ตอนที่ 2 (Part 2): ความจริงใต้เงามืด และเสียงปืนยามวิกาล
คำพูดอันเด็ดเดี่ยวของมินตราดังก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบงันของห้องเรือนกระจก มันกระแทกเข้ากลางหัวใจของผมอย่างจัง ความเจ็บปวด ความเข้าใจผิด และกำแพงน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นตลอดสามปีพังทลายลงในพริบตาเดียว ผู้หญิงที่ผมคิดว่ารังเกียจผม สัมผัสที่เธอเคยชักหนี สายตาที่หลบเลี่ยงไม่เคยกล้าสบตรงๆ… แท้จริงแล้วทุกอย่างคือเกราะกำบังที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตของผมจากคมดาบของครอบครัวเธอเอง
“นังลูกไม่รักดี!” เสียงฝ่ามือของคุณหญิงเกษมณีฟาดกระทบใบหน้าของมินตราอย่างแรงจนเกิดเสียงดังฉาด “แกยอมเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งกับไอ้กวินทร์เนี่ยนะ?! แกคิดว่ามันรักแกจริงหรือไง! พ่อของมันเคยหักหลังตระกูลเราจนเกือบล้มละลาย การที่พวกเรายอมให้แกแต่งงานเข้ามา ก็เพื่อรอวันที่เครือข่ายโลจิสติกส์ทั้งหมดของเตชะวณิชย์ตกมาอยู่ในมือพ่อแกต่างหาก!”
มินตรายกมือขึ้นกุมแก้มที่แดงช้ำ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตาคู่สวย แต่แววตากลับไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย “พ่อกับแม่ต่างหากที่โลภมากจนไม่ลืมหูลืมตา! พี่กวินทร์ไม่เคยรู้เรื่องความบาดหมางในอดีตเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาปฏิบัติต่อมินอย่างให้เกียรติ ไม่เคยแตะต้องหรือบังคับใจมินสักครั้ง มีแต่พวกคุณนั่นแหละที่ส่งยาพิษมาบังคับให้มินแอบผสมในอาหารของเขา!”
เธอสูดหายใจลึก น้ำเสียงสั่นเครือแต่ทรงพลัง “มินเทยานั่นทิ้งลงท่อระบายน้ำทุกวัน มินต้องแกล้งทำตัวห่างเหิน แกล้งทำเป็นรังเกียจเขา เพื่อไม่ให้พวกคุณสงสัยว่าทำไมเขาถึงยังไม่ตายสักที! มินยอมให้เขามองว่ามินเป็นผู้หญิงไร้หัวใจ ยอมทนเห็นสายตาตัดพ้อของเขาทุกค่ำคืน ดีกว่าปล่อยให้พวกคุณพรากชีวิตเขาไป!”
ด้านนอกเรือนกระจก ผมกำซองเอกสารการหย่าในมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนแทบหายใจไม่ออก ผมเคยมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจที่ฉลาดหลักแหลม มองทะลุทุกกลโกงในวงการค้า แต่กลับตาบอดมองไม่เห็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้
“ในเมื่อแกเลือกมัน แกก็ตายไปพร้อมกับมันซะเถอะ!” คุณหญิงเกษมณีชักปืนพกขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าถือหรูหรา เล็งตรงไปที่ศีรษะของลูกสาวแท้ๆ “อีกสิบนาทีคนของพ่อแกจะตัดระบบไฟทั้งหมด คืนนี้ทั้งแกและไอ้กวินทร์จะต้องกลายเป็นศพในเพนต์เฮาส์แห่งนี้ ตำรวจจะสรุปสำนวนว่าเป็นเหตุฆาตกรรมชิงทรัพย์ และมรดกทั้งหมดจะตกเป็นของตระกูลพิริยะกุลโดยสมบูรณ์!”
“อย่ายกปืนกระบอกนั้นขึ้นมาเด็ดขาด คุณหญิงเกษมณี”
เสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของผมดังขึ้น พร้อมกับที่ผมผลักประตูกระจกเปิดออกช้าๆ ร่างของคุณหญิงชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกตกใจอย่างรุนแรง ขณะที่มินตราหันขวับมามองผม ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงทันตา
“พี่… พี่กวินทร์…” ริมฝีปากของเธอสั่นระริก เธอพยายามก้าวเข้ามาขวางหน้าผมโดยสัญชาตญาณ แม้ในวินาทีที่ตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายที่สุด เธอก็ยังคิดจะปกป้องผมก่อนเสมอ
“กวินทร์! แก… แกมาตั้งแต่เมื่อไหร่!” แม่ยายของผมมือสั่น แต่ยังคงถือปืนจ่อมาทางเราสองคน
“นานพอที่จะได้ยินความต่ำช้าทั้งหมดที่คุณกับคุณพจน์ร่วมกันวางแผนมาตลอดสามปี” ผมก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไม่มีแววตาของความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความเดือดดาลที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง ผมดึงร่างของมินตราเข้ามาไว้ข้างหลัง สัมผัสได้ถึงความสั่นเทาของร่างกายเธอ คราวนี้ผมไม่ปล่อยให้เธอถอยหนี แต่กุมมือเธอไว้แน่นเพื่อบอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้เผชิญหน้ากับปีศาจเหล่านี้เพียงลำพังอีกต่อไป
“อย่าเข้ามานะ! ไม่งั้นฉันยิงจริงๆ ด้วย!” คุณหญิงแผดเสียงลั่น
“ยิงสิครับ” ผมยิ้มเย็น “แต่ก่อนที่คุณจะเหนี่ยวไก ลองฟังเสียงรอบๆ เพนต์เฮาส์ดูหน่อยเป็นไง”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินของตัวอาคารก็ดังสนั่น พร้อมกับเสียงเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือยอดตึกกระจก แสงไฟสปอตไลต์ทรงพลังสาดส่องทะลุเรือนกระจกเข้ามาจนสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยเสียงกระจกด้านนอกแตกกระจายและฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มชายชุดดำพร้อมอาวุธครบมือที่บุกเข้าเคลียร์พื้นที่ทุกจุด
“นี่มันอะไรกัน?!” คุณหญิงเกษมณีเริ่มลนลาน หันรีหันขวางอย่างบ้าคลั่ง
“คุณคิดจริงๆ หรือว่าคนอย่าง กวินทร์ เตชะวณิชย์ จะปล่อยให้บ้านตัวเองกลายเป็นรังของศัตรูโดยไม่รู้ตัว?” ผมเอ่ยเสียงเรียบ “ผมรู้มาตั้งแต่วันแรกที่คุณส่งคนมาป้วนเปี้ยนแถวระบบบำบัดน้ำ แต่ที่ผมยังปล่อยให้เกมนี้ดำเนินต่อไป เพราะผมแค่อยากรู้ว่าหัวใจของภรรยาผมอยู่ตรงไหน… และคืนนี้ ผมได้คำตอบแล้ว”
สิ้นเสียงของผม ประตูลิฟต์ส่วนตัวก็เปิดออก พร้อมกับร่างของบอดี้การ์ดมือหนึ่งของผมที่ก้าวเข้ามา ล็อกตัวคุณหญิงเกษมณีและปลดอาวุธปืนออกจากมือเธออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
“ปล่อยฉันนะ! แกแตะต้องฉันไม่ได้! ผัวของฉันไม่มีทางปล่อยพวกแกไว้แน่!” คุณหญิงกรีดร้องดิ้นรน
“คุณพจน์น่ะเหรอครับ?” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพถ่ายทอดสดจากโกดังใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “ตำรวจสอบสวนกลางและกองปราบปรามกำลังเข้าจับกุมเขาพร้อมของกลางอาวุธเถื่อนและหลักฐานการฟอกเงินทั้งหมดที่ผมส่งให้ทางการเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตระกูลพิริยะกุล… จบสิ้นลงแล้วตั้งแต่นาทีนี้”
คุณหญิงเกษมณีทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง บอดี้การ์ดลากตัวเธอออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้า
ผมค่อยๆ หันกลับมามองมินตรา หญิงสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า หยดน้ำตาไหลอาบสองแก้มที่บอบช้ำ เธอพยายามจะก้มหน้าหลบสายตาผมเหมือนที่เคยทำมาตลอดสามปี แต่ครั้งนี้ ผมไม่ยอมให้เธอทำแบบนั้นอีกต่อไป ผมยื่นมือออกไป ประคองใบหน้าเรียวสวยของเธอขึ้นมาอย่างอ่อนโยน สัมผัสความอบอุ่นที่แท้จริงซึ่งผมโหยหามาเนิ่นนาน
“ทำไมถึงไม่บอกพี่…” น้ำเสียงของผมสั่นไหวด้วยความปวดร้าว “ทำไมต้องแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ไว้คนเดียว”
มินตราปล่อยโฮออกมาในที่สุด เธอซบหน้าลงกับอกของผม สองมือเล็กๆ กำเสื้อเชิ้ตของผมแน่นราวกับกลัวว่าผมจะหายไป “เพราะมินกลัว… มินกลัวว่าถ้าพี่รู้ พี่จะตกอยู่ในอันตราย มินยอมให้พี่เกลียดมิน ดีกว่าต้องเห็นพี่ตายไปต่อหน้าต่อตา…“
ผมดึงร่างบางเข้ามากอดแนบแน่น ราวกับจะชดเชยเวลาสามปีแห่งความเงียบงันและความเข้าใจผิดทั้งหมดที่ผ่านมา คืนนี้ พายุร้ายภายนอกได้พัดผ่านไปแล้ว เหลือเพียงพายุแห่งความรักและความจริงที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง