ตอนที่ 2 : รอยร้าวในเงามืด
สายลมยามค่ำคืนพัดพาความเย็นยะเยือกผ่านทุ่งหญ้ากว้างของสุสานในจังหวัดนครปฐม แสงไฟสลัวจากเสาไฟริมทางส่องให้เห็นเงาร่างของอาร์ทที่เพิ่งก้าวลงมาจากรถ เขาเดินตรงเข้ามาหาฉันด้วยชุดพยาบาลสีกรมท่าที่ยังไม่ได้เปลี่ยน แววตาของลูกเต็มไปด้วยความกังวลและความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง
“แม่ครับ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมต้องนัดผมมาที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้?” อาร์ทถามพลางเอื้อมมือมาแตะแขนฉันเบาๆ มือของเขาอุ่น แต่ร่างของฉันกลับสั่นเทาจนควบคุมไม่อยู่
ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าป้ายหลุมศพหินอ่อนของเตี่ย ภาพถ่ายขาวดำของเตี่ยยังคงจ้องมองลงมาด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว สายตาที่เคยเตือนสติฉันเสมอในวันที่ฉันยังหลงระเริงอยู่กับความรักจอมปลอม ฉันสูดลมหายใจลึก พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่ติดตันอยู่ในลำคอลงไป ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า
“อาร์ท… แม่ขอโทษนะลูก ที่ต้องดึงลูกมารับรู้เรื่องบัดซบพวกนี้” เสียงของฉันแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“เรื่องอะไรครับแม่ มินเป็นอะไร หรือว่าพ่อ…”
ฉันไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ปลดล็อกหน้าจอแล้วยื่นโทรศัพท์ให้ลูกชาย คลิปวิดีโอที่ฉันเพิ่งบันทึกไว้หน้าโรงแรมม่านรูดแถบชานเมืองนนทบุรีเริ่มเล่นทันที ภาพบนหน้าจอคมชัดพอที่จะเห็นใบหน้าของวิชัย สามีที่อยู่กินกับฉันมาสามสิบเอ็ดปี กำลังโอบเอวมินตรา ผู้หญิงที่เพิ่งสวมชุดเจ้าสาวเข้าบ้านเราได้เพียงสามเดือน ทั้งคู่หัวเราะต่อกระซิก มินตราเอื้อมมือไปเช็ดคราบลิปสติกที่มุมปากของวิชัยอย่างคุ้นเคย ก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นรถเก๋งสีขาวคันที่ฉันเป็นคนซื้อให้
อาร์ทยืนนิ่งราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจของเขาเริ่มขาดห้วง มือที่ถือโทรศัพท์สั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนแทบจะทำเครื่องตก “นี่มัน… อะไรกันครับแม่ นี่มันไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม มินบอกผมว่าคืนนี้เธอไปนอนค้างบ้านเพื่อนที่ปทุมธานี ส่วนพ่อก็บอกว่ามีตรวจสต็อกสินค้า…”
“แม่ตามพ่อไปตั้งแต่หนึ่งทุ่มครึ่งลูก” ฉันพูดด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “มินตราขับรถตามเข้าไปหลังจากนั้นไม่กี่นาที พวกเขาทำแบบนี้กันจนชินแล้วอาร์ท”
“ไม่จริง… มินไม่มีทางทำแบบนี้กับผม!” อาร์ททรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหญ้าเปียกชื้น เสียงร้องไห้ของลูกชายคนเดียวของฉันกรีดลึกเข้าไปในหัวใจของคนเป็นแม่ เขาทุบกำปั้นลงกับพื้นดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เมื่อวานมินเพิ่งเอาผลตรวจครรภ์มาให้ผมดู… เธอบอกว่าเรากำลังจะมีลูกด้วยกัน เธอร้องไห้บอกว่าอยากสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ แล้วทำไม… ทำไมถึงเป็นแบบนี้!”
ความเจ็บปวดบิดขั้วหัวใจของฉันจนแทบหายใจไม่ออก แต่คำพูดของอาร์ทกลับไปสะกิดแผลสดอีกจุดหนึ่ง ฉันจำใจต้องเปิดข้อความล่าสุดที่วิชัยส่งมาให้ลูกชายดู
“ก่อนที่เธอจะพูดอะไรกับเจ้าอาร์ท จำไว้ให้ดีว่ามินตรากำลังท้อง อย่าให้ลูกชายเธอทำลายชีวิตเด็กคนนี้เด็ดขาด”
เมื่อสายตาของอาร์ทกวาดอ่านข้อความนั้นจบ ร่างทั้งร่างของเขาก็แข็งทื่อ ใบหน้าที่เคยเปื้อนน้ำตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นความซีดเผือด ไร้สีเลือด ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมทั่วบริเวณสุสาน มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวเท่านั้น
“เด็กในท้อง…” อาร์ทพึมพำออกมาอย่างเลื่อนลอย แววตาของเขาว่างเปล่าราวกับคนสูญเสียวิญญาณ “พ่อกำลังบอกว่า… เด็กคนนั้นอาจจะไม่ใช่ลูกของผมอย่างนั้นเหรอแม่?”
“เรายังไม่รู้ความจริงทั้งหมดลูก” ฉันคุกเข่าลงไปกอดลูกชายไว้แน่น พยายามถ่ายทอดความอบอุ่นที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดให้เขา “แต่สิ่งที่แม่รู้คือ เราจะไม่ยอมให้คนสารเลวสองคนนี้เหยียบย่ำชีวิตของพวกเราอีกต่อไป”
อาร์ทนิ่งเงียบไปนานหลายนาที ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยอ่อนโยนและใจดีของพยาบาลหนุ่มผู้ทุ่มเทให้กับคนไข้ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและเคียดแค้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ปัดเศษดินออกจากกางเกง
“พ่อกับมินคิดว่าผมเป็นคนโง่ใช่ไหมครับแม่” อาร์ทพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว “คิดว่าผมทำงานงกๆ หาเงินเข้าบ้าน เข้าเวรควงกะแทบไม่ได้นอน แล้วจะยอมให้พวกเขาสวมเขาและแย่งชิงทุกอย่างไปง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ”
“ลูกจะทำยังไงต่อไป?” ฉันถามด้วยความกังวล
“กลับบ้านครับ” อาร์ทตอบสั้นๆ “ทำตัวให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พรุ่งนี้เช้าผมจะกลับไปทำหน้าที่สามีที่ดี… เพื่อรอเวลาเอาคืนให้สาสม”
ฉันมองดูลูกชายแล้วสัมผัสได้ทันทีว่า ความไร้เดียงสาของอาร์ทได้ตายจากไปในคืนนี้แล้ว เหลือเพียงชายหนุ่มที่พร้อมจะเผาผลาญความทรยศหักหลังให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
ตลอดทั้งคืนนั้น ฉันและอาร์ทแทบไม่ได้ข่มตาหลับ เราสองคนแม่ลูกนั่งวางแผนกันอย่างรอบคอบ ฉันรู้ดีว่าบริษัทจัดส่งอุปกรณ์สำนักงานที่วิชัยบริหารอยู่นั้น เงินลงทุนและคอนเนกชันเกือบทั้งหมดมาจากมรดกของเตี่ยและเงินเก็บส่วนตัวของฉัน วิชัยถือหุ้นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น และบ้านหลังใหญ่ที่เราอาศัยอยู่ก็เป็นชื่อของฉันตั้งแต่ต้น
รุ่งเช้าของวันใหม่ วิชัยเดินลงมาจากห้องนอนด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า เขายังคงสวมหน้ากากหัวหน้าครอบครัวผู้อบอุ่น สวมเสื้อเชิ้ตเรียบกริบเหมือนทุกวัน มินตรานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร กำลังจัดจานข้าวต้มด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
“ตื่นแต่เช้าจังเลยนะเอื้อง” วิชัยทักทายฉัน สายตาของเขาแอบชำเลืองมองมาอย่างระแวดระวัง ราวกับกำลังหยั่งเชิงว่าฉันได้บอกอะไรกับอาร์ทไปแล้วหรือยัง
“อาร์ทเพิ่งออกเวรกลับมาน่ะจ้ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงปกติ พลางเดินไปรินน้ำส้มใส่แก้ว “เห็นบอกว่าวันนี้มีเรื่องน่ายินดีจะคุยกับทุกคนในบ้าน”
มินตราส่งยิ้มเขินอายมาให้ฉัน มือของเธอลูบหน้าท้องที่ยังแบนราบเบาๆ “มินว่าจะบอกพ่อกับแม่อย่างเป็นทางการเช้านี้ค่ะ ว่ามินกำลังจะมีหลานให้ทุกคน”
วิชัยยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ แต่แววตาที่เขาสบกับมินตรานั้นเต็มไปด้วยความนัยอันลึกซึ้งที่ฉันมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง
เสียงฝีเท้าของอาร์ทดังลงมาจากบันได เขาสวมชุดลำลองธรรมดา ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เขาก้าวเข้ามาในห้องอาหารตรงไปสวมกอดมินตราจากด้านหลัง แล้วจุมพิตที่กระหม่อมของเธออย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณนะมิน สำหรับของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิต” อาร์ทกระซิบข้างหูเธอ มินตรายิ้มแก้มปริ โดยไม่รู้เลยว่าดวงตาของสามีที่มองข้ามไหล่เธอไปนั้น จ้องมองตรงไปยังวิชัยด้วยความอาฆาตมาดร้ายเพียงใด
ละครฉากใหญ่กำลังเริ่มต้นขึ้น และเหยื่อที่แท้จริงยังคงหลงคิดว่าตัวเองเป็นผู้คุมเกม