ตอนที่ 2: บทเรียนยามวิกาลและการมาเยือนของแขกไม่ได้รับเชิญ (Part 2)
ภาพจากกล้องวงจรปิดความคมชัดสูงบนหน้าจอมือถือแสดงให้เห็นร่างของพี่นกในชุดเสื้อยืดตัวเก่า กางเกงขาสั้น สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า เธอกำลังก้มๆ เงยๆ ใช้ลวดเหล็กและไขควงพยายามสะเดาะกลอนประตูกระจกบานเลื่อนด้านหลังบ้านอย่างเร่งรีบ ข้างตัวเธอมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบวางกองอยู่กับพื้นสนามหญ้า
หัวใจของฉันเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นในอก พี่สาวของฉันไม่แม้แต่จะเกรงใจคำว่าครอบครัว เธอพร้อมที่จะบุกรุกบ้านของน้องสาวที่เพิ่งผ่าคลอดลูกได้เพียงแปดวันอย่างเลือดเย็น
ฉันเดินย่องเข้าไปในห้องนอน ตรวจดูน้องฟ้าใสที่ยังคงหลับสนิทอยู่ในเปล ฉันห่มผ้าให้ลูกเบาๆ สูดหายใจลึกเพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายตรงไปยังป้อมยามหน้าหมู่บ้านจัดสรร
“สวัสดีค่ะ รปภ. คะ นี่บ้านเลขที่ 88/12 ซอย 5 นะคะ ตอนนี้มีคนร้ายกำลังพยายามงัดประตูกระจกหลังบ้านค่ะ ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่มาระงับเหตุด่วน และช่วยโทรแจ้งตำรวจ สภ. ในพื้นที่ให้ด้วยนะคะ มีภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ค่ะ”
“รับทราบครับคุณผู้หญิง! เจ้าหน้าที่สายตรวจ 3 นายกำลังไประงับเหตุทันทีครับ อย่าเพิ่งเปิดประตูนะครับ!”
ฉันวางสาย จากนั้นจึงเปิดแอปพลิเคชันระบบความปลอดภัยอัจฉริยะของบ้าน ควบคุมเปิดไฟสปอตไลต์รอบตัวบ้านทุกดวงให้สว่างโร่ดั่งกลางวัน พร้อมเปิดเสียงสัญญาณเตือนภัยไซเรนระดับสูงสุดทันที
หวูดดดดดด! หวูดดดดดด! หวูดดดดดด!
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งซอย พี่นกสะดุ้งสุดตัว ทิ้งเครื่องมือในมือลงกับพื้นคอนกรีต หน้าตาตื่นตระหนก เลิ่กลั่กพยายามจะคว้ากระเป๋าเดินทางวิ่งหนี แต่ช้าเกินไป ประตูรั้วด้านข้างถูกผลักเปิดออกโดยเจ้าหน้าที่ รปภ. สามนายที่วิ่งเข้ามาล้อมตัวเธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว
“อย่านะ! ปล่อยฉัน! นี่มันบ้านน้องสาวฉัน! ฉันเป็นพี่สาวเจ้าของบ้านนะโว้ย!” เสียงพี่นกกรีดร้องโวยวายพยายามขัดขืน แต่เจ้าหน้าที่ รปภ. ไม่ฟังเสียง ล็อกตัวเธอไว้กับพื้นอย่างแน่นหนา
ฉันสวมเสื้อคลุม เดินอุ้มน้องฟ้าใสที่ตื่นเพราะเสียงหวอแนบอกไว้แน่น แล้วเดินไปยืนอยู่หลังประตูกระจกบานเลื่อน มองดูพี่สาวตัวเองผ่านกระจกใส
“อีนุช! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! สั่งให้ยามพวกนี้ปล่อยกู! มึงกล้าดียังไงทำกับพี่สาวแท้ๆ แบบนี้ห๊ะ!” พี่นกตะโกนด่าทอ น้ำลายกระเด็น แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ฉันเปิดช่องหน้าต่างระบายอากาศเล็กๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เยือกเย็น “ฉันไม่ได้เชิญพี่มา และตอนนี้เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม พี่แอบเข้ามาในบริเวณบ้านตอนกลางคืนพร้อมเครื่องมืองัดแงะ ในทางกฎหมายนี่คือการบุกรุกในเวลากลางคืนและพยายามลักทรัพย์”
“มึงเป็นบ้าไปแล้วเหรออีนุช! แม่บอกให้กูมาก่อน คืนนี้ที่ห้องเช่าโดนตัดไฟตัดน้ำ เจ้าหนี้ตามทวงจนไม่มีที่อยู่ มึงจะใจดำให้หลานๆ กับพี่สาวมึงนอนข้างถนนเหรอ!”
“ปัญหาของพี่ เกิดจากการกระทำของพี่กับผัวพี่เอง ไม่ใช่หน้าที่ที่ฉันต้องมารับผิดชอบ” ฉันหันไปบอกหัวหน้า รปภ. “คุณลุงคะ รบกวนคุมตัวเธอไว้หน้าป้อมยามจนกว่าตำรวจจะมาถึงเลยค่ะ ฉันจะขอดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด”
ตำรวจสายตรวจมาถึงในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที พี่นกถูกคุมตัวขึ้นท้ายรถกระบะสายตรวจไปยังโรงพัก ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าเปื้อนโคลนและความเงียบสงัดในค่ำคืนที่แสนเหน็บหนาว ฉันไม่ได้ตามไปที่โรงพักในคืนนั้น เพราะร่างกายยังอ่อนแอจากการผ่าคลอด แต่ฉันโทรหาใครคนหนึ่ง… คนที่ฉันเตรียมการไว้ตั้งแต่รู้ตัวว่าจะต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวนี้
คนคนนั้นคือ ‘พี่กานต์’ ทนายความหญิงชื่อดัง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และเป็นเพื่อนสนิทของฉันมานานกว่าสิบปี
“กานต์ พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงครึ่ง มาที่บ้านฉันหน่อยได้ไหม เอาเอกสารทุกอย่างที่เราเคยคุยกันไว้มาด้วยนะ แม่กำลังจะมาถึงสิบโมง”
“ได้เลยนุช พักผ่อนให้สบาย คืนนี้ไม่ต้องคิดมาก พรุ่งนี้พี่จะจัดการให้เด็ดขาดเอง”
ตลอดทั้งคืน แม่พยายามโทรเข้ามือถือของฉันนับร้อยสาย พี่นกคงโทรไปฟ้องแม่จากที่โรงพักแล้ว แต่ฉันเลือกที่จะปิดเสียงแจ้งเตือนและนอนกอดน้องฟ้าใสจนถึงรุ่งสาง
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 09:30 น.
พี่กานต์เดินทางมาถึงบ้านพร้อมกับผู้ช่วยทนายอีกหนึ่งคน ทั้งสองสวมชุดสูทสีเข้มภูมิฐาน ถือกระเป๋าเอกสารหนังสีดำใบใหญ่ ภายในบรรจุโฉนดที่ดินตัวจริง บันทึกกรรมสิทธิ์ สัญญาซื้อขายบ้าน และหนังสือบอกกล่าวทวงถามรวมถึงคำสั่งห้ามเข้าใกล้เคหสถาน
เวลา 10:00 น. ตรง
เสียงเครื่องยนต์รถกระบะเก่าๆ ดังลั่นมาแต่ไกล ก่อนจะมาจอดเทียบหน้าประตูรั้วบ้าน เสียงบีบแตรดังลากยาวอย่างหยาบคายและไร้มารยาท
ปี๊นนนนนนนน! ปี๊น! ปี๊น!
แม่ก้าวลงมาจากรถพร้อมกับพ่อเลี้ยง ใบหน้าของแม่บูดบึ้ง ดวงตาลุกเป็นไฟด้วยความโกรธเกรี้ยว แม่เดินปรี่เข้ามากระชากประตูรั้วเล็กที่ปลดล็อกไว้ แล้วผลักประตูบ้านบานใหญ่อย่างแรงจนกระแทกผนัง
“อีนุช! ออกมานี่เดี๋ยวนี้! อีลูกทรพี! มึงกล้าดียังไงให้ตำรวจจับพี่สาวมึงเข้าห้องขังห๊ะ! มึงคิดว่ามึงมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่โตแล้วมึงจะปีกกล้าขาแข็งเหยียบหัวแม่มึงได้เหรอ!”
แม่ก้าวขาเข้ามาในห้องโถงกลางบ้านอย่างเกรี้ยวกราด เตรียมจะอาละวาดเต็มที่
แต่แล้ว ฝีเท้าของแม่ก็ต้องชะงักงันลงทันที
ที่โซฟาหนังกลางห้องรับแขก ไม่ได้มีเพียงฉันที่นั่งอุ้มลูกอยู่เท่านั้น…
แต่ยังมีทนายความหญิงสองคนในชุดสูทนั่งจ้องมองแม่อย่างสงบนิ่ง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบอีกสองนายที่ยืนประกบอยู่ด้านข้าง
บนโต๊ะกระจกตรงหน้า มีเอกสารตราครุฑและบันทึกข้อกฎหมายวางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ
“สวัสดีค่ะคุณแม่” ฉันเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ยินดีต้อนรับสู่บ้านของนุชนะคะ แต่ดูเหมือนว่า แขกที่นุชเชิญไว้ จะไม่ใช่แม่กับพ่อเลี้ยงค่ะ”
แม่ยืนอ้าปากค้าง หน้าถอดสี แววตาที่เคยมั่นใจและหยิ่งยโสเริ่มสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า บ้านหลังนี้… ไม่ใช่ที่ที่แม่จะเข้ามาชี้หน้าสั่งใครได้อีกต่อไป!