ตอนที่ 2 (PART 2)
เสียงนาฬิกาปลุกเรือนแรกดังขึ้นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องเช่าขนาด 58 ตารางเมตรที่เงียบสงัด ไม่มีเสียงกรนอย่างหงุดหงิดของพี่วิน ไม่มีคำสั่งให้รีบต้มกาแฟหรือรีดเสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูให้เขาอีกต่อไป
ฉันก้าวลงจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานเดิม แต่แววตาที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่แววตาของผู้หญิงอมทุกข์ที่ยอมจำนนอีกแล้ว รอยคล้ำใต้ตา รูปร่างที่เปลี่ยนไปเพราะอุ้มท้องและคลอดลูกสาว มันคือร่องรอยของความเสียสละที่ผู้ชายใจแคบมองข้ามไปอย่างน่ารังเกียจ
ฉันหยิบโทรศัพท์เครื่องลับขึ้นมา ต่อสายตรงหา คุณแพรว ผู้จัดการส่วนตัวและหุ้นส่วนเบื้องหลังของฉันทันที
“แพรว ยกเลิกสัญญาเช่าห้องพักรายเดือนที่สุขุมวิททั้งหมด แล้วจัดการโอนกรรมสิทธิ์เพนต์เฮาส์โครงการใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฉันซื้อสดไว้เมื่อปลายปีที่แล้วให้เสร็จภายในบ่ายนี้เลยนะ”
“พี่แนน! ในที่สุดพี่ก็พร้อมจะย้ายเข้าไปแล้วเหรอคะ? แพรวเตรียมเรื่องทีมงานดูแลความปลอดภัยกับแม่บ้านส่วนตัวไว้ให้พร้อมหมดแล้วค่ะ แล้วเรื่องงานเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่ะคะ?”
“จัดเต็มตามแผนเดิมได้เลยแพรว ถึงเวลาที่ ‘มาดามเอ็น’ ตัวจริงจะต้องปรากฏตัวแล้ว”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในโลกออนไลน์ไม่มีใครไม่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์และนักลงทุนสาวลึกลับนามว่า ‘มาดามเอ็น’ (Madame N) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทมีเดียชั้นนำ เจ้าของแบรนด์ความงามและขนมหวานที่ทำยอดขายถล่มทลายทั่วประเทศ แต่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าจริงของเธอ เพราะฉันเลือกที่จะสื่อสารผ่านมุมกล้องแบบปกปิดตัวตน เพื่อถนอมอีโก้และศักดิ์ศรีจอมปลอมของอดีตสามีที่คิดว่าตัวเองเป็นช้างเท้าหน้าของบ้านมาโดยตลอด
แปดโมงเช้า ฉันพาน้องไอรินขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดัง วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันต้องเข้าไปที่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ฉันและพี่วินทำงานอยู่ เพื่อยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานทั่วไป
ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในแผนก เสียงซุบซิบนินทาก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที
“ดูสิ โดนผัวทิ้งแล้วยังกล้าแบกหน้ามาทำงานอีก”
“ก็นึกว่าจะหยิ่ง ที่แท้ก็โดนเด็กใหม่อย่างน้องพลอยเขี่ยตกรอบ สงสารก็สงสารนะ แต่ทำตัวเองแท้ๆ ปล่อยตัวจนพังขนาดนั้น”
ฉันเดินผ่านโต๊ะของเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นไปด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย
ที่มุมห้องทำงานกระจกของระดับผู้จัดการ พี่วินกำลังยืนโอบเอวพลอยอย่างเปิดเผย พลอยสวมเดรสสีแดงสด บนนิ้วนางข้างซ้ายสวมแหวนเพชรเม็ดเล็กที่พี่วินเพิ่งควักเงินซื้อให้ ทั้งคู่เดินออกมาดักหน้าฉันกลางทางเดิน
“อ้าว… นึกว่าร้องไห้ขี้มูกโป่งจนไม่กล้ามาทำงานซะแล้ว” พลอยยกมือขึ้นลูบผมตัวเองอย่างจงใจอวดแหวน “พี่แนนคะ ต้องขอบคุณพี่มากเลยนะคะที่ยอมถอยออกไปแบบผู้ดี ไม่อย่างนั้นพี่วินคงต้องทนอึดอัดไปทั้งชีวิต”
พี่วินกอดอก มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง
“แนน ฉันเห็นแก่ที่เธอเคยเป็นแม่ของลูกนะ ถ้าย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้วเงิน 44,500 บาทนั้นไม่พอใช้ เธอก็บอกได้นะ ฉันอาจจะเจียดให้ยืมสักพันสองพัน แต่อย่าคิดจะมาใช้ลูกมาเป็นข้ออ้างมาขอคืนดีล่ะ เพราะฉันกับพลอย เรากำลังจะมีอนาคตใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาก”
“ใช่ค่ะพี่แนน” พลอยเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “อาทิตย์หน้าบริษัทใหญ่ที่เป็นพาร์ตเนอร์ใหม่จะเข้ามาตรวจงานและเซ็นสัญญาโปรเจกต์หมื่นล้าน พี่วินกำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่าย คนละชั้นกับพนักงานเอกสารเงินเดือนไม่กี่หมื่นอย่างพี่แล้วค่ะ”
ฉันมองหน้าคนทั้งสองคนนิ่งๆ แล้วค่อยๆ ดึงซองเอกสารสีขาวออกจากกระเป๋า
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ฉันไม่ได้มาขอเงิน หรือมาขอร้องอะไรจากพวกเธอทั้งนั้น” ฉันวางซองเอกสารลงบนโต๊ะประชาสัมพันธ์กลางแผนก “ฉันมายื่นใบลาออก”
พี่วินหัวเราะเยาะในลำคอ “ลาออก? ฮึ… คนอย่างเธอคิดว่าลาออกไปแล้วจะมีปัญญาสมัครงานที่ไหนได้อีก? อายุก็ปาเข้าไปป่านนี้ วุฒิการศึกษาก็พื้นๆ แถมมีลูกติดอีกคน อย่าคิดว่าฉันจะสงสารแล้วตามไปช่วยล่ะ”
“ฉันไม่เคยต้องการความช่วยเหลือจากคนที่เรียกเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองว่าภาระ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท เย็นชาจนคนรอบข้างเริ่มรู้สึกขนลุก “รักษางานของพวกเธอไว้ให้ดีเถอะนะ เพราะอีกไม่กี่วัน… โลกที่พวกเธอคิดว่ามั่นคง อาจจะถล่มลงมาโดยที่พวกเธอไม่ทันได้ตั้งตัว”
“ปากดีไปเถอะ!” พลอยสะบัดหน้าอย่างหงุดหงิด “คนล้มเหลวอย่างเธอ มีสิทธิ์อะไรมาขู่พวกเรา!”
ฉันไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำอีกแม้แต่วินาทีเดียว ฉันหมุนตัวเดินออกจากตึกนั้นโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย
เมื่อก้าวพ้นประตูตึก รถลีมูซีนสีดำขลับป้ายทะเบียนเลขสวยก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าบันได พนักงานขับรถในชุดสูทรีบเปิดประตูลงมาโค้งคำนับให้ฉันอย่างนอบน้อม
“เชิญครับ คุณผู้หญิง คุณแพรวกำลังรออยู่ที่คลินิกเสริมความงามระดับวีไอพีครับ”
ฉันก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังแท้ ปิดฉากชีวิตพนักงานออฟฟิศผู้ยอมจำนนตลอด 4 ปีลงอย่างสมบูรณ์
ตลอดสัปดาห์นั้น ฉันไม่ได้แตะต้องเรื่องของพี่วินหรือพลอยอีกเลย ฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดูแลตัวเอง ฟื้นฟูสภาพร่างกายและผิวพรรณที่เหนื่อยล้ามานานด้วยโปรแกรมดูแลสุขภาพระดับพรีเมียม ตัดผมทรงใหม่ที่ขับเน้นใบหน้าคมเฉี่ยวให้โดดเด่น จัดการตู้เสื้อผ้าใหม่ด้วยชุดสูทสั่งตัดจากดีไซเนอร์ชั้นนำ และที่สำคัญที่สุด ฉันย้ายเข้าไปอยู่ในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุงที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่า 400 ตารางเมตร น้องไอรินมีห้องนอนส่วนตัวที่มีของเล่นและมุมวาดรูปตามที่แกใฝ่ฝัน
ในขณะเดียวกัน ในโลกธุรกิจ แผนการเข้าครอบงำกิจการและการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ก็ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว
พี่วินไม่เคยรู้เลยว่า บริษัทที่เขากำลังรอคอยสัญญาหมื่นล้านนั้น คือบริษัทในเครือที่ฉันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ผ่านกองทุนส่วนบุคคล และตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายที่เขากำลังวาดฝันไว้อย่างสวยหรูนั้น… อำนาจในการชี้เป็นชี้ตายอยู่ที่ปลายปากกาของฉันเพียงคนเดียว!