น้องสาวคู่หมั้นพาชายฉกรรจ์ 7 คนมาพังคอนโดหรูของเราจนยับเยิน—ครอบครัวแฟนเงียบกริบทั้งบ้าน จนกระทั่งฉันโทรแจ้งตำรวจ และยอดความเสียหายพุ่งทะลุ 2.5 ล้านบาท

PART 2: การถอนหมั้นกลางวงล้อม และใบแจ้งหนี้ที่ไม่มีวันจ่ายด้วยคำขอโทษ

สายตาของทุกคนในห้องชุดจับจ้องมาที่ภวินท์ ผู้ชายที่เพิ่งก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด เสื้อเชิ้ตทำงานของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ ลมหายใจหอบถี่ และดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีแววห่วงใยความปลอดภัยของฉันแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ฉายชัดบนใบหน้าของเขาคือความกลัวเสียหน้า และความโกรธที่ฉันกล้าขัดคำสั่งของเขา

“ริญ! ทำไมต้องโทรตามตำรวจมาด้วย? ทำไมคุยกันดีๆ ในครอบครัวไม่ได้!” ภวินท์ขึ้นเสียงพลางกวาดสายตามองนายตำรวจสองนาย เจ้าหน้าที่ รปภ. และซากปรักหักพังรอบห้อง ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาฉันด้วยท่าทีคุกคาม “คุณรู้ไหมว่าแม่กับพ่อต้องรีบขับรถมาที่นี่เพราะคุณสร้างเรื่องบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมา!”

“ฉันสร้างเรื่องเหรอ ภวินท์?” ฉันถามเสียงเรียบ ยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว “คุณมองไปรอบๆ ตัวคุณสิ โซฟาตัวที่ฉันสั่งทำ ทีวีที่เพิ่งติด ผนังห้องที่เพิ่งทาสีใหม่ โต๊ะหินอ่อนที่ถูกทุบเป็นชิ้นๆ นั่นคือฝีมือน้องสาวคุณกับเพื่อนผู้ชายอีกเจ็ดคนของเธอ ใครกันแน่ที่เป็นคนสร้างเรื่อง?”

“แต่มันก็แค่ของนอกกายไหม!” ภวินท์ตะคอกกลับอย่างหัวเสีย “ต่ายเป็นน้องสาวแท้ๆ ของผม อีกสามอาทิตย์เราจะแต่งงานกัน ต่ายก็จะเป็นน้องสาวของคุณเหมือนกัน ทำไมคุณถึงใจแคบและแล้งน้ำใจขนาดนี้ แค่ตักเตือนกันในบ้านก็จบ จะลากตำรวจมาประจานครอบครัวผมให้คนทั้งคอนโดรู้ทำไม!”

คำว่า “ครอบครัวผม” หลุดออกมาจากปากของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ มันตอกย้ำให้ฉันเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ในสายตาของภวินท์และตระกูลวัฒนากูล ฉันไม่เคยถูกนับเป็นคนในครอบครัวเลยแม้แต่วินาทีเดียว ฉันเป็นเพียงผู้หญิงที่มีเงิน มีคอนโดหรู และเป็นเครื่องประดับบารมีที่พวกเขาคาดหวังว่าจะยอมก้มหัว ยอมสละทรัพย์สิน และยอมกลืนความอยุติธรรมทุกอย่างลงคอเพื่อแลกกับการได้ใช้นามสกุลของพวกเขา

“พอได้แล้วตาวิน!” คุณนวลแขรีบเดินเข้ามาแทรกพลางดึงแขนลูกชายไว้ ก่อนจะหันมาส่งสายตาวิงวอนแกมกดดันให้ฉัน “ริญจ๊ะ แม่ขอเถอะนะลูก ถอนแจ้งความเถอะ ตำรวจเขาก็มีงานเยอะแยะ อย่าให้เรื่องเล็กแค่นี้กลายเป็นคดีความเลย ต่ายมันรู้ตัวแล้วว่าทำผิด เดี๋ยวแม่จะให้มันกราบขอโทษริญตรงนี้เลยนะลูกนะ”

คุณนวลแขหันไปส่งสายตาดุใส่ลูกสาว “ต่าย! มาขอโทษพี่สะใภ้เดี๋ยวนี้!”

ต่ายที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างหลังชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดคนสะบัดหน้าอย่างดื้อรั้น ดวงตายังคงมีความพยศ “ไม่ขอโทษ! ต่ายไม่ผิด! พี่วินบอกเองว่าถ้าแต่งงานแล้ว คอนโดนี้ก็คือบ้านของพี่วิน ต่ายมีสิทธิ์จะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วนังนี่เป็นใคร มีสิทธิ์อะไรไม่ให้ต่ายเป็นเพื่อนเจ้าสาว แถมยังตัดชื่อต่ายออกจากงานเลี้ยงเปิดตัวบริษัทอีก! ต่ายแค่มาสั่งสอนให้มันรู้ว่าใครเป็นเจ้าของบ้านที่แท้จริง!”

“หุบปากเดี๋ยวนี้ ยัยต่าย!” คุณพิชัยตวาดลั่นจนต่ายสะดุ้งสุดตัว ผู้เป็นพ่อเริ่มตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เพราะตำรวจกำลังจดบันทึกทุกคำพูดของลูกสาวลงในสมุดประจำวันอย่างละเอียด

ตำรวจสายตรวจอาวุโสหันมาทางฉัน “คุณผู้หญิงครับ ในเมื่อเจรจากันไม่ได้ และผู้ต้องหายังคงยืนยันพฤติการณ์ตามหลักฐาน ทางเราจำเป็นต้องเชิญตัวผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมด รวมถึงคุณผู้หญิงไปที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อเพื่อลงบันทึกประจำวันและแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการครับ”

“เดี๋ยวก่อนครับสารวัตร” คุณพิชัยรีบก้าวเข้ามา ดึงนามบัตรสีทองออกจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วยื่นให้ตำรวจ “ผมพิชัย วัฒนากูล กรรมการผู้จัดการกลุ่มทุนวัฒนากูลคอร์ปอเรชัน เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดของเด็กๆ ภายในบ้าน ผมยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ทั้งหมด ไม่ต้องพาตัวลูกสาวผมไปโรงพักหรอกครับ เสียเวลาเปล่าๆ”

นายตำรวจมองนามบัตรนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งคืนอย่างสุภาพแต่หนักแน่น “ขออภัยครับท่าน คดีนี้เป็นคดีอาญา มีทั้งข้อหาบุกรุกเคหสถานในเวลากลางวันโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษจำคุก อีกทั้งผู้เสียหายยืนยันจะดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายครับ”

สีหน้าของคุณพิชัยเปลี่ยนเป็นคล้ำเข้มด้วยความเสียหน้า ชายวัยกลางคนที่เคยสั่งการทุกคนในแวดวงธุรกิจกลับไม่สามารถใช้เงินหรืออำนาจกดดันเจ้าหน้าที่ต่อหน้าหลักฐานที่ทนโท่ได้

ภวินท์หันกลับมาหาฉันอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความหวาดระแวง เขาเอื้อมมือจะมาจับมือฉัน แต่ฉันก้าวถอยหลังหลบอย่างเยือกเย็น

“ริญ… คิดถึงงานแต่งงานของเราสิ” น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่น “การ์ดเชิญส่งไปให้แขกระดับผู้ใหญ่หมดแล้ว โรงแรมก็จองแล้ว ถ้าคุณพาต่ายไปโรงพัก ข่าวหลุดออกไป งานแต่งงานของเราจะเป็นยังไง? หน้าตาของตระกูลผมจะเอาไปไว้ที่ไหน? คุณจะทำลายความรักห้าปีของเราเพราะแค่เรื่องเฟอร์นิเจอร์พวกนี้จริงๆ เหรอ?”

ฉันมองใบหน้าของผู้ชายที่ฉันเคยคิดจะฝากชีวิตไว้ด้วยความรู้สึกว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความเจ็บปวดกลับนิ่งสงบลงจนน่ากลัว

“ความรักเหรอ ภวินท์?” ฉันเอ่ยถามเบาๆ “ตอนที่ฉันโทรหาคุณ แล้วคุณบอกให้ฉันอย่าทำตัวมีปัญหา… ตอนที่คุณบอกว่าคอนโดนี้ชื่อฉัน แต่กลับปล่อยให้น้องสาวคุณพามันแก๊งเพื่อนมาพังมัน… ตอนที่คุณและครอบครัวของคุณเห็นคลิปในกรุ๊ปไลน์แต่ไม่มีใครถามฉันสักคำว่าฉันปลอดภัยไหม… ตอนนั้นความรักห้าปีของคุณมันอยู่ที่ไหน?”

ภวินท์อึกอัก “ผม… ผมติดประชุมจริงๆ ริญ ผมไม่ได้ตั้งใจ—”

“คุณไม่ได้ไม่ตั้งใจหรอก แต่คุณไม่เคยเห็นหัวฉันเลยต่างหาก” ฉันพูดพลางยกมือข้างซ้ายขึ้น ปลดแหวนหมั้นเพชรน้ำงามขนาดสามกะรัตที่สวมอยู่บนนิ้วนางออกมา

ทุกคนในห้องเงียบกริบ แม้แต่คุณนวลแขยังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

ฉันวางแหวนวงนั้นลงบนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยรอยขูดขีด วางเคียงข้างกองใบเสร็จมูลค่าสองล้านห้าแสนบาท

“งานแต่งงานถูกยกเลิกตั้งแต่วินาทีที่คุณบอกให้ฉันเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อยอมรับความอยุติธรรมของบ้านคุณแล้ว” ฉันสบตาภวินท์อย่างเด็ดเดี่ยว “เราสองคนจบกันแค่นี้ คืนแหวน คืนอิสรภาพ และพรุ่งนี้เช้า ทนายความส่วนตัวของฉันจะส่งหนังสือยกเลิกสัญญาการจัดงานแต่งงานไปยังโรงแรม รวมถึงส่งหมายเรียกไปยังบ้านวัฒนากูลทุกคน”

“ริญ! คุณบ้าไปแล้วเหรอ!” ภวินท์ตะโกนลั่น พยายามจะคว้าแขนฉัน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก้าวเข้ามาขวางทันที

“กรุณาอย่าแตะต้องตัวผู้เสียหายครับคุณ” ตำรวจเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เชิญผู้ต้องหาทั้งแปดคนลงไปที่รถควบคุมตัวด้านล่างด้วยครับ ส่วนคุณผู้หญิง เชิญไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่ สน. ครับ”

สายตาของต่ายเริ่มลนลาน น้ำตาแห่งความกลัวเริ่มไหลออกมาเมื่อเห็นตำรวจหยิบกุญแจมือออกมาเตรียมพร้อม ชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดคนก้มหน้าไม่กล้าสบตาใคร ความอหังการที่เคยมีมลายหายไปสิ้น

“แม่! ช่วยต่ายด้วย! ต่ายไม่ไปโรงพัก! พี่วินช่วยหนูด้วย!” ต่ายกรีดร้องพลางเกาะแขนคุณนวลแขแน่น

แต่คราวนี้ ไม่มีใครช่วยเธอได้อีกต่อไป ฉันเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากห้องชุด ปล่อยให้เสียงกรีดร้องและเสียงทะเลาะวิวาทของครอบครัววัฒนากูลดังก้องอยู่เบื้องหลัง การต่อสู้ทางกฎหมายเพิ่งเริ่มต้นขึ้น และฉันจะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว.