เที่ยวบินถูกยกเลิก ฉันจึงรีบกลับบ้าน — ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป สามีของฉันกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับคนอื่น กลางห้องนั่งเล่นของเราเอง!

ตอนที่ 2 (Part 2): ความจริงใต้แสงไฟและหน้ากากที่หลุดลอย

เสียงดนตรีบรรเลงหวานซึ้งยังคงดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แต่สำหรับฉัน ทุกเสียงรอบกายราวกับถูกดูดกลืนหายไปในสุญญากาศ ลมหายใจสะดุดกึก อากาศในห้องนั่งเล่นที่ฉันคุ้นเคยกลับเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู มือที่กำคันชักกระเป๋าเดินทางสั่นสะท้านจนแทบไร้เรี่ยวแรง ร่างกายในชุดยูนิฟอร์มลูกเรือรัดรูปกลายเป็นจุดตัดที่แปลกแยกอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศงานเลี้ยงมงคลสีขาวบริสุทธิ์รอบตัว

สายตาของฉันจับจ้องไปยังปลายทางเดินพรมแดง ชายในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ยืนสง่างามอยู่นั้นคือ ภัทร ผู้ชายที่บอกลาฉันเมื่อเช้ามืดด้วยจูบเบาๆ ที่หน้าผาก พร้อมคำหวานเลี่ยนหูว่า “เดินทางปลอดภัยนะที่รัก กลับมาเจอกันนะ” แต่บัดนี้ ข้างกายเขากลับมีผู้หญิงอีกคนยืนเคียงคู่ หล่อนสวมชุดเจ้าสาวลูกไม้สีขาวฟูฟ่อง ชายกระโปรงทอดยาวจรดพื้น ใบหน้างดงามถูกแต่งแต้มอย่างประณีต และกำลังส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้เขาด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข

และที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดคือ บรรดาแขกเหรื่อที่นั่งปรบมืออยู่ตามเก้าอี้สองฟากฝั่ง… ป้าพร แม่ของภัทร นั่งอยู่แถวหน้าสุด สวมชุดผ้าไหมราคาแพงระยับที่ฉันเป็นคนรูดบัตรเครดิตซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อสองเดือนก่อน ข้างๆ กันคือน้องสาวและบรรดาญาติฝั่งสามีที่เคยแบมือขอเงินฉันทุกสิ้นเดือน คนพวกนั้นกำลังชื่นชมยินดีกับเจ้าสาวคนใหม่ โดยไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความรู้สึกผิดต่อฉัน ผู้ซึ่งหลังขดหลังแข็งหาเงินมาจุนเจือพวกเขาทุกคน

ล้อกระเป๋าเดินทางครูดกับพื้นกระเบื้องส่งเสียงดัง ‘ครืด’ สั้นๆ แต่ในจังหวะที่เสียงปรบมือซาลง มันกลับดังก้องไปทั่วห้อง

ป้าพรเป็นคนแรกที่หันมามอง รอยยิ้มอิ่มเอมบนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนพลันแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกตกใจอย่างสุดขีดราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ หล่อนสะกิดแขนภัทรอย่างลนลาน ทำให้เขากับเจ้าสาวคนสวยต้องหันมองตาม

วินาทีที่สายตาของภัทรประสานเข้ากับฉัน ความมั่นใจ ความหล่อเหลาที่เขาพยายามประดิษฐ์ขึ้นพลันแหลกสลายลงต่อหน้าต่อตา ใบหน้าของเขาซีดเผือด ไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริกจนเปล่งเสียงออกมาไม่เป็นคำ

“ร…รินดา!”

เสียงอุทานแผ่วเบาของเขาตัดความเงียบงันลงทันที แขกเหรื่อทุกคนต่างหันขวับมามองที่ประตูเป็นจุดเดียว เสียงกระซิบกระซาบเซ็งแซ่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เจ้าสาวคนสวยในชุดขาวมองฉันด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ก่อนจะหันไปบีบมือภัทรแน่น

“ใครน่ะภัทร? ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ทำไมใส่ชุดแอร์ฯ เข้ามาในบ้านเราแบบนี้?” คำว่า ‘บ้านเรา’ ที่หลุดออกจากปากผู้หญิงคนนั้น เปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางแผลสดของฉัน

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ความอ่อนแอ ความเจ็บปวดที่แทบจะฉีกร่างฉันออกเป็นชิ้นๆ ถูกแทนที่ด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ฉันเชิดหน้าขึ้น ก้าวเท้าลากกระเป๋าเดินทางเดินตรงเข้าไปบนพรมแดง เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังกึกก้อง จังหวะมั่นคงและเยือกเย็น

“บ้านเรางั้นเหรอ?” ฉันเค้นหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องตรงไปที่ภัทรอย่างไม่ลดละ “ถามเขาดูสิคะคุณเจ้าสาว ว่าบ้านหลังนี้เป็นของใคร… เงินใครดาวน์ เงินใครผ่อนทุกงวด แม้แต่โซฟาหรูๆ ที่แขกของคุณกำลังนั่งทับอยู่ ก็รูดผ่อนจากบัตรของฉันทั้งนั้น!”

“รินดา… ฟังผมก่อนนะรินดา มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด!” ภัทรละล่ำละลัก พยายามก้าวลงจากแท่นพิธีเพื่อเข้ามาหาฉัน แต่แม่ของเขารีบวิ่งเข้ามายืนขวางหน้าลูกชายไว้ทันที

“แกจะมาทำลายงานแต่งงานของลูกฉันไม่ได้นะ!” ป้าพรแผดเสียงแหลม ชี้หน้าฉันด้วยความเกรี้ยวกราด “แกเป็นแค่คนที่ทำให้ครอบครัวฉันเสียเวลามาตั้งหลายปี! ลูกชายฉันคู่ควรกับคนที่มีหน้ามีตาอย่างน้องพิมพ์ คนที่พร้อมจะซัพพอร์ตครอบครัวเราจริงๆ ไม่ใช่ผู้หญิงหาเช้ากินค่ำบินไปวันๆ อย่างแก!”

“เสียเวลาเหรอคะ?” ฉันถามเสียงเรียบ แต่แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในตาของแม่สามี “ตลอดสามปีที่ผ่านมา ใครกันคะที่จ่ายค่ายา ค่ารักษาพยาบาลของป้า? ใครส่งเงินให้น้องสาวภัทรเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนจนจบ? ใครออกค่าดาวน์รถให้ลูกชายป้าขับไปอวดเพื่อน? ทั้งหมดนั่นมันเงินจากการ ‘บินไปวันๆ’ ของฉันไม่ใช่เหรอคะ!”

ป้าพรสะอึก หน้าถอดสี อ้าปากค้างแต่เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว แขกในงานเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความอับอาย

เจ้าสาวคนใหม่ที่ชื่อ ‘พิมพ์’ เริ่มหน้าเสีย หล่อนหันไปกระชากแขนภัทรอย่างแรง “ภัทร! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่! คุณบอกพิมพ์ว่าคุณเป็นเจ้าของบริษัท เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้!”

“พิมพ์… ใจเย็นๆ ก่อนนะ คือ… คือเธอเป็นแค่แฟนเก่าของผมที่ยังไม่ยอมเลิกราน่ะ!” ภัทรโกหกหน้าด้านๆ พลางหันมามองฉันด้วยสายตาอ้อนวอนระคนข่มขู่ “รินดา ออกไปคุยกันข้างนอกเถอะนะ ถือว่าผมขอร้อง อย่ามาทำลายอนาคตของผมแบบนี้เลย!”

คำว่า ‘แฟนเก่า’ จากปากคนที่ฉันจดทะเบียนสมรสด้วย ทำให้ฉันหมดสิ้นความอดทน ความทรงจำในอดีตที่ฉันยอมเหน็ดเหนื่อย ยอมอดหลับอดนอน ทนแรงกดดันนับพันไมล์บนท้องฟ้าเพื่อเก็บเงินมาสร้างครอบครัวกับผู้ชายคนนี้ มันไม่มีค่าอะไรเลยนอกจากความหลอกลวง

ฉันไม่ตอบ แต่ค่อยๆ รูดซิปกระเป๋าสะพายข้าง หยิบซองเอกสารหนังสีน้ำตาลที่ฉันมักจะพกติดตัวไว้เสมอสำหรับทำธุรกรรมทางการเงินออกมา ฉันเปิดซอง ดึงกระดาษใบสำคัญออกมาสองแผ่น แผ่นแรกคือ โฉนดบ้านและสัญญาเงินกู้ธนาคารที่มีชื่อฉันเป็นผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว และแผ่นที่สอง… คือ ใบสำคัญการสมรส

ฉันชูเอกสารทั้งสองใบขึ้นท่ามกลางสายตาทุกคู่ในห้อง

“แฟนเก่าเหรอภัทร?” ฉันแสยะยิ้ม มองดูผู้ชายขี้ขลาดที่หน้าซีดจนกลายเป็นสีเทา “ดูนี่ให้เต็มตานะคะคุณพิมพ์… นี่คือทะเบียนสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างฉันกับภัทร เรายังไม่ได้หย่าขาดจากกันแม้แต่วันเดียว และบ้านหลังนี้ก็เป็นกรรมสิทธิ์ของฉันคนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์!”

เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของพิมพ์ดังลั่นห้อง หล่อนสะบัดมือภัทรทิ้งทันทีราวกับถูกของร้อน “แกหลอกฉัน! แกหลอกทั้งฉัน ทั้งพ่อแม่ฉันว่าแกเป็นนักธุรกิจโสด!”

ความโกลาหลระเบิดขึ้นในพริบตา พิธีแต่งงานอันแสนหวานเปลี่ยนกลายเป็นนรกบนดิน ภัทรทรุดตัวลงคุกเข่าแทบเท้าฉัน พยายามจะเอื้อมมือมาจับชายกางเกงยูนิฟอร์ม แต่ฉันถอยหลังหลบด้วยความรังเกียจ

“รินดา… ผมผิดไปแล้ว ยกโทษให้ผมเถอะนะ พิมพ์เขาเป็นลูกสาวเศรษฐี ถ้าผมแต่งกับเขา ผมจะมีเงินมาคืนคุณทั้งหมดไงรินดา!”

นั่นคือคำสารภาพที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพ่นออกมาได้ เขาไม่ได้รักใครเลย นอกจากความโลภและความเห็นแก่ตัวของตัวเอง และในนาทีนั้นเอง ฉันก็รู้แล้วว่า ความรักที่ฉันเคยมีให้เขา มันได้ตายลงไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว…

.