ทุกคนคิดว่าฉันตายในเหตุการณ์เครื่องบินตก! พอกลับถึงบ้าน ครอบครัวของสามีกลับกำลังฉลองอย่างมีความสุขพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ของเขา ขณะกำลังเปิดพินัยกรรมของฉัน!(ตอนที่ 1)

ตอนที่ 2: การกลับมาของวิญญาณมีชีวิตและการเปิดโปง (PART 2)
เสียงเพลงแดนซ์จังหวะเร้าใจในสวนหลังคฤหาสน์หรูย่านสุขุมวิทยังคงดังกระหึ่ม แสงไฟนีออนหลากสีสะท้อนกับประกายเพชรบนสร้อยคอที่วริศราสวมใส่—สร้อยคอแซฟไฟร์ล้อมเพชรแท้ที่ฉันซื้อมอบให้ตัวเองในวันครบรอบการก่อตั้งบริษัทครบสิบปี แต่บัดนี้มันกลับถูกประดับอยู่บนลำคอขาวผ่องของหญิงอื่นอย่างหน้าด้านๆ

ฉันก้าวเท้าออกมาจากเงามืดของพุ่มไม้ดัด บาดแผลที่สีข้างและหัวไหล่ยังคงส่งความเจ็บปวดแปลบปลาบในทุกย่างก้าว แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของเปลวเพลิงโทสะที่ลุกโชนอยู่ในอก เสื้อผ้าของฉันมอมแมม เปื้อนคราบโคลนแห้งกรัง และแขนซ้ายถูกดามด้วยเฝือกชั่วคราวพร้อมผ้าพันแผลสีขาวหม่น ดวงตาของฉันจับจ้องตรงไปยังสามีและแม่สามีที่ไม่ต่างอะไรจากฝูงแร้งรุมทึ้งซากศพ

เมื่อฉันเดินผ่านแถวโต๊ะจัดเลี้ยง ญาติคนหนึ่งของกานต์ที่กำลังยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มชะงักกึก แก้วแก้วนั้นร่วงหลุดจากมือตกลงพื้นหญ้าเสียงดังกังวาน เขาอ้าปากค้าง ชี้มือสั่นเทามาที่ฉันราวกับเห็นภูตผีปีศาจโผล่ขึ้นมาจากนรก

“ผะ… ผี! ผีริญดาหลอกพวกเราแล้ว!”

เสียงร้องลั่นนั้นทำให้เสียงเพลงที่กำลังบรรเลงหยุดชะงักลงทันที บรรดาแขกเหรื่อกว่าสามสิบชีวิตต่างหันมามองตามทิศทางของนิ้วมือนั้น ความเงียบงันอันน่าขนลุกแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความรื่นเริงชั่วพริบตา กานต์ที่ยืนอยู่บนเวทีกำลังยกแก้วไวน์ค้างไว้ในอากาศ รอยยิ้มเปี่ยมสุขบนใบหน้าของเขาแข็งทื่อและค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด

“ริญ… ริญดา?!” กานต์ละล่ำละลัก เสียงของเขาสั่นเครือผ่านไมโครโฟน “เป็นไปไม่ได้… เธอ… เธอตายไปแล้วนี่! ข่าวออกประกาศชัดเจนว่าเครื่องบินตกในป่าลึก ไม่มีใครรอดสักคน!”

คุณนายสุภาพรทำแฟ้มพินัยกรรมสีน้ำตาลร่วงจากตัก เธอผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ขาสองข้างสั่นเทาจนแทบทรงตัวไม่อยู่ “ผีหลอก! นังริญดา แกตายไปแล้ว อย่ามาหลอกมาหลอนพวกเรานะ! พระสงฆ์องค์เจ้าช่วยคุ้มครองด้วย!”

ฉันก้าวขึ้นบันไดเวทีทีละขั้น เสียงรองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนของฉันกระทบพื้นไม้ยกระดับดังก้องในความเงียบสงัด ฉันไม่พูดอะไรจนกระทั่งขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้ากานต์และวริศราในระยะห่างเพียงแค่สองก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่ฉันใช้โชยมาจากตัวของวริศรา ทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอาเจียน

“ทำไมเหรอ กานต์? คุณนายสุภาพร?” ฉันเอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงของฉันราบเรียบ เยือกเย็น แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังหนาวสะท้านถึงกระดูกสันหลัง “ตกใจมากขนาดนั้นเลยเหรอที่เห็นฉันยังหายใจอยู่? เสียใจด้วยนะที่พระเจ้ายังไม่ต้องการตัวฉัน และยังไม่ยอมให้คนชั่วอย่างพวกเธอได้เสวยสุขบนกองเลือดของฉัน!”

วริศราขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังของกานต์ มือของเธอเกาะแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตเริ่มปรากฏแววหวาดกลัว แต่ด้วยความทะเยอทะยาน เธอกลับเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดแทรกขึ้นมา “เธอเป็นคนจริงๆ เหรอ… แต่ถึงเธอจะรอดมาได้ เธอก็หมดสิทธิ์แล้ว! กานต์เขารักฉัน เขาไม่ได้รักเธอเลยสักนิด! ยอมปล่อยเขาไปเถอะ!”

ฉันแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาเลื่อนไปสบตากับวริศราอย่างเย็นชา “หมดสิทธิ์งั้นเหรอ? บนแผ่นดินนี้ ทุกตารางนิ้วของบ้านหลังนี้ เงินทุกบาทที่พวกเธอเอามาผลาญจัดงานบ้าๆ นี่ และแม้กระทั่งเครื่องเพชรที่อยู่บนคอของเธอ… ทั้งหมดนี้มันเป็นของฉัน! เธอมีสิทธิ์อะไรมาสวมชุดของฉัน ใช้ของของฉัน และประกาศตัวเป็นเจ้าของสามีที่กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาแบบนี้?!”

กานต์เริ่มได้สติ เขารู้ตัวว่าฉันยังมีชีวิตอยู่จริงและไม่ใช่ผีสาง ร่างกายที่อุ่นและมีเลือดเนื้อทำให้เขารู้ว่าแผนการฮุบสมบัติของเขากำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา แววตาตื่นตระหนกของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดและเหี้ยมเกรียมในทันที

“ริญดา… ถ้าเธอยังไม่ตาย แล้วทำไมเธอไม่รีบกลับมาให้เร็วกว่านี้?!” กานต์ตวาดใส่ฉันเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว “เธอจะกลับมาทำไมอีก?! เธอรู้ไหมว่าตลอดห้าปีที่แต่งงานกับเธอ ฉันต้องทนอึดอัดแค่ไหน! เธอทำตัวเป็นเจ้านาย ทำตัวอยู่เหนือฉันตลอดเวลา! วริศราต่างหากที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นผู้ชายจริงๆ! ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีก!”

“ใช่แล้ว นังริญดา!” คุณนายสุภาพรเสริมขึ้นมาอย่างหน้าไม่อาย เมื่อเห็นว่าฉันเป็นคนธรรมดาที่มีบาดแผลและไร้เรี่ยวแรง “แกมันผู้หญิงบ้างาน ไม่มีเวลาให้ลูกชายฉัน ไม่มีหลานให้อุ้มสักคน! คนอย่างแกสมควรตายไปตั้งแต่วันที่เครื่องบินตกแล้ว! แกจะกลับมาขัดขวางความสุขของครอบครัวเราทำไม?!”

“ครอบครัวของพวกเธอ?” ฉันถามกลับพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน “ครอบครัวที่เกาะฉันกินมาตลอดห้าปีงั้นเหรอ? รถเบนซ์ที่คุณนายขับ ค่าบัตรเครดิตเดือนละหลายแสนที่พวกเธอรูดซื้อของหรูหรา เงินส่งเสียน้องๆ หลานๆ ของเธอเรียนเมืองนอก… ทั้งหมดมาจากหยาดเหงื่อของฉัน! ถ้าไม่มีฉัน พวกเธอก็เป็นแค่พวกขี้ขลาดที่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาเงินจ่ายค่าเช่าห้องแถวซอมซ่อ!”

“หุบปากนะ นังริญดา!” กานต์คำรามด้วยความอับอาย เขาคว้าซองพินัยกรรมขึ้นมาจากพื้นแล้วชูขึ้นตรงหน้าฉัน “ต่อให้เธอรอดมาได้ แต่เอกสารฉบับนี้… ฉันและทนายความได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอจัดการมรดกและโอนหุ้นบริษัทมาเป็นชื่อฉันแล้ว! ทรัพย์สินทั้งหมดในบัญชีร่วมและสิทธิ์การบริหารงาน ตอนนี้อยู่ในมือฉันแล้วครึ่งหนึ่ง! เธอคิดว่าเธอคนเดียว สภาพสะบักสะบอมแบบนี้ จะทำอะไรฉันได้?!”

“แกคิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยเหรอกานต์?” ฉันพูดพร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “แกคิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่าง ริญดา อัครเดชโภคิน ที่สร้างอาณาจักรธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านขึ้นมาด้วยสองมือของตัวเอง จะเดินเข้าถ้ำเสือมาตัวเปล่าโดยไม่มีการเตรียมการอะไรเลย?”

คำพูดของฉันทำให้กานต์และแม่ของเขาชะงักไป ความมั่นใจที่เพิ่งสร้างขึ้นเริ่มพังทลายลงอีกครั้ง

“แก… แกหมายความว่ายังไง?” กานต์ถาม น้ำเสียงเริ่มสั่นคลอน

“ตลอดทางที่ฉันนั่งรถกลับมาจากต่างจังหวัด สิ่งแรกที่ฉันทำหลังจากโทรศัพท์เข้าเบอร์แกแล้วไม่มีคนรับ ไม่ใช่การนั่งร้องไห้คร่ำครวญ แต่เป็นการติดต่อคุณธนินทร์ ทนายความประจำตระกูลของฉัน และคุณสารวัตรวิชัย จากกองบังคับการปราบปราม!” ฉันกล่าวเสียงดังฟังชัดเพื่อให้ทุกคนในงานได้ยิน

ทันใดนั้นเอง ประตูด้านหน้าของคฤหาสน์ก็ถูกเปิดออกอย่างแรง รถตู้สีดำและรถตำรวจหลายคันเปิดไซเรนเสียงดังสนั่น ก่อนจะแล่นเข้ามาจอดเทียบ เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบพร้อมอาวุธและเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษกว่าสิบนายก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว โดยมีคุณธนินทร์ ทนายความวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานเดินนำหน้าเข้ามาในสวน

ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที ญาติพี่น้องของกานต์เริ่มแตกตื่น หลายคนพยายามจะวิ่งหนีออกทางประตูด้านข้าง แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ได้ทั้งหมด

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!” คุณนายสุภาพรกรีดร้อง “ตำรวจมาจับพวกเราทำไม?! ลูกชายฉันไม่ได้ทำอะไรผิด!”

คุณธนินทร์เดินขึ้นมาบนเวที เขามองกานต์ด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะเปิดแฟ้มเอกสารในมือ “คุณกานต์ครับ พินัยกรรมที่คุณถืออยู่ในมือนั้น เป็นพินัยกรรมฉบับปลอมแปลงที่คุณร่วมมือกับทนายความนอกรีตสร้างขึ้นมาหลังจากได้รับข่าวเรื่องเครื่องบินตกเพียงแค่สองวัน และที่สำคัญกว่านั้น… ทางเรามีหลักฐานชิ้นสำคัญที่เพิ่งกู้คืนมาจากกล่องดำและบันทึกการซ่อมบำรุงของเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำนั้น!”

คำพูดของคุณธนินทร์ทำเอากานต์หน้าถอดสี ขาของเขาหมดแรงจนแทบจะทรุดลงกับพื้นเวที

“หลักฐานอะไร… ไม่จริง! เครื่องบินมันตกเพราะสภาพอากาศเลวร้ายต่างหาก!” กานต์ตะโกนปฏิเสธอย่างบ้าคลั่ง

“สภาพอากาศเลวร้ายน่ะเป็นเรื่องจริง” ฉันพูดขึ้น แทรกความเงียบอันตึงเครียด “แต่เหตุผลที่ระบบเครื่องยนต์ขัดข้องและระบบสื่อสารฉุกเฉินถูกตัดขาด เป็นเพราะมีคนแอบตัดสายสัญญาณและติดตั้งอุปกรณ์รบกวนคลื่นวิทยุก่อนที่เครื่องจะขึ้นบินเพียงไม่กี่ชั่วโมง… และคนที่ว่าจ้างช่างเครื่องคนนั้นให้ลงมือ ก็คือแก… กานต์!”