ตอนที่ 2 (EP.2): การหักหลังหน้าด้านๆ และวินาทีคว่ำโต๊ะสะเทือนตระกูล
ฉันยืนนิ่งงันอยู่ตรงธรณีประตู มือทั้งสองข้างที่กำขวดซีอิ๊วขาวเย็นเฉียบจนสั่นเทา บรรยากาศภายในห้องรับประทานอาหารอบอวลไปด้วยความสุขสนุกสนาน แสงเทียนสีส้มละมุนสะท้อนใบหน้าของคนในครอบครัววรโชติ ทุกคนต่างยิ้มแย้มยินดี หัวเราะส่งเสียงประสานกันอย่างมีความสุข ราวกับโลกใบนี้มีเพียงแค่พวกเขาสี่คน
“เป่าเทียนเลยจ้ะลูกสา ขอให้อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการไวๆ นะลูกนะ” คุณหญิงผกาวัลย์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานละมุนละไม เป็นน้ำเสียงที่ตลอดห้าปีที่ฉันก้าวเข้ามาเป็นสะใภ้บ้านนี้ ฉันไม่เคยได้รับมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ขอบพระคุณค่ะคุณแม่ สาซึ้งใจที่สุดเลยค่ะ ไม่คิดว่าปีนี้ทุกคนจะจำวันเกิดสาได้ แถมยังสั่งเค้กช็อกโกแลตนำเข้าราคากล่องละสี่พันบาทมาเซอร์ไพรส์สาอีก” สายิ้มแก้มแทบปริ ปรบมือพริ้มตาด้วยความตื่นเต้น มือของเธอข้างหนึ่งยังลูบไล้กล่องของขวัญแบรนด์เนมหรูผูกโบสีทองที่นลินส่งมาให้ฉันอย่างหวงแหน
“อันนี้ของขวัญจากแม่นะลูกสา ในซองนี้มีเงินสดห้าหมื่นบาท เอาไปช้อปปิ้งกระเป๋าใบใหม่สวยๆ ถือไปอวดเพื่อนที่ทำงานซะ” คุณหญิงผกาวัลย์ยื่นซองจดหมายสีแดงหนาเตอะเข้าไปในมือลูกสะใภ้คนโต
“โห แม่ครับ ห้าหมื่นเลยเหรอ! ขอบคุณแทนสาด้วยนะครับแม่ แม่ใจดีที่สุดในโลกเลย!” พี่เมฆยิ้มร่า กอดเอวมารดาพลางหอมแก้มฟอดใหญ่
ฉันยืนมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง หัวใจเหมือนถูกบีบขยี้จนแหลกละเอียด เค้กก้อนนั้นฉันใช้บัตรเครดิตส่วนตัวสั่งจองล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ กล่องของขวัญกล่องนั้น จ่าหน้าพัสดุถึง ‘คุณรินทร์ลดา วราพงศ์’ เพื่อนสนิทฉันส่งมาให้ฉันเพื่อฉลองอายุครบสามสิบปีในวันนี้ และที่น่ารังเกียจที่สุดคือ อาหารไทยเลิศรสทั้งหกอย่างที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นควันฉุยเต็มโต๊ะ ทั้งแกงระแวงเนื้อ ต้มยำกุ้งแม่น้ำ มัสมั่นไก่ และปลากะพงทอดน้ำปลาตัวโต ล้วนเป็นอาหารที่ฉันยืนหลังขดหลังแข็งทำตั้งแต่ไก่โห่ด้วยแขนข้างขวาที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุล้มฟกช้ำมาสดๆ ร้อนๆ!
พวกเขารวมหัวกันหลอกฉัน… หลอกให้ฉันคิดว่านี่คืองานวันเกิดของฉัน หลอกให้ฉันเป็นแม่ครัวทำกับข้าวจัดเลี้ยงฟรีๆ เพื่อนำมาประเคนเซอร์ไพรส์วันเกิดให้พี่สะใภ้คนโต โดยที่ไม่มีใครเห็นหัวฉันแม้แต่นิดเดียว!
“อ้าว รินทร์! กลับมาแล้วเหรอ ทำไมมายืนบื้อขวางทางอยู่ตรงประตูแบบนั้นล่ะ?” ภวินท์ที่หันมาเห็นฉันเข้าพอดี เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ราวกับฉันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาทำลายบรรยากาศแสนอบอุ่นของพวกเขา
ฉันก้าวเดินเข้าไปช้าๆ วางขวดซีอิ๊วขาวลงบนเคาน์เตอร์ครัว ดวงตาจ้องเขม็งไปที่สามีและแม่สามี “ภวินท์… นี่มันหมายความว่ายังไงคะ?”
“หมายความว่ายังไงอะไรของเธอ?” ภวินท์ขมวดคิ้ว ปัดมือไปมา “ก็อย่างที่เห็น วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพี่สาเขา บังเอิญวันเกิดพวกเธอสองคนมันตรงกัน แม่เขาเลยคิดว่ารวบยอดจัดพร้อมกันไปเลย ประหยัดทั้งเงินทั้งเวลา เธอก็อย่ามาทำตัวงี่เง่าเรื่องมากน่ารำคาญแถวนี้เลยนะ”
“รวบยอดจัดพร้อมกัน?” ฉันเค้นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา “ถ้ารวบยอดจัดพร้อมกัน ทำไมคนทั้งบ้านถึงร้องเพลงให้พี่สาคนเดียว? ทำไมเค้กที่รินทร์สั่งซื้อด้วยเงินตัวเอง ถึงมีป้ายปักชื่อว่า ‘Happy Birthday คุณสา’? แล้วทำไมกล่องของขวัญที่เพื่อนของรินทร์ส่งมาให้รินทร์ ถึงไปวางอยู่ตรงหน้าพี่สาได้ล่ะคะ!”
สาหน้าเสียไปวูบหนึ่ง รีบเอามือจับกล่องของขวัญของฉันไว้แน่น ส่วนพี่เมฆก็ชักสีหน้าขึ้นมาทันที “นี่น้องสะใภ้ พูดจาให้มันดีๆ หน่อยสิ! จะเค้กใครหรือของขวัญใครมันจะต่างกันตรงไหนนักหนา ในเมื่อเอามากินมารวมกันในบ้านนี้ มันก็ถือเป็นของส่วนกลางของคนในครอบครัวทั้งนั้นแหละ วันเกิดปีหนึ่งมีครั้งเดียว เธอจะมาทำตัวใจแคบ หวงของกินหวงของขวัญกับคนในบ้านทำไม?”
“ใช่ รินทร์ เธอทำตัวเป็นสะใภ้ขี้อิจฉาไปได้!” คุณหญิงผกาวัลย์แผดเสียงตวาดแหลมสูงขึ้นมาทันควัน “สาเขาเป็นผู้หญิงทำงาน มีหน้ามีตาในสังคม มีเงินเดือนหลักแสน เข้ามาช่วยเชิดชูวงศ์ตระกูลวรโชติ ไม่เหมือนเธอ วันๆ เกาะลูกชายฉันกิน ทำงานทำการอะไรก็ไม่มี ชาติตระกูลก็ต่ำต้อย ฉันอุตส่าห์เมตตาให้เธอทำกับข้าวร่วมโต๊ะกับพวกเรา โอนเงินให้เธอไปจ่ายตลาดตั้งสามร้อยบาท เธอยังไม่รู้จักสำนึกบุญคุณอีกเหรอ! ของขวัญกับเค้กนั่น ยกให้พี่สะใภ้เขาไปจะเป็นจะตายรึไง!”
“สามร้อยบาท…” ฉันกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บ “เงินสามร้อยบาทที่คุณแม่โอนมา มันยังซื้อปลาสดตัวนี้ไม่ได้ครึ่งตัวด้วยซ้ำ! อาหารทุกอย่างบนโต๊ะนี้ รินทร์เป็นคนจ่ายเงินซื้อเองทั้งหมด แขนข้างขวาของรินทร์ล้มกระแทกพื้นจนเลือดออกตอนที่ภวินท์โทรมาด่าเรื่องเงินสามร้อยนั่น รินทร์ต้องกัดฟันทนเจ็บทำกับข้าวตั้งแต่เช้าเพื่อปรนนิบัติพวกคุณ แต่พวกคุณกลับเหยียบย่ำรินทร์เหมือนไม่ใช่คน!”
“หยุดพล่ามไร้สาระได้แล้วรินทร์!” ภวินท์ตะคอกลั่น ลุกขึ้นมาชี้หน้าฉันอย่างดุดัน “ถ้าทนอยู่ไม่ได้ก็ไสหัวไปอยู่ในห้องนอน อย่ามาทำลายงานวันเกิดพี่สา! อย่าทำให้ฉันต้องอับอายขายหน้าไปมากกว่านี้!”
สาแอบยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน เธอเอื้อมมือไปหยิบมีดตัดเค้กขึ้นมาพลางพูดเสียงหวานหยดย้อย “ขอบคุณทุกคนอีกครั้งนะคะ สามีความสุขที่สุดเลยค่ะ… งั้นสาขอตัดเค้กอร่อยๆ ชิ้นนี้แจกจ่ายทุกคนเลยนะคะ”
สายตาที่เย้ยหยันหยิ่งผยองของสา คำด่าทออันไร้หัวใจของภวินท์ และท่าทีรังเกียจเหยียดหยามของคุณหญิงผกาวัลย์… ทุกสิ่งทุกอย่างประดังเข้ามาในหัวสมองของฉัน ความอดทนที่ฉันสั่งสมมาตลอดห้าปีขาดสะบั้นลงในวินาทีนั้นเอง!
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่ร้องไห้อีกต่อไป แววตาที่เคยยอมจำนนเปลี่ยนเป็นแววตาที่เยียบเย็นและดุดันดุจพญาหงส์ที่ตื่นจากหลับใหล
ฉันก้าวเท้ายาวๆ ตรงเข้าไปที่หัวโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย! เธอจะทำอะไรน่ะรินทร์!” ภวินท์ร้องเตือนด้วยความตกใจ
ฉันไม่ตอบคำถาม แต่ย่อตัวลง ใช้สองมือสอดเข้าไปใต้ขอบโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ที่มีอาหารหกอย่าง เค้กวันเกิด แก้วไวน์ และจานชามกระเบื้องเคลือบราคาแพงวางเรียงรายอยู่…
โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม! เพล้งงงงงงงงง!
ด้วยแรงโทสะและพลังทั้งหมดที่มี ฉันออกแรงยกกระชากโต๊ะอาหารพลิกคว่ำลงไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง!
โต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ลอยคว่ำคะมำลงพื้น เสียงจานชามกระเบื้อง แก้วไวน์คริสตัลแตกกระจายละเอียดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบ้าน! น้ำแกงมัสมั่น ต้มยำกุ้งร้อนๆ และปลากะพงทอดน้ำปลา สาดกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่วพื้นห้องอาหารและกระเด็นใส่เสื้อผ้าหรูหราของทุกคน เค้กช็อกโกแลตราคาแพงตกกระแทกพื้นเละเทะไม่มีชิ้นดี ครีมสีน้ำตาลเข้มกระเด็นไปแปะอยู่บนใบหน้าและชุดเดรสลูกไม้สีขาวของสาพอดิบพอดี!
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!” สาหวีดร้องลั่นบ้านด้วยความตกใจกลัว กระโดดเหยียบเศษแก้วจนลนลาน ชุดเดรสหรูของเธอเลอะไปด้วยน้ำแกงและช็อกโกแลตเละๆ ทั่วทั้งตัว
“อีบ้า! อีรินทร์! แกทำอะไรลงไป!” คุณหญิงผกาวัลย์ยืนตัวสั่นงันงก เสื้อผ้าไหมราคาเรือนหมื่นของนางเปื้อนน้ำต้มยำสีแดงก่ำ นางกรีดร้องพลางยกมือกุมหน้าอกเหมือนคนกำลังจะช็อกตาย
พี่เมฆกับภวินท์ยืนอ้าปากค้าง ตาถลนด้วยความตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เศษซากงานเลี้ยงวันเกิดอันสวยหรูพังทลายลงกลายเป็นกองขยะส่งกลิ่นคละคลุ้งภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที!
ฉันยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเศษซากความพินาศ ก้มลงหยิบกล่องของขวัญของนลินและซองเงินห้าหมื่นบาทที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างใจเย็น ฉันดึงโบสีทองของกล่องของขวัญออกอย่างสง่าผ่าเผย แล้วจ้องมองใบหน้าของคนในตระกูลวรโชติทีละคนด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก
“ในเมื่อพวกคุณไม่เห็นหัวฉัน มองฉันเป็นแค่คนรับใช้… งานเลี้ยงจอมปลอมสกปรกพวกนี้ ก็ไม่มีค่าพอที่จะให้คนอย่างพวกคุณได้กินแม้แต่คำเดียว!”
เสียงของฉันดังกึกก้อง สะกดทุกคนในบ้านจนเงียบกริบ แม้แต่ภวินท์ที่เคยปากดีก็ยังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อสายตาอันทรงอำนาจที่เขาไม่เคยเห็นจากตัวฉันมาก่อน!