ภาค 2: ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม
คำกระซิบของป้าสายหยุดเปรียบเสมือนค้อนหนักๆ ที่ฟาดลงกลางอกของประจักษ์ ชายหนุ่มยืนนิ่งงัน เท้าทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นซีเมนต์ สายตามองสลับระหว่างร่างของภรรยาที่กำลังละมือจากเครื่องคิดเงิน กับป้าข้างบ้านผู้กุมความลับบางอย่างที่เขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อน
“ป้า… ป้าหมายความว่ายังไง?” ประจักษ์เค้นเสียงถาม ลำคอตีบตันไปหมด “ที่ว่าเกือบไม่มีทั้งร้าน ทั้งลูก ทั้งเมีย… รินไปทำอะไรมา?”
ป้าสายหยุดถอนหายใจยาว แววตาขี้เล่นเมื่อครู่เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเวทนาและชื่นชมระคนกัน “ปีที่แล้ว ตอนที่เอ็งส่งข่าวว่าแคมป์คนงานที่ซาอุฯ มีปัญหาเรื่องจ่ายเงินช้าไปสามเดือน เอ็งจำได้ไหม? เอ็งบอกรินไม่ต้องห่วง แต่ความจริงข้างหลังนี้… นังรินมันแทบขาดใจ”
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน มะนาวป่วยหนักด้วยโรคไข้เลือดออกแบบรุนแรงจนเกิดภาวะช็อก ต้องเข้าห้องไอซียูในโรงพยาบาลเอกชนประจำจังหวัดอย่างเร่งด่วน ค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ช่วยชีวิตพุ่งสูงเฉียดหกหลักในเวลาไม่กี่วัน ในขณะที่เงินในบัญชีที่ประจักษ์ส่งมาถูกกันไว้เป็นเงินฝากประจำสำหรับผ่อนบ้านและที่ดิน ไม่สามารถถอนออกได้ทันท่วงทีในเวลานั้น
“ตอนนั้นรินมันวิ่งโร่มาหาข้าทั้งน้ำตา” ป้าสายหยุดเล่า น้ำเสียงสั่นเครือ “มันไม่ยอมบอกเอ็งสักคำ เพราะมันรู้ว่าเอ็งอยู่ที่นั่นคนเดียว ถ้าเอ็งรู้ เอ็งคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรืออาจจะคิดสั้นทำเรื่องอันตรายเพื่อหาเงินด่วน มันตัดสินใจเอาทองที่เอ็งซื้อให้หมั้น เอาสร้อย เอาแหวนทุกชิ้นไปจำนำจนเกลี้ยง แต่มันก็ยังไม่พอจ่ายค่าหมอ”
ประจักษ์เบิกตากว้าง มือที่กำสายสะพายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “แล้ว… แล้วรินหาเงินจากไหนมารักษาลูก?”
“มันยอมบากหน้าไปกู้เงินดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบจากเสี่ยเงินกู้นอกระบบในตลาด” ป้าสายหยุดตบแขนประจักษ์เบาๆ “พอมะนาวพ้นขีดอันตราย รอดตายหวุดหวิด ไอ้พวกทวงหนี้มันก็ตามมาราวีถึงบ้านทุกวัน ขู่จะพังบ้าน ขู่จะทำร้ายลูก นังรินมันไม่ยอมให้เรื่องนี้ถึงหูเอ็งเลย มันกลัวเอ็งเป็นบ่วงหน้าพะวงหลัง แล้วทำงานบนตึกสูงพลาดพลั้งตกลงมาตาย”
ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าเกาะกุมหัวใจของประจักษ์ เขานึกถึงทุกครั้งที่วิดีโอคอลคุยกับเธอ รินดามักจะแต่งหน้าบางๆ ยิ้มแย้ม และบอกเสมอว่า “ทางนี้สบายดี พี่ไม่ต้องห่วงนะ” แต่ความจริงคือเธอกำลังแบกรับแรงกดดันมหาศาลอยู่เพียงลำพัง
“แล้วเรื่องบ้านล่ะป้า? ทำไมถึงมีคนอื่นมาอยู่?”
“ก็นี่แหละความเด็ดเดี่ยวของเมียเอ็ง!” ป้าสายหยุดกล่าวต่อ “พอนังรินเห็นว่าดอกเบี้ยมันจะท่วมหัว และที่ตรงนั้นอยู่ลึกในซอย ทำมาหากินอะไรก็ยาก มันเลยตัดสินใจขั้นเด็ดขาด เอาบ้านหลังเดิมไปเข้าธนาคารเพื่อปลดหนี้นอกระบบทั้งหมด จากนั้นก็ปล่อยให้คนอื่นเช่าต่อ เอาค่าเช่ารายเดือนมาจ่ายค่างวดธนาคารโดยที่เอ็งไม่ต้องควักเนื้อเพิ่มเลยสักบาท ส่วนเงินก้อนที่เหลือจากการรีไฟแนนซ์บวกกับเงินเก็บที่เอ็งส่งมาตลอด มันเอามาเดิมพันครั้งใหญ่ในชีวิต เซ้งตึกแถวตรงนี้ เปิดร้านโชห่วยเล็กๆ ก่อน”
ป้าสายหยุดชี้ไปที่ตัวอาคารสองคูหา “นังรินมันตื่นตีสามทุกวัน ขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงไปรับผัก รับของสดจากตลาดไทมาลงร้าน กลางวันยืนขายของ กลางคืนนั่งทำบัญชีส่งของให้ร้านอาหารตามสั่ง มันลุยงานหนักไม่แพ้เอ็งที่ซาอุฯ เลยไอ้ประจักษ์ จนร้านมันขยายกลายเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตค้าส่งใหญ่ที่สุดในย่านนี้ภายในเวลาแค่ปีเดียว มันเหนื่อยสายตัวแทบขาด ผอมลงไปตั้งหลายกิโล แต่พอมันคุยกับเอ็งหน้ากล้อง มันกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะมันตั้งใจจะรอวันที่เอ็งกลับมาเห็นตึกนี้ด้วยตาตัวเอง!”
หยาดน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไป ไหลทะลักอาบแก้มของประจักษ์อีกระลอก คราวนี้ไม่ใช่ความคับแค้นหรือสิ้นหวัง แต่เป็นความซาบซึ้งและรู้สึกผิดที่ตนเองแอบคิดระแวงผู้หญิงที่รักและเสียสละเพื่อเขามากที่สุดในโลก
“พี่ประจักษ์!”
เสียงร้องเรียกที่สั่นเครือดังขึ้นใกล้เข้ามา รินดาวิ่งพรวดออกมาจากประตูร้าน กระดาษบิลในมือปลิวหลุดลอยไปตามลม เธอหยุดยืนตรงหน้าเขา น้ำตาคลอเบ้า มือทั้งสองข้างยกขึ้นแตะแก้มที่กร้านแดดของสามี
“พี่จริงๆ ใช่ไหม… พี่กลับมาแล้วจริงๆ ใช่ไหม?”
“ริน…” ประจักษ์พูดได้เพียงแค่นั้น ก่อนจะดึงร่างบางของภรรยาเข้ามากอดแนบแน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไป
“พ่อจ๋า!” เสียงเล็กๆ ดังแทรกขึ้น มะนาววิ่งเข้ามากอดขาทั้งสองข้างของเขาไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น “พ่อกลับมาหาหนูแล้ว! พ่อไม่ไปไหนแล้วใช่ไหมจ๊ะ?”
ประจักษ์ทรุดตัวลงคุกเข่า โอบกอดทั้งลูกและเมียไว้ในอ้อมแขน กลิ่นแป้งเด็กของลูกสาวและกลิ่นหอมคุ้นเคยของภรรยาทำให้เขารู้สึกว่าการทำงานหนักหนาสาหัสกลางทะเลทรายตลอดห้าปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้สูญเปล่าเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“พี่ขอโทษนะริน… พี่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ตอนที่รินกับลูกลำบากที่สุด” ประจักษ์สะอื้น ซบหน้าลงกับบ่าของเธอ
รินดาส่ายหน้าทั้งน้ำตา ลูบหลังสามีอย่างอ่อนโยน “พี่ไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้นจ้ะ ถ้าไม่มีเงินทุกบาททุกสตางค์ที่พี่ส่งมาแลกด้วยหยาดเหงื่อ รินกับลูกก็คงไม่มีวันนี้เหมือนกัน”
ลูกค้าและพนักงานในร้านต่างหยุดมองภาพครอบครัวที่กอดกันร่ำไห้ด้วยความยินดี ป้าสายหยุดยืนพัดคลายร้อนพลางยกชายเสื้อขึ้นซับหางตา “เอ้า! เลิกร้องไห้กันได้แล้ว เข้าไปในร้านกันเถอะ คนเขามองกันทั้งตลาดแล้วโว้ย!”
ประจักษ์อุ้มมะนาวขึ้นแนบอก อีกมือหนึ่งกุมมือรินดาไว้แน่น ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าสู่ตึกแถวสองคูหาด้วยหัวใจที่พองโต ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางข้ามทวีปหายเป็นปลิดทิ้ง และเขากำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตบทใหม่ที่แท้จริงเสียที