ตอนที่ 2 : เงาอดีตในเรือนน้อยและรอยแผลที่ซ่อนไว้
เสียงกระซิบของทิวดังสะท้อนก้องอยู่ในความมืดสลัวของกระท่อมริมน้ำ คำว่า “ทายาทเจ้าสัวแห่งพระนคร” ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจของรินลดา มือทั้งสองข้างที่เขาเคยสัมผัสอย่างทะนุถนอมเริ่มสั่นเทา เธอค่อยๆ ดึงมือของตนเองกลับ ปล่อยให้ความเงียบอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง กลิ่นควันไฟและไอชื้นของผิวน้ำที่เคยปลอบประโลม บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหน็บหนาวและแปลกหน้าอย่างบอกไม่ถูก
“คุณริน…” ชายหนุ่มเรียกเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่น้ำเสียงของไอ้ทิว ชายพเนจรผู้ต่ำต้อยอีกแล้ว หากแต่มีร่องรอยของความสุภาพและแววแห่งการอบรมบ่มนิสัยของผู้ดีในบางกอกปะปนอยู่ลึกๆ “ฟังสลักคำของผมก่อนได้ไหม”
“ทำไมหรือคะ…” น้ำตาหยดหนึ่งเอ่อล้นออกจากดวงตาคู่งามที่ไร้การมองเห็น ก่อนจะรินไหลผ่านพวงแก้มซีดเซียว “คุณเข้ามาในชีวิตฉันทำไม? มาเล่นละครหลอกคนตาบอดคนนี้ทำไมกัน? บ้านฉันมองฉันเป็นสิ่งอัปยศ พ่อผลักไสฉันราวกับสิ่งของที่ไร้ค่า แล้วคุณล่ะคะ… คุณเห็นฉันเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความบันเทิง หรือเป็นเพียงเกมสนุกๆ ของคุณชายตระกูลใหญ่กันแน่?”
ทิชากรขยับเข้าไปใกล้ แต่เมื่อเห็นรินลดาถอยร่นด้วยความหวาดระแวง เขาก็หยุดลงตรงนั้น คุกเข่าอยู่บนพื้นกระดานไม้ไผ่ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด เขาสูดหายใจเข้าลึก พยายามถ่ายทอดความจริงจากหัวใจที่แตกสลายไม่แพ้กันออกมา
“ผมไม่เคยเห็นคุณเป็นเครื่องเล่นเลยแม้แต่วินาทีเดียว” ทิชากรเริ่มต้นเล่า ความทรงจำอันเจ็บปวดผุดพรายในถ้อยคำ “เมื่อหกเดือนก่อน ชีวิตของผมพังทลายลงในชั่วข้ามคืน พ่อของผม เจ้าสัวพิริยะ สิ้นใจลงกะทันหันในคฤหาสน์ที่กรุงเทพฯ ท่านทิ้งพินัยกรรมมอบกิจการค้าข้าวและที่ดินทั้งหมดให้ผมเพียงผู้เดียว นั่นทำให้แม่เลี้ยงและพี่ชายต่างมารดาของผมคลุ้มคลั่ง พวกเขาจ้างมือปืนมาดักยิงรถของผมในคืนฝนตกแถวชานเมือง รถของผมตกน้ำ คนขับรถตายคาที่ ส่วนผมถูกกระสุนเฉี่ยวที่ไหล่และว่ายน้ำรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์”
รินลดานิ่งอึ้ง เสียงสะอื้นชะงักไปชั่วขณะ เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอกของเขาขณะที่เขาพูด
“ผมหนีซมซานขึ้นรถไฟมาจนถึงอยุธยา ร่างกายเปื้อนโคลน แผลอักเสบจนไข้ขึ้นสูง ผมไม่มีเงิน ไม่มีหลักฐานยืนยันตัวตน และที่สำคัญที่สุด… คนของแม่เลี้ยงยังคงกระจายกำลังตามล่าผมในทุกหัวเมือง ผมไม่อาจเปิดเผยตัวได้เลย เพราะถ้าใครรู้ว่าทิชากรยังมีชีวิตอยู่ ความตายจะตามมาถึงตัวทันที ผมจึงต้องซ่อนตัวอยู่ในคราบของคนเร่ร่อน อาศัยข้าวก้นบาตรที่วัดใหญ่ท้ายคุ้งน้ำ ประทังชีวิตไปวันๆ เพื่อรอเวลาให้ทนายความประจำตระกูลของผมจัดการรวบรวมหลักฐานเปิดโปงคนร้าย”
“แล้ว… แล้วการแต่งงานกับฉันล่ะคะ?” รินลดาถาม แผ่วเบาราวกระซิบ
“วันนั้น พ่อของคุณเดินเข้าไปในวัดเพื่อตามหาใครสักคน ใครก็ได้ที่ไร้ค่าที่สุดในสายตาของเขา เพื่อเอามากำจัดคุณออกจากบ้าน” ทิชากรเล่าต่อ แววตาของเขาเต็มไปด้วยประกายแห่งความจริงจัง “ผมได้ยินพ่อของคุณคุยกับมัคทายก เขาพูดถึงคุณด้วยความเกลียดชังอย่างไร้เหตุผล วินาทีที่ผมเห็นใบหน้าของคุณถูกจูงเข้ามาในงาน ผมเห็นดวงตาคู่นั้นที่ไร้แสงสว่าง แต่เปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์และยอมจำนนต่อโชคชะตา ผมรู้ดีว่าถ้าไม่ใช่ผม ชายคนอื่นอาจทำร้ายคุณ ทิ้งขว้างคุณ หรือข่มเหงคุณให้ตายทั้งเป็น ผมจึงก้าวออกไปรับหน้าที่นั้น… ไม่ใช่เพื่อหลอกลวง แต่เพื่อปกป้องคุณ และในขณะเดียวกัน ความเงียบสงบของคุณก็เป็นดั่งที่หลบภัยเพียงหนึ่งเดียวของหัวใจผม”
ทิชากรเอื้อมมือไปจับมือที่เย็นเฉียบของรินลดาอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ดึงหนี รอยแผลเป็นนูนหนาที่หัวไหล่ของเขา ซึ่งเธอเคยคิดว่าเป็นเพียงแผลจากการทำงานหนัก บัดนี้ถูกนิ้วเรียวของเธอแตะต้องอย่างแผ่วเบา มันคือรอยแผลจากคมกระสุนจริงๆ
“ทุกคำที่ผมเล่าให้เธอฟัง ทุกบทเพลง ทุกสายลมที่ผมบรรยายริมแม่น้ำ มันคือความจริงใจทั้งหมดของผม รินลดา… ชายพเนจรคนนี้ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากหัวใจที่รักคุณอย่างแท้จริง”
น้ำตาแห่งความสับสนของรินลดาเปลี่ยนเป็นความสะเทือนใจ เธอตระหนักได้ว่าตลอดเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สัมผัสที่นุ่มนวล การคอยตักข้าวให้ การต้มน้ำอุ่นให้ล้างหน้า และการนอนขวางหน้าประตูเพื่อระวังภัย ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะแกล้งทำได้เลย ความอบอุ่นที่เขาให้มาคือของจริง
แต่แล้ว ความสงบสุขก็ถูกฉีกกระชากอีกครั้ง เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง
ขณะที่ทิชากรกำลังก่อไฟในเตา และรินลดากำลังพับผ้าบนแคร่ไม้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นรอบกระท่อม ตามมาด้วยเสียงกระทืบเท้าขึ้นบันไดอย่างหยาบคาย ประตูไม้ไผ่ถูกถีบออกจนพังลงมา
“อยู่นี่เองหรือ นังลูกทรพี!” เสียงของพ่อรินลดาดังลั่น ตามมาด้วยมัลลิกา พี่สาวคนโต และกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดทะมัดทะแมงอีกสามคน
ทิชากรเอาตัวเข้าขวางรินลดาไว้ทันที สัญชาตญาณความระวังตัวพุ่งขึ้นสูง “พวกคุณมีธุระอะไร?”
พ่อของรินลดาจ้องมองทิชากรด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่ในแววตานั้นกลับแฝงความโลภและความกังวล “แกอย่ามาแสร้งทำเป็นโง่เลย นึกว่าข้าไม่รู้หรือว่าแกเป็นใคร! มัลลิกาไปสืบมาจากคนในตลาด ว่ามีคนจากพระนครส่งรูปพรรณสัณฐานตามหาทายาทเจ้าสัวพิริยะ และรูปนั้นเหมือนแกไม่มีผิด!”
มัลลิกายิ้มเยาะ ก้าวขึ้นมาข้างหน้า “คิดจะมาเล่นละครตบตาพวกเรางั้นเหรอ? พ่อคะ ถ้าเราส่งตัวมันกลับไปให้ตระกูลที่กรุงเทพฯ หรือเรียกค่าไถ่จากบริษัทของมัน เราจะได้เงินมหาศาลเลยนะคะ!”
“แกมันไม่ใช่ขอทาน แต่เป็นบ่อเงินบ่อทอง!” พ่อของเธอตวาด “และนังริน แกกลับบ้านเดี๋ยวนี้! ข้าจะยกเลิกการแต่งงานบ้าๆ นี่ แล้วให้มัลลิกาแต่งงานกับคุณทิชากรแทน แกคนพิการไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองสมบัติอะไรทั้งนั้น!”
คำพูดอันไร้ยางอายนั้นทำให้รินลดายืนตัวชา แต่ก่อนที่ใครจะได้ทำอะไร ทิชากรกลับหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความเยือกเย็นจนพวกอันธพาลชะงัก
“คนอย่างพวกคุณ ช่างน่าสมเพชจริงๆ” ทิชากรพูดเสียงเรียบ ดวงตาของเขาคมกริบ “คิดว่าผมอยู่ที่นี่โดยไม่มีใครรู้เรื่องจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
สิ้นเสียงของทิชากร เสียงเครื่องยนต์ของรถเก๋งหรูสีดำหลายคันก็ดังกระหึ่มเข้ามาตามทางลูกรังริมน้ำ ฝุ่นตลบอบอวลก่อนที่รถจะจอดสนิทหน้ากระท่อม ชายในชุดสูทสากลนับสิบคนพร้อมอาวุธก้าวลงมาจากรถ นำโดยทนายความชราผู้มีชื่อเสียงแห่งพระนคร
“คุณชายทิชากรครับ!” ทนายความร้องเรียกพลางรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือน “เราได้หลักฐานมัดตัวแม่เลี้ยงและลูกชายของเธอหมดแล้ว ตำรวจกำลังเข้าจับกุมที่กรุงเทพฯ และผมมารับคุณชายกลับบ้านครับ!”
สถานการณ์พลิกผันในพริบตา พ่อและพี่สาวของรินลดาหน้าซีดเผือด ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ ชายฉกรรจ์ที่จ้างมาพากันวิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศละทาง
ทิชากรหันไปมองพ่อตาและพี่สาวด้วยสายตาที่ไร้ความปรานี “ที่ดินผืนนี้ และบ้านทุกหลังในคุ้งน้ำนี้ พ่อของผมเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์มานานแล้ว และผมกำลังจะสั่งยึดทรัพย์พวกคุณทุกคนเพื่อชดใช้สิ่งที่ทำกับรินลดา!”
พ่อของเธอทรุดตัวลงคุกเข่า มัลลิกาเริ่มร้องไห้อ้อนวอน แต่รินลดากลับดึงชายเสื้อของทิชากรไว้เบาๆ
“พี่ทิชากรคะ… ปล่อยพวกเขาไปเถอะค่ะ” รินลดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ “ตัดขาดกันแค่นี้ ให้เวรกรรมทำหน้าที่ของมันเถอะ”
ทิชากรหันกลับมามองใบหน้าอันงดงามที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของเธอ เขากุมมือเธอไว้แน่น ความเกลียดชังในใจมลายหายไปสิ้น “ได้… เพื่อเธอ พี่จะปล่อยพวกเขาไป แต่จากนี้ไป ชีวิตของเธอจะไม่มีวันต้องพบกับความมืดมิดอีกแล้ว รินลดา”
เขาประคองเธอเดินลงจากกระท่อมไม้ไผ่ ก้าวขึ้นสู่รถยนต์คันหรู ทิ้งอดีตอันแสนขื่นขมไว้เบื้องหลัง เพื่อมุ่งหน้าสู่อนาคตใหม่ที่กำลังรอคอยอยู่