัทดังลอดออกมาอย่างตื่นตระหนก
— “คุณภูริช! บัญชีบริษัทถูกระงับหมดแล้วครับ! เช็คที่สั่งจ่ายไปเด้งทุกใบ เจ้าหนี้กำลังแห่กันมาปิดล้อมหน้าบริษัทแล้วครับ!”
ยังไม่ทันที่ภูริชจะได้ตอบอะไร โทรศัพท์ของคุณหญิงวรรณาก็ดังขึ้นอีกสาย หล่อนกดรับด้วยความหวาดผวา และเสียงจากปลายสายก็ทำให้หล่อนกรีดร้องออกมาสุดเสียง
— “คุณวรรณาครับ ทางกรมบังคับคดีและเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังนำหมายศาลเข้าอายัดบ้านพักและรถยนต์หรูทุกคันในครอบครองของตระกูลภัคดีเดชาแล้วครับ ขอให้ท่านรีบกลับมาจัดการด่วน!”
โทรศัพท์หลุดออกจากมือของคุณหญิงวรรณาตกลงกระแทกพื้นหน้าจอแตกละเอียด ร่างของหล่อนทรุดฮวบลงนั่งพับเพียบกับพื้นอย่างหมดสภาพ ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
— “ไม่จริง… ไม่จริงใช่ไหม! บ้านของฉัน… รถของฉัน!” คุณหญิงวรรณาหวีดร้องอย่างเสียสติ
ภูริชที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา รีบคลานเข่าเข้ามากอดขาเตียงของฉันไว้แน่น เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสมเพช
— “พิมพ์… พี่ขอโทษ! พี่ยอมรับผิดทุกอย่างแล้วพิมพ์ พิมพ์ช่วยพูดกับคุณตาให้ยกโทษให้พี่หน่อยเถอะนะ! พิมพ์เห็นแก่ลูกของเราเถอะนะพิมพ์ ลูกเพิ่งเกิดมา ลูกจะไม่มีพ่อนะพิมพ์!”
ฉันก้มลงมองชายตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีและพ่อของลูก ชายที่ฉันเคยรักและยอมเสียสละทุกอย่างให้ แต่วันนี้… ในสายตาของฉัน เขากลับไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้าที่น่ารังเกียจ
ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้ม แววตาที่เคยอ่อนแอและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเป็นแม่ทำให้ฉันตระหนักได้ว่า ฉันจะไม่มีวันยอมให้คนชั่วช้าพวกนี้เข้ามาสร้างบาดแผลในชีวิตของลูกสาวฉันอีกต่อไป
— “ตอนที่พี่เอาเงินไปซื้อความสุขให้ชู้ พี่เคยคิดถึงลูกบ้างไหมคะ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เยือกเย็นจนถึงกระดูก “ตอนที่พิมพ์นอนปวดท้องทรมาน พี่เคยคิดจะมาดูดำดูดีพิมพ์กับลูกบ้างไหม? พี่ไม่เคยเห็นพิมพ์เป็นภรรยา และไม่เคยเห็นเด็กคนนี้เป็นลูกด้วยซ้ำ พี่เห็นพวกเราเป็นแค่เครื่องมือสูบเงินจากคุณตาเท่านั้น!”
ฉันสะบัดขาออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างไม่ไยดี
— “อย่าเอาคำว่าพ่อมาอ้างให้แปดเปื้อนเลยค่ะ คนอย่างพี่… ไม่มีค่าพอที่จะเป็นพ่อของลูกพิมพ์แม้แต่วินาทีเดียว!”
ฉันหันไปหาทนายธนินทร์
— “คุณทนายคะ เอกสารหย่าและเอกสารสละสิทธิ์การปกครองบุตร เตรียมไว้พร้อมแล้วใช่ไหมคะ?”
— “พร้อมแล้วครับคุณพิมพ์” ทนายธนินทร์ยื่นเอกสารและปากกามาให้ฉันทันที
ฉันรับปากกามาและเซ็นชื่อตัวเองลงบนเอกสารการหย่าโดยไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที จากนั้นก็โยนเอกสารนั้นลงตรงหน้าของภูริช
— “เซ็นซะ… แล้วไสหัวออกไปจากชีวิตของพิมพ์กับลูก เดี๋ยวนี้!” ฉันสั่งเสียงกร้าว
ภูริชตัวสั่นเทา มองดูเอกสารหย่าด้วยความสิ้นหวัง เขาหันไปสบตากับเจ้าสัวอนันต์ที่ยืนมองเขาด้วยแววตาอำมหิต บอดี้การ์ดก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาพร้อมกดดันอย่างเงียบๆ ภูริชรู้ดีว่าหากเขาไม่ยอมเซ็น เขากับแม่จะต้องเผชิญหน้ากับคดีความที่ไม่เพียงแต่จะทำให้หมดตัว แต่จะต้องติดคุกไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
ด้วยมือที่สั่นเทา ภูริชจรดปากกาเซ็นชื่อลงในใบหย่าและสละสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียวให้แก่ฉัน
ทันทีที่เขาวางปากกาลง ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสามนายเดินเข้ามาพร้อมหมายจับ
— “นายภูริช ภัคดีเดชา และ นางวรรณา ภัคดีเดชา ทางเราขอควบคุมตัวพวกคุณในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ และฟอกเงิน เชิญไปที่สถานีตำรวจครับ”
เสียงกุญแจมือกระทบกันดังกริ๊ก เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวสองแม่ลูกทันที คุณหญิงวรรณากรีดร้องและขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ภูริชเดินคอตก น้ำตาไหลอาบหน้าด้วยความอับอายและหมดหนทาง ถุงแบรนด์เนมหรูหราที่พวกเขาหอบหิ้วเข้ามาเมื่อครู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยึดไว้เป็นของกลางในคดีทั้งหมด
ร่างของคนทั้งสองถูกลากตัวออกไปจากห้องพักฟื้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
เมื่อประตูห้องปิดลง เจ้าสัวอนันต์ก็เดินเข้ามายืนข้างเตียงของฉัน คุณตาวางมืออันอบอุ่นลงบนศีรษะของฉันอย่างอ่อนโยน แววตาที่เคยแข็งกร้าวและดุดันละลายหายไป เหลือเพียงแววตาของตาที่รักและเป็นห่วงหลานสาวสุดหัวใจ
— “ไม่เป็นไรแล้วนะพิมพ์… หลานตื่นจากฝันร้ายแล้วนะลูก” คุณตาเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
น้ำตาของฉันไหลออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดหรือความเสียใจ หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจและความซาบซึ้ง ฉันก้มลงมองลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนที่กำลังหลับใหลอย่างสงบ เด็กน้อยส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอเบาๆ ราวกับจะบอกฉันว่าทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีแล้ว
— “ขอบคุณค่ะคุณตา… ขอบคุณที่ไม่ทิ้งพิมพ์กับลูก” ฉันเอ่ยทั้งน้ำตา
— “ตาสัญญาว่าจะไม่มีใครมารังแกพิมพ์กับลูกได้อีก” คุณตามองเหลนสาวตัวน้อยด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข “ต่อจากนี้ไป พิมพ์ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น พักผ่อนให้หายดี แล้วพาลูกกลับไปอยู่ที่บ้านใหญ่กับตานะ ทรัพย์สินทุกอย่างของตระกูลเรา… ตารอที่จะยกให้หลานกับเหลนคนนี้เพียงคนเดียว”
ฉันกระชับอ้อมกอดโอบอุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม ความมืดมิดและความหลอกลวงที่เคยบดบังชีวิตของฉันได้ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น บทเรียนอันเจ็บปวดในครั้งนี้ได้หล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นผู้หญิงและแม่ที่เข้มแข็ง
แม้ชีวิตสมรสจะจบลงด้วยคำโกหกและคราบน้ำตา แต่เส้นทางชีวิตบทใหม่ที่แท้จริงของฉันกับลูกสาว… กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างสง่างาม ท่ามกลางความรักที่แท้จริงและความปลอดภัยในอ้อมกอดของครอบครัวที่รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข.