ตอนที่ 2 : ความจริงเบื้องหลังชายพเนจร

ตอนที่ 2 : ความจริงเบื้องหลังชายพเนจร

ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตูรั้วอัตโนมัติบานใหญ่ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกอก ความทรงจำอันเลวร้ายในค่ำคืนที่ฝนตกกระหน่ำเมื่อหกเดือนก่อนยังคงแจ่มชัด ค่ำคืนที่ฉันต้องทิ้งคฤหาสน์ของบรรพบุรุษแล้วหนีเอาชีวิตรอดไปลอนดอนด้วยความสิ้นหวัง แต่ภาพตรงหน้ากลับตรงกันข้ามกับทุกสิ่งที่ฉันจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง คฤหาสน์ตระกูลอัครเดชไพศาลที่ควรจะรกร้างหรือถูกยึดครองโดยอาเกริกพล กลับสว่างไสวด้วยโคมไฟระย้าหรูหรา สวนหย่อมด้านหน้าได้รับการตกแต่งอย่างประณีตราวกับพระราชวัง และยังมีกล้องวงจรปิดมุมกว้างหมุนตรวจตราอย่างหนาแน่น

ขณะที่ฉันก้าวลงจากรถแท็กซี่ด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายและถือกระเป๋าเอกสารหลักฐานสำคัญไว้แน่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดสูทสีดำสนิทสองคนก็เดินตรงเข้ามาด้วยท่าทีเฉียบขาด สายตาของพวกเขาจับจ้องฉันอย่างระแวดระวัง

“ขออภัยครับคุณผู้หญิง ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าใกล้” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและสุภาพ

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วตอบกลับไป “ฉันชื่อไอริน อัครเดชไพศาล ฉันเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้!“

เจ้าหน้าที่ทั้งสองหันมองหน้ากันทันที แต่ไม่มีแววตื่นตระหนกหรือหวาดระแวงแม้แต่น้อย คนหนึ่งยกวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูดสั้นๆ “ท่านครับ คุณไอรินกลับมาถึงแล้วครับ”

เพียงไม่กี่วินาที ประตูรั้วเหล็กดัดลายวิจิตรเปิดออกอย่างนุ่มนวลด้วยระบบไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ผายมือเชื้อเชิญให้ฉันเดินเข้าไป ฉันก้าวขาที่สั่นเทาเดินไปตามทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวสู่ตัวบ้าน ในใจเต็มไปด้วยคำถามมากมายมหาศาล ใครคือคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้? เกิดอะไรขึ้นกับชายพเนจรคนนั้น? และเงินทองมากมายขนาดนี้มาจากไหนกันแน่?

เมื่อฉันก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ประตูไม้สักบานมหึมาถูกผลักเปิดออก กลิ่นหอมสะอาดของไม้กฤษณาและดอกไม้สดอบอวลไปทั่ว บนโซฟาหนังแท้สีเบจตัวใหญ่ใจกลางห้อง มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอ่านเอกสารบางอย่างอยู่

เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบหรู กางเกงสแล็กสีเทาเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง และมีบุคลิกภาพที่สง่างามสะกดทุกสายตา ผมของเขาถูกตัดแต่งอย่างประณีต ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับฉัน ฉันถึงกับผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว

แววตาคู่นั้น… ดวงตาที่ลุ่มลึกและสงบนิ่งอย่างประหลาด มันคือดวงตาคู่เดียวกับชายไร้บ้านที่เนื้อตัวมอมแมมในคืนฝนตกคืนนั้นอย่างไม่ผิดเพี้ยน!

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ… คุณไอริน” เขาวางเอกสารลงบนโต๊ะกระจก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วส่งรอยยิ้มบางๆ ให้ฉัน น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของเขาดังกังวานไปทั่วโถง

“นาย… นายคือผู้ชายคนนั้นเหรอ?” ฉันพูดตะกุกตะกัก สายตามองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? นายเป็นใคร? แล้วทำไมบ้านของฉันถึงกลายเป็นแบบนี้?!“

ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ฉันอย่างช้าๆ รัศมีความน่าเกรงขามรอบตัวเขาทำให้ฉันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะล้วงบางสิ่งออกจากกระเป๋าเสื้อสูท มันคือ “กุญแจมาสเตอร์คีย์สีทอง” ดอกเดิมที่ฉันเคยโยนให้เขาในคืนนั้น

“ผมรักษาคำสัญญาของคุณหนูครับ ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ผมไม่เคยทิ้งคฤหาสน์หลังนี้ไปไหนแม้แต่วันเดียว” เขาพูดพร้อมกับยื่นกุญแจคืนให้ฉัน “ส่วนเรื่องที่ว่าผมเป็นใคร… ผมคงต้องขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ผมชื่อ ภพธร วรโชติเมธี ครับ”

ชื่อนั้นดังก้องในโสตประสาทของฉันราวกับฟ้าผ่า! ภพธร วรโชติเมธี คือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลวรโชติเมธี มหาเศรษฐีด้านพลังงานและโทรคมนาคมระดับประเทศ ผู้ที่หายสาบสูญไปอย่างลึกลับเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนหลังเกิดความขัดแย้งภายในบอร์ดบริหาร ข่าวการหายตัวไปของเขาเคยพาดหัวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ทุกสำนัก

“คุณ… คุณคือคุณภพธร ทายาทวรโชติเมธีกรุ๊ปงั้นเหรอ?!” ฉันเอามือทาบอก ตกตะลึงจนแทบหมดสติ “ถ้าคุณคือภพธร แล้วในคืนนั้น… ทำไมคุณถึงไปนอนจมโคลนเป็นคนจรจัดอยู่ข้างถนนได้ล่ะ?!“

ภพธรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะผายมือให้ฉันนั่งลงบนโซฟา “คืนนั้น ผมเพิ่งรอดชีวิตจากการถูกลอบสังหารโดยหุ้นส่วนทรยศในบริษัทของผมเอง ผมบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียโทรศัพท์กับทรัพย์สินทั้งหมด จึงต้องปลอมตัวเป็นคนเร่ร่อนเพื่ออำพรางตัวและหาทางหลบหนี แล้วคุณหนูก็วิ่งหนีตายมาชนผมเข้าพอดี”

เขารินน้ำชาอุ่นๆ ส่งให้ฉันแล้วเล่าต่อ “เงินที่คุณให้ผมมาในคืนนั้น ช่วยให้ผมซื้ออาหาร ซื้อยา และติดต่อกับคนสนิทที่ภักดีของผมได้สำเร็จ เมื่อผมตั้งหลักได้ ผมก็สามารถทวงอำนาจและจัดการกวาดล้างศัตรูในบริษัทของผมจนหมดสิ้นภายในเวลาสองเดือน แต่ผมไม่ได้ย้ายออกจากที่นี่ เพราะผมจำคำสั่งของคุณได้… คุณบอกว่าห้ามทิ้งบ้านหลังนี้เด็ดขาด”

“แล้ว… แล้วเรื่องอาเกริกพลล่ะ?” ฉันถามด้วยความหวาดระแวงขึ้นมาทันที

แววตาของภพธรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “หลังจากที่คุณหนีไปได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ อาเกริกพลของคุณส่งลูกน้องติดอาวุธบุกเข้ามาที่นี่ถึงสามครั้ง หวังจะฮุบและทำลายสถานที่นี้ให้กลายเป็นบ้านร้างเพื่อชิงสิทธิ์พินัยกรรม แต่พวกเขาประเมินผมต่ำเกินไป ผมส่งทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวเข้าประจำการ และสั่งปรับปรุงระบบป้องกันทั้งหมดใหม่เพื่อรอการกลับมาของคุณ”

เขาสบตาฉันตรงๆ “ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา ผมรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ที่ลอนดอน และผมแอบใช้เส้นสายทางการเงินของผมช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ตรวจสอบบัญชีส่งเอกสารให้คุณโดยที่อาของคุณไม่รู้ตัว ตอนนี้พินัยกรรมและคฤหาสน์นี้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ คุณไอริน… แต่สงครามยังไม่จบ เพราะวันนี้คือวันที่อาเกริกพลนัดประชุมบอร์ดบริหารเพื่อประกาศยึดบริษัทของคุณอย่างเป็นทางการ”