ตอนที่ 2: ความจริงอันดำมืดและเสียงกรีดร้องใต้ฝ่าเท้า
ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของผมสะดุดหยุดนิ่ง เลือดในกายเย็นเฉียบเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็งขั้วโลก ใต้โต๊ะกินข้าวไม้สักตัวใหญ่ รินกำลังนั่งขดตัวคุดคู้ สองแขนเล็กๆ ที่ผอมแห้งอย่างน่าใจหายโอบกอดท้องนูนเด่นวัยแปดเดือนของเธอไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านเหมือนลูกนกที่เปียกปอนท่ามกลางพายุฝน ใบหน้าของเธอขาวซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ริมฝีปากแตกแห้งและมีรอยเลือดซึมออกมาเป็นทางยาว
ตรงหน้าของเธอคือคุณนายสมพร แม่แท้ๆ ผู้ให้กำเนิดผม แม่ไม่ได้สวมชุดลำลองดูใจดีเหมือนตอนที่อยู่ต่อหน้าผม แต่ใบหน้ากลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆ ในมือขวาของแม่ถือจานกระเบื้องเก่าๆ ที่มีเศษกระดูกและก้างปลาทูทอดไหม้เกรียมที่แหลมคมวางกองระเกะระกะ ส่วนมือซ้ายของแม่กำลังจิกกระชากกลุ่มผมยาวของริน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นจากพื้น
“ทำไม! แกคิดว่าท้องลูกให้ไอ้นนท์แล้วแกจะกลายเป็นเจ้าหญิงของบ้านนี้งั้นเหรอ?” เสียงของแม่แหลมสูงจนบาดลึกเข้าไปในแก้วหู “ไอ้นนท์มันเหนื่อยสายตัวแทบขาด ออกไปหาเงินงกๆ คนเดียว ส่วนแกนอนสบายอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่ทำห่าเหวอะไรสักอย่าง! ข้าวที่แกแดกไปแต่ละคำมันเงินลูกชายฉันทั้งนั้น! ถ้าไม่อยากกินเนื้อดีๆ ก็กินก้างพวกนี้เข้าไปซะ มันมีแคลเซียมไม่ใช่เหรอไง! อ้าปากเดี๋ยวนี้ นังกาฝาก!”
“คุณแม่คะ… ฮึก… รินขอร้อง… อย่าทำอะไรลูกเลยนะคะ…” รินสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มที่ซูบตอบ เธอพยายามใช้ฟันขบปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้เศษก้างปลาที่แม่ยัดเข้ามาทิ่มแทงลึกเข้าไปในลำคอ “รินเจ็บ… รินยอมแล้วค่ะ แต่ขอร้อง อย่าทำลูกในท้องเลย…”
“เจ็บสิดี! จะได้จำ! อย่าคิดว่าลูกชายฉันรักแกแล้วฉันจะยอมให้แกมาชูคอในบ้านหลังนี้!” แม่ตวาดลั่น พร้อมกับใช้ปลายด้ามช้อนงัดปากของรินอย่างรุนแรง พยายามจะยัดเศษกระดูกปลาที่แหลมคมเข้าไปอีกครั้ง
“หยุดเดี๋ยวนี้!!!”
ผมระเบิดเสียงคำรามออกมาสุดเสียง เสียงนั้นไม่ได้ดังแค่ในห้องครัว แต่มันก้องสะท้อนไปทั่วทั้งบ้านจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน ผมพุ่งตัวเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต มือทั้งสองข้างปัดจานในมือของแม่ออกอย่างแรงจนมันร่วงลงไปแตกกระจายเกลื่อนพื้นกระเบื้อง เศษก้างปลาและเศษกระเบื้องแหลมคมกระเด็นไปทั่วทิศทาง
แม่สะดุ้งสุดตัว เซถอยหลังไปชนกับเคาน์เตอร์ครัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือผม—ลูกชายที่ควรจะอยู่ในการประชุมใหญ่ที่สุขุมวิท
“น… นนท์?!” เสียงของแม่สั่นเทา หน้าตาที่เคยดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกตกใจในเสี้ยววินาที “ลูก… ลูกกลับมาได้ยังไง? ไหนบอกว่ามีประชุม…”
ผมไม่ตอบคำถามของแม่แม้แต่คำเดียว วินาทีนั้นหัวใจของผมแหลกสลายกลายเป็นธุลี ผมทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้นโดยไม่สนใจว่าเศษกระเบื้องจะบาดหัวเข่าของผมหรือไม่ ผมเอื้อมมือที่สั่นเทาเข้าไปดึงรินออกมาจากใต้โต๊ะ ร่างของเธอเบาหวิวราวกับขนนก เธอผอมลงไปมากจนกระดูกซี่โครงแทบจะโผล่พ้นผิวหนัง ทั้งๆ ที่เธอควรจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพราะกำลังอุ้มท้องลูกของผม
“ริน… รินครับ พี่อยู่นี่แล้ว พี่อยู่นี่…” ผมดึงเธอเข้ามากอดแนบอกอย่างทะนุถนอม รินสะดุ้งและพยายามจะหดตัวหนีด้วยความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองและสบตากับผม แววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังก็พังทลายลง เธอกอดคอผมแน่นแล้วปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กที่เพิ่งรอดชีวิตจากความตาย
“พี่นนท์… ฮือ… ลูก… ลูกของเรา…” รินพึมพำทั้งน้ำตา ร่างกายของเธอยังคงสั่นไม่หยุด
ผมใช้มือเช็ดคราบเลือดที่มุมปากของเธออย่างเบามือ เมื่อมองเข้าไปในช่องปาก ผมเห็นรอยแผลสดๆ จากการถูกก้างปลาครูดหลายแห่ง เลือดสีแดงสดผสมกับน้ำลายไหลเปรอะเปื้อนคางและเสื้อคลุมตัวเก่าของเธอ ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผมสังเกตที่แขนและลำคอของรินอย่างละเอียด ผมก็พบรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำๆ ทั้งรอยเก่าสีม่วงคล้ำและรอยใหม่สีแดงก่ำซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยาว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!” ผมหันขวับไปมองแม่ด้วยสายตาที่ผมไม่เคยใช้มองผู้หญิงคนนี้มาก่อนในชีวิต มันคือสายตาของความเคียดแค้น ชิงชัง และผิดหวังอย่างถึงที่สุด “แม่ทำอะไรกับเมียผม?! ทำไมแม่ทำกับรินแบบนี้! เธอท้องลูกของผมอยู่นะแม่! นั่นหลานแท้ๆ ของแม่นะ!”
คุณนายสมพรเริ่มตั้งสติได้ เธอปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นยกมือทาบอกแล้วตีหน้าเศร้า บีบน้ำตาออกมาอย่างแนบเนียน
“นนท์… ฟังแม่ก่อนนะลูก! มันไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกเห็นนะ!” แม่รีบเดินเข้ามาใกล้ ละล่ำละลักอธิบาย “นังรินมันดื้อ! มันไม่ยอมกินข้าวที่แม่ทำให้ แม่ตั้งใจต้มปลามาบำรุงมัน แต่มันกลับปัดจานทิ้งแล้วแกล้งล้มลงไปใต้โต๊ะ แม่แค่พยายามจะป้อนมันดีๆ แต่มันขัดขืน! มันจะใส่ร้ายแม่นะนนท์! แม่เป็นแม่ของลูกนะ ลูกจะไปเชื่อคนอื่นมากกว่าแม่แท้ๆ ที่คลอดลูกออกมาเหรอ?!”
“พอได้แล้ว!!” ผมตะโกนตัดบท น้ำตาของผมไหลออกมาด้วยความโกรธและความสมเพช “ผมเห็นกับตาตัวเองเต็มสองสองตา! แม่คิดว่าผมโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?! เสียงแม่ด่าริน เสียงแม่บังคับให้เธอกลืนก้างปลา ผมได้ยินมันทั้งหมดตั้งแต่เดินเข้ามาในบ้าน!”
แม่ชะงักไป ใบหน้าที่แสร้งทำเป็นโศกเศร้าค่อยๆ แข็งทื่อลง แววตาอบอุ่นจอมปลอมหายวับไป เหลือเพียงความเย็นชาและเกลียดชังที่ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป
“เออ! ถ้ารู้แล้วก็ดี!” แม่เชิดหน้าขึ้นอย่างไร้ยางอาย “ฉันเกลียดมัน! ฉันเกลียดที่แกเอาเงินเดือนทั้งหมดไปให้มันดูแล! ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ลำบากแทบตายส่งแกเรียนจนเป็นวิศวกร แต่พอแกได้ดี แกกลับเอาบ้านหลังใหญ่โตนี้มาให้มันอยู่ เอาเงินมาบำเรอมัน! ฉันขอเงินแกแต่ละบาท แกต้องรอถามมันก่อน! มันเป็นใครมาจากไหน เป็นแค่เด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีสมบัติติดตัวมาสักชิ้น! มันคู่ควรกับแกตรงไหน?!”
“เงินทุกบาทที่ผมให้แม่ ผมให้จากน้ำพักน้ำแรงของผม และรินไม่เคยห้ามผมส่งเงินให้แม่เลยสักครั้ง!” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจากความเจ็บปวดลึกๆ ในหัวใจ “รินมีแต่จะบอกให้ผมดูแลแม่ให้ดีๆ บอกให้ผมซื้อของบำรุงมาให้แม่… นี่เหรอคือสิ่งที่แม่ตอบแทนความดีของเธอ? ตลอดเวลาสามเดือนที่ผมไปทำงาน แม่ทำอะไรกับเธอบ้าง?!”
รินที่อยู่ในอ้อมกอดของผมเริ่มหายใจติดขัด มือของเธอกุมท้องแน่นขึ้น ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
“พ… พี่นนท์… รินปวดท้อง…” รินกระซิบเสียงแผ่ว “ท้องมันแข็ง… มันเจ็บเหมือนจะแตกเลยค่ะ…”
ผมก้มลงมองทันที และสิ่งที่ทำให้ผมใจหายวาบคือของเหลวใสปนเลือดที่เริ่มไหลซึมออกมาเปรอะเปื้อนชายกระโปรงของริน กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยแตะจมูก น้ำคร่ำแตกแล้ว! ความเครียดและความรุนแรงที่เธอได้รับกำลังทำให้เธอคลอดก่อนกำหนด!
“ริน! อดทนไว้นะ ริน!” ผมไม่สนใจแม่ที่ยืนมองอยู่อีกต่อไป ผมช้อนตัวรินขึ้นมาในอ้อมแขนอย่างระมัดระวังที่สุด ร่างกายของเธอเบาจนน่าตกใจ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ผมเหมือนคลื่นยักษ์ ถ้าวันนี้ผมไม่ลืมเอกสาร ถ้าผมไม่วนรถกลับมา… ผมคงต้องสูญเสียทั้งภรรยาและลูกสาวไปตลอดกาลด้วยน้ำมือของแม่ตัวเอง
“จะพามันไปไหน?!” แม่ก้าวเข้ามายืนขวางประตูห้องครัวไว้ สีหน้าไม่ยอมแพ้ “เรื่องในบ้านยังคุยไม่รู้เรื่อง แกจะทิ้งแม่ไปเพราะนังผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้ไม่ได้นะนนท์! ถ้าแกก้าวพ้นประตูนี้ไป แกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่อีก!”
ผมสบตาผู้หญิงที่ยืนขวางประตูตรงๆ น้ำตาแห่งความลังเลหรือความผูกพันในอดีตแห้งเหือดไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวของผู้ชายคนหนึ่งที่จะปกป้องครอบครัวของตัวเอง
“หลีกไป…” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเย็นจนน่ากลัว “ถ้าลูกกับเมียผมเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ… อย่าหวังว่าผมจะมองหน้าแม่อีกเลยตลอดชีวิตนี้ และจำไว้… คนที่ทำลายความเป็นแม่ลูกของเรา ไม่ใช่ริน แต่เป็นความอำมหิตของแม่เอง!”
ผมผลักแม่ที่ยืนขวางอยู่ออกไปให้พ้นทางอย่างไม่ไยดี แล้วอุ้มรินวิ่งตรงไปยังรถที่จอดอยู่หน้าบ้านทันที เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของรินบีบหัวใจผมจนแทบขาดใจ ผมต้องพาเธอไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป