Part 2: หน้ากากที่หลุดลอกและกับดักแห่งการเอาคืน
กุญแจทองเหลืองดอกเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะประชุมเย็นเยียบราวกับแท่งน้ำแข็ง ทว่าในอกของฉันกลับร้อนรุ่มไปด้วยเพลิงแค้นที่ปะทุขึ้นอย่างเงียบงัน ฉันเอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบกุญแจดอกนั้นขึ้นมา มันคือกุญแจเปิดตู้เซฟโบราณในโกดังริมน้ำของคุณพ่อ โกดังที่อัครินทร์เคยบอกฉันเมื่อห้าปีก่อนว่าถูกเจ้าหนี้ยึดไปแล้ว แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ยึดไปไหน แต่ใช้มันเป็นเซฟเฮาส์ลับในการซุกซ่อนร่องรอยอาชญากรรมทั้งหมด
บ่ายวันนั้น ฉัน ทนายมลธิรา และทีมสืบสวนเดินทางไปยังโกดังร้างแถบสมุทรปราการ กลิ่นอับชื้นและฝุ่นหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ เมื่อบานประตูห้องนิรภัยใต้ดินเปิดออก สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ฉันแทบจะหยุดหายใจ กล่องเอกสารนับสิบใบเรียงรายอยู่บนชั้นเหล็ก ทั้งแฟ้มประวัติการรักษาปลอมแปลงที่ระบุผลตรวจมะเร็งระยะสุดท้าย ใบนัดแพทย์ที่ถูกประทับตราปลอม รวมถึงพาสปอร์ตหลายเล่มที่มีใบหน้าของอัครินทร์ แต่ใช้ชื่อและสัญชาติอื่น ทั้งวานูอาตูและสิงคโปร์
แต่สิ่งที่กรีดแทงหัวใจของฉันจนแหลกสลายที่สุด คือฮาร์ดดิสก์สีดำที่นักสืบนำมาเปิดผ่านแล็ปท็อป ภาพบนหน้าจอสว่างวาบขึ้น มันคือคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ในห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น ในคลิป อัครินทร์กำลังนั่งหัวเราะร่าเคียงข้างหญิงสาวที่ฉันเจอที่เมกาบางนา—วิลาสินี อดีตเลขาฯ ส่วนตัวที่ฉันเคยเมตตาและเอ็นดูเหมือนน้องสาว บนเตียงคนไข้ อัครินทร์กำลังซ้อมทำท่าหอบหายใจรวยริน ซ้อมเกร็งนิ้วมือ และหลับตาลงอย่างอ่อนแรง โดยมีคุณหญิงเกษรา แม่ของเขายืนถือกล้องมือถือถ่ายพลางหัวเราะคิกคัก
— “ดูสิลูก ทำหน้าซีดๆ แบบนั้นแหละ ยัยรินมันโง่จะตาย เห็นแค่นี้มันก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งยอมเซ็นยอมขายทุกอย่างให้เราแล้ว” น้ำเสียงของคุณหญิงเกษราในคลิปดังชัดเจนราวกับตบหน้าฉันฉาดใหญ่
— “แม่ครับ เตรียมรถพยาบาลส่วนบุคคลคันนั้นไว้ให้พร้อมนะ พอหมอประกาศเวลาตายปุ๊บ สลับร่างคนจรจัดที่เตรียมไว้เข้าเตาเผา แล้วพาผมบินไปกบดานที่กัวลาลัมเปอร์ทันที” อัครินทร์พูดด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ไร้ซึ่งแววตาของผู้ชายที่เคยสาบานว่าจะรักฉันชั่วชีวิต
ฉันยืนนิ่ง น้ำตาสักหยดไม่ยอมไหลออกมาอีกแล้ว ความเจ็บปวดได้กลั่นตัวกลายเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ห้าปีที่ฉันตื่นมาพร้อมคราบน้ำตา ห้าปีที่ฉันกินข้าวคลุกน้ำพริกเพื่อประหยัดเงินส่งดอกเบี้ย ห้าปีที่ฉันคุกเข่ากราบขอร้องเจ้าหนี้หน้าเลือดเพื่อรักษาเกียรติยศของตระกูลพิชญเดชา… ทั้งหมดนี้เป็นเพียงละครเวทีฉากใหญ่ที่ครอบครัวนี้กำกับขึ้นเพื่อเหยียบย่ำชีวิตฉัน
— “คุณรินคะ เรามีหลักฐานครบถ้วน ทั้งการปลอมแปลงใบมรณบัตร การฟอกเงิน การแจ้งความเท็จ และการยักยอกทรัพย์ เราสามารถยื่นฟ้องศาลและออกหมายจับได้ทันทีค่ะ” ทนายมลธิราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
— “ยังก่อนค่ะคุณทนาย” ฉันตอบช้าๆ แววตาจ้องมองภาพใบหน้าของอัครินทร์บนจอ “ถ้าเราแจ้งตำรวจตอนนี้ พวกเขาจะใช้เงินและเส้นสายวิ่งเต้นหลบหนีออกนอกประเทศไปอีก ฉันไม่ต้องการแค่ให้พวกเขาติดคุก… ฉันต้องการให้พวกเขาพังทลายลงต่อหน้าสาธารณชน ให้ชื่อเสียง จอมปลอม และความสุขที่พวกมันสร้างขึ้นบนกองเลือดเนื้อของฉัน ถูกทำลายลงในคราวเดียว”
ฉันวางแผนโต้กลับอย่างแยบยล สัปดาห์ต่อมา เป็นวันครบรอบวันเกิดครบรอบหกสิบห้าปีของคุณหญิงเกษรา และยังเป็นงานเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้เงินจากการขายบ้านของพ่อฉันและเงินประกันชีวิตปลอมๆ ของอัครินทร์มาเป็นทุนก่อตั้ง งานนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมระดับหกดาว มีทั้งนักธุรกิจชั้นนำ สื่อมวลชน และไฮโซแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมแสดงความยินดีนับร้อยชีวิต
ฉันไม่ติดต่อคุณหญิงเกษราอีกเลยตลอดทั้งสัปดาห์ ปล่อยให้เธอคิดว่าฉันยังคงเป็นอีแก่ขี้แยที่เก็บตัวซึมเศร้าอยู่กับความทรงจำเดิมๆ แต่ในเงามืด ทนายมลธิราและทีมสืบสวนได้ประสานงานกับกองบังคับการปราบปราม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อย่างลับๆ ทุกเส้นทางการเงิน บัญชีม้า และเอกสารลายเซ็นปลอมถูกส่งเข้าสู่สำนวนคดีอย่างเงียบเชียบ
ช่วงบ่ายก่อนเริ่มงาน ฉันส่งพัสดุด่วนไปยังคฤหาสน์ของพวกมัน จ่าหน้าถึง ‘วิลาสินี’ ภายในกล่องไม่มีระเบิด ไม่มีจดหมายขู่ มีเพียงสำเนาทะเบียนสมรสของฉันกับอัครินทร์ที่ยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะการตายที่เป็นเท็จไม่อาจลบล้างสถานะสมรสได้ พร้อมด้วยภาพถ่ายวันแต่งงานของฉันกับเขา และข้อความสั้นๆ ว่า:
“บ้านที่เธออยู่ เตียงที่เธอนอน และผู้ชายที่เธอกอด… ทั้งหมดเป็นของที่ขโมยไปจากฉัน คืนนี้เตรียมตัวรับกรรม”
ความหวาดระแวงเริ่มจุดชนวนขึ้นในครอบครัวนั้น สายสืบรายงานว่าวิลาสินีเริ่มทะเลาะกับอัครินทร์อย่างรุนแรง เธอหวาดกลัวจนสติแตก ในขณะที่คุณหญิงเกษรายังคงหยิ่งผยอง ปลอบลูกชายว่าฉันไม่มีทางรู้อะไร และไม่มีปัญญาทำอะไรตระกูลพิชญเดชาได้
เวลาทุ่มตรงของค่ำคืนนั้น ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูสว่างไสวไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ คุณหญิงเกษราสวมชุดราตรีสีมรกตหรูหรา สวมสร้อยเพชรเส้นโตที่ซื้อมาจากเงินขายบ้านพ่อฉัน เธอกำลังยืนต้อนรับแขกเหรื่อด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ ขณะที่อัครินทร์ ซึ่งผ่านการทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าเล็กน้อยและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘นายอเล็กซ์ พัฒนกิจ’ ยืนอยู่ข้างๆ วิลาสินีในฐานะนักลงทุนหนุ่มลึกลับจากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมทุน
บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ การอวยพร และเสียงชนแก้วแชมเปญ ทุกคนต่างยกย่องคุณหญิงเกษราว่าเป็นหญิงแกร่งที่สามารถฟื้นฟูธุรกิจครอบครัวกลับมาได้อย่างยิ่งใหญ่หลังจากสูญเสียลูกชายไปเมื่อห้าปีก่อน
จนกระทั่งถึงช่วงเวลาไฮไลต์ของงาน พิธีกรประกาศเชิญคุณหญิงเกษราและ ‘คุณอเล็กซ์’ ขึ้นบนเวทีเพื่อกล่าวเปิดตัววิดีทัศน์แนะนำโครงการใหม่ แสงไฟในห้องบอลรูมหรี่ลง ทุกสายตาจับจ้องไปที่จอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์ใจกลางเวที
คุณหญิงเกษรายิ้มกว้าง ถือไมโครโฟนด้วยความภาคภูมิใจ — “ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ ความสำเร็จในวันนี้เกิดขึ้นได้จากหยาดเหงื่อและความมุ่งมั่นของครอบครัวเรา… ขอเชิญทุกท่านรับชมวิสัยทัศน์แห่งอนาคตได้เลยค่ะ”
ไฟบนเวทีดับมืดลง เสียงดนตรีบรรเลงเริ่มต้นขึ้น ทว่า ภาพที่ปรากฏบนจอขนาดยักษ์กลับไม่ใช่ภาพตึกสูงหรือวิวแม่น้ำเจ้าพระยา…
แต่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลเมื่อห้าปีก่อน พร้อมเสียงสนทนาที่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องบอลรูม: — “ดูสิลูก ทำหน้าซีดๆ แบบนั้นแหละ ยัยรินมันโง่จะตาย เห็นแค่นี้มันก็ยอมขายทุกอย่างให้เราแล้ว!”
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ขึ้นทันที แขกเหรื่อในงานเริ่มหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง สีหน้าของคุณหญิงเกษราและอัครินทร์ถอดสีในพริบตา ความโกลาหลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเวลาแห่งการชดใช้กรรมของพวกมันได้มาถึงแล้ว